Category Archives: IDOL

ปั่น 21 วัน เปลี่ยนฉันให้เป็น.. (day 11/21)

มาตรฐาน

image

day 11/21 : เสาร์ 7 ธันวาคม 2556

เหมือนมีเหตุการณ์สำหรับ 5 วัน ถูกอัดบรรจุไว้ในวันนี้วันเดียว  เรามาถึงลำพูนกันแต่เช้าจริงๆ อากาศข้างนอกเหมือนเปิดแอร์ฉ่ำๆ เย็นเจี๊ยบ รถแวะที่ปั๊ม ปตท. เพื่อให้เราชาวคณะเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ลาเต้ที่อเมซอนรสชาติรสชาติคล้ายฟองยาสีฟัน แต่ก็ดีที่อุ่นและมีฟอง

ก๋วยเตี๋ยวลำไยอร่อยครบรสแปลกลิ้น และจากการได้ชิมน้ำลำไยหลายแก้วในวันเดียว ฉันว่าน้ำลำไยลำพูนอร่อยกว่าที่อื่นๆ มันดูเป็นลำไยหวานหอมจากลำไยโดยไม่มีมารยา แม้ลำไยหลายต้นที่ออกผลพรึ่บพรั่บในตอนนี้จะเป็นผลของฮอร์โมนเร่งนอกฤดู

ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ฉันว่าที่นี่มีอะไรคล้ายวัดพระสิงห์ที่เชียงใหม่ และวัดในหลวงพระบาง ฉันเข้าไปกราบพระ และนึกถึงแม่ แต่แม่คงมาด้วยกัน เหมือนที่ไปไหนๆ ด้วยกันเสมอ เหมือนเราอยู่ด้วยกันกับฉันตลอดเวลา

ที่นี่ฉันได้ข่าวร้ายของเพื่อน เขาเสียคนสำคัญในชีวิตไปอย่างกะทันหัน ฉันไม่รู้จะบอก หรือปลอบอย่างไร แต่ดูเขาเข้าใจชีวิตและตั้งสติได้ดี ฉะนั้นฉันเลยได้แต่ให้กำลังใจเขาเงียบๆ

รถขนจักรยานของคณะเรา (คันในรูปนี้เลย เรียกใช้บริการได้) มีปัญหากับตำรวจ จึงตามรถบัสของเราได้ช้ากว่ากำหนด ไม่ได้เริ่มปั่นจากวัดพระธาตุฯ ไป อุทยานธรรมะและหอศิลป์ อ.อินสนธิ์ วงศ์สาม ตามที่ตั้งใจไว้ เราไปถึงที่นั่นด้วยรถบัส เดินชมทั้งสวนและงานศิลปะ

ฉันดีใจที่ได้มาลำพูนในยามนี้ แสงเงาที่ส่องเฉียงผ่านต้นไม้ใบไม้ของฤดูหนาวมีเพียงพอให้เราตักตวงจนอิ่มเอม ไหนจะงานศิลปะที่บอกเล่าความคิด และชีวิตของคนสองคนที่กลายมาเป็นคู่ชีวิตกันในที่สุด

ขบวนของเราเริ่มปั่นออกจากอุทยานธรรมะเมื่อเลยเที่ยง ระยะแรกประมาณ 5 กม. แวะกินข้าว ตอนนี้ฉันปั่นย้อนกลับมา 2 กม. เพื่อหาร้านยา แต่ร้านไม่เปิด จากนั้นเราก็ปั่นยาว เข้าเขตอำเภอแม่ทา จุดหมายคือโฮมสเตย์ของเราที่บ้านทาป่าเปา เส้นทางบางตอนสวนมาก เป็นวิวที่ควรหยุดถ่ายภาพนิ่งด้วยกล้อง full format แต่ในเมื่อฉันทำไม่ได้ จึงได้แต่มอง และบันทึกไว้ในความทรงจำ

ขอสารภาพว่านอกจากเจ็บก้นแล้ว ฉันเริ่มหิวเมื่อผ่านไปได้แค่ครึ่งทาง แต่ความเจ็บก็ดี ความหิวก็ดี ทำให้เราได้รู้ตัวว่าเรายังมีชีวิตอยู่ตรงนี้ และทำให้เรามีพลังที่จะปั่นไปให้ได้กินข้าวเย็นไวๆ  (ฮา)

เรามาถึงเมื่อราวทุ่ม บนดอยอย่างนี้แสงสุดท้ายหมดไปตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้ว ต้องเปิดไฟ ปั่นไปข้างหน้าอย่างเดียว อาศัยการสังเกตการตอบสนองของรอบขากับความชันและพื้นผิวถนนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้ แต่ดูเหมือนช่วงของการเดินทางที่น่าประทับใจที่สุดอยู่ตรงนี้ มืด หนาว ขึ้น และลง กับการปั่นแข่งกับความหิว (เด็กๆ ถูกเก็บขึ้นรถเซอร์วิสไปแล้ว ผู้ใหญ่เลยใส่กันเต็มเหนี่ยว) ฉันก้าวลงจากรถด้วยขาสั่น ตัวก็สั่นเพราะหนาว แต่เมื่อได้ล้มตัวลงนั่งล้อมบนสาด ตามด้วยการมาถึงของโตกอาหาร ก็แทบไม่ได้ต้องการอะไรอีกนอกจากอาหารตรงหน้า

ระยะทางที่แปลกขา ยาวไกลเกินสี่สิบกิโลเมตร นอกจากทำให้เรารู้จักและเข้าใจจักรยานคันหนึ่งมากขึ้น ยังทำให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะใจเย็นและใจถึงขนาดนี้ แต่วันนี้ฉันทำได้ ฉันไม่กล้าคิดว่าตัวเองบนรถมินิล้อ 20 นิ้ว จะไต่ขึ้นลงบนเส้นทางที่แม้ยังห่างไกลคำว่าชัน แต่มันไม่ธรรมดาสำหรับฉัน ฉันก็พบว่าตัวเองทำได้

สำหรับรถคันนี้ที่ฉันยืมพี่หนกใช้ เขาสอนให้ฉันเรียนรู้ว่า อย่าประมาทรถมินิ เพราะเขาพาฉันมาถึงได้อย่างห่างไกลคำว่า ‘บักโกรก’ โดยไม่ต้องเปลี่ยนจานหน้าด้วยซ้ำ เขาให้ความมั่นใจว่าฉันใช้รถมินิได้ ถ้าฉันอยากใช้

เหมือนบอกฉันว่าถ้าเรารู้จักกันดีแล้วก็ไม่ต้องไปกลัวกับระยะทางข้างหน้า เพราะว่าเราจะไปด้วยกันได้

ที่จริง การเดินทางด้วยจักรยานในระยะทางเดียวกันนี้ ร่วมกับเพื่อนใหม่แปลกหน้าแปลกกลิ่น ยังทำให้เรารู้จักพวกเขาเร็วขึ้นและดีขึ้น

การเดินทางในวันนี้ทำให้ฉันมีหวังในมนุษยชาติ เด็กน้อยในกรุ๊ปแข็งแรงและใจสู้มาก ไม่ทราบพวกเขาจะรู้ตัวกันไหม แต่พวกเขานี่แหละที่เป็นแรงบันดาลใจในการไต่ขึ้นเนินของฉัน

Advertisements

เสียดายถ้าไม่ได้ทำ

มาตรฐาน

image

หรือสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เป็นสัปดาห์แห่งการเปิดใจ?

ฉันเปิดใจคุยกับผู้ชาย 3 คน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของฉันกับพวกเขา มีทั้งการปิดจ็อบ สะสางความสัมพันธ์ที่จบไปแล้ว และเปิดจ็อบ เสนอ proposal ใหม่ซิง เพื่อพิจารณาเริ่มความสัมพันธ์ครั้งใหม่

การตัดสินใจเปิดอกพูดเรื่องความสัมพันธ์ที่จบไม่ค่อยสวยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องทำใจให้กว้าง ใจเย็น อดทน และไม่หวั่นไหวต่อความจริง แต่มันก็ให้ผลคุ้มดี เพราะทำให้เกิดมิตรภาพจากความเข้าใจ ทั้งเข้าใจกันระหว่างฉันกับพวกเขา และได้เข้าใจตัวเอง

ฉันเป็นผู้หญิงแปลกที่ยังมีคนมาชอบ แต่ที่จริงแล้วยิ่งกว่าความแปลก ฉันเป็นคนมีปัญหาด้วย จะว่าเพราะอยู่คนเดียวมากไป มีโลกส่วนตัวชัดเจนรัดกุมเกินไป หรือเป็นตัวของตัวเองมากไป เจ้าอารมณ์ ดื้อรั้น ไม่ยอมใครง่ายๆ  (แม่ยังเคยบอกว่าฉันมีนิสัยชอบ ‘ข่ม’ ผู้ชาย) หรือจะด้วยความเป็น perfectionist ที่คาดหวังความสมบูรณ์แบบที่สุดจากผู้ชายที่คบเสมอ (กับตัวเองไม่เป็นไรนะ ถือคติ nobody perfect) และอื่นๆ อีกมากมาย

ปัญหาประดามีของฉันนี่แหละ เป็นเหมืองกองกำลังกีดกั้นและขับไล่คนรักทุกคนออกไปไกลตัว จนต้องกลายเป็นคนโสด โดดเดี่ยว เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เป็นการพูดคุยหลากรสหลายอารมณ์ กับชายคนแรก ทำให้ฉันเสียน้ำมูกน้ำตาจนปวดหัว ปวดใจกับการบอกเล่าซื่อๆ ของเขา ซึ่งฉันทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับและเคารพ อย่างน้อยเขาก็ให้อภัยกับวีรกรรมทางอารมณ์ที่ฉันได้สำแดงเดชไปนับครั้งไม่ถ้วน

กับอีกคนหนึ่ง อดีตรักที่เก่าแก่กว่า เขาผู้นี้บอกว่ารักฉันเสมอมา แม้ฉันจะร้ายกาจใส่แค่ไหนก็ยังเข้าใจ แม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืมที่จะคิดถึงกัน คำพูดเหล่านี้น่าจะทำให้รู้สึกดี แต่ฉันฟังแล้วรู้สึกผิด ฉันร้องขอการให้อภัย เขาให้มันในทันที

เป็นธรรมดาที่หัวใจคนเราจะอิ่มพองและแข็งแรงขึ้นเมื่อรู้ว่ามีคนรัก คำพูดของชายที่ฉันไม่ได้เลือกพอช่วยเยียวยาอาการบอบช้ำจากคำพูดของชายที่ไม่ได้เลือกฉันได้บ้าง แต่ฉันก็ยังไม่อาจเริ่มต้นใหม่กับเขาอยู่ดี

คนเรา ทำได้ก็แค่ปรับ ไม่อาจเปลี่ยนธาตุแท้ของตัวเอง

ระหว่างเคลียร์กับสองเคสเก่า ฉันคั่นกลางด้วยเคสใหม่ จะว่าไปก็เป็นการเสี่ยงยิ่งกว่ากรณีปกติของการชวนผู้ชายมาคบกัน (คนทั่วไปเรียกว่า ‘ขอผู้ชายเป็นแฟน’) ตรองดูจากปัจจัยบีบรัดต่างๆ แล้ว ก็คิดว่าน่าจะลองเสี่ยงดู ถ้าเขาไม่โอเค ฉันก็คงแค่ทำใจ แต่ถ้าฉันไม่ได้พูดครั้งนี้ อาจไม่มีโอกาสอีกเลยในชั่วชีวิต

ก็ตลกดี เพราะเรารู้จักกันมานานแสนนาน และฉันก็บอกตัวเองมาเสมอว่าแค่มีเขาเป็นเพื่อนตลอดไปก็พอใจแล้ว แต่วันหนึ่งเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า แล้วถ้ามีเขาเป็นทั้งเพื่อนและคนรักในเวลาเดียวกันล่ะ ชีวิตจะดีแค่ไหน?

คงไม่มีคำตอบถ้าไม่มีคำถาม

เขาตกใจ แต่ขอบใจที่ฉันถาม และขอคิดก่อนตอบ

แรงบันดาลใจ แรงเชียร์หรือแรงผลักดันที่ทำให้ฉันตัดสินใจถามไปมาจากคำพูดของ ศศิน เฉลิมลาภ คนจริงคนหนึ่ง ผู้ลงทุนเดินเท้า 388 กิโลเมตร จากป่าแม่วงก์สู่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อบอกกับโลกรู้ผ่านเฟซบุ๊คว่า คนธรรมดาๆ อย่างเขาตั้งใจที่จะคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์จริงๆ ไม่ใช่แค่ลมปาก

ในรายการ ‘คนค้นฅน’ เทปที่ถูกระงับออกอากาศ ศศินยอมรับว่าไม่รู้หรอกว่าจะชนะไหม แต่แม่สอนมาให้ลองทำให้เต็มที่ก่อน ถึงแพ้ก็ยังได้ชื่อว่าพยายามสู้เต็มที่แล้ว ดีกว่าไม่ได้ใช้ความพยายามทำอะไรเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาเลย

ฉันเองในตอนนี้ก็ได้ใช้โอกาสอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าคำตอบจะเป็น yes, no หรือ OK อย่างน้อยฉันก็ได้ทำสิ่งที่จะ ‘เสียดายถ้าไม่ได้ทำ’ ไปแล้ว

และกำลังรอคำตอบด้วยความเคารพ

การเดินทางของคุณลุงโกวิท

มาตรฐาน

image

Car-free day อาจไม่ใช่วันปั่นจักรยาน แต่ได้เห็นคนใช้จักรยานปั่นไปโน่นมานี่มาอย่างเสรีในเครื่องทรงแบบต่างๆ และสไตล์หลากหลายของรถอย่างในวันนี้ก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก อยากให้ทุกวันเป็นแบบนี้ อย่างน้อยรถจะได้ติดน้อยลง ผู้คนมีน้ำใจ โอภาปราศัย เย็นๆ และคุยกันง่ายขึ้น เช่นที่คนปั่นจักรยานส่วนใหญ่เป็นกัน

วันนี้ฉันปั่นจักรยานนิดเดียวพอชื่นใจ ไปใส่บาตรตอนเช้า  ไม่ได้ปั่นออกจากบ้านไปร่วมกิจกรรมในวันไม่ใช้รถเหมือนที่คิดไว้เมื่อสองอาทิตย์ก่อน เพราะว่าตั้งใจจะขึ้นรถไฟฟ้าไปลงสถานีหมอชิต เดินสมทบกับขบวนคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ที่หัวขบวนเดินเท้ามาตั้งแต่เขื่อนแม่วงก์ เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านการสร้างเขื่อนแห่งนี้

ฉันเสียดายป่า และไม่คิดว่าวิธีการจัดการน้ำ(อย่างฉลาด)ที่ได้ผลดีมีแค่การสร้างเขื่อน อยากทำอะไรมากกว่าแค่บ่น ก็เลยคิดว่าไปเดินดีกว่า

บนรถไฟฟ้าโบกี้สุดท้าย ฉันเห็นจักรยานเสือหมอบยี่ห้อ TREK เพียงคันเดียว ออกจะน้อยสำหรับวันคาร์ฟรีเดย์ที่บีทีเอสให้จักรยานขึ้นฟรี แต่ไม่แน่ว่าพวกเขาจะกระจายตัวกันในโบกี้อื่นๆ คงได้แค่แอบมองอย่างชื่นชมคุณลุงเจ้าของรถอยู่ห่างๆ  ถ้าไม่มีคุณแม่ลูกสองก้าวขึ้นรถมา ฉันสละที่นั่งให้แล้วย้ายไปยืนพิงผนังใกล้จักรยาน เห็นคุณลุงมองมาก็ยิ้มให้ แล้วนึกอย่างไรไม่รู้ ถามไปว่าคุณลุงจะไปปั่นคาร์ฟรีเดย์ที่สนามหลวงหรือ

คุณลุงตอบกลับมาน่าทึ่งมาก ว่าไปปั่นคาร์ฟรีเดย์ที่สมุทรปราการเรียบร้อยแล้ว ได้ตั้งห้าพันคน เยอะทีเดียว แล้วนี่วันนี้บีทีเอสให้ขึ้นฟรี ก็เลยจะไปเดินเล่นที่สวนจตุจักรหน่อย ฉันเลยบอกมั่งว่ากำลังจะไปลงสถานีหมอชิตเหมือนกัน เพราะว่าจะไปสมทบกับขบวน บลาๆๆๆ ลุงบอก เออ งั้นผมไปเดินด้วย

แล้วเราก็คุยกันสนุก คุณลุงโกวิท บอกว่าในเว็บไซต์ Thaimtb แกคือ “อาจารย์โก” บ้านอยู่บางน้ำผึ้ง (ว้าว! ตลาดบางน้ำผึ้งที่เราเคยไปปั่นมาแล้วไง) มีรถ 3 คันคือคันนี้ ที่เป็นเสือหมอบ ใช้ทำความเร็ว มีเมาเทนไบค์สำหรับขึ้นภูเขา และทัวริ่ง สำหรับเดินทางไกลๆ

คุณลุงวัยเท่าไหร่ไม่รู้ (คนปั่นจักรยานเดาอายุยากจริงๆ ฉันเองก็ไม่ได้ถามได้ แต่เดาว่าอาจจะเกษียณแล้ว จากระยะเวลาของการเดินทางทริปยาวๆ ของแก) ปั่นจักรยานมา 15 ปี และไปมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ พื้นที่สร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ไปมาแล้ว คุณลุงออกความเห็นว่ามันไม่น่าสร้างหรอก ฉันสงสัยว่าเพราะอะไร แกบอกว่า มันได้ไม่คุ้มเสีย ป่าตรงนั้นดีมากๆ

แกบอกว่าในเมืองไทยไม่เหลือที่ให้แกปั่นแล้ว ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่แกปั่นรอนแรมไปไกลถึงมาเลเซีย (ไปทางเกาะลังกาวี) ไปเวียดนาม (โดยไม่ผ่านเขมร เพราะไปทางลาว) บอกได้ว่าคนเขมรน่ารักกับจักรยานมากกว่าเวียดนาม ไปหลวงพระบาง (ฉันรู้สึกเก๋กับการปั่นจักรยานไปถึงหลวงพระบางมากกว่าที่อื่นๆ) ด่านเจดีย์สามองค์นี่แกเพิ่งไปมา ฉันอุทานตอนนี้เพราะจำได้ว่าทางไปสังขละบุรีทั้งคดโค้งวกวนบนความชัน แค่เรานั่งโดยสารรถอย่างเดียวก็แทบอ้วกละ แกว่าแกเคยปั่นไกลที่สุดในหนึ่งวันประมาณ 150 กิโลเมตร

โอ คุณลุงเก่งจริงๆ

เมื่อฉันถามหาจังหวัดที่น่าอยู่ที่สุดในเมืองไทย คุณลุงบอกว่า น่าน เพราะที่นั่นเงียบ และสวยงาม

เราคุยกันเรื่องรถ เรื่องรถพับคันเล็กของฉัน ฉันบอกว่าเพิ่งเริ่มปั่น แต่มาติดใจรถพับที่มันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เสียแต่มันปั่นไม่ค่อยทันเพื่อน

จึงแอบดีใจที่ลุงไม่ได้เบ้ปากใส่รถพับเหมือนผู้ทรงประสบการณ์บนอานจักรยานอื่นๆ แต่เข้าประเด็นมาเลยว่า “หนูต้องไปหา Dahon P-18 มาใช้”

“ทำไมอะคะคุณลุง”

“เพราะมันมีจานหน้า 2 จานหลัง 9, 9×2 เป็น 18 ไงหนู”

อ๋อ หนูจะได้ปั่นทันเพื่อนใช่ไหมคะ 🙂

เราพบกันโดยบังเอิญ (ที่จริงคงไม่บังเอิญ) ได้คุยกันสั้นๆ และแยกจากกันที่ปลายทาง แต่นี่คงไม่ใช่การพบกันครั้งเดียวของเรา ฉันตั้งใจว่าถ้ากลับไปปั่นเที่ยวบางกระเจ้าอีกในสัปดาห์ที่คุณลุงไม่ได้ไปไหน จะไปรบกวนให้คุณลุงแนะนำเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม

เพราะว่าเรื่องราวของคุณลุงคือแรงบันกาลใจ คุยกับคุณลุงแล้วรู้สึกถึงศักยภาพ ขุมพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง (คงมีแหละ อาจจะเยอะ ใหญ่เท่าบ่อน้ำมันในอิรักเลยก็ได้!)

รู้สึกมีเรี่ยวมีแรง อยากปั่นออกไปเที่ยวไกลๆ บ้านบ้างยังไงก็ไม่รุ