Category Archives: bikemate

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (7) : ขาอ่อนควรขึ้นที่สูง

มาตรฐาน

image

แม่ริม-สะเมิงในจินตนาการของฉันนั้น เป็นเส้นทางสวยงามชวนฝัน ด้วยความอ่อนโลก ฉันกล้าจินตนาการถึงการปั่นจักรยานสวยๆ ไปบนถนนเส้นนี้ซะด้วย!

ไม่นึกเฉยๆ แต่กล้าหาญชวนเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมและ อ้น สามีเพื่อนรักที่ปั่นเสือภูเขาอยู่ ปั่นไปด้วยกัน ซึ่งเพื่อนๆ ก็ตอบรับในทันใด แม้จะออกอาการลังเลกันบ้าง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ปั่นจักรยานกันบ่อย โดยเฉพาะปั่นขึ้นดอย แทบทุกคนออกตัวว่า อ่อนซ้อม (รวมทั้งฉันด้วยแหละ เริ่มเดือนพฤษภาคมมา ปั่นจักรยานได้ประมาณ 2-3 วันเอง) งานนี้แม้แต่บรรดาเพื่อนสาวที่เป็นพ่อแม่แล้วยังกระตือรือร้นขนาดอาสาไปรถเซอร์วิสกันให้ครื้นเครงไป

ที่จริงฉันอ่อนโลกเกินไป แถมยังห้าวเกินตัวไปเยอะเลย

แม้ถนนแม่ริม-สะเมิงของจริงในตอนนี้จะเป็นอย่างที่ฝัน คือมีสองข้างทางสีเขียวเฉดต่างๆ สลับกับท้องฟ้าใสๆ สวยงามแบบป่าเต็งรังต้นฤดูฝน ถนนเรียบดี วางตัวเป็นเคิร์ฟอ่อนช้อยที่ดูเป็นมิตรในบางที ดูคมกริบแบบสาวเจ้าอารมณ์ในบางครั้ง แต่ว่าความชันและความคดโค้งของทางเส้นนี้ไม่อำนวยให้นักปั่นขาอ่อนอย่างฉันเดินทางไปได้ไกลจากจุดเริ่มต้น คือบ้านเพื่อนที่แม่ริมมากนัก

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้มรสของการปั่นขึ้นดอย ‘ขึ้นดอย’ ที่ไม่ใช่ขึ้นเนินชันเนินเดี่ยว ขึ้นให้รอดแค่เนินเดียวก็ถึง แต่เป็นการ ขึ้น ขึ้น และขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน

เหนื่อยมากจริงๆ

ยอมรับว่าไม่ได้เตรียมร่างกายเลย แต่ฉันไม่ซีเรียสกับแรงกายนัก เรา 5 คันคุยกันแล้วว่าจะไม่คาดคั้นตัวเองมาก เราไปกันตามที่ไหว หยุดเมื่อเหนื่อย และรอกันตลอดเวลา

สิ่งที่ฉันกังวลคือ ‘ใจ’ ฉันเตรียมใจตัวเองมามากพอดู ตั้งใจว่าจะนิ่ง จะสงบ ไม่รีบ จะหนักแน่น มีสมาธิ จะไม่ว่อกแว่กคิดไปก่อนว่าไม่ไหว ไม่คิดถึงความผิดพลาดข้างหลัง หรือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า จะอยู่กับรอบขาและลมหายใจในปัจจุบัน เปลี่ยนเกียร์ แล้วก็แค่ปั่นไป

ซึ่งก็ทำได้มาหลายต่อหลายโค้ง ไต่ขึ้นมาได้หลายต่อร้อยเมตรเหนือน้ำทะเล แต่มาหยุดตัวเองที่กิโลเมตรที่ 14 หลังจากที่หัวใจเต้นรัวไม่หยุดติดต่อกันมาได้สักสองสามร้อยเมตรกับช่วงทางขึ้นที่เปลี่ยนจากโค้งรูปเอส เปลี่ยนเป็นระยะ ทางลาดตรงยาวนาน ชันสัก 30-40 องศา ต่อเนื่องกันสองสองสามร้อยเมตรของถนนสวยๆ ที่ดูไร้พิษสง แต่ภาพนี้ขู่หัวใจฉันให้ปอดถึงขั้นสุด

ตอนนั้นแบมโยกปั่นหมอบคาร์บอนทิ้งไปจนมองไม่เห็นตัว อ้นตามมาข้างหลัง ฉันอยู่กับภาพข้างหน้า รู้สึกหวาดหวั่นมาก…

ไม่ไหวแล้ว …ฉันเปลี่ยนเกียร์จนหมดแล้วทุกจาน ความคิดว่าสองขาหมุนติ้วจนล้า แต่ยังไม่เท่าหัวใจเต้นถี่รัวเหมือนจะหลุดจากอก กับจังหวะหอบหายใจที่แค่หายใจเข้าออกถี่ๆ แบบนั้นก็เหนื่อยแล้ว บอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว

ฉันหยุดลงที่ขอบทาง ใต้เงาไม้ หอบแฮ่กๆ จนอ้นขึ้นมาถึง บอกว่าจุดชมวิวสะเมิงอยู่ข้างหน้า อีกไม่กี่ร้อยเมตร ฉันบอกไม่ไหวจริงๆ อ้นยังลุ้น แต่ฉันยืนกรานว่าพอแล้ว จะรออยู่ตรงนี้แล้วกลับลงไปพร้อมกันตอนอ้นกับแบมลงมา รถทีมเซอร์วิสมาถึงพร้อมแต๊กกับเจนที่สละจักรยานขึ้นไปอยู่บนนั้นเรียบร้อย ขณะพวกเรากำลังลังเลว่าจะขึ้นไปต่อ หรือจะกลับไปตามกลิ่นไก่ย่างที่ปั่นผ่านมา จี๋ก็ขับรถเซอร์วิสขึ้นไปตามแบม

สักครู่แบมจูงหมอบคาร์บอนคันเก่งเดินลงมา …ยางแบน ถามแบมจะปะไหม อุปกรณ์พร้อมนะ แบมบอกไม่มั่นใจกับการปั่นรถเพิ่งปะยางลงดอย เลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งท้ายรถเซอร์วิส จากนั้นพวกเราที่เหลือพากันปล่อยตัวเองให้ไหลลงดอย ไปตามแรงโน้มถ้วงและความลื่นไหลของล้อ

แงซายเป็นรถที่หนักที่สุดในรถทั้งหมด 5 คันของพวกเราแล้ว แต่ฉันรู้ว่าการไหลไปกับแงซายคือรางวัลที่คุ้มค่าของการบากบั่นปั่นขึ้นมา มันใช่อย่างที่คิด ทางขึ้นแสนชันและคดโค้งของเส้นทางแม่ริม-สะเมิงนั้นลงสนุกที่สุดกับกติกาปล่อยไหลโดยใช้เบรกให้น้อย บางช่วงเสียวจนขนลุก เพราะเกือบหลุดโค้ง แต่ก็ต้องขอบคุณเบรกที่พี่เพชรตั้งให้

ครั้งแรกของการปั่นขึ้นดอย ฉันรอดมาได้ และสนุกมาก

ระยะทาง 14 กิโลกว่า ใช้เวลาปั่นขึ้นเป็นชั่วโมงๆ แต่เหมือนจะไหลลงมาภายใน 10 นาที ความทรมานมันยาวนานกว่าความสุขอย่างนี้นี่หรือ?

บางเสี้ยวขณะเลี้ยงตัวอยู่บนแงซายในขาลง ขณะที่ประจักษ์ว่าเส้นทางบนดอยนั้นมีขึ้นก็ต้องมีลง ความทุกข์ทรมานที่ถึงที่สุดแห่งมันแล้ว ก็ย่อมต้องคลี่คลายลง ฉันนึกดีใจที่กล้าคิดมาปั่น ดีใจที่เพื่อนเอาด้วย ดีใจที่ทำได้ตั้ง 14 กิโล ในวันนี้

และเชื่อมั่นว่าหลังจากวันนี้ แม้ร่างกายจะไม่เปลี่ยนไปมากมาย แต่ฉันได้พัฒนาความมุ่งมั่นแข็งแกร่งแห่งจิตใจตัวเองขึ้นไปอีกขั้นแล้ว

Advertisements

21 days, my journey back to life (day12/21)

มาตรฐาน

day 12: พุธ 12 กุมภาพันธ์ 2557

 

 

image

นัดพบกับไบค์เมตแต่เช้าด้วยตั้งใจจะไปวิ่งที่สวนเบญจสิริ เช้าๆ อากาศดี แต่รถติดแล้ว น่าอัศจรรย์ใจจริงที่ออกจากบ้านเวลาไหนก็เจอรถติด

เราไม่ได้รีบร้อนนัก ส่วนหนึ่งเพราะรถเราไม่ค่อยดี เรารู้สึกได้ แม่ไบค์เมตนั่นรู้ชัดๆ เลย โตเกียวของนางโซ่หลุดอีกแล้วตอนจังหวะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสะพานพระโขนง นี่ดูเหมือนเป็นครั้งที่สองแล้ว ซีรีนของฉันไม่เลวร้ายขนาดนั้น แค่จังหวะเปลี่ยนเกียร์จะกระโดดจากจานที่สองไปสี่ และสี่ลงไปสองเสมอ

ฉันแทบไม่เคยได้ปั่นด้วยจานใบที่สาม ซึ่งน่าจะให้น้ำหนักและสปีดที่เหมาะกับหลายสถานการณ์บนถนนมากกว่าที่จานใบที่สองซึ่งเบาเว่อร์ไป และสี่ซึ่งหนักเว่อร์ไปมาก ไม่เป็นไร ยังพอประคองตัว รอจนกว่าจะถึงวันที่ได้เจอช่างจักรยานที่เข้าใจและแก้ปัญหานี้ได้

โลกบนถนนช่วงหน้าเอ็มโพเรียมไปจนถึงแยกอโศกเกือบถึงขั้นวิกฤต แต่โลกในสวนสาธารณะเล็กๆ ริมทาง ข้างห้างแบรนด์เนมห้างนี้เงียบสงบเหมือนอยู่กันคนละโลก เราล็อกจักรยานไว้ที่เสาไฟผอมๆ ทั้งๆ ที่เหงื่อยังไม่หมาด ไบค์เมตของฉันเปลี่ยนบทบาทจากนักปั่นไปเป็นนักวิ่ง ส่วนฉันต้องขอตัวเพราะไม่รู้จะเอาสัมภาระไว้ไหนตอนที่วิ่ง อุตส่าห์แต่งตัวมาอย่างพร้อม แต่ดันลืมนึกไปว่าจะเอาข้าวของไว้ที่ไหน

ในสวนไม่เหงา ฉันแบกเป้ เดินเชื่องช้าบนรองเท้าวิ่ง ผู้คนแถวนี้ดูมีความสุข ทุกคนมาที่นี่เพราะรักชีวิตของตัวเอง ส่วนใหญ่มาออกกำลังกาย ในวัยหนุ่มสาวก็ออกวิ่ง วัยผู้ใหญ่ถึงชราในรูปแบบการออกกำลังกายเชื่องช้า รับกับวัยแห่งความสุขุม ไร้แรงกระทั้นกระแทก บางคนในชุดทำงาน ฉันเห็นเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ …ไม่รู้สิ บางทีข้างตัวเขาอาจจะเป็นแก้วกาแฟหอมๆ สักแก้ว

ฉันนั่งลงที่ม้านั่ง ไม่ไกลจากตำแหน่งครั้งแรกและครั้งเดียวที่มานั่งในสวนนี้กับเขา ใกล้แปดโมงเช้าเข้าไปทุกทีแต่แดดยังไม่ออก มองไปรอบๆ ดอกไม้หน้าแล้งเริ่มแสดงตัว ตอนนี้มีสามสีแล้ว ชมพู ม่วง และแดง รอสีส้มจากหางนกยูง และสีเหลืองของคูน แล้วสวนนี้ก็จะผลัดจากสวนฤดูหนาว เปลี่ยนสู่สวนฤดูร้อนอย่างแท้จริง

ไม่รู้สึกเจ็บแปลบอะไรเมื่อเดินผ่านจุดที่เราเคยนั่งข้างกันเมื่อสิบกว่าวันก่อน เรื่องธรรมดาแท้ๆ การเกิดขึ้นในวันนี้ และจบลงในวันถัดไป ไม่ต่างจากฤดูกาลที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ไบค์เมตกลับมาพร้อมเนื้อตัวพราวเหงื่อและใบหน้าแดงก่ำ วิ่งได้ห้ากิโลกว่า ท่าทางมีความสุขกับสปอนเซอร์ขวดนั้น ขณะที่ฉันใช้เวลาเท่ากันไปกับการนั่ง หายใจเข้าออก พิจารณาธรรมชาติรอบตัวและผู้คน คิดอะไรๆ และบันทึกภาพ เรามีความสุขกันไปคนละทาง แต่ร่วมทางปั่นต่อไปอีกไม่ไกลก็ถึงจุดหมายปลายทาง จอดจักรยาน จากนั้นอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรรองท้องก่อนเริ่มต้นทำงาน

ฉันมองชีวิตตัวเองตอนนี้ ไม่มีคนรักอยู่ข้างกายเหมือนเมื่อสิบกว่าวันก่อน แต่ขาดอะไรไปไหม? ไม่เลยนี่ ฉันมีครบ ทั้งเพื่อน เวลา สุขภาพ ความสุข และความคิด

ฉันว่าฉันรักชีวิตตัวเองตอนนี้ออก

21 days, my journey back to life (day10/21)

มาตรฐาน

day 10: จันทร์ 10 กุมภาพันธ์ 2557

ภาพยนตร์-Timeline-จดหมาย-ความทรงจำ

หลับสบายขึ้นมากเมื่อได้กลับมาหลับในที่ที่คุ้นเคย เช้าวันจันทร์รถก็ติดอยู่แล้ว แต่วันนี้ม็อบมีการเคลื่อนขบวนจากเอกมัย บนเส้นทางที่ใช้รถเลยติดกว่าเดิม ผู้คนบนถนนดูมู้ดดี้มาก แต่ฉันกับคาร์เมนก็พากันมาถึงออฟฟิศไม่ช้ากว่ามากับซีรีนนัก

ตอนเริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ ฉันได้คาร์เมนมาจากลุงมนัส ในบรรดาจักรยานหลายคันที่ลุงเอาออกมาให้ลองปั่น จากประสบการณ์น้อยนิด ฉันเลือกคาร์เมน ด้วยเหตุผลเพียงแค่ ‘รู้สึกถูกชะตา’ ในยามนั้นที่แข้งขายังมีกำลังไม่มาก คาร์เมนจึงยังคงเป็นจักรยานที่ปั่นยากสำหรับฉัน ต้องใช้แรงมากมายในการถีบบันไดให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เรียกว่าต้องมีเวลาพักใหญ่สำหรับปรับตัวให้ปั่นคาร์เมนได้อย่างเป็นธรรมชาติและไม่ทรมานตัวเอง

ช่วงนั้นมีคนเปรยขึ้นทำนองว่า เขายังไม่เห็นว่าฉันสนุกกับการปั่นจักรยาน ฉันประเมินไม่ได้จริงๆ ว่าเขาต้องการการยืนยันประมาณไหน คือฉันก็มีความสุขของฉัน แต่คงไม่ขนาด ‘สนุกมากกกกค่ะ เกิดมาไม่ได้ทำอะไรสนุกๆ แบบนี้มานานแล้ว’ และก็ไม่ถึงกับรู้สึก ‘ไม่สนุกเลยย’ ที่จะปั่นจักรยาน ไม่อย่างนั้นฉันคงเลิกปั่นไปแล้วสิ คือที่มาปั่นจักรยานนี่ไม่มีใครจ้างนะ ต้องตากแดดตากควันจนตัวดำ ไหนจะความเครียดบนท้องถนน ไหนจะภาระที่ต้องยกเข้าออก จัดท่าจักรยานล้อ 27 นิ้วในลิฟต์แคบๆ ของคอนโด เวลาจะเอาลงมาปั่นและเวลาจะเก็บ

แต่สิ่งเหล่านั้น ฉันเปลี่ยนให้มันทั้งหมดให้กลายเป็นความท้าทายในการปั่นจักรยาน รวมทั้งเรื่องที่เคยโดนมอเตอร์ไซค์เกี่ยวล้มบนถนนจนเจ็บสะโพกอยู่เป็นอาทิตย์ และความกลัวยางแตกกลางทางแล้วช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย

ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรที่จะหยุดไม่ให้ฉันปั่นจักรยานในวันที่สะดวกและอยากจะปั่น

ยิ่งได้แงซาย ซึ่งเบา และปั่นง่ายกว่าคาร์เมนมาใช้ ฉันยิ่งปั่น จนเคยชินกับระยะทาง 12 กิโลเมตรจากบ้านมาที่ทำงาน ถึงกับเชื่อว่าในวันต่อๆ ไปถ้าไม่มีอุปสรรคยิ่งใหญ่ในชีวิตจริง (เช่น ป่วยหนักหรือตั้งท้อง) การเสพย์ติดความสุขจากความรู้สึกอิสระที่สูบฉีดไปทั่วร่างกายทุกครั้งตั้งแต่เริ่มออกแรงถีบบันได จับแฮนด์ทรงตัวพร้อมวางก้นลงบนอาน คงทำให้ฉันปั่นจักรยานได้เรื่อยๆ จนพานคิดว่าคนที่ค้นพบความสุขในการปั่นแล้วก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

เมื่อมาเจอกับข่าวใหม่ ว่าเขาผู้เป็นอดีตไบค์เมต ตอนนี้แทบจะหยุดปั่นจักรยานไปเฉยๆ ตามคำ (สั่ง?) ของผู้หญิงที่เขาแคร์ จะเป็นด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ให้สอดคล้องกันหรือยังไงก็ตามที แต่ฉันคงทึ่งมาก หากเขาสามารถอด งด ความสุขบนจักรยานได้จริง เขาลืมความรู้สึกระหว่างที่พุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยกำลังจากขาทั้งสอง ความตื่นเต้นขณะเลี้ยวหลบหลีกอุปสรรค เปลี่ยนเกียร์ปรับเค้นน้ำหนักของการถีบไปตามสถานการณ์บนท้องถนนได้จริง?
ฉันอยากรู้ว่าเขาไม่เสียดายช่วงเวลาที่สายลมเย็นๆ โบกจากกลางบึง นำพากลิ่นหอมของเกสรกระถินณรงค์มาให้ชื่นใจหรือ และเวลาปั่นจักรยานกลางคืนตอนรถโล่งๆ อากาศเย็นๆ ล่ะ ไม่คิดถึงแล้วหรือ
หรือว่าความรัก ความชอบ ความสนุก จากการปั่นจักรยานมันเป็นสิ่งที่เสแสร้งทำขึ้นมาได้จริง ดังที่ครั้งหนึ่งที่ใครคนนั้นไม่เชื่อ ว่าที่ฉันปั่นจักรยานอยู่นี่กำลังปั่นอย่างสนุก มีความสุขจริงๆ

จักรยานทำให้เราสัมผัสถึงความพิเศษของอิสรภาพ ฉันว่าอย่างนั้นนะ มันเป็นช่วงเวลาที่เราเคลื่อนไปข้างหน้าได้ตามใจของเรา ช้า หรือเร็ว หรือไปข้างๆ คนข้างๆ เพราะได้สัมผัสประสบการณ์กับจักรยานแบบนี้แล้วหรือเปล่าที่ทำให้ฉันรู้สึกจับใจกับภาษาหนังใน “Timeline จดหมาย-ความทรงจำ” โดยพี่อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับนักปั่นนัก

2 ตัวละครเอกใน Timeline เป็นเด็กเพียง 2 คนที่ปั่นจักรยานไปเรียน ด้วยจักรยานที่ต่างกันไปตามบุคลิกของแต่ละคน เราได้เห็นว่าแม้เด็กทั้งสองจะมีพฤติกรรมและกิจกรรมคล้ายเพื่อน หากแต่มีส่วนแตกต่าง ตรงที่ทั้งสองมีอิสระจากเทรนด์พันธนาการแห่งยุคสมัย มีช่วงเวลาเชื่องช้าและดื่มด่ำของการเดินทางด้วยจักรยาน กับการรับรู้เรื่องราวของอีกคนผ่านการอ่านตัวหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นบนกระดาษที่เรียกว่าจดหมาย หรือบนไทม์ไลน์ของเฟสบุ๊ค กระทั่งหน้าจอสนทนาของไลน์ มันช้าพอจะทิ้งช่วงให้แต่ละคนได้คิด ซึมซาบ รู้สึก และบันทึกความทรงจำ ข้อความเหล่านั้นต่อมาจึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่า ซึ่งสามารถช่วยรื้อฟื้นความรู้สึกดีๆ ต่อเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว รวมทั้งผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปแล้วได้เสมอ ด้วยการอ่านแล้ว อ่านอีก

แทนปั่นจักรยานทัวริ่งออกจากบ้านไปทำตามความฝันของจูน หนังจบลงอย่างนี้ ฉันเชื่อว่าแทนไม่ได้ทำแทนจูน แต่เพราะความฝันของจูนได้กลายเป็นความฝันของแทนไปแล้ว และบางทีการปั่นจักรยานอาจทำให้แทนรู้สึกเหมือนได้อยู่ข้างๆ จูน แทนจึงยังคงปั่นจักรยานต่อไป

สำหรับฉันเองการปั่นจักรยานช่วยให้คลายทุกข์ และระลึกถึงความสุขได้ทุกครั้ง

ยอมรับว่าฉันติดการปั่นจักรยาน และมองไม่เห็นเหตุผลที่จะเลิก หรือหยุดปั่น
จึงคิดไม่ออกเลยว่าคนที่เคยมีความสุขมากๆ กับการปั่นจักรยานจะเลิกไปง่ายๆ ได้อย่างไร

21 days, my journey back to life (day5/21)

มาตรฐาน

day 5: พุธ 5 กุมภาพันธ์ 2557

image

สายกระหน่ำรายงานความเคลื่อนไหวของเขากับหวานใจคนใหม่ไม่ขาดช่วง หนึ่งในน้องสาวผู้มีอารมณ์ร่วมสังเกตว่า-นี่มันสเต็บเดียวกับตอนเขาเครซี่พี่เลย- ทำกับข้าวให้กิน โพสต์อะไรหวานๆ เพลงหวานๆ

ก็ไม่รู้สินะ ตอนเราเดตกัน เราปั่นจักรยานด้วยกันด้วย

ช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันคิดถึงเขาที่สุดคงเป็นตอนปั่นจักรยานนี่แหละ

บอกเลยว่าวันนี้ฉันเหนื่อยมากกับการปั่นจักรยาน ทั้งขาไปและกลับจากที่ทำงาน ซีรีนเป็นซิตี้ไบค์ล้อ 700C ที่ทำความเร็วได้ดีมาก ยิ่งเมื่อฉันปั่นเป็นแล้วก็ยิ่งปั่นได้เร็ว ยิ่งปั่นคนเดียวยิ่งเร็ว บางทีก็รู้สึกเลยว่า เร็วเกินไปแล้ว

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องปั่นเร็วนัก รีบ? ก็ไม่ได้รีบนะ จะเป็นเพราะไม่อยากปั่นนานซึ่งจะทำให้คิดถึงเขานานเกินไปหรือเปล่า?

ตอนเราปั่นจักรยานด้วยกันฉันไม่ปั่นเร็วเท่านี้ การเดินไปด้วยกันบนจักรยานคนละคัน คือการรักษาจังหวะของจักรยานสองคันให้สอดคล้องกัน เมื่ออยู่กับเขา เขาจะคอยระวังหลังให้เสมอ เมื่อฉันจะออกขวา เขาคอยกันด้านขวาให้ เมื่อจะฉีกชิดซ้าย หันไปจะพบเขากันด้านซ้ายให้อยู่แล้ว เวลาปั่นคนเดียวเขาบู๊ ฉันรู้ ตอนปั่นด้วยกันเขาก็ยังบู๊ แต่เขาไม่เคยทิ้งไปไหนไกลและนาน  เวลารอไฟเขียว เราสองคนจะยืนหอบอยู่ข้างกัน หัวเราะบ้าง สบถกับวีรกรรมของมอเตอร์ไซค์บ้าง ฉันยังจำใบหน้าพราวเหงื่อแต่ยิ้มเปี่ยมสุขไปถึงดวงตาของเราสองคนได้ดี

บนถนนไม่ใช่เวลาที่จะปั่นจักรยานเคียงข้างกัน ต้องเป็นเวลาสบายๆ ตอนเช้า ในสวนหลวง ร.๙ หรือที่บึงหนองบอน นั่นก็เป็นความทรงจำแสนพิเศษ คาร์เมนเคียงข้างไปกับคอร์เซ็ตโต ละเลียดความสุขจากบรรยากาศหนาวลมแต่อบอุ่นที่ได้ปั่นจักรยานเคียงกันอย่างเชื่องช้า กับอีกวันที่เราแวะซื้ออาหารใส่ตะกร้าคาร์เมน ไปหยุดกินกันใต้แดดอุ่นๆ ริมบึง

ช่วงเวลาที่ดีขนาดนั้น ทำไมมันกลายเป็นเรื่อง surreal สุดฝันไปแล้ว?

ทำไมมันถึงไม่ดีพอที่เราจะพยายามประคองความสัมพันธ์ต่อไป?

คำถามบางคำถามมันคงสุดจะหาคำตอบจริงๆ นั่นแหละ

21 days, my journey back to life (day2/21)

มาตรฐาน

image

Day 2: อาทิตย์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

หลังจากพี่น้องและบรรดาคนรักใคร่ห่วงใยกันทราบว่าฉันร้องไห้อย่างหนักในบ่ายวันศุกร์ ก็ชวนไปโน่นไปนี่มากมาย สำหรับวันนี้ จากที่กะไว้ว่าจะปั่นจักรยานจากบ้านไปกราบพระแก้วมรกตดังที่เคยทำทุกครั้งเมื่อรู้สึกเสียขวัญ จากนั้นก็ไปบ้านทะเล กินแพนเค้กกล้วยหอมกับกาแฟ ค้างสักคืน เช้าวันจันทร์ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางใหม่ของพ่อทะเล ก่อนเที่ยงค่อยกลับบ้าน วันจันทร์ฉันว่าง ลาไว้แล้วสำหรับการไปเชียงใหม่ แต่ที่สุดแล้วฉันเปลี่ยนใจไปอยุธยากับเพื่อน และกลุ่มพี่ๆ ของเพื่อน

ตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง พบที่จุดนัดพบตีห้าครึ่ง เราปั่นสบายๆ ไปหัวลำโพง รถแทบไม่มีเลย และถนนก็สว่างเท่ากับตอนเรากลับบ้านตอนค่ำๆ เราทำความเร็วได้ดีจนสามารถแวะนั่งแทะแซนด์วิชไส้กรอกชีสแกล้มหน้าเซเว่นอีเลเว่นแถวๆ คลองเตย หัวลำโพงมีคนเยอะตั้งแต่หกโมงครึ่ง เราซื้อตั๋ว และทำเรื่องสัมภาระให้จักรยานทั้งสองคัน

เหมือนมีคนปลอบใจ แม้จะอดเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวเชียงใหม่ในคืนวันศุกร์ แต่เช้าวันอาทิตย์ยังได้แก้มือด้วยการไปปั่นเที่ยวอยุธยา เช้านี้อากาศไม่ค่อยเย็นแล้ว จึงมีหมอกค้างอยู่จนสาย ดูเหมือนพระอาทิตย์เริ่มทอแสงจนสว่างดีเมื่อรถดอนเมือง แต่พอไปถึงรังสิต ผ่านทุ่งหญ้ารกร้างข้างทาง หมอกยังลงจัดจนเหมือนกับมีบางส่วนไหลเข้ามาในโบกี้รถเสบียงที่ฉันนั่งอยู่กับเพื่อน เหมือนที่คิดไว้ว่าจะได้จับหมอกบนรถด่วนสายเหนือขบวนที่อยากไป

ในที่นั่งชั้น 3 เพื่อนเล่าเรื่องผู้ชายของเพื่อนซึ่งมีส่วนร่วมกับเรื่องผู้ชายของฉันเหมือนกัน ขำดี ที่แท้แล้วคนเราก็รักคนอื่นเพราะว่ารักตัวเอง  

ถึงอยุธยาไม่ช้ากว่ากำหนดนัก แต่พอถึงแล้วก็เริ่มร้อนทันที ยังไม่ทันเข้าเขตโบราณสถานก็รู้ได้ว่าอยุธยาร้อนมากทั้งแดดและอากาศ บางตอนมีรถเยอะ แต่ไม่ยากจะปั่น เขาทำรถมาให้ฉันดีจริง Serene ผู้เป็น Serendipity ของฉันไม่เกเรและเป็นภาระเลย ตั้งแต่ยกขึ้นโบกี้สัมภาระ ตระเวนไปรอบเมืองทั้งบนถนนเรียบในเขตชุมชนและเส้นทางขรุขระโรยหินรอบๆ โบราณสถาน ทริปนี้มีชาวคณะยางแตกคนหนึ่ง ด้วยฤทธิ์ไม้เสียบลูกชิ้น แต่ซีรีนปลอดภัยดี ขากลับเราต้องรอรถไฟขบวนที่ตู้สัมภาระมีพื้นที่ว่างพอจะขนจักรยาน เลยมาถึงกรุงเทพฯ เกือบดึก ฉันกับเพื่อนจึงตัดสินใจลงรถไฟที่สถานีสามเสน ปั่นต่อมาขึ้นบีทีเอสที่สถานีอารีย์ ฉันยกซีรีนโดยไม่ลำบาก ถึงอ่อนนุชแล้วเราปั่นต่อกลับบ้าน ครั้งนี้เราเดินทางกันสองคน ก็อดคิดถึงสมาชิกที่หายไปจากวันไปรอเครปป้าเฉื่อยไม่ได้ แต่เหลือสองคนก็ยังดีกว่ามาคนเดียวจริงไหม

วันนี้ได้ไหว้พระหลายวัด ฉันผู้แทบไม่เคยอธิษฐานขออะไรจากพระ คราวนี้มาอย่างคนเสียขวัญ หวังพึ่งบุญบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบตัวเต็มที่ ขอให้ท่านคุ้มครองฉัน ถ้าเขาคือคู่ ขออย่าให้คลาดแคล้วหลุดลอย แต่ถ้าไม่ใช่ ไม่สมกันในแง่ใดก็ตาม ขอให้เราสองคนแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง อย่าได้เกี่ยวข้องกันอีก

พระอยุธยาศักดิ์สิทธิ์สมกับที่ผู้คนศรัทธา วันนี้ช่วงเที่ยงฉันเห็นภาพที่เขาโพสต์ในเฟสบุ๊ค ฉันถามไป ว่าใครช่วยถ่ายให้ ไม่มีคำตอบจากเขา ตกค่ำ ฉันเขียนขอบคุณที่เขาทำซีรีนให้ปั่น และเซ็ตอัพตำแหน่งอานให้ใหม่ ฉันปั่นนานแต่ไม่ปวดหลังแล้ว แต่ยังติดปัญหาเล็กน้อยระหว่างเปลี่ยนเกียร์ ฯลฯ เขาอ่านแล้วเฉย ยังคงไม่ตอบ

วันนี้เป็นวันที่ฉันไม่ร้องไห้แล้ว แต่คำถามที่ไร้คำตอบของเขาทำให้ฉันรู้สึกโง่ราวกับเพิ่งร้องไห้ชุดใหญ่ ความรู้สึกโง่ทึบทำให้ฉันเริ่มเปิดตาตื่น ถามตัวเองว่ากำลังทำโง่อะไรอยู่ จนคิดได้ว่านี่เป็นครั้งที่ควรบันทึกความโง่ของตัวเองเอาไว้เป็นบทเรียน จะได้ไม่ลืมง่ายๆ และพลาดได้อีกครั้ง จึงเริ่มเขียนบล็อกตอนที่ 0/21 ในคืนนี้
image

 

(ทริปนี้คงจะเป็นทริปที่ฉันโชคดี กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ไม่เหนื่อยมาก แต่แม่เพื่อนผู้เป็นไบค์เมตของฉันต่างกัน หลังแยกกัน ยางเธอแตกก่อนถึงบ้านประมาณ 1 กิโลเมตร ทราบข่าวจากเฟสบุ๊คว่าเมื่อวานนี้เขาก็ยางแตกเหมือนกัน ใกล้แยกอ่อนนุช แถวๆ บ้านฉันเลย จะเกี่ยวกับเรื่องที่เขาทำฉันร้องไห้จนหูอื้อ หายใจไม่ออกหรือไม่ ฉันไม่รู้ได้นะ)

 

do you believe in serendipity?

มาตรฐาน

image

day 37/49 : เสาร์ 4 มกราคม 2557

เพื่อลดข้อจำกัดในการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ฉันตั้งใจมองหาจักรยานพับมาพักใหญ่ เพราะหวังว่าต่อไปจะได้ไม่ต้องกังวลกับที่จอดของตึกที่ทำงานอยู่ พกจักรยานติดรถเพื่อนร่วมงานไปทำงานไกลๆ หรือในวันที่จำเป็นก็สามารถทิ้งรถไว้ที่ออฟฟิศได้โดยไม่ต้องห่วงเกินไป

ข้อแม้มีอยู่อย่างเดียวคือไม่เอาล้อไซส์เล็กกว่า 20 นิ้วแล้ว ถึงจะปั่นคนเดียว แต่ล้อไซส์นั้นก็ยังปั่นเหนื่อยไปหน่อย

ฉันแอบฝันถึงรถพับทรงมินิเวโล เพราะชอบรถไซส์นี้มานาน ก็เลยเล็ง Dahon Dash P8 ไว้ตั้งแต่งาน a day bike fest ต้นเดือนพฤศจิกายนปีก่อน แต่ก็ไม่ได้ตัดสินใจจองในงาน และหลังจากนั่นถึงจะได้ลองอีก 2 ครั้งก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรู้สึกว่าปั่นแล้วสะเทือน กระโด้กกระเด้กมาก พอดีเพิ่งคบกับแงซาย ไจแอนท์ซิตี้ไบค์เฟรมโครโมลี เลยมีข้อเปรียบเทียบชัดเจนเกินไป ยังทำใจให้ตัดสินใจไม่ได้

ล่าสุด ตอนก่อนปีใหม่ ตัวแทนจำหน่ายดาฮอนออกโปรโมชั่นน่าสนใจ มีส่วนลดพิเศษให้ลูกบ้านโครงการหนึ่งพร้อมของแถม ฉันเกือบตัดสินใจรบกวนเพื่อนที่เป็นลูกบ้านโครงการนั้นให้ไปซื้อด้วยกันแล้ว ถ้าเพียงแต่เราจะไปทันวันเปิดร้านวันสุดท้ายนะ

สรุปว่าฉันผ่านช่วงปีใหม่มาโดยยังไม่มีรถพับไซส์มินิที่ตั้งใจจะสปอยล์ตัวเอง

ระหว่างเดียวกันนี้ฉันรู้จักกับเพื่อนของเพื่อนนามว่า “นัต” ชายแปลก ผู้เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถพิสดาร ทั้งในด้านการทำอาหาร และการทำจักรยาน นัตมีแพสชั่นระดับเต้นระริกในหัวใจกับจักรยานมือสองรูปทรงแปลกไอเดียแปลกที่เขาได้เจอในเซียงกง ฉันเห็นรถที่นัตใช้แล้วก็ตัดสินใจว่าหมอนี่คงเป็นพวกโอตาคุเพี้ยนๆ แบบหนึ่ง โอตาคุย่อมรู้มากในเรื่องที่ตัวเองสนใจเป็นธรรมดา (ฉันยักไหล่ในใจ)

จนกระทั่งได้ลองปั่นจักรยานแม่บ้านผ่าหวาย ล้อ 27 นิ้ว โครงเหล็กที่หนักอึ้ง แต่ถูกนำไปทำสีใหม่จนเนียนกริ๊บ เพิ่ม accessories กิ๊บเก๋ พร้อมหุ้มหนังที่นัตลงมือเย็บร้อยเข้ากับโครงจักรยานด้วยมือเมือเช้านี้

มันเป็นความรู้สึกหลังตรงที่ไหลลื่นและเนียนนิ่มมาก มากจนคิดว่าฉันสามารถใช้จักรยานแม่บ้านคันนี้ไปไหนมาไหนได้ทุกวัน อย่างนั้นเลย

นัตเจ๋ง ฉันยอมรับแล้ว

นัตรู้เรื่องการดิ้นรนหาจักรยานคันใหม่มาสปอยล์ตัวเองของฉันมาตั้งแต่เริ่มคบหากัน (ฉันเองก็คงเป็นคนเพี้ยนอีกรูปแบบหนึ่งในการรับรู้ของเขา คนเพี้ยนย่อมเข้าใจคนเพี้ยน เราเลยคุยกันรู้เรื่อง) ก็ค่อยๆ โน้มน้าวใจว่าอย่ามองแต่รถใหม่สิ ลองไปเลือกดูรถเก่าจากญี่ปุ่นที่เซียงกงกันก่อน ถ้ามีที่เข้าตา เอามาทำต่อให้ถูกใจก็จะประหยัดเงินได้เยอะอยู่

หลังจากลองปั่นจักรยานแม่บ้านและอาหารเช้าฝีมือนัตในวันนี้เราก็ไปเซียงกงบางนากัน ฉันเองไม่ได้หวังอะไรมาก แค่กะไปเปิดหูเปิดตา แต่ก็มองหาแต่จักรยานทรงมินิเวโลพับ ซึ่งไม่เห็นเลย จนเข้าร้านที่สองหรือสาม ที่มีแต่รถที่ดูดี น่าสนใจทั้งนั้น ขณะที่กำลังง่วนสนใจอยู่กับรถคันหนึ่ง นัตก็ร้องอะไรขึ้นมาสักอย่าง ประมาณว่า …รถคันนี้เหมาะกับเจ้ แล้วก็ไปยกออกมาจากแถว

เป็นรถพับแค่ตอนเดียว ตรงกลางเฟรม มองครั้งแรกคิดว่าเป็นตระกูลบริดจสโตนแกรนเทคที่ไซส์ล้อใหญ่กว่าของชมพู่ แต่ Folio เป็น Miyata จักรยานญี่ปุ่นที่เคยได้ยินชื่อว่าปั่นดี แต่ฉันยังไม่เคยมีโอกาสลอง …เห็นแล้วรู้สึกลังเล ใช่หรอนัต ล้อใหญ่ไปไหม ขอเจ้าของร้านพับดู รถล้อ 700C พับแล้วก็ยังใหญ่จริงๆ แต่แม่จ้าว เพราะเป็นเฟรมอะลูมิเนียมใช่ไหม ถึงได้เบาขนาดนี้ ฉันว่าฉันหิ้วขึ้นตึกสบายๆ นะ นัตหันไปถามราคาเน็ตจากร้านตอนนั้นเลย …อะไรเธอ ฉันยังไม่ได้ลองปั่นเลย

เติมลมแล้วก็ลองขอปั่นดู โชคดีที่ฉันไม่เคยไปเซียงกงมาก่อน เลยหลง ได้ปั่นวกวนไปตามซอกซอย ได้สัมผัสกับความรู้สึกที่อาจจะฝืดบ้างตรงเบรก และการเปลี่ยนเกียร์ แต่เป็นรถที่ปั่นดีนะ เบาได้ หนักได้ มีบันไดถีบที่ดี แอบปรับหลักอานขึ้นให้รับช่วงขาแล้วฉันพบว่าใช่ เป็นได้ว่าไซส์รถอาจจะเล็กกว่าตัวไปนิดนึง แต่ฉันใช้ได้อย่างคล่องชนิดที่ว่า รถคันนี้เป็นรถของฉัน

แทบไม่ต้องดูร้านอื่นต่อ เราแอบคุยกันว่าต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งมันไม่มากเลย แค่เปลี่ยนยางนอกกับเปลี่ยนเบรกเพื่อความปลอดภัย นอกนั้นก็เป็นการล้างขัด เพิ่มความหล่อลื่น นัตบอกว่ารถคันนี้มาพร้อมอะไหล่ที่ดีมาก

ออกจากเซียงกง นัตพาไปแวะร้านบางนาจักรยาน จับจ่ายสิ่งที่ต้องการ จำพวกยางนอก ผ้าเบรก หลักอาน สายเบรก แวะเวิลด์ไบค์อีกครั้งกลางซอยอุดมสุขเพื่อซื้อไมล์ แล้วฉันก็ทิ้งทุกอย่างไว้กับนัต ปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างวางใจสุด

เมื่อวานฉันเพิ่งจ่ายค่าตัวแงซายด้วยเงินก้อนเล็กจิ๋วที่ใครบางคนเรียกว่า “โบนัส” วันนี้จ่ายค่าตัวจักรยานพับคันใหม่ พร้อมอุปกรณ์จำเป็น รวมค่าตัวจักรยานสองคันของฉันยังไม่เท่ารถพับคันที่หมายตาไว้ในตอนแรกเลย

ฉันแอบยิ้ม เมื่อนึกว่าอะไรที่เราอยากได้ มองหามาตั้งนาน ไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำเพื่อจะตามหา แต่บทจะเจอก็เจอง่ายๆ แบบนี้เลย

ไม่ใช่เฉพาะจักรยาน แต่ยังรวมถึงเพื่อนดีๆ ด้วย

หมายเหตุ : ขอบใจสำหรับทั้งหมดที่ผ่านมา และขอบใจล่วงหน้าไปถึงเรื่องในอนาคตเลยนะนัต ถ้าไม่มีเธอ เจ้คงไม่ได้เจอหรอก serendipity 🙂

ปั่นจักรยาน จักรยานพาไปหาเพื่อน

มาตรฐาน

image

day 32/49 : จันทร์ 30 ธันวาคม 2556

จริงๆ ถ้านับวันกันจริงจัง ฉันปั่นจักรยานมามากกว่า 32 วัน หลายเท่าตัวแล้ว ยิ่งปั่นก็ยิ่งพบว่าตัวเองเปลี่ยนแปลง

ถ้าจะให้อธิบายกันว่าเปลี่ยนอย่างไรก็คงไม่แคล้วต้องพูดถึง ร่างกาย กับ จิตใจ

ฉันไม่ได้เข้าโปรแกรมปั่นแบบมีเทรนเนอร์และวินัยในการปั่นแบบนักกีฬา แค่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจึงไม่ใช่การเปลี่ยนเชฟเป็นผอม เพรียว สวยขึ้น อะไรอย่างนั้น มันออกไปในทางที่ “แกร่ง” ขึ้นมากกว่า ขนาดอาจไม่ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กล้ามเนื้อของขา หน้าท้อง และแขนดูแข็งแรงกระชับขึ้น เซลลูไลต์ยังอยู่ แต่อยู่อย่างเงียบๆ ไม่ออกหน้าออกตาเหมือนเดิม ความแข็งแรงที่สังเกตได้อีกอย่างคือ จากวันแรกๆ ที่ปั่นซึ่งหายใจไม่ทัน หอบบ้าง ต้องอ้าปากหายใจบ้าง ยิ่งปั่นนานวันก็สามารถหายใจได้ลึกยาวขึ้นได้ เหนื่อยน้อยลง ทำเวลาดีขึ้น (ไม่มากหรอก แต่ดีขึ้น) เพราะเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น เวลาขึ้นบันไดรถไฟฟ้าหรือสะพานลอยก็ทำได้โดยไม่หอบ และแม้จะนอนดึก นอนน้อยเหมือนเดิม แต่ฉันไม่มีอาการไอแห้งเรื้อรังยาวนานแบบที่เคยเป็นอีก

จิตใจดูจะเป็นส่วนที่เปลี่ยนไปชัดกว่าร่างกายอีก เคยมีบางคนบอกว่าการปั่นจักรยานช่วยพัฒนาบุคลิกภาพในแง่ที่ว่ามันทำให้เขากล้าได้กล้าเสียมากขึ้น ฉันเริ่มเข้าใจเมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่อาจสรุปว่าสิ่งนั้นคือความกล้าได้กล้าเสีย เพียงแต่มองว่ามันคือฝึกคิดคำนวณ ประเมินความปลอดภัย และตัดสินใจอย่างฉับไว การปั่นจักรยานบนท้องถนนในชีวิตประจำวันแบบที่ฉันทำอยู่ช่วยพัฒนาไหวพริบ และช่วยให้ใจนิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตอนที่เราจะปั่นแทรกไปในช่องระหว่างแถวรถที่ติดเป็นแพ ฉันพบว่าเวลาอย่างนั้นใจต้องนิ่ง เย็น มั่นใจ และไม่ว่อกแว่กไปที่อื่น

และไม่รู้เกี่ยวกับการกล้าได้กล้าเสียหรือเปล่านะ ตอนนี้อะไรที่ฉันได้ตัดสินใจไปแล้ว คือตัดสินใจเลย อาจแอบนึกดราม่าบ้างเพราะสันดานเดิมเป็นคนแบบนี้ แต่ฉันไม่ตัดสินใจใหม่ และไม่อ้อยอิ่งอาลัยกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

พ้นไปจากเรื่องของตัวเอง จักรยานยังเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ อีกหลายจุด นอกจากจะพาไปสำรวจความเรียบและแย่ของถนนสายต่างๆ รวมทั้งวิวสองข้างทาง มันยังทำให้ฉันได้เห็นทั้งความงดงามและความโสมมของโลกในมุมใหม่ ได้สัมผัสทั้งน้ำใจจากเพื่อนร่วมถนน และความเห็นแก่ตัวของคนบางคน เพื่อที่จะทำให้ได้คิดว่า ฉันอยากเป็นคนแบบไหนสำหรับเพื่อนร่วมถนน

สิ่งที่น่าประทับใจแบบเหนือความคาดหวัง จนเหมือนเป็นเหมือนโบนัสจากการปั่นจักรยานคือ เพื่อน

แม้ไม่ได้เดบิวต์ในวงการจักรยานด้วยการขยันไปร่วมทริปจักรยานบ่อยๆ เป็นสมาชิกกลุ่มปั่นจักรยานหลายๆ กลุ่ม แค่ปั่นไปเรียบๆ ตามประสาก็ยังอุตส่าห์มีเพื่อนมากขึ้นทุกวัน เป็นเพื่อนที่น่าคบชนิดไม่ต้องคัดทั้งนั้นเลยด้วย

ตัวฉันเมื่อกลางปีคงแทบไม่เชื่อว่าตัวฉันในวันก่อนสิ้นปีจะปั่นจักรยานจากบ้านตามเพื่อนใหม่อีกคน ไปบ้านเพื่อนที่ไม่เคยไปมาก่อน นั่งสังสรรค์เฮฮากันแบบสบาย ไร้รูปแบบ รอเพื่อนใหม่อีกคนที่ปั่นมาสมทบ แล้วเราทั้งหมดก็พากันปั่นลัดเลาะการจราจรติดแช่บนถนนเจริญกรุง ไป Asiatique หาที่จอดจักรยาน 5 คัน แล้วก็เดินหาร้านที่ทุกคนกินด้วยกันได้ โชคดีที่เจอของอร่อย คุยสนุก ถ่ายรูป แล้วก็เดินเที่ยวกันแบบสบายๆ ลื่นไหล แล้วเราก็พาตัวเองออกจากความวุ่นวายตรงนั้นไปที่มุมสวยสงบของวัดยานนาวา ซึ่งฉันเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก ในวิวที่น่าจะเป็นวิวที่หลายคนไม่เคยเห็น ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันกลับ

บนเส้นทางเดียวกับเส้นทางเดิมที่ปั่นเดี่ยวกลับจากดูไฟวันคริสต์มาสอีฟ วันนี้ฉันมีไบค์เมตเจ้าของไฟท้ายสว่างจับตา ปั่นนำในสปีดสบายๆ ทำให้ฉันรู้สึกดีมาก มากกว่าหลับหูหลับตาปั่นให้ถึงบ้านไวๆ จะได้ไม่ต้องลุ้นกับการปั่นคนเดียวเหมือนคืนก่อนโน้นเป็นไหนๆ

คน 5 คนที่แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย กับจักรยาน 5 คันที่ไม่มีความเหมือนกันเลย ใช้เวลาอยู่ด้วยกันได้น้านนานเพราะจักรยาน เริ่มจากเรื่องของจักรยาน คุยยาวไปถึงทริปปั่นจักรยานสไตล์ที่เราชอบ บรรยากาศแบบนี้ทำให้ฉันนึกขอบใจจักรยาน

ขอบใจที่นำฉันไปพบช่วงเวลาดีๆ และมิตรภาพอันอบอุ่นจริงใจแบบที่น่าจะหาไม่ได้ง่ายแล้วในสังคมปัจจุบัน