Category Archives: Uncategorized

อย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ

มาตรฐาน

6972

 

“ตื่นเต้นไหม?”

ก่อนถึงวันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในรายการนาวิกโยธินมาราธอน 2016 ที่สัตหีบ วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนที่จะไปวิ่งด้วยกัน แต่สำหรับเขาเป็นฮาล์ฟฯ ครั้งที่สองแล้วถาม

จริงๆ ต้องตอบว่าตื่นเต้นมาตลอด ตั้งแต่ก่อนวิ่งรอบกว๊านพะเยาราวหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้  ในวันที่ 29 พฤษภาคมแล้ว ตอนนั้นซ้อมไปก็ใจกล้าๆ กลัวๆ  รับ BIB เสร็จนั่งรถวนรอบกว๊าน สำรวจเส้นทาง บอกตรงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จะวิ่งจบไหม วันรุ่งขึ้นก็วิ่งไปทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะวิ่งจบไหม แต่ขอลองดูก่อน ปรากฏว่าวิ่งจบโดยไม่บาดเจ็บ (มีแค่เล็บช้ำกับตุ่มน้ำ) ดีใจมาก ตอนนั้นเชื่อเลยว่าวิ่งได้เพราะซ้อมมาอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายพร้อม  สำคัญคือมีกองเชียร์ช่วง 5 กิโลสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ถ้าไม่มีเสียงเชียร์ เป็นได้ว่าอาจถอดใจเดินมาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 19 แล้ว

จากนั้นกราฟของความรู้สึกบางอย่างก็ตกลงมาหน่อย ส่งผลต่อการซ้อมเตรียมไปฮาล์ฟฯ แรกพอควร รอบก่อนเคยซ้อมได้ครบถ้วนตามเป้า รอบนี้กลายเป็นซ้อมไม่ครบ หมดแรงกาย  เพลีย ไม่แน่ใจว่ายังไม่หายเหนื่อย หรือเพราะ passion ที่เคยมีอยู่พร่องไป ระหว่างนั้นก็มีประเด็นเรื่องงานที่ชวนลุ้นอย่างหวาดเสียวแทรกเข้ามาอีก เป็นภาวะที่เบียดเบียนการซ้อมกลายๆ ความพร้อมก่อนลงสนามวิ่ง 21K เลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่

ก่อนออกเดินทางเพื่อไปวิ่ง 1 วัน กลายเป็นวันแรกในที่ทำงานใหม่ หลังจากวันก่อนหน้านั้นเพิ่งเก็บกวาดโต๊ะทำงานในที่ทำงานเก่ามาหมาดๆ ความรู้สึกหลายอย่างยังประดังประเด ทั้งกังวล สับสนและ ฯลฯ จนต้องบอกตัวเองว่าพอแล้ว กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ “รอเจอมันเลยเหอะ” กับทุกๆ เรื่อง รวมทั้งฮาล์ฟฯ แรกด้วย จากนั้นก็ปล่อยๆ บอกตัวเองว่าจะจบหรือไม่จบ เวลาจะได้เท่าไหร่อย่าไปสนเลย วิ่งให้สนุก เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ กันดีกว่า

แล้วฉันก็ได้พบประสบการณ์ใหม่ในสนามนี้จริงๆ

ตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็นตัวเป็นตนมา ยังไม่เคยยอมสมัครใจวิ่งตากฝน กลัวฟ้าผ่าบ้าง กลัวลื่นล้มบ้าง กลัวป่วย กลัวโป๊ กลัวนั่นกลัวนี่ แต่หลักๆ คือไม่อยากให้รองเท้าเลอะสกปรก และพังเร็ว แต่งานนี้เราเจอฝนกันตั้งแต่ตื่น ฝนตกจริงจัง เป็นเม็ดๆ ทำให้พื้นเปียก มีน้ำขัง และทำให้คนทั้งเปียกและหนาว ตกมานานก่อนปล่อยตัว ปล่อยตัวแล้วยังตกอย่างนั้นอยู่เกือบสี่สิบห้านาทีได้ ปล่อยตัวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นทางขึ้นเขา อย่างชัน ขึ้นแล้วก็ลงมา แล้วก็ขึ้นอีก แล้วก็ลง แล้วก็ขึ้น ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้อยู่พักใหญ่ ฉันยังก็ยังพอวิ่งไปได้โดยการไต่ขึ้นช้าๆ อาศัยแรงไหลจากช่วงลงเนินไต่ขึ้นเนินต่อไป แล้วก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาดจากรองเท้าที่น่าจะเกิดจากน้ำระหว่างพื้นรองเท้ากับแผ่นรอง เรียกว่าการวิ่งครั้งนี้ นอกจากมีเสียงหายใจออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก็ยังมีเสียงแฟ่ดๆ จากพื้นรองเท้าดังเป็นจังหวะเป็นเพื่อนไปแทบจะตลอดการวิ่ง

ลงจากเขา ก็เจอเนินซึม ขึ้นบ้าง ลงบ้าง  ข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ฉ่ำตา ชวนให้นึกว่าเวลาปกติเราไม่ยักออกมาเดินเล่นตากละอองฝนชมนกชมไม้ ได้กลิ่นดอกหอมๆ ของประดู่กับมะขามอย่างนี้บ้าง พอฝนเบาลงไป  แรงก็เริ่มหมด เริ่มเดิน เริ่มหิว เริ่มหยิบกล้วยตากที่เหน็บกระเป๋าข้างขากางเกงออกมากิน  พร้อมๆ กับรู้สึกว่าฝ่าเท้าเริ่มทะเลาะกับแผ่นรองรองเท้า สงสัยจะผูกเชือกรองเท้าแน่นไป และเริ่มมีอาการแหม่งๆ ที่นิ้วเดียวกันของเท้าอีกข้าง ช่วงที่พาตัวเองวิ่งเลาะดงตาลไปกลับตัวครั้งแรกริมอ่าวดงตาลนี่บอกเลยแรงจะหมดแล้ว ปกติระแวงแตงโมมาก แต่คราวนี้เจอแล้วกินเลย ต้องการเรี่ยวแรง

กลับตัวแล้วก็พยายามวิ่งเรื่อยๆ เหนื่อยจนคิดว่าไม่ไหวก็เดิน  แต่พอเริ่มวิ่งอีกก็จะรู้สึกระบมที่เท้าและนิ้วเท้าเจ้าปัญหาเหล่านั้นเป็นพิเศษ พานให้เกิดอาการงอแง ไม่ยอมวิ่งต่อเนื่องได้ยาวๆ (คือมันก็เหนื่อยด้วยแหละ) เลยหยุดเดินอีกเรื่อยๆ แต่ก็พยายามละ แต่ดียังพอหากำลังใจได้จากนักวิ่งอื่นๆ เป็นคุณลุงที่วิ่งอย่างสตรองบ้าง คนวัยเดียวกันหรือเด็กกว่าที่ดูพยายามวิ่งมากๆ บ้าง

ฉันพยายามพาตัวเองไปข้างหน้าด้วยการวิ่งมากกว่าเดินจนมองเห็นอ่าวเตยงามอยู่ข้างหน้า  นั่นคือจะถึงเส้น finish แล้วใช่ไหม แต่ทำไมนาฬิกาบอกระยะอยู่แค่ประมาณ 17 โลกว่าๆ  หรือ GPS เพี้ยน ฯลฯ …ที่ไหนได้ ต้องเลี้ยวขวาไปกลับตัวอีกเกือบสองโลจ้า โอย แรงจะหมดแล้วๆ วิวช่วงนี้สวยมาก เป็นช่วงน้ำลงเห็นก้นอ่าวแห้งๆ โล่งๆ ยาวจากฝั่งหลายร้อยเมตร ก็อยากจะหยุดถ่ายรูปเหมือนบางคน แต่กลัวเครื่องดับจริง เลยแค่เก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

วิ่งผ่านบ้านพักริมอ่าวเตยงามอีกครั้งก็จำได้ว่า ดงเตยทะเลตรงนี้นี่เองที่เราเคยมาพักกับเพื่อนวารสารฯ ยังจำได้เลยว่าทะเลสัตหีบสะอาดและสวยมาก แดดจัด เลยได้เห็นว่าน้ำทะเลทั้งลึกและใส

วันนี้แม้สัตหีบจะมีฝนตกยาวมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่ฝนตก  ฟ้าหม่น เพราะถ้าแดดออก ฟ้าใส เหมือนสัตหีบในความทรงจำ ฉันคงจะจอดตั้งแต่กลางทาง หรือไม่ก็อาจจะจบด้วยการเดิน

วิ่งฮาล์ฟฯ ครั้งแรกในสภาพตากฝนขึ้นเขา บรรยากาศเทาหม่นดูเย็นชา แต่ไม่หรอก นั่นคือความปราณีจากดินฟ้าอากาศต่างหาก

เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับฝนแล้วเลิกกลัวฝนได้เสียที 😉

 

 

ป.ล. ฮาล์ฟมาราธอนแรกทำเวลาไม่ดีเท่าวิ่ง 26K แรก แต่ประทับใจทั้งสองรายการ ดีใจที่ตั้งใจจะมาวิ่ง ดีที่ตั้งใจซ้อม โล่งใจที่ไม่บาดเจ็บ ยินดีจริงๆ ที่มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้แบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

โลกหมุนเชื่องช้าบนอานจักรยาน

มาตรฐาน

image

ฉันมีความผูกพันกับจักรยานอยู่บ้าง แม้ไม่มีภาพในความทรงจำว่าขี่จักรยาน 2 ล้อเป็นกับคันไหน ขณะอายุเท่าใด

ในบ้านของเรา แม่ฉันมีจักรยานเฟสสันขนาด (ล้อ) 24 นิ้วอยู่คันหนึ่ง แรกเลยมันถูกใช้เป็นพาหนะพาตัวแม่และน้องชายคนเล็กไปตลาด ตะกร้าและสองแฮนด์ของรถคันนี้นำกับข้าว ขนม และหนังสือการ์ตูนโดราเอม่อนที่ฉันใช้เป็นแบบเรียนหัดอ่านกลับมา จักรยานของแม่อยู่กับครอบครัวเรานานสักสิบปีเศษ มันจบชีวิต (ถ้าจักรยานมีชีวิต) ไปในกองเพลิงที่เผาผลาญบ้านเราที่เชียงใหม่ ห้องแถวไม้บนถนนเจริญประเทศ ที่มีห้องข้างๆ เป็นร้านซ่อมจักรยาน ใกล้วันคริสมาสต์ ปีที่ฉันจากบ้านไปเริ่มชีวิตนักศึกษาแถวๆ ทุ่งรังสิต

กับรถคันนี้ ฉันเคยปั่นที่บ้านในซอย ม.แกะสลัก ตอนนั้นก้นยังไม่ถึงอาน ล้อ 24 นิ้ว เป็นรถคันโตมากนะสำหรับเด็กกระเปี๊ยก

ก่อนไฟไหม้บ้าน 2-3 ปี แม่เริ่มใช้มอเตอร์ไซค์ มันเบาแรงกว่า จักรยานจึงถูกจอดนิ่งๆ ชีวิตหลังจากเกิดเรื่อง แม่ไม่ได้หาจักรยานคันใหม่มาทดแทน

สมัยเรียนมหา’ลัย เมื่อย้ายมาเรียนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วใครบางคนก็สร้างแรงบันดาลใจกับฉัน เพื่อนผู้ชายเงียบๆ เรียบร้อยในคณะที่ขี่เสือหมอบสีฟ้า (ฉันไม่น่าจำผิด) มาจากหอพักชายของมหา’ลัยแถวๆ สวนดุสิต ฉันมองเขาอยู่เรื่อย รู้สึกศรัทธาในรอยยิ้มเงียบๆ ความอิสระ เป็นตัวของตัวเอง และก็อาจจะสภาพการจราจรสมัยรถไฟฟ้ายังไม่ตั้งไข่ รถราที่ติดแสนติด รถเมล์ก็แน่นเป็นปลากระป๋อง ชวนให้โดดเรียนเรื่อยเพราะเกียจคร้านจะเดินทาง

หลังจากได้ทุนอะไรสักอย่างเป็นเงินก้อนหนึ่ง ฉันจึงนำไปซื้อจักรยานเสือภูเขาสนนราคาหลายพันบาทอยู่ โดยมีความคิดห้าวหาญว่าจะไม่ง้อรถเมล์ และไม่แคร์การจราจรบนท้องถนนแล้ว เะราะฉันจะขี่จักรยานของฉันมาจากหอพักหญิงในซอยงามดูพลี (ไกลกว่าเส้นทางจากหอพักชายเยอะเลย) มาอาบน้ำบนตึกกิจฯ แล้วก็เรียน แล้วเย็นๆ ค่ำๆ ก็ขี่กลับ

..เป็นการกระทำที่หลายคนอึ้ง ผู้ปกครองไม่รับทราบ ตัวฉันเองก็ไม่ทราบว่าขี่ไป-กลับได้อย่างไรตั้งหลายวันโดยไม่ถูกเพื่อนร่วมถนนสอย หรือตกหลุมตกบ่อไปเสียก่อน เพิ่งมาเริ่มกลัวหลังเจอของจริง จากนั้นก็จอดพักจักรยานที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อคันนั้นไว้ แล้วในที่สุดก็ยกให้รุ่นพี่ชายคนหนึ่งไปเฉยๆ อาจเพราะสงสารจักรยานที่แทบไม่เคยได้เคลื่อนออกจากที่

เวลาผ่านไปสักยี่สิบปี ใครหลายคนก็สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันอีก ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิในปี 2010 ทั้งโอซาก้า โกเบ เกียวโต และโตเกียว ผู้คนขี่จักรยานสัญจรไปมาเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่พวกเขาก้าวเข้าออกประตูรถไฟฟ้าหลายประเภทในเครือข่ายการคมนาคม ภาพสาวญี่ปุ่นในเสื้อกันหนาวขนเป็ด เลกกิ้งสีดำ ผ้าพันคอ และรองเท้าบู๊ตส้นสูงสีดำบนหลังอาน มุ่งมั่นปั่นจักรยานแม่บ้านขณะพ่นควันขาวออกจากลมหายใจในตอนเช้าที่ยังไม่สว่างดี ฉันคิดว่าไม่มีอะไรจะหยุดเธอได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศหรืออุปสรรคบนเส้นทางข้างหน้า

ประทับใจ

หลังจากนั้นสองปี เพื่อนใกล้ตัวชวนไปมองหาจักรยานพับสำหรับขี่ออกกำลังกายประจำวัน เธอกำลังห้าว อยากขี่จักรยานมาทำงาน โดยใช้รถไฟฟ้าเป็นเครื่อทุ่นแรง ฉันจับจักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นแบบมีเกียร์แล้วชอบ แต่ก็หยุดไว้แค่นั้น ก็ฉันอยู่ตึก จักรยานแม่บ้านคงจะใหญ่ไปหน่อยสำหรับการขึ้นลงตึกและสถานีบีทีเอส อีกอย่าง ถ้าตัดสินใจซื้อเลย ฉันมิต้องปั่นกลับบ้านจากวิภาวดีรึ? เพื่อนไม่ได้ขับปิ๊คอัพนะ

จนมาเจอคันนี้ ที่รุ่นน้องใกล้ชิดแนะนำให้ เป็นจักรยานพับ (มารู้ขนาดล้อเมื่อซื้อมาแล้วว่า 16 นิ้ว) มือสองจากญีั่ปุ่น น้องบอกเป็นรถน่าใช้ ฉันไปดูของแล้วยอมรับว่าลังเล ฉันเอง ดูจักรยานไม่เป็น แถมตอนนั้นรถยางอ่อน ลองปั่นนิดหน่อยไม่อาจบอกได้ว่าถูกจริตหรือไม่ แต่ก็ตัดสินใจซื้อเพราะคนขายเป็นคนกันเอง และน้องจะเอารถมาส่งให้ที่บ้านด้วย

พอพาขึ้นลิฟต์ จอดหน้าห้อง ฉันตั้งชื่อเลย ว่า minion หาน้ำมันมาหยอดแล้วซักซ้อมการพับ ตื่นเต้นกับทริปแรกที่เพื่อนจะมารับไปขี่จากสวนหลวง ร.9 ไปบึงหนองบอน

หลังจากเพื่อนสูบลมให้เราก็เริ่มการเดินทาง ติดขัดบ้างในช่วงแรก แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แค่เฟรมวงกลมครอบจานถีบแตกออกมาทำให้โซ่หลุด 2 หน ดึงเฟรมนั้นออกไปแล้วก็ปั่นไปได้อย่างราบรื่น

เป็นเช้าที่สดใสในฤดูฝน ผู้คนในสวนยิ้มแย้ม มีความสุข ฉันสูดลมหายใจออก แล้วเข้า แล้วออก ขาก็ปั่นไปข้างหน้า รู้สึกตื่นเต้นเหมือนขึ้นหลังอาน ถีบจักรยานเป็นครั้งแรก

ประสาททุกส่วนในร่างกายตื่นและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ผิวสัมผัสแดดอ่อนอุ่นๆ ส่องผ่านเมฆครึ้ม ลมเย็นๆ ช่วยระบายความร้อน จมูกได้กลิ่นหอมของดินและต้นไม้ กลิ่นราชาวดีที่ประตูสวน ดอกกระถินณรงค์ริมบึง ดอกนนทรีย์ที่เกาะกลาง ซากเน่าเหม็นของร่างที่เคยมีชีวิต ควันรถ กระทั่งกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ยังอ้อยอิ่งหลังเจ้าของบนอานมอเตอร์ไซค์จากไปแล้วตั้ง 30 เมตร และกลิ่นเฉพาะตัวของน้ำจากบึงที่ลมพามา

ฉันเพิ่งเคยเห็นนกพิราบบินเป็นฝูงเหนือบึง นกกระยางสีขาวยืนนิ่งรอกินปลา อีกาขนดำปลาบที่ไม่เคยโจมตีดังที่เรากลัว นกเขา นกกระจิบกัีบธุระในรังบนต้นหูกระจง

โลกเชื่องช้าบนอานจักรยานนั้นเป็นราวประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์สี่มิติระบบเสียง Dolby Atmos

มีความสุขง่ายๆ ในวันที่ร่างกายมีแรงปั่น-ฉันคิดอย่างนั้น

สู้แล้วรวย

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

ลงจาก(จุดใกล้เคียง)ยอดตึกแฝดอย่างเหน็ดเหนื่อยและหูอื้อในวันนี้ ฉันรู้สึกหิว

ไกด์ พาเราไปปล่อยแถวๆ ห้างพาวิลเลียน ชวนเดินชมทิวทัศน์บนสกายวอล์ก เพราะเย็นวันศุกร์ (มีละหมาด) สุดท้ายของเดือนที่มีฝนตกแถมท้าย รถมันช่างติดเหลือใจ เราลัดเลาะห้างร้านไปจนถึงฟูดคอร์ทใต้ห้างพาวิลเลียน ถึงตรงนั้นไม่ต้องเดินเลือกร้านก็แทบจะตาลายแล้ว

ฉันบอกว่าอยากกินบิบิมบับ อีกสองสาวร่วมคณะก็ใจตรงกัน จึงตรงไปสั่งอาหารเปิ่นๆ เพราะไม่คุ้นเคยที่ร้านอาหารเกาหลี ระหว่างที่กำลังปรึกษากันเรื่องเมนูอาหารนั้น ก็ได้ยินเสียงแปร่งๆ ถามมาอย่างไม่มั่นใจมาจากหนึ่งในสาวคนขาย

“พวกพี่เป็นคนไทยหรอคะ”

จากนั้นก็เกิดอาการกรี๊ดกร๊าดกันขึ้น “อ้าว เป็นคนพม่าหรอกหรอ พูดเก่งจัง เคยทำงานเมืองไทยหรอ” ไกด์ทัก

“หนูคนไทยใหญ่ค่ะพี่ เคยทำงานที่เมืองไทย แต่พูดได้ไม่มากค่ะ” เธอแก้ไขอย่างสุภาพ ถ่อมตัว

“อ้าวแล้วทำไมย้ายมาที่นี่ล่ะ” ฉันถามบ้าง

เธอยิ้มเขิน “ตามเพื่อนมาค่ะ”

“อยู่ที่นี่สบายไหม” เธอยิ้ม พยักหน้า

“ได้ตังค์เยอะกว่าเมืองไทยหรือเปล่า” ฉันยังถามไม่เลิก

“เยอะค่ะ ได้เป็นหมื่น” สาวน้อยยิ้มหน้าแป้น

สาวไทยใหญ่คนนี้สะกิดใจฉันเหมือนกับอีกหลายคนที่ได้พบ บางคนถึงขั้นได้รู้จักในกัวลาลัมเปอร์

ที่นี่ช่างมีแต่คนจากแหล่งอื่นเข้ามาทำมาหากิน ตั้งแต่สมัยที่คนจีนอพยพกันมาขุดหาแร่ดีบุกอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จนตั้งตัวเป็นเจ้าสัวกันไปตามๆ กัน เรื่อยมาจนทุกวันนี้ ที่ห้างร้านต่างๆ ล้วนมีพนักงานเป็นพม่าบ้าง เวียดนามบ้าง อินเดียบ้าง ไกด์ให้ข้อมูลตรงนี้ว่าเพราะมาเลเซียเองมีประชากรไม่มาก ถ้าจะมีใครอยากเข้ามาทำมาหากินภายใต้กฎหมาย เขาไม่ได้กีดกั้น

ฉันนึกถึงตลาดแรงงานบ้านเราที่ตอนนี้เหมือนถูกครอบครองด้วยแรงงานต่างด้าว เคยได้ยินสาเหตุของปรากฏการณ์นี้เป็นเสียงเม้าธ์ทำนอง โอ๊ย งานแบบนี้คนไทยไม่ทำหรอก แล้วก็สงสัยว่าแล้วคนไทยไปทำงานอะไรกันหมด ขึ้นเครื่องมาทำงานมาเลเซียเหมือนหนุ่มพวกนั้นหรือ? จริงนะ คนไทยบางส่วนก็คงออกไปทำงานต่างถิ่นเหมือนสาวไทยใหญ่ แต่คงไม่ใช่ส่วนใหญ่  

ในเมือทำไมไม่ทำงานที่คนต่างชาติพากันเข้ามาทำแล้วคนไทยทำอะไรอยู่ มัวแต่เรียนหนังสือ อยู่บ้านเฉยๆ รับจ็อบเป็นคนส่งยา (อย่างที่เขาเม้าธ์กันอีก) หรือจริงๆ คนไทยส่วนใหญ่เป็น SME กันไปหมดแล้ว??

ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันอดห่วงไม่ได้ วันนี้เพิ่งได้ยินเรื่องเจ้าสัวเชื้อสายจีนที่อาบเหงื่อต่างน้ำ สร้างตัวจากเหมืองแร่ดีบุกจนสร้างคฤหาสถ์ได้ใหญ่โต ขายต่อเป็นพระราชวังให้สุลต่านประทับตั้งนาน ก่อนที่จะทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังใหม่ที่เราและนักท่องเที่ยวจีนทั้งหลายไปชะแง้ถ่ายรูปกันมา

หนุ่มพม่า สาวไทยใหญ่ คุณพี่อินเดียที่ขยันหมั่นทำงานของตัวเองในมาเลเซียในวันนี้ วันหน้าแม้จะไม่รวยเท่าเจ้าสัวท่านนั้น แต่ชีวิตคงไม่ย่ำแย่เท่าคนเลือกงาน นั่งสงบรอวันดวงขึ้นอย่างเดียว  

ถ้าสู้แล้วต้องมีหวังจะได้รวย

แต่ถ้าไม่สู้ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะรวยนะ ฉันว่า

 

 

 

แีรงบันดาลใจนอกบ้าน

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

การออกนอกบ้าน อาจทำให้เรามองเห็นบ้านตัวเองชัดขึ้น

ทุกทีที่ได้ออกนอกประเทศ จะไปเขมร ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ รวมทั้งมาเลเซียในคราวนี้ เป็นอดเอามาเทียบกับเมืองไทยไม่ได้

ไม่ได้ลำเอียงหรือองุ่นเปรี้ยว แต่ถ้าพูดถึงศักยภาพในการเป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยว เมืองไทยเรามีทรัพยากรออกจะเหลือเฟือ ชนิดที่ไม่ต้องลงทุนสร้างตึกแฝดอลังการ ถึงขั้นทำสถิติโลกอยู่ช่วงหนึ่ง (เพื่อจะถูกทำลายสถิติ แล้วประเทศนี้ก็กำลังจะทำสถิติอีกครั้งด้วยตึกแฝดคู่ใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า) ไม่ต้องสร้างห้างสรรพสินค้ามากมาย ไม่ต้องจัดเทศกาลเซลส์ปีละสองรอบสามรอบ บ้านเราก็ยังมีคนอยากมาเที่ยว (ฉันโคตรเชื่อ เชื่อขนมกินได้เลยด้วยว่า เขาไม่ได้มาเที่ยวผู้หญิงกันทั้งหมดด้วย)

โรงแรมหลายดาวบ้านเราหรือก็สวย ช่วยกันรักษามาตรฐานการบริการ นอกจากเวลคัมดริงค์แล้ว เราแจกยิ้มสยามเป็นของอภินันทนาการทุกครั้งที่พบแขก (ไม่ใช่คนของโรงแรมหลายดาวที่นี่ไม่ยิ้มนะ เขาแค่ไม่มีเวลคัมดริงค์ ไม่มีตะกร้าผลไม้ ไม่มีอะไรเลยในมินิบาร์-นอกจากน้ำ 600 ซีซี 2 ขวด ไม่มีดอกไม้สด ไม่มีปลั๊กอะแดปเตอร์รออยู่ในลิ้นชัก ไม่มีร่ม ไม่มีผ้ารองจาน ไม่ปรี่มาเติมกาแฟ) โรงแรมหลายดาวในไทยแลนด์ไม่เคยให้ลูกค้ายืนรอเช็คอินนานเกือบยี่สิบนาที ไม่เคยมีไดอาล็อกสุดเข้มงวดไร้ความประนีประนอมกับแขก โดยเฉพาะแขกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย -อย่าว่าฉันเยอะ ฉันแค่บังเอิญพอมีประสบการณ์การใช้บริการโรงแรมบ้าง และใครๆ ก็มีสิทธิ์หวังบริการจากโรงแรมสูงส่งเท่ากับจำนวนดาวที่โรงแรมนั้นมีประดับไว้ จริงไหม

 ถ้ามองไปถึงฟีลด์ของ MICE (Meetings, incentives, conferences, and exhibitions) การมามาเลเซียทำให้ฉันตระหนักซึ้งถึงความเลอเลิศของไบเทคบางนา อิมแพคเมืองทองธานี กระทั่งศูนย์ประชุมที่ค่อนข้างจะเก่าไปแล้ว อย่างศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เชื่อเถอะว่าเราพร้อมกว่ามาก ถ้าต้องจัดงานใหญ่ระดับมหึมา ออกาไนเซอร์ รวมทั้งโชว์ในงานของเราฉันก็เชื่อว่าไม่เป็นรองใคร ถ้ามีเงิน มีสไตล์เราทำได้ไม่อายชาวโลกหรอก

สนามบินสุวรรณภูมิของเราก็ดูสวยหรู อลังการ แม้จะทราฟฟิกไปบ้างในบางที แต่ก็ดิวตี้ฟรีสุดเริ่ด สรุปแล้วคูลอะ ไม่ไกลเมืองมากอีกต่างหาก

 

แล้วทำไมพอรวมคะแนนแล้ว มาเลเซียถึงดูเจริญกว่าไทยแลนด์อย่างนี้ล่ะ? จุดนี้ฉันก็ยังคิดไม่ออก

 

สิ่งที่มาเลเซีย โดยเฉพาะในกัวลาลัมเปอร์ ต่างจากเราชัดๆ คือเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของประชากร คือเมืองไทยเราก็หลากหลาย แต่ที่นี่แรงกว่า มีได้มีแค่ทุกสีผิว แต่ทุกศาสนาเลย คนมารวมกันทุกศาสนา พูดกันหลายภาษาเหลือเกิน แต่คนที่นี่อยู่กันได้อย่างกลมเกลียว ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้ง เบาะแว้ง กีดกัน ทุกคนเรียนรู้ภาษาของอีกฝ่าย ทำงานด้วยกัน และเคารพกัน

จุดนี้ต่างกับบ้านเราแล้ว ยิ่งนึกถึงประเทศติดกันทางตะวันตก ฉันยิ่งสะท้อนใจนะ คนเหมือนกัน อยู่ประเทศเดียวกัน ถ้ารักกัน ช่วยกัน สามัคคี ชีวิตของทุกคนน่าจะมีแต่ดีกับดีจริงไหม

อีกอย่างที่เพิ่งถึงบางอ้อในวันนี้คือ รัฐบาล ฉันแค่จะเล่าว่ามีคน 3 คนที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ฉันในงานเปิดเทศกาลรองเท้านานาชาติ (Malaysia International Shoes Festival 2013) สองคนแรกเป็นชาวไทยที่มีผลงานเข้าตา ได้รับเชิญมาโชว์ในงาน ทั้งคู่

พี่สาวคนแรกบ่นว่าเด็กไทยฝีมือดีนะ โรงงานทำรองเท้าไทยฝีมือดีนะ (ก่อนเขาจะพากันย้ายฐาน ทิ้งไปเวียดนาม และจีนตามลำดับ) หนุ่มคนต่อมาพูดยิ้มๆ ว่าน่าเสียดายที่เมืองไทยไม่มีเวทีอย่างนี้

ฟังแล้วจี๊ด ก็คิดดู แค่เห็นตัวเลขบอกว่านักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ไปกับรองเท้า รัฐบาลมาเลเซียหมายมั่นจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตรองเท้า เร่งส่งเสริมการสร้างดีไซเนอร์รองเท้า จัดเวทีให้ได้แสดงออก จัดฉากให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้ซื้อ แล้วก็จัดให้สื่อมวลชนจากหลายประเทศมาเห็น มาสัมภาษณ์นักออกแบบของเขา และกลับไปบอกเล่าให้คนของตัวเองรู้ว่า มาเที่ยวมาเลเซียเถอะจ๊ะ มาซื้อรองเท้ากลับไปด้วยนะจ๊ะ ของเขาดีจริง

อีกคนที่ตอกย้ำถึงความสามารถในการออกแบบและทักษะในการทำรองเท้าของไทยคือ Jimmy Choo นักออกแบบรองเท้าชั้นนำของโลกชาวปีนัง ผู้เป็นความภาคภูมิใจของมาเลเซีย และแทบจะกลายเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของเทศกาลนี้ไปแล้ว จิมมี่ ชู ไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากเปรยเรื่อง ‘แวว’ ในการทำรองเท้าของคนไทย ไม่รู้จะให้ฉันเก็บไปคิดต่อหรือไม่ได้ตั้งใจอะไร แค่เจอคนจากประเทศที่ตัวเองรู้สึกดีด้วยก็อยากจะพูดถึงเรื่องดีๆ ที่ทำให้ทุกคนยิ้ม

ฉันถามเขาถึงแรงบันดาลใจ แต่คำตอบของจิมมี่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันโดยไม่รู้ตัว  เขาบอกว่างานของเขาคือออกแบบสิ่งที่หญิงสาวสวมใส่ แรงบันดาลใจของเขาจึงเป็นหญิงสาว ลักษณะท่าทางของพวกเธอ การแต่งกายของพวกเธอ แพทเทิร์นลายถักของเสื้อ (ว่าแล้วก็จับเสื้อคาร์ดิแกนสีเหลืองมัสตาร์ดตุ่นของฉันเพื่อยกตัวอย่าง) แรงบันดาลใจของเขาจึงมีอยู่รอบตัว ยิ่งออกเดินทางก็ยิ่งพบ ยิ่งเห็นแรงบันดาลใจ

 

จิมมี่ไม่ได้ทำให้ฉันนึกมองหาแรงบันดาลใจจากผู้ชาย เพียงแค่รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสได้เดินทางออกไปจากบ้าน แทนที่จะเศร้าหม่นหมอง วิตกกังวล ก็น่าจะเปิดหูเปิดตา เก็บแรงบันดาลใจไว้กรองเป็นงานดีๆ บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อย และต้องอดทนเป็นอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าเหลือเกิน

ขอบคุณมาก ยินดีที่ได้พบคุณค่ะ จิมมี่ ชู

 

วันที่ฉันป่วย

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

ปกติฉันเป็นคนแข็งแรง ปีหนึ่งจะเป็นหวัดจามน้ำมูกไหลสักหน เป็นไข้นับว่าน้อยครั้งพอกัน ปวดหัวก่อนมีเมนส์นั้นมีบ้าง ไอเจ็บคอก็พอมี แต่ถึงขั้นเป็นไอไม่หยุด เจ็บคอ พร้อมๆ กับเป็นไข้ น่าจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในรอบ 3 ปี

อ่วมแท้ๆ ที่รอบ 3 ปี ดันมาตรงกับตอนจำเป็นต้องเดินทางมาไกลบ้านไกลเมืองอย่างตอนนี้

ฉันเริ่มไอคืนก่อนเดินทาง ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วเมื่อมีไอ เจ็บคอ ฉันจะรับมือด้วยยาเม็ดฟ้าทะลายโจรตราใบห่อ กับน้ำมะนาวตอนเช้า และวิตามินซีหลังอาหารเช้า หนักหน่อยต้องใช้มายบาซินอมช่วย ระหว่างวันมียาแก้ไอตราอาปาเช่ แค่นี้ก็พอจะเอาอยู่ แต่คราวนี้ไม่

คืนก่อนเดินทางนอนไม่ค่อยหลับเป็นทุน กังวลหลายอย่าง ทั้งซ้อมเตรียมการดูแลแมวก่อนไป เตรียมของสำหรับเดินทางหลายวัน รวมทั้งยา วันรุ่งขึ้นก็รีบตื่น เครียดกับการเดินทางไปสนามบิน ประสาทกับการมาถึงของเพื่อนร่วมทาง เกรงจะไม่ประสานงานกับการทำงานของ ตม. (แต่หายห่วงได้นะคะชาวไทย ตม. ไทยเวลานี้มีบริการแบบอัตโนมัติแล้ว ส่วน ตม. มาเลย์เซียนั้นถึงขั้นไม่ need การกรอกเอกสารใดๆ เลย ระหว่างการโดยสารมาเลเซียแอร์ไลน์ชั้นประหยัดเราจึงสามารถเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ที่เลือก และอาหารเครื่องดื่มโดยไม่ต้องพะวงกับการกรอกเอกสารเข้าเมือง รวมทั้งไม่ต้องกลัวจะกรอกไม่เหมือนเพื่อนที่มาด้วยกันอีกต่อไป)

ขึ้นเครื่องแล้วก็ยังรู้สึกอึดอัด ตื่นกับบรรดาผู้โดยสารนานาชาติหลากสายพันธุ์ ทั้งฝรั่ง แขก มุสลิม และพวกเราชาวไทย ที่สังเกตได้ว่ามีผู้ชายฉกรรจ์หลายคนขึ้นเครื่องไฟลท์นี้ไปพร้อมเรา เดาว่าเขาคงไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยว

วันธรรมดา มาเลเซียแอร์ไลน์ผู้โดยสารเต็มเปรี๊ยะ

ความรู้สึกป่วยเกิดขึ้นชัดเจนตั้งแต่นั่งรอที่เกต ทวีขึ้นระหว่างชม Music & Lyrics และเริ่มแย่บนรถที่มารับ ท้องฟ้าหม่นหมองที่เกิดจากไฟป่าอินโดนีเซียทำให้จิตตก รถติดก่อนเข้ากัวลาลัมเปอร์ทำให้จมดิ่ง และฝนที่เทกระหน่ำลงมาตอน 5 โมงเย็นทำให้แย่

ฉันเริ่มมีไข้ ไกด์พาไปกินข้าวจีนริมถนน อร่อยมาก แต่ฟินไม่สุดเพราะเจ็บคอ

กังวลว่ามายบาซินอมจะหมด ไกด์พาซื้อยาอมแก้ไอของมาเล 10 เม็ด 2 RM (ตอนนี้ประมาณ 19 บาท-คิดถึงมายบาซิน 10 เม็ด 8 บาทร้านพี่ต่อ) ซื้อน้ำแร่ 1.5 ลิตร 2.8 RM (ประมาณ 27 บาท-คิดถึงน้ำแร่ออร่าขวดละสิบกว่าบาทบ้านเรา) กลับมาถึงโรงแรมกินไทลีนอล 2 เม็ด อาบน้ำนอน

ตื่นเช้าด้วยอาการเมื่อยขบ บอกตัวเองว่ารู้สึกดีขึ้นหลังจากกินข้าวปลาเค็มโรยขิง แต่หลังจากเดินทางไปอีกโรงแรมเพื่อเดินบนรองเท้าส้นสูง นั่งในห้องประชุมแถลงข่าวปรับอากาศเย็นเฉียบหลายชั่วโมง และเดินตรวจร้านผ้าบาติกราคาทำใจไม่ได้ ก็กลับมาถึงโรงแรมพร้อมอาการไข้

ไข้เมื่อบ่ายวันนี้น่ากลัวมาก รู้สึกว่าตัวร้อนผ่าว ลำไส้และกระเพาะอาหารร้อนระอุ แต่มือเืท้าเย็น ห่มผ้าขดตัวกลมก็ยังหนาว คาดว่าไม่ใช่่ไข้สูงนัก ไม่เช่นนั้นคงลุกไม่ขึ้น แต่แค่นั้นก็ทำให้สยอง ฉันจะถึงขั้นต้องไปหาหมอมาเลย์ฯ ป่าวเนี่ย?

ตอนขึ้นรถตู้ไปกินข้าวเย็น เพื่อนร่วมทางฉันอำว่าเขาเริ่มปวดหัว สงสัยจะติดฉันเข้าให้แล้ว

ฉันนึกไปถึงผู้โดยสารทั้งลำ รวมลูกเรือ และเพื่อนร่วมแถลงข่าว ถ้าฉันปล่อยเชื้อที่อันตรายกว่าหวัด คนพวกนั้นจะรอดไหม?

ไกด์คงเวทนาปนสงสาร ก่อนกลับโรงแรมแกพาแวะร้านวัตสัน ถามหายา Panadol ที่แกการันตีคุณภาพ บอกว่ากินเม็ดเดียวหาย ไม่ง่วงด้วย

เพื่อนร่วมทางแยกไปสูดอากาศในที่โล่งระหว่างห้างสรรสินค้าใกล้โรงแรม ขณะที่ฉันซมซานกลับขึ้นห้อง  บอกตัวเองว่าอาการดีกว่าเมื่อบ่าย ลงมือเขียนบล็อกเล่าให้ใครๆ ฟังก่อน เผื่อถ้าเกิดแพ้ยานี่จนตายจะได้ตามมาเก็บศพกันถูก ฉันพักอยู่ที่ Hotel Istana ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ปรากฏตัว โปรดสงสัยว่าฉันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ยานั่นต้องหย่อนลงน้ำอุ่นให้เป็นฟองฟู่ รสชาติไม่เลวหรอก เหมือนกินโซดาช้างรส lime อุ่นๆ ที่เติมรสเค็มลงไปด้วย ซดหมดแก้วแล้วเรอเอิ้ก

(ถ้ากินครั้งเดียวหาย ฉันคิดว่าจะเดินกลับไปร้านวัตสัน ซื้อกลับเมืองไทยเสียเลย)

เย็นวันนี้ไกด์-สาวปีนังคุณแม่ลูกสาวสามพาไปกินบักกุ๊ดเต๋ เธอบอกว่าบักกุ๊ดเต๋มีเครื่องเทศมาก ซดน้ำแกงร้อนๆ เดี๋ยวก็หาย จริงอยู่ ได้กินบั๊กกุ๊ดเต๋๋แล้วฉันรู้สึกดีขึ้น (ที่จริงรู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นด้วยพริกมาเลย์ฯ ในน้ำจิ้ม) แต่น้ำแกงชามนั้นทำให้อดคิดถึงเมื่อเด็กๆ ตอนเป็นไข้เลือดออกไม่ได้ ตอนนั้นแม่พาหาหมอแล้วคอยเรียกกินยา พอเริ่มสร่างแม่เรียกชีวิตชีวาให้ปากคอจืดชืดจากพิษไข้ด้วยต้มยำกุ้งชามนั้น

ต้มยำกุ้งของแม่เป็นต้มยำน้ำใสที่มีรสเปรี้ยวนำเสมอ

 

 

23 ปีแล้วที่เราจากกัน

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

15 กุมภาพันธ์ เป็นวันหลังวาเลนไทน์

สำหรับฉัน วันนี้เป็นวันที่มีความหมายกว่าวาเลนไทน์ จนทำให้ฉันแทบไม่แคร์เลยที่ไม่เคยมีวาเลนไทน์แสนหวานให้จดจำ แถมยังไม่แคร์ด้วยว่าปีนี้และปีต่อๆ ไปจะมีอะไรเป็นพิเศษในวันวาเลนไทน์ไหม

วันวาเลนไทน์สำหรับฉันแล้วคือการเตือนว่าวันหลังวาเลนไทน์กำลังจะมาถึงแค่นั้นเอง

15 กุมภาพันธ์ 2533 คือวันที่พ่อของฉันจากไป

ตอนนั้นฉันไม่ใช่เด็กเล็กแล้ว แต่ก็จำอะไรไม่ได้มากนัก เลาๆ เพียงว่าวันนั้นง่วงนอนเร็ว เข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม พอสี่ทุ่มกว่าก็ถูกแม่ปลุกให้ไปกราบพ่อ (ฉันเรียกป๊า) ซึ่งนอนเหมือนหลับอยู่บนตั่งทรงแหย่งช้างที่ชั้นล่าง

ดูเหมือนจะเป็นตั้งแต่พาเราไปเที่ยวน้ำตกบนดอยอินทนนท์ในหน้าหนาวปี 2532 ที่พ่อไปหาหมอแล้วก็พบว่าป่วยเป็นมะเร็ง ออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับมาอยู่บ้าน มีแม่คอยดูแล พ่อซูบผอมลงจากปกติ เร็วจนฉันซึ่งเห็นหน้าพ่อทุกวันยังจำแทบไม่ได้ พ่อในความทรงจำเมื่อนึกถึงทุกวันนี้จึงเป็นชายร่างใหญ่ มีหนวด ผมหยักศก หน้าตาแบบที่ใครหลายคนบอกว่าฉันเหมือน

ฉันจำอะไรเกี่ยวกับพ่อได้บ้าง? ..พ่อฉันเป็นคนดุ เสียงดัง สูบบุหรี่ ชอบกินกาแฟดำใส่น้ำตาล 2 ช้อน เราพี่น้องโดนตีกันเรื่อย พ่อให้กินข้าวให้หมด ให้ทำการบ้าน ให้อ่านหนังสือ พ่ออยากให้เรียนเก่งๆ เรียนโรงเรียนดีๆ พ่อกำชับให้เป็นคน “ฉลาดแล้วต้องเฉลียว” (ตอนนั้นทึ่งกับคำว่า “ไหวพริบ” ไม่แน่ใจว่ามันหมายถึงอะไร) แต่เคยเตือนว่า “ดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย”

แปลกดีที่รายละเอียดบนใบหน้า บทสนทนาและอื่นๆ อาจลบเลือนไปจากความทรงจำ แต่ฉันว่าฉันจำท่าเดินของพ่อได้ จำเสียงของพ่อได้

และมั่นใจว่าถึงแม้เราจากกันมาครบ 23 ปีในวันนี้ แต่ถ้าเจอกันอีกครั้ง ฉันจำป๊าได้แน่

 

 

หมายเหตุ: รูปป๊ารูปนี้เป็นรูปโพลารอยด์ติดบัตรที่ฉันพกติดมาด้วยตั้งแต่ออกจากบ้านที่เชียงใหม่มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ในปี 2535 เป็นหนึ่งในน้อยรูปของป๊าที่พวกเรามี เพราะครอบครัวเราเจอมาแล้วทั้งไฟไหม้และน้ำท่วม ทุกวันนี้รูปนี้ยังอยู่ใกล้ๆ ฉันเสมอ แม้รูปโพลารอยด์ยุคโน้นมีคุณภาพน่าประทับใจ แต่ฉันควรรีบทำก๊อปปี้แล้วสินะ

 

 

 

The Fall: ได้รักรั้งไว้ ไม่ให้หล่น

มาตรฐาน
  Nov 5, ’08 6:43 PM
for manois ‘s friends & their friends and manois ‘s family & their family

Category: Movies
Genre: Drama
นึกว่าจะพลาด แต่ก็ไม่พลาด
ได้ดู The Fall (2008) หนังของ Tarsem Singh ผู้กำกับติสต์ตัวพ่อ รอบเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะเพื่อนโปรแกรมเมอร์เลือกหนังเรื่องนี้
คนเพิ่งเจอกัน ต้องตามใจกันหน่อย

เป็นหนังที่ดูโดยไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับมันอีกตามเคย (ก็ไม่มากกว่าที่ได้อ่านจากบล็อกของอาอิหรอก) ทำให้รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย เท่าที่สภาพโทรมๆ ของสังขารที่ได้นอนไม่พอ เพราะหลับๆ ตื่นๆ กับฝันตลอดคืนวันเสาร์จะตื่นเต้นไหว 

ไตเติลขึ้นปุ๊บรู้เลย… นี่หนังติสท์ 

เออ รักไตเติลหนังเรื่องนี้จัง ดีใจด้วยที่ตอนนี้ชอบเสียงเครื่องสายแล้ว 

หนังเล่าถึงการหล่นจากที่สูงสารพัดแบบ..มิน่า ถึงได้ชื่อ the Fall 

รอย สตั๊นท์หนุ่มเลิฟเฮิร์ตส์ที่เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลเพราะการฆ่าตัวตายโดยการแสดงฉากขี่ม้ากระโดดลงจากสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำสูงประมาณ ๒๕ เมตรได้มั้ง ลงน้ำ (…ม้าที่เขาควบในฉากก็คงจะ..ตายใช่ไหม?) 

เป็นการฆ่าตัวตายที่เจ๋งจิงๆ ภาพสวย มีพยานเพียบ แล้วก็ได้งานอีกตะหาก

พยายามมาหลายหน รวมทั้งหนนี้ แต่รอยไม่ได้ตายสมใจเสียที รอบนี้เขาเข้ามานอนตายท่อนล่างอยู่ในโรงพยาบาล แล้วก็ได้เจอกับยัยอ้วนวัย ๕ ขวบ นาม อเล็กซานเดรีย ที่เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลเพราะแขนหัก ก็หล่อนตกลงมาจากต้นส้มหรืออะไรเนี่ย แม่หล่อนมีอาชีพเก็บส้ม

เขา (ผู้กำกับซิฮะ) ทำให้เราหลงรักยัยอ้วนฟันหลอที่ไม่มีวี่แววจะโตมาเป็นสาวสวยแต่อย่างใดคนนี้ ด้วยการให้เธอเล่นเป็นชาวต่างชาติ-ดูเหมือนจะเป็นโรมาเนีย (ความรู้ทางภาษาไม่ได้เริ่ดขนาดนั้น ก่อนเขียนอ่านๆ เรื่องย่อนิดหน่อยอะ) ความสามารถทางภาษาอังกฤษของยัยอ้วนก็เลยอยู่ประมาณระดับเดียวกับอิฉัน.. อดเอ็นดูหล่อนไม่ได้เล้ย

แรกๆ รอยคงเหงา เลยหลอกให้เด็กมาติดด้วยการเล่านิทานแฟนตาซี แต่หลังๆ คงอยากจะใช้เพื่อนเด็กอ้วนให้เป็นประโยชน์โดยการให้ไปจิ๊กมอร์ฟีนในห้องเก็บยามาให้ (ก็เพราะเขาติดยาน่ะสิ)

ความใสของเด็ก ๕ ขวบ ทำให้ยัยอ้วนติดเรื่องเล่าแฟนตาซี (ภาพสวยจะขาดใจ) ที่รอยเอาประสบการณ์เจ็บปวด(ใจ)ของคนเล่า มาเบลนด์กับจินตนาการใสๆ คนฟังอย่างงอมแงม ติดหนึบจนต้องมาทุกวัน ตอนที่ไม่ได้มาก็คิดฟุ้งซ่านไปตามเรื่อง 

แล้วด้วยความอยากรู้ อยากฟังเรื่องต่อไวๆ หล่อนก็เลยทำการใหญ่ ไปขโมยมอร์ฟีนอีก

เกิดเรื่องละซี

คราวนี้ยัยอ้วนพลาดตกลงมาหัวกระแทกพื้น (คุณผู้กำกับฮะ การเล่าเรื่องตอนนี้สยองมาก แต่ไม่โหด ชอบมากฮะ) แล้วรอยก็ลากสังขารมาเยี่ยมยัยอ้วนถึงข้างเตียง

ยัยอ้วนในผ้าพันหัว (เห็นแล้วเจ็บเว้ย) ขอร้องให้รอยเล่าตอนจบ ชีเอ็กซ์เป็กว่ามันจะจบแบบแฮปปี้ แต่รอยทำไม่ได้ เขาไม่อาจทรยศความรู้สึก แต่งเรื่องให้ตัวละครจบชีวิตด้วยการร่วงหล่นบ้าง ถูกธนูเสียบบ้าง ถูกตีจนตายบ้าง คนแล้วคนเล่า 

ยัยอ้วนปวดใจเหลือคณนา…คนดูด้วย

รอยกำลังจะเล่าให้ตัวเองตาย…รักแท้โดนทรยศแล้วจะตูอยู่สู้หน้าตัวเองได้ไง ประมาณนั้น

แต่ยัยอ้วนไม่ยอม

แล้วก็ถึงฉากที่ ถ้าต้องเสียน้ำตากันบ้าง ก็คงจะเสียกันตอนนี้

ยัยอ้วนคร่ำครวญน้ำตาไหล บอกว่า ไม่ยอมให้รอยตาย… เพราะอะไรนะ? (เพราะว่าหนูรักพ่อใช่ไหม?)

เออ…นั่นแหละ ไอ้รอยมันถึงได้ตาสว่าง ว่าเออ โลกนี้ใช่จะไร้สิ้นซึ่งคนรัก 

อย่างน้อย เด็กอ้วนฟันหลอที่นอนร้องไห้เพราะอยากฟังนิทานที่จบแบบแฮปปี้คนนี้ก็รักเขา (รักจริงๆ เราเชื่อ) 

เรียกว่ารักของยัยอ้วนมาห้ามไม่ให้รอย (ในเรื่องเล่า-ซึ่งแน่นอนว่าเป็นภาพสะท้อนของรอยในชีวิตจริง) ไม่ได้ Fall หรือตายไป อย่างที่เขาอยากจะตาย แต่ต้องอยู่เพื่อคนที่รักเขา

นั่นแหละ แล้วเรื่องเล่าของรอยก็จบลง

…เรื่องจริงในชีวิตจริงในหนังยังดำเนินต่อ ยัยอ้วนกลับไปเก็บส้มเหมือนเดิม แต่ชียังไม่ทันโตเป็นผู้ใหญ่ปุบปับหรอก ชียังมีชีวิตใสๆ ขำๆ ไปตามประสา 

…แต่รอยสิ ไม่รู้ว่าที่สุดแล้ว ฆ่าตัวตายสำเร็จไหม?

บันทึก:
-หนังเรื่องนี้น่าซื้อดีวีดี จะได้ดูซีนสวยๆ ซ้ำแล้ว-ซ้ำอีก ใช้สร้างแรงบันดาลใจเก็บเงินเที่ยวก็ได้
-ช่างเป็นหนังที่เต็มไปภาษาสัญลักษณ์ ที่ต้องใช้สติปัญญาในการแปล
-แอบหลับไปตอนต้นเรื่อง แต่ยังกลับมาดูรู้เรื่อง…ฉลาดซะไม่มี
-ว่าแต่ว่า เราดู the Cell หรือยังฟะ? นึกไม่ออก
-เจอกันครั้งแรกดันดูหนังติสท์แตกเรื่องนี้ด้วยกัน แถมยังอภิเชษฐ์ด้วยกันทั้งคู่ สงสัยจะคบกันได้นะฮะ
-หนังเรื่องนี้(น่าจะ)ยังฉายอยู่ที่ลิโด้ เช็ครอบที่ โทร. 0 2252 6498