Monthly Archives: สิงหาคม 2013

วินาทีปัจจุบัน

มาตรฐาน

image

1.
ฉันเพิ่งได้ดูหนัง ทวิภพ เวอร์ชั่นที่ฟลอเรนซ์ วนิดา เฟเวอร์ นางแบบหน้าเก๋คนนั้นเล่นเป็นมณีจันทร์ เป็นทวิภพที่งดงามและให้ความรู้สึกเหมือนนั่งชมคอนเทมโพรารีแดนซ์ร่ายเล่าเรื่องราวในลีลาแอบสแตรกท์

มีความตอนหนึ่งที่ฉันติดใจไม่น้อย เมื่อมณีจันทร์ผู้ย้อนกลับไปในอดีตเปรยถามใครสักคน ว่า “วินาทีไหนคือปัจจุบัน” วันเวลาที่เธอจากมา หรือวันเวลาที่เธอกลับมา

วินาทีที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ เมื่อนาฬิกาเดินไปอีกวินาทีก็กลายเป็นอดีตเสียแล้ว

2.
สามวันต่อมา โชคชะตาพาฉันไปที่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ตรงข้ามกับวัดอรุณราชวราราม จากระยะทาง ไม่ใกล้พระปรางค์อันงดงามนั้นนัก แต่ห่างพอจะเห็นความงามทางสถาปัตยกรรมอย่างกระจะตา ภาพบนหน้าต่างห้องพักทำให้ฉันอดนึกถึงฉากและเรื่องราวในทวิภพไม่ได้

ฉันมาถึงโรงแรมนั้นในเที่ยงวันฟ้าหม่น หลายชั่วโมงผ่าน ฟ้ายังคงหม่น ไร้วี่แววของแสงอาทิตย์สดใสที่จะมาช่วยแต่งภาพถ่ายให้งดงามบรรเจิดยิ่งขึ้น ฉันได้แต่รอเวลาได้เห็นองค์พระปรางค์ท่ามกลางแสงหลังจากพระอาทิตย์ยามเย็น แต่ไม่ละเลยที่จะบันทึกภาพตรงหน้าไปพลาง เวลาผ่านไป แสงเปลี่ยนไป รูปทรงและสีของเมฆเปลี่ยน กิจกรรมและชีวิตในแม่น้ำก็เปลี่ยนไป แต่พระอาทิตย์ไม่ได้ส่งแสงสุดท้ายมาประดับให้องค์พระปรางค์งามเจิดอย่างที่หวัง

มีคนบอกให้รอเวลากลางคืน เพราะภาพจะแตกต่างจากตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง

จริงด้วย พระปรางค์งดงามโดดเด่นในแสงที่สาดส่อง แม่น้ำดูเงียบลง กิจกรรมเอะอะคึกครื้นในแม่น้ำลดเสียงลง นานๆ จึงมีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ผ่านมา ลมเย็นหลังฝนยิ่งทำให้บรรยากาศดีขึ้น

ตอนนี้ละกระมัง เวลาที่ดีที่สุดที่จะชมความงามของมรดกสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ ฉันคิดก่อนจะรูดม่านปิดภาพนั้นก่อนนอน

เช้ารุ่งขึ้นฉันตื่นก่อนนาฬิกาปลุก รูดม่านเปิด พบพระปรางค์ที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำซ่อนตัวเงียบอยู่ในความมืดสลัว ฟ้ายังมืดมัวซัวด้วยยังไม่ถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น และเมฆฝน เขาปิดไฟตั้งแต่เมื่อไรหนอ

พลันภาพพระปรางค์ก็ตื่น เมื่อเรือข้ามฟากเริ่มขยับตัวเดินทางข้ามแม่น้ำ พร้อมๆ กับการมาถึงของเรือโยง ต่อด่วยฝนเช้าโปรยสาย

ไม่อาจปฏิเสธว่าภาพพระปรางค์ยืนหม่นในม่านฝน เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่างๆ รอบตัวนั้นไม่งดงาม

ที่แท้แล้วไม่มีวินาทีใดของวันที่พระปรางค์วัดอรุณไม่งดงาม ด้วยว่าแต่ละวินาทีมีหนึ่งเดียว ไม่มีวินาทีไหนเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

3.
ไม่ทราบว่าแม่มณีหาคำให้กับตัวเองได้หรือไม่ สำหรับฉัน ฉันบอกตัวเองว่า ปัจจุบันนั้นที่แท้แล้วอาจไม่มีจริง เพราะกว่าเราจะรู้สึกถึงปัจจุบัน จุดนั้นก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว

ปัจจุบันไม่มีอยู่จริง อดีตเป็นความเลือนลาง ส่วนอนาคตนั้นก็คาดเดาไม่ได้

ถ้าลมหายใจที่มียังเป็นความจริง ยึดไว้แค่นี้พอละมั้ง

Advertisements

Mother’s Day Ride ปั่นเพื่อแม่!

มาตรฐาน

image

แม้ไม่ได้ดูปฏิทิน เราอาจรับรู้ถึงเทศกาลวันแม่จาก feed บนเฟซบุ๊ค

ฉันเองแม้ไม่มีแม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ยังคิดถึงทุกวัน ระลึกถึงการเป็นผู้ให้และเสียสละของแม่เสมอ ฉะนั้น ในเช้าวันที่ 12 สิงหาคม ในปีที่แม่จากไป เพื่อใช้ชีวิตและร่างกายที่แม่ให้มาให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ ฉันจึงลุกขึ้นใส่บาตร และปั่นจักรยาน หลังจากที่นอนขี้เกียจมาตลอดอาทิตย์ กับเหตุผลที่อ้างกับตัวเองว่าเช้านี้ฝนตกบ้าง เมื่อคืนนอนดึก ลุกไม่ไหวบ้าง

วันนี้เป็นวันที่เหมาะกับการปั่น เช้าเย็นๆ หมาดน้ำฝนเมื่อคืน พระอาทิตย์ตื่นสาย เปิดช่องให้หมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่บนถนนอ่อนนุช เห็นได้ชัดจากบนสะพานข้ามคลอง รถน้อย และไม่ค่อยมีใครเร่งรีบ

ที่จริงไม่ตั้งใจจะปั่นไกลมาก แค่คิดว่าจากซอยบ้านจะไปให้เห็นรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตรงปากซอยอ่อนนุชไหวไหม ไม่ได้ห่วงเรื่องระยะทาง แต่เกรงใจรถใหญ่ หลังใส่บาตร ฉันโฉบไปที่วินมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆ ถามหาร้านซ่อมจักรยานในละแวกบ้าน นอกจากร้านติสท์จัดที่มาเมื่อไหร่ก็ปิดตลอดร้านนั้น พี่เขาบอกว่ามีร้านนึงอยู่ปากซอยอ่อนนุช 39 อีกฝั่งของถนน เลยธนาคารกสิกรไปนิด แต่น่าจะยังไม่เปิดนะน้อง  ..ฉันยิ้ม ดีใจและขอบคุณพี่เขา เราเองอยู่แถวนี้แท้ๆ กลับไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของร้านซ่อมใกล้บ้านขนาดนี้มาก่อน

ตอนนั้นยังไม่เจ็ดโมงเช้า แดดยังไม่ออก ฉันจึงปั่นออกจากซอย ลงถนนอ่อนนุชเป็นครั้งแรก พบว่าไม่ยากเลย ถนนอ่อนนุชเรียบดีกว่าในซอยบ้านฉันเยอะ ไม่ต้องคอยหลบรอยต่อของซีเมนต์ตรงไหล่ทาง จึงปั่นไปได้สบายๆ แค่ระวังอย่าลืมส่งยิ้มให้จักรยานที่ปั่นย้อนศรมา กับระวังท้ายรถสองแถว ไม่ต้องรีบเพราะไม่ต้องปั่นตามใคร ได้รื่นรมย์กับกลิ่นดอกนนทรี และประดู่ที่ระย้ากิ่งอ่อนลงมาทักทายกับศีรษะนักปั่นหน้าใหม่ที่ยังคงไม่มีหมวกกันน็อคของฉัน

ถึงปากซอยอ่อนนุชแล้วอยากไปต่ออีกนิด ไปเล็งลิฟต์ขึ้นรถไฟฟ้าหน่อย แต่พอถึงรถไฟฟ้าก็คิด เอ๊ะ ถ้าเราไปถึงสุขุมวิท 101 ก็ลัดเลาะกลับอ่อนนุชได้นี่นา (เคยไป แต่จำทางไม่ได้หรอก) ไหนลองปั่นไปดูร้านซ่อมจักรยานที่น้องเอกแนะนำซิ

เลยได้ปั่นบนถนนสุขุมวิทเป็นครั้งแรก

ถนนค่อนข้างเยิน บางจุดมีน้ำฝนขังจนดำ บางจังหวะหลบได้ บางจังหวะไม่ได้ ยากขึ้น แต่ฉันเริ่มสนุกกับการอ่านใจรถใหญ่ และการตัดสินใจจะเอาไงดีช่วงหน้าตลาดบางจาก ถึงปากซอย 101 แล้วจึงนึกได้ว่าน่าจะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย เลยไปโพสต์อยู่ที่บันไดเลื่อนขึ้นสถานีปุณณวิถี

ร้านซ่อมจักรยานอยู่ไหน อยากรู้ให้ถามพี่ที่วิน พี่เขามองจักรยานฉันไม่วางตาขณะบอกทาง (ทำไมหรอพี่?)

กลิ่นเช้าๆ ช่วงปากซอยวัดธรรมฯ นั้นดีมากๆ กลิ่นข้าวหุงใหม่ๆ หอมมมชวนหิว ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ หมูปิ้ง มีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน

ร้านซ่อมจักรยานที่ฉันตามหารับซ่อมมอเตอร์ไซค์ด้วยอยู่เลยทางเข้าวัดธรรมมงคลไปนิด และเปิดร้านแต่เช้าตรู่ ช่างเขามาดูอาการโซ่หลุดบ่อยของฉันแล้วบอกฉันว่า ยาก ตีนผีรถฉันมันเยื้องเยอะ เพราะว่าโครงรถเบี้ยว ทำอะไรไม่ได้ (เลยไม่ทำให้?) ได้แต่สั่งให้ใช้เกียร์กลางๆ อย่าใช้สูงสุดซึ่งทำให้โซ่ลงมาอยู่ในจานเล็กสุด ที่จะเสี่ยงโซ่หลุด พูดจบแล้วก็จบ ไม่ได้คำอิดเอื้อนให้ความหวังใดๆ อีก ขนาดฉันถามจะซื้อของที่ต้องการก็บอกว่ามี แต่ไม่ได้สั่งมาขาย …จึงได้เข้าใจแล้วว่าตัวฉันนี้คงไม่ใช่ลูกค้าร้านพี่เขา ถามทางกลับอ่อนนุช ได้ความแล้วถอยออกมา

เข้าไปในซอย 27 ที่ว่าเป็นทางลัดไปลึกแล้วยังไม่เห็นวี่แววทางไปอ่อนนุชหรือป้ายใดๆ จึงย้อนกลับ มาหยุดถามน้องหนุ่มที่วินตรงนั้น น้องบอกให้ตรงเข้าไปจนถึงถนนขรุขระขวามือ ..แล้วพี่ก็ถามวินอีกเหอะ มันอีกไกล ฉันเข้าไปใหม่จนสุดซอย เจอคุณลุงนั่งอยู่สองคนชี้ให้ฉันเอาจักรยานผ่านประตูคนข้าม ไปทางสะพานปูนคร่อมคูกว้างประมาณเมตรที่โอบด้วยรั้วต้นไม้และสังกะสี โอ๊ยตื่นเต้นมาก แถวบ้านมีโลเคชั่นแบบนี้ด้วย อยากถ่ายรูป แต่เกรงใจสะพานมันแคบ ชาวบ้านเขาจะลำบาก

มาโผล่ที่สามแยก เจออีกวินเลยจัดถามอีก พี่เขาบอกมาทางนี้จะไปออกอ่อนนุช 24 ถ้าอยากออกอ่อนนุช 46 จากสุขุมวิท 101 ต้องตีไปเข้ามาจาก 101/1 …นับเป็นความรู้ที่เคยรู้มาแล้ว แต่ไม่ได้จำ ไม่เป็นไร ลองไผทางนี้ดู ฉันปั่นผ่านจิม ธอมป์สัน ที่เคยนั่งวินเข้ามาสัมภาษณ์หนนึง พร้อมนึกว่าเข้าซอยลึกไปนะ แต่ทำไมคราวนี้ไม่เห็นว่าลึกเลย?

บนถนนอ่อนนุช ฉันปั่นเลยปากซอยบ้านไปร้าน 39 bike พบว่าวันนี้ร้านปิด แต่ไม่ได้ผิดหวังเลย ทั้งกับร้านที่ไม่ซ่อมให้ และร้านที่ปิด เพราะทั้งสองร้านทำให้ฉันออกมาปั่นจักรยานตามหาร้านซ่อม ได้รู้ว่าซอกซอยแถวบ้านนั้นน่าสนุกและมีชีวิตชีวา ได้รู้ว่าทางไปรถไฟฟ้าไม่ได้ไกลเกินไป ไม่ได้โหดเกินไป ได้เลยไปปั่นวนรอบตลาดเอี่ยมที่ก่อนนี้ได้แต่ผ่าน ไม่เคยลงไปเดินดูสักครั้ง ก่อนปั่นชิลๆ กลับบ้านพร้อมฝันหวาน

อ่อนนุช-วัดธรรมฯ ยังปั่นไหว กรุงเทพฯ คงไม่ใหญ่เกินกว่าจะปั่นเที่ยว…งึ้ยย

(โอเค นี่มันเป็นการปั่นเช้าวันหยุด แต่ก็ดีสำหรับการเริ่มต้นไม่ใช่หรือ!)

ป.ล. ขอบคุณข้อมูลจากวินทุกวินที่ผ่าน โอกาสหน้าจะไปรบกวนวินแถวศรีนครินทร์บ้าง ปั่นไปเยี่ยมร้าน Bike Station หน้าโรงเรียนเตรียมฯ พัฒน์บ้างดีกว่า

ภาพของความปวดใจ

มาตรฐาน

image

ไปชมคอลเลกชั่นส่วนตัวของคุณบุญชัย เบญจรงคกุล ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (Museum of Contemporary Art: MOCA) เมื่อวันก่อน ฉันรู้สึกอึ้ง ทึ่ง ในตัวมหาเศรษฐีผู้มีอาจารย์ศิลป์ พีระศรี เจ้าของวลี “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” เป็นแรงบันดาลใจ ยินดีกับการสร้างพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตและงดงามซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมผลงานของศิลปินและแบ่งปันแรงบันดาลใจให้บุคคลทั่วไป ผู้เป็นทั้งคนสร้างสรรค์งานศิลปะและผู้ชื่นชมในเวลาเดียวกัน

รู้สึกนับถือด้วย ที่ไม่ได้เปิดให้เข้าชมกันฟรีๆ ดีเหมือนกัน เพราะการชมงานศิลปะย่อมไม่ใช่การเดินลอยชายฆ่าเวลา แต่ควรมีการวางแผนและทำการบ้านมาก่อน

จึงเป็นราวกับ “ลิงได้แก้ว” เมื่อฉันพาตัวเองไปถึง MOCA พร้อมหัวสมองว่างเปล่าเพราะไม่ได้ถมข้อมูลที่ควรรู้ลงไปก่อน แถมมีคนนำชมและจ่ายสตาค์ค่าเข้าให้ ทว่า การกลับออกมาพร้อมสมองที่ไม่ว่างเปล่าเหมือนเดิม กับมีแรงบันดาลใจและความสุขที่เก็บเกี่ยวใส่หัวใจมามากมาย คงไม่อาจพูดได้ว่าฉันเป็นพวก “หัวล้านได้หวี” อีกต่อไป (อิอิ)

งานศิลปะส่วนหนึ่งในความครอบครองของคุณบุญชัยที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นงานคลาสสิก เป็นผลงานของศิลปินใหญ่ที่เรารู้จักกันดี หลายท่านเป็นตำนาน เป็นศิลปินแห่งชาติ งานเหล่านี้ ในขนาดมหึมาน่าตะลึงเท่านี้ ถูกจัดวางในสถานที่โอ่โถงโดยไม่ต้องระวังการประหยัดเนื้อที่เช่นนี้ จึงชมได้ไม่เบื่อ ยิ่งมาอยู่รวมหมู่กันอย่างงานสเก็ตช์ด้วยดินสอ ที่เป็นชุดภาพประกอบของวรรณคดีขุนช้างขุนแผนของครูเหม เวชกร ซึ่งแว่วว่าคุณบุญชัยไปตามประมูลมารวมไว้ ลายเส้นอ่อนหวานขนาด 3 เมตร ของอาจารย์ช่วง มูลพินิจ งานโรแมนติกสไตล์อาจารย์ทวี นันทขว้าง ที่เราควรถอยห่างจากภาพสัก 5 เมตร ยิ่งนิ่งๆ แล้วมอง ยังไม่พูดถึงเส้นสายอ่อนช้อยสูงส่งของอาจารย์เฉลิมชัย และลีลาตวัดพู่กันในภาพบนฝาผนังสีแดงเจิดของห้องที่มีแต่งานอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ล้วนๆ

หากภาพที่อยู่ในใจของฉันเนิ่นนาน แม้ในยามที่กลับมาถึงที่พักขนาดไม่ใหญ่กว่าหลายภาพในพิพิธภัณฑ์มากนัก คือภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 150×180 ซ.ม. ชื่อ “ครอบครัวเขา-ครอบครัวคุณ” ของสิโรตม์ ทองชมภู

มองเข้าไปแล้วรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนยืนอยู่กลางกองไฟ แต่น้ำตายังไหล เพราะปวดใจที่ไม่มีปัญญาช่วยดับ

ไม่รู้ว่าเราควรหวังอะไรมากกว่ากัน ระหว่างหวังว่าถึงวันหนึ่งเมื่อไฟลามทั่ว เผาจนเกลี้ยงแล้วก็จะหมดเชื้อ มอดดับไปเอง หรือหวังจะให้ใครสักหลายๆ คนช่วยกันดับ โดยเร็วเพื่อสงวนรักษาสิ่งของที่ยังไม่ต้องเปลวไฟเอาไว้ ..แม้สักน้อยนิดก็ยังดี

ผู้ชายในฝัน

มาตรฐาน

image

หลายคนมีภาพร่างของชายในฝันอยู่ในใจ บางคนถึงขั้นมีตัวอย่างเสียงและกลิ่น ฉันเองก็มี แต่เมื่อได้พบกับชายคนนี้ ฉันก็ลืมไปเลยว่าผู้ชายในฝันของฉันเป็นยังไงกัน

“ความรู้สึกรักเป็นกรรมเก่า” เคยได้ยินมาอย่างนี้ ฉันอยากจะเชื่อโดยไร้ข้อกังขา เพราะคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าทำไมต้องไปที่นั่นเพื่อที่จะรักผู้ชายคนนี้

เราพบกันโดยบังเอิญ แต่เรื่องบังเอิญมันมีอยู่จริงๆ หรือ? เขาทำให้ฉันรู้สึกรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ ปกติเป็นคนมีพรสวรรค์ในการสังเกตเห็นความไม่สมบูรณ์และเพี้ยนไปจากปกติของผู้คน แต่กลับไร้คำถามและข้อสังเกตต่อบุคลิกที่แปลกไปจากผู้ชายที่เคยคุ้นของเขา แถมยังดูจะยอมรับและเข้าใจในตัวเขาได้ไวเว่อร์เหลือเกิน ยังจำความรู้สึกระหว่างนั่งอยู่ในรถที่เดินทางกลับจากบ้านเขา …เขาคนนี้เป็นของฉัน ต่อไปฉันต้องดูแลเขา

คิดไปได้ขนาดได้อย่างไรคงไม่มีใครเข้าใจ เพราะตัวฉันเองก็ยังไม่เข้าใจ

ความสัมพันธ์เริ่มต้นขึ้นเพราะฉันก้าวไปหาเขา ใช่สิ เพราะฉันเป็นฝ่ายที่ชอบเขานี่ ตอนคนเรายังอายุยี่สิบต้นๆ คงมีแรงทำอะไรได้หลายอย่างเพราะความรัก ฉันเองก็แทบจะเป็นบ้าเป็นบอไป บอกเลิกแฟนที่คบกันอยู่อย่างไม่แคร์อดีตดีๆ ที่มีร่วมกัน ตอนนั้นแม้แต่น้ำตาผู้ชายก็ช่วยอะไรไม่ได้ ก็ทำไมล่ะ ฉันมองไม่เห็นอนาคตที่จะมีร่วมกับเขานี่ แต่กับเขาคนนี้ฉันวาดฝันเกี่ยวกับอนาคตไปได้ตั้งไกล

ที่ไหนได้ ผู้ชายที่ฉันเลือกก็ไม่มีอนาคตให้ฉันเหมือนกัน

6 ปีซึ่งฉันนอนหลับแบบกระสับกระส่ายเพราะมักจะฝันถึงเขา ยามตื่นก็คิดถึงเกือบทุกลมหายใจเข้าออก แต่เป็น 6 ปีซึ่งเขาหลับสบายแบบรวดเดียวตื่น ที่คบกันได้อาจเพราะแค่เขาเป็นผู้ชายอ่อนไหว โรแมนติก และอาจจะอยากมีผู้หญิงสักคนไว้คุยด้วย ให้เขาได้เขียนจดหมายหา ได้เตรียมของขวัญกระจุ๊กกระจิ๊กให้บ้าง ได้มีรอยยิ้มผลิออกมาบ้างเมื่อเจอกัน มีคนกินข้าวเป็นเพื่อนบ้าง หรือไม่ก็แค่อยากให้มีคนกอด ..แต่อย่าไปว่าเขาเหงาเลยนะ คนเรามันก็เหงาด้วยกันทั้งนั้นแหละ

หากที่ต้องมาเจอ มารักเขา เป็นเพราะกรรมเก่า ที่ฉันตัดสินใจหยุดความสัมพันธ์แล้วเดินออกมาจากชีวิตของเขาอาจเรียกว่ากรรมใหม่? …หรือว่าที่เราไม่อาจเดินเคียงข้างกันไปได้นั้นเป็นผลกรรมจากการที่ฉันทิ้งชายผู้ไร้ความผิดคนนั้น???

ผลของกรรมช่างยากจะทำความเข้าใจ แต่จากความสัมพันธ์ครั้งนี้ ฉันได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ในเมื่อคนเราห้ามใจตัวเองไม่ให้รักใครไม่ได้ ก็มิควรคิดจะไปบังคับใครให้รัก ฉันรักเขา อยากอยู่ด้วย อยากดูแลเขา นั่นคือความจริง แต่เขาไม่ได้รักฉัน และไม่ได้ต้องการอยู่กับฉันก็เป็นความจริง กับความจริงเราไม่อาจทำอย่างอื่นได้ นอกจากยอมรับ เพราะแม้จะรักเขา เรายังต้องรักตัวเอง และรักคนอื่นๆ ที่รักเราด้วย

มันเป็นความเจ็บปวดอันงดงาม ยากที่จะผ่านมาได้ แต่ทั้งฝันดีและฝันร้าย รอยยิ้มและคราบน้ำตา ไม่มีอะไรอยู่กับเรานาน ความรักครั้งนั้นอาจเป็นความรักครั้งแรกที่บังเอิญไม่ได้เกิดกับผู้ชายคนแรกที่ฉันคบ อีกทั้งอาจจะจบไม่สวย แต่เป็นประสบการณ์ล้ำค่า ทำให้ฉันเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับความรัก ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉันคิดว่าเพราะเขานี่แหละ ที่ทำให้ฉันรักเป็น

ทุกวันนี้แม้ไม่ค่อยได้ฝันถึงเขาแล้ว แต่ฉันยังเก็บงำความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับเขาอยู่เสมอ จะเป็นจดหมายรัก โปสการ์ด สิ่งละอันพันละน้อยที่เขาให้มายังคงทำให้คิดถึงโมงยามที่เราเคยมีร่วมกัน บางทีก็ทำให้ยิ้ม บางทีทำให้น้ำตาซึม คิดถึงเขาได้ แต่อย่าโทรหาเขาหรือรับสายเขาเลยนะ เวลาเราคุยกันจริงๆ มันไม่หวานลิ้นหวานหูดูอบอุ่นเหมือนในความคิดหรอก

แล้วทำไมฉันต้องมาเขียนพร่ำเพ้อเรื่อยเจื้อยยาวขนาดนี้ในวันนี้ล่ะ มันไม่ใช่วันแห่งความรักสักหน่อย
ก็วันนี้น่ะ วันเกิดเขา ขอคิดถึงเป็นพิเศษสักวันเถอะ

เรื่องไม่บังเอิญ (3) : ฉันไม่กลัวฝน (เพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ)

มาตรฐาน

image

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกถึงฝนเม็ดเล็กๆ เย็นๆ ปะทะหน้าตา มือไม้แขนขาแบบนี้?

ฝนในเมืองก็เป็นฝนเหมือนกัน แต่ทำไมฉันไม่เคยรู้สึกเย็นฉ่ำและสดชื่นกับเธอเลย?

ฝนเม็ดเล็กๆ ทำให้ภูมิประเทศเดียวกับตอนขามาดูชุ่มตามากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าขณะปั่นช้าๆ อย่างระมัดระวัง ทั้งระวังโซ่ ระวังเกียร์ และระวังทางในช่วงนี้ ฉันได้กลิ่นสารพัน กลิ่นดินเปียกฝน กลิ่นโคลนลูกรัง กลิ่นเฉพาะตัวของน้ำในคลองที่ฉุนขึ้นเพราะฝน รวมทั้งกลิ่นของต้นไม้ และดอกไม้

ตอนปั่นเดี่ยวตามแสงไฟกะพริบของรถคันหน้าที่นำอยู่ราวร้อยเมตร ข้างทางมีแปลงดอกไม้ริมทางที่คงเริ่มปลูกกันอีกครั้งหลังน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ฉันรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ช่างเป็นโมเมนต์ที่โรแมนติกแบบส่วนตัว มันอุ่นอยู่ในใจที่ตัวเราโอเค กำลังใจโอเค รถโอเค สัมภาระโอเค และเพื่อนทุกคนโอเค ไม่มีใครให้ต้องห่วง และเรากำลังจะไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยทุกคน ไม่ต้องมีใครอีกคนประกบอยู่ข้างๆ ฉันก็รู้สึกอบอุ่นเพียงพอ

เราประคองตัวกันมาถึง ม. มหิดล ศาลายา ที่ฉันเพิ่งมาเห็นเป็นครั้งแรกในวันนี้ ที่นี่มีกลิ่นเฉพาะตัวและบรรยากาศเป็นมิตร ฉันชื่นชมกับแนวคิดตั้งแต่การออกแบบ ใช่ วิถีแห่งจักรยานอยู่ในแปลนตั้งแต่แรกเลยล่ะ

โซ่หลุดครั้งที่สี่หลังจังหวะข้ามตะแกรงระบายน้ำแนวเดียวกับล้อ (แหม๋ เพิ่งชื่นชมกับแนวคิดการออกแบบไปเชียว) สตาฟฟ์คงเพลียกับโซ่รถคันนี้เหมือนกัน แต่ฉันแอบนึกในใจว่า..แค่โซ่หลุด ชิลกว่ายางรั่วล้อแบนนะน้องนะ

แอบน้ำตาซึมกับสะพานดาวข้ามถนนบรมราชชนนีทั้งขาไปและกลับ ด้วยไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะชีวิตนี้จะปั่นขึ้นสะพานข้ามถนนได้ แต่ทำได้ และเชื่อว่ารถไม่มีเกียร์ก็ทำได้ ประชากรในย่านนี้คงทำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฉันจึงขอภูมิใจกับสะพานแห่งนี้และประชากรจักรยานในท้องถิ่นแถบนี้ด้วยคน

ระหว่างปั่นเรียงเดี่ยวบนไบค์เลนหน้าพุทธมณฑล ฉันได้กลิ่นดอกไม้หอม น่าจะมาจากไม้ใหญ่ แต่คิดไม่ออกว่าเป็นกลิ่นอะไรเพราะกำลังภูมิใจที่ตัวเองทำได้ เออ ทำได้จริงๆ หรอ กับสังขารที่เมื่อวานยังนอนขดเพราะไข้ ท้องไส้ปั่นป่วนอ่อนแรง วันนี้ลุกขึ้นมาปั่น 40 กิโล กับรถพับมือสองที่เพิ่งได้มา และเพิ่งจะเคยปั่นไม่กี่กิโลไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนเนี่ยนะ

แถมยังมาปั่นตอนฝนพรำอีก ฝนที่แต่ก่อนเคยวิ่งหลบ แต่ตอนนี้กลับช่วยให้ใจเย็น และร่างกายที่อ่อนล้าสดชื่นขึ้น

เหนื่อยจริง ล้าไปทั้งสองขา ระบมก้น และตึงบ่า แต่ชักจะนึกคล้อยตามคำของเพื่อนสาวขณะเราปั่นรถล้อเล็กของเราเคียงกันตอนใกล้จะถึงปลายทาง เธอกล่าวขอบคุณที่ฉันไปชวน (เล่นๆ) ให้มาแจมกับทริปนี้ ..มันใช่อย่างที่เธอบอกฉันเลย

วันนี้สนุกมาก!

หมายเหตุ : ขอบคุณ Chuffed สำหรับทริปอันอบอุ่นและภาพถ่ายอันน่าประทับใจ ยินดีมากๆ ค่าาาา

เรื่องไม่บังเอิญ (2) : ฉันอยู่ตรงนี้

มาตรฐาน

image

คงเป็นคุณพระคุณเจ้ากับพลังขุมซึ่งไม่รู้ว่ามีอยู่จริงที่ช่วยผลักดันฉันให้มาถึงพิพิธภัณฑ์นกฮูกได้เช่นคนอื่น

5 สาว กับอีก 3 เพื่อนที่ตามมาสมทบที่จุดเริ่มต้นดูหมดสภาพใกล้เคียงกัน ทุกคนหน้าแดงแปร้ด ทำท่าจะปักหลักบริโภคน้ำหวานเป็นลิตร แล้วนั่งแช่ รอให้เกิดปฏิกริยากระตุ้นขีดพาวเวอร์ในตัวกระเตื้องขึ้น สักขีดสองขีดก็ยังดี

นั่งย้วยอยู่จนเขาบรรยายเรื่องนกฮูกจบ แล้วก็ชวนกันปั่นไปอีก 500 เมตร เพื่อไปกินข้าวที่ตลาดท่านา ..อ้าว ฉันกับเพื่อนที่มาดหมายจะเข้าไปชมบรรดานกฮูกสวยๆ ในพิพิธภัณฑ์เลยอด เพราะหมดเวลาชม

ก่อนลงถนนมีน้องชายใจดีเรียกฉันให้หยุด เขาดูโซ่ให้ พบว่ามันคงยานจริงจากสปริงตีนผีเสื่อม ทำการหมุนทวนเข็มนาฬิกาที่สรูบริเวณนั้นพร้อมกำกับให้ปั่นไปแบบประคอง ถึงที่แล้วค่อยแวะเข้าร้านซ่อมจักรยานให้ช่างจัดการ

ปั่นตรง ลงสะพานโค้งเป็นเส้นรอบวงลูกแตงโม ก็พบว่าตัวตลาดท่านาตั้งอยู่ขวามือ ตรงปลายสะพาน เป็นตลาดดั้งเดิมของชุมชน ริมแม่น้ำนครชัยศรี แม่น้ำสายนี้เรียกกันหลายชื่อตามท้องถิ่นที่ไหลผ่าน  ดูเหมือนป้ายตรงนั้นเขาไม่ได้เรียกแม่น้ำในชื่อนี้และฉันก็ไม่ได้ถ่ายรูปมา แม้แต่ทุ่งนาสีสวย ข้าวที่ออกรวงแล้ว นกแปลกๆ ทิวกอกล้วยริมคันนา ตะแบกที่กำลังออกดอกสวยมากต้นนั้น สะพานเหล็กกับเส้นโค้งงดงาม ที่มองเห็นจากสะพานทอดข้ามแม่น้ำนครชัยศรีมาตลาดท่านานี้ รวมทั้งฝูงปลาสวายใหญ่โตว่ายโชว์ลีลางับอาหารที่คนโปรยให้อยู่ริมน้ำ ก็ยังไม่ได้หยุดเพื่อจะถ่ายรูป เพราะเกรงจะถ่วงเวลาของขบวน กระทั่งกลิ่นของสองข้างทางยังแทบไม่มีสมาธิจะแยกแยะและจดจำ นับประสาอะไรกับการถ่ายรูปตัวตลาดแบบที่เคยถ่ายไปแปะอวดเพื่อนในมัลติพลาย/เฟสบุ๊ค

เป็นตลาดที่น่าสนใจ สมควรมีเวลาเดินให้ละเอียด เพื่ออ่านประวัติศาสตร์และความเป็นชุมชนแถวนี้ ซึ่งก็คงต้องเป็นโอกาสหน้า เพราะเรามีเวลาหาข้าวกินกับหาของซื้อไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องไปต่อแล้ว

สถานการณ์ในขากลับดีขึ้น ฉันกำกับสติให้อยู่กับตัวทุกขณะที่ปั่น พยายามไม่คิดว่าเหนื่อยกับการปั่นล้อเล็กๆ ให้ทันล้อใหญ่ๆ น่าจะมาพร้อมรถที่พร้อมกับระยะทางและการเดินทางมากกว่านี้? รถอะไรดีล่ะ? แล้วคันนี้จะเอาไว้ไหน? ยังไม่เข็ดอีกหรอ? ไหวป้ะ? เมื่อไหร่จะถึงวะ? ฯลฯ เรียกจิตเรียกใจให้มาอยู่แค่ ณ ตอนนี้ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ หายใจเข้า หายใจออก …ฉันอยู่ตรงนี้.. แล้วก็ปั่นไป

พลังงานวุ้นเส้นผัดไทยหวานที่รับเข้าร่าง และอนาคตอันสดใสว่าปลายทางขยับเข้าใกล้มาทุกทีทำให้มีกำลังใจแน่วนิ่งในการปั่นมากขึ้น ขบวนของเราแวะพักหลายจุด มีตรงหัวรถจักรที่ริมทางรถไฟ และพิพิธภัณฑ์เจษฎา ผู้คนอันล้นหลามทำให้ไม่สะดวก ไม่อาจชมซอกมุมของแนวคิดการออกแบบอย่างละเอียด แถมยังไม่ค่อยชอบถ่ายรูปตัวเองคู่กับรถคนอื่น ฉันจึงปลีกตัว ระหว่างจับกลุ่มเม้าท์รอเข้าห้องน้ำตามองไปเห็นเมฆดำลอยมาชักหวั่นใจมากกว่า ว่าเช้านี้รอดฝนมาได้ แล้วบ่ายนี้เราจะรอดไหม

ปรากฏว่าไม่รอด

เราไปติดฝนกันที่สวนกล้วยไม้แห่งหนึ่งอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ดูซิ แม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้ (แต่เชื่อว่าถ้าได้กลับไปจะจำได้) เจ้าของสถานที่ใจดีเหลือเกิน เอื้อเฟื้อทั้งที่พักจักรยานหลบฝน และที่หลบฝนสำหรับคน เมตตาหาน้ำเย็นๆ มาให้เราด้วย ถ้าถามกันว่าความเป็นไทยคืออะไร ฉันเชื่อว่าน้ำใจคือหนึ่งในความเป็นไทย ลองสืบถามดู หลายประเทศในโลกไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก

ฝนทำท่าจะอ้อยอิ่งอยู่อีกนาน ในที่สุดชาวคณะจึงตัดสินใจปั่นฝ่าฝน ไม่น่าเชื่อเลย เสื้อกันฝนที่ฉันใส่ครั้งสุดท้ายเมื่ออายุเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ถูกนำมาสวมอีกครั้งในบ่ายวันอาทิตย์ต้นเดือนสิงหาคม ที่สวนกล้วยไม้แห่งหนึ่งในเขตอำเภอนครชัยศรี เพื่อที่จะปั่นจักรยานฝ่าฝนกลับไปยังพุทธมณฑล

คนอย่างฉันเนี่ยนะ?

ใครช่วยบอกทีว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องบังเอิญ?

หมายเหตุ : ในภาพคือส่วนหนึ่งของเพื่อนสาวผู้กระตือรือร้น เราหยุดรอเพื่อนในขบวนมาสมทบกันที่ริมทุ่งนานิรนาม ก่อนฝนตก

เรื่องไม่บังเอิญ (1) : ฉันมาทำอะไรที่นี่?

มาตรฐาน

image

การค้นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการปั่นจักรยานของผู้คนในช่วงนี้ทำให้ได้พบว่ามีเพจ Chuffed กำลังประชาสัมพันธ์ทริปปั่นจักรยาน ‘ชิลๆ’  จากพุทธมณฑลไปตลาดท่านา นครชัยศรี ระยะทางไป-กลับประมาณ 40 กิโลเมตร มีแวะพักเยี่ยมชมและทำกิจกรรมตลอดทาง ดูๆ แล้วคิดว่ากลุ่มนี้ออกแนวสบายๆ ไม่เกรียน เลยลองเริ่มชวนเพื่อนกลุ่มสนิทเมื่อวันพุธ ตอนชวนน่ะแค่ลองชวนดู แต่เพื่อนๆ ตอบสนองเกินคาด วันพฤหัสบดีเราได้จำนวนสมาชิกถึง 5 สาว ต่างคนต่างก็ตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับกิจกรรมเช้าวันเสาร์

ทราบในเย็นวันศุกร์ ทางเพจรวบรวมสมาชิกได้ 60-70 คนแน่ะ (เยอะจัง) แต่เห็นหลายคนออกตัวว่ามือใหม่บ้าง ทริปแรกบ้าง ก็ไม่ค่อยจะเครียด เริ่มมีการเตือนกันให้พกยางในจักรยาน หมวกกันน็อค ถุงมือ ฯลฯ ไปด้วย ก็ยังไม่เครียด เพราะคิดว่าก็ปั่นไปช้าๆ ไม่ใช่หรอ เสื้อกันฝนก็แคะเสื้อกันฝนเซเว่นที่มีนานแล้ว แต่ไม่เคยใช้เลยออกมา (ดีที่ยังจำได้ว่าเก็บไว้ไหน) แม้แต่ความกระตือรือร้นและการเตรียมตัวของเพื่อนในกลุ่มก็ยังไม่ทำให้เครียด

มาเครียดก็อีตอนพาตัวไปถึงจุดนัดหมายแล้ว …แม่เจ้า อุปกรณ์และพาหนะของเหล่าเขาช่างพร้อมพรัก ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า …ไหนว่าไปปั่นชิลๆ ไงคะ? รถก็มีตั้งแต่ทัวริ่ง mtb ฟิกซ์เกียร์ และรถพับ ทั้งขนาดล้อ 20 และ 16 นิ้วเท่าฉัน แต่รถ 16 นิ้วคันอื่นๆ ล้วนเป็นรถใหม่ สวยเก๋ พูดง่ายๆ ได้ว่าสมรรถนะคงโอเคกว่า minion ของฉัน

มัวแต่กลัว minion จะไม่รอด ลืมกลัวไปเลยว่าจะปั่นไม่ทันชาวบ้าน

ล้อเล็ก ถึงจะมีเกียร์ช่วย อยากปั่นให้ทันล้อใหญ่ก็ต้องใช้แรงมากกว่าเขาเท่ากับการเอารอบวงล้อที่ต่างกันไปคำนวณ (คงจะคำนวณได้ แต่จะคำนวณไปเพื่อ? มาลองปั่นไปให้ทันเขาเลยดีกว่าไหม?) เพราะเขาก็มีเกียร์เหมือนกัน แถมมีเยอะด้วยสิ ทั้งจานหน้าจานหลัง รถฉันมีอยู่แค่จานเดียว 6 เกียร์ แถมต้องงอขาปั่นเพราะตำแหน่งเบาะเตี้ยไป

ปั่นไปได้แค่ 500 เมตรก็เริ่มฮัมเพลงพี่เบิร์ดอยู่ใจใน ..ฉันมาทำอะไรที่นี่?

ด้วยสปริตหรืออะไรไม่ทราบฉันยังไปต่อ ไปพร้อมกับถามตัวเองตลอดทางว่าคนจะไปก่อนหรือรถจะไปก่อน ก็วันก่อนมาปั่นฉันยังนอนไข้เพราะท้องเสียอยู่เลย

ก็เลยตั้งใจปั่น ตั้งสติใจหายใจออก หายใจเข้าใจเข้าให้ได้อ็อกซิเจนพอ เวลาเขาหยุดก็จิบน้ำ โชคดีหยิบน้ำแร่ออร่ามาจากตู้เย็น  และกินกล้วยหอมที่คุณพี่ใจดีเอามาแจกให้ก่อนออกเดินทาง (กราบขอบคุณและอนุโมทนาสาธุไว้ ณ ที่นี้ ตอนเช้ากินข้าวต้มมาถ้วยใหญ่เพราะเกรงใจกระเพาะซึ่งยังไม่เข้าที่ ก็ย่อยหมดไปตั้งแต่ก่อนถึงฝั่งมหิดลศาลายาซะอีก ถ้าไม่ได้กล้วย อาจจะต้องแปะอยู่กับร้านขายของชำหรืออะไรสักแห่งริมทางรอโบกแท็กซี่กลับบ้าน)

ตอนแวะพักครึ่งทางของขาไปที่ร้านข้าวตังนั่นขาอ่อนแล้ว แต่มารู้จักว่า ‘เหนื่อย’ เป็นอย่างไรก็ช่วงทางตรงริมทางรถไฟ แดดเที่ยง มีคนเผาอะไรสักอย่างนอกรั้วตาข่ายริมทางรถไฟ ควันยังกะย่างไก่ เป็นช่วงท้ายๆ หลังโซ่หลุดจากการตกหลุมไป 3 หน เพราะสปริงตีนผีหย่อน (มีคนบอก ไม่ได้คิดเอง) ในอารามเร่งปั่น จังหวะขึ้นจากหลุมพร้อมเปลี่ยนเกียร์เลยสะดุด โซ่หลุดซะงั้น

เป็นความเหนื่อยที่ไม่เหมือนหัวใจจะหลุดออกจากอกเหมือนกับเหนื่อยจากการวิ่ง มันเหนื่อยแบบ …กูขอหยุดปั่นแค่นี้ได้ไหม พวกมึงไปกันเห้อะ

ระยะทางตอนนั้นแค่ไม่กี่ร้อยเมตร แต่อึดอัดมาก มัวแต่ยุ่งกับโซ่เลยรั้งท้าย คันหน้าทิ้งห่างเป็นร้อยสองร้อยเมตร ต้องปั่นไล่ นึกสงสัยในใจ เคยมีคนเป็นลมตอนนั่งปั่นอยู่บนอานไหม?

หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก Chuffed