Category Archives: Uncategorized

2560 : ปีที่ได้เรียนรู้

มาตรฐาน

 

ปีหนึ่งยาวนาน 365 วัน ก็ไม่แปลกที่มีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่าง ปี 2560 ของฉันเองก็มีสีสันมาก โดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อนว่ามันจะมีสีสันหลากหลายได้ขนาดนี้ แต่ถ้าจะคิดว่าแค่เป็นเรื่องบังเอิญหรือชะตากรรมที่ต้องเกิดอยู่แล้ว คิดให้ดีก็จะพบว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา มันเกิดขึ้นได้เพราะเรายอมให้มันเกิดทั้งนั้นแหละ

 

ประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุดที่เกิดขึ้นในปีนี้ คงไม่มีอะไรเกิน การพาตัวเองไปเรียนคอร์สครูโยคะ 200 ชั่วโมง กับครูโน้ต ที่ฉันตัดสินใจสมัครไปเพราะชีวิตที่เสียสมดุลของปีก่อน ซึ่งทุ่มเทเวลาและหมกมุ่นกับการซ้อมวิ่งมาราธอนแรกจนรู้สึกเครียด เข้าคลาสโยคะก็บ่อยนะ ใช้เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อจากการวิ่ง แต่ทำอาสนะซ้ำๆ บ่อยๆ บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่านี่เราทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร โยคะนี่มีไว้ออกกำลังกายให้ผอม ให้เบิร์น หรือแค่ใช้ยืดเหยียดหลังออกกำลังกายเหรอ

 

ก่อนถึงวันวิ่งก็สมัครเรียนไป บอกครูไปแค่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับโยคะให้มากกว่าการทำท่า ไม่ได้คิดจะไปเป็นครูสอนใคร เพราะไม่ชอบให้ใครมาเซ้าซี้ เลยไม่ชอบเซ้าซี้กับใครด้วย ครูก็อุตส่าห์รับให้เรียน แล้วก็ค่อยๆ ขัดเกลาด้วยความเมตตา ครูโน้ตและทีมครูสอนอะไรบางอย่างให้กับฉันและเพื่อนร่วมรุ่นในเวลา 10 สัปดาห์ของการเรียน แล้วเราก็ออกมาเรียนต่อนอกห้องอีกนับชั่วโมงไม่ถ้วน จนในวันหนึ่ง เราพบว่ามีอะไรบางอย่างในตัว-ในใจที่เปลี่ยนรูปไปใหม่ แต่แม้ว่าเราแต่ละคนจะรับใบประกาศเรียบร้อย จบอย่างเป็นทางการ แต่ฉันยอมรับว่าพูดได้ไม่เต็มปากหรอก ว่าเรียนจบแล้ว มันยังมีอีกมากให้เรียนรู้

 

ด้วยความอยากรู้มากขึ้น นอกจากคอร์สครู ปีนี้ฉันพาตัวเองไปเรียนโยคะในมิติที่แตกต่างออกไป กับการเรียนอาสนะหลายเวิร์กชอป ทั้งสายโหดและสายวิชาการ รวมทั้งหยินโยคะ และปราณายมะ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วทำให้ฉันค้นพบอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมองเห็นหรือสัมผัสได้มาก่อน ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ฉันว่าฉันจะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในเส้นทางโยคะนี่แหละ

 

เออ อย่าเพิ่งถามนะ ว่าแล้วนี่เป็นโยคีหรือเปล่า เป็นโยคีคือทำตัวแบบนี้หรอ เป็นโยคีทำไมไม่อัพรูปทำโยคะท่ากลับหัว ฯลฯ ให้มองว่าฉันเป็นมนุษย์ (เหมือนเธอ) ที่มีความสงสัย และพยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ถ้าเดาว่าเดินไปทางนี้แล้วจะเจอคำตอบ ฉันก็จะเดินไปเรื่อยๆ อย่างนี้ละกัน

 

เออ ขอพูดอีกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการการเรียนรู้ครั้งนี้ โยคะคงสอนให้ฉันรู้จักตัวเอง ฉันจึงมีเมตตาต่อตัวเอง และนั่นจึงทำให้ฉันมีเมตตาต่อคนอื่นมากขึ้น ปีนี้ฉันเริ่มสอนโยคะ ตอนแรกเพื่อเก็บชั่วโมงส่งครู แต่พอเจอนักเรียนคนแรก มันกลายเป็นว่า ฉันอยากจะสอนให้เขารู้จักตัวเองให้มากขึ้น จะได้มีความเมตตาต่อตนเองมากขึ้น และรู้ว่าควรจะทำอะไรให้ตัวเอง หรือควรจะหลีกเลี่ยงอะไร เพื่อตัวเอง และเพื่อคนรอบๆ ตัวของเขา การสอนของฉันตอนแรกๆ ก็อู้ฟู่ดี นักเรียนเยอะ นัดกันคึกคัก แล้วก็ค่อยๆ ซาลงในเดือนที่ฉันมีธุระยุ่ง พอมาถึงปลายปี ฉันเหลือนักเรียนที่ยังเรียนเป็นประจำแค่ 2 คน แต่ฉันว่าแค่นี้ก็คุ้มกับเวลาที่ใช้ไปมากแล้ว นักเรียนรู้จักตัวเองมากขึ้น ตระหนักต่อความแตกต่างของร่างกายตัวเองและคนอื่น และมีความตั้งใจอยากจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ทั้งในแง่กายภาพ และในแง่จิตใจ ที่สำคัญ ตลอดทั้งปี ฉันสอนฟรีโดยไม่มีค่าตอบแทน ถือเป็นการแบ่งปันตามที่ตั้งใจไว้ บอกครูไว้ในใจ แล้วทำได้จริง ฉันภูมิใจ

 

การพาตัวเองไปถึงยอดคินาบาลู เป็นอีกเรื่องที่ตลอด 42 ปีของการมีชีวิตไม่เคยนึกถึงมาก่อน จะพาตัวเองขึ้นยอดภูกระดึงยังไม่เคยเลย นี่จะไปถึงคินาบาลู คือมันเป็นเรื่องตกกระไดพลอนโจน เพื่อนมาชวน แล้วฉันก็ตอบรับไป ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนว่าการขึ้นไปถึงมันยากลำบาก ต้องใช้เรี่ยวแรงขนาดไหน เขามีแผนการเตรียมตัวเตรียมร่างกายให้พร้อม ฉันก็ไม่ได้ทำตามแผน อ้างว่ายุ่งกับเรื่องอื่น แต่ก็เตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์ และพาตัวเองขึ้นไป-ลงมาได้ ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากใช้เวลานาน

 

ฉันมองเห็นการขึ้นคินาบาลูเป็นเรื่องของอีโก้และความต้องการพิชิตของมนุษย์ แต่การขึ้นคินาบาลูก็ทำให้ฉันได้เห็นอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ในแง่ของภูมิประเทศ และอากาศ เส้นทางที่ยากเข็ญสอนฉันให้ใจเย็นและอดทน ให้ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกาย และได้เห็นความกลัวของตัวเอง เห็นแบบ ไม่ได้กลัว แต่แค่มองเห็นความกลัว ที่สำคัญคือมันทำให้รู้ว่าเรามีพลังจะไปถึงนะ แต่ต้องค่อยๆ ไป กระนั้นเมื่อกลับมาฉันก็ป่วยเลย เป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลไอ มาครบ ไม่รู้เพราะพายุฝนป่าร้อนชื้นที่เดินตากอยู่หลายชั่วโมงตอนขาลง  หรือเพราะพลังหมด

 

การพาตัวเองไปวิ่งโอซาก้ามาราธอน จนจบ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่คิดว่าจะทำได้ แต่ทำได้ คือปีนี้ทั้งปีวุ่นวายมากจนแผนซ้อมรวนไปหมด ซ้อมน้อยจนควรเรียกว่าไม่ได้ซ้อม เลยคิดว่าไปเที่ยวดูใบไม้แดงแล้วก็ไปวิ่งให้สนุก แต่จะด้วยอากาศเย็น หรืออึด หรืออะไรก็ตามฉันก็พาตัวเองถึงเส้นชัยในก่อนคัทออฟ โดนไม่บาดเจ็บ แล้วอีกสองวันก็เป็นหวัดเหมือนตอนลงจากคินาบาลูเลย ครั้งนี้เป็นมาราธอนที่สอง ที่สอนฉันหลายอย่างเช่นกัน ลองไปอ่านดูจากเรื่องที่เคยเขียนนะ

 

ปีนี้เป็นปีที่วิ่งน้อย ลงรายการวิ่งก็น้อย กระนั้นก็มีระยะฮาล์ฟมาราธอน 2 หน คือจอมบึงเมื่อต้นปี เชียงใหม่มาราธอนในเดือนถัดมา เทรลรันนิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอนให้สนุกสนานกัน 2 หน คือเขาประทับช้างในเดือนมิถุนายน และโป่งแยง ต้นเดือนพฤศจิกายน วิ่งระยะ 10 กับ 5 กิโลบ้าง ประปราย ปลายปี คือก่อนปีใหม่ เริ่มกลับมาวิ่งกับรองเท้า VFF อีกหน อยากเทรนตัวเองให้วิ่งได้ไกลกับ VFF ตั้งใจจะให้เป็นการซ้อมวิ่งโซน 2 ไปพร้อมกันเลย ก็เริ่มวิ่งบนดาดฟ้าที่ทำงาน วิ่งวนไปมา ให้นานเท่ากับที่ตั้งใจ ครั้งแรกได้ 45 นาที อีกสองวันต่อมาได้ 60 นาที พอเริ่มอาทิตย์ใหม่ ฉันต้องขึ้นไปวิ่งบนเทรดมิลล์เพราะฝนตก ปรากฏวิ่งไปได้ 20 นาที เกิดปวดแปล๊บขึ้นมาที่หลังเท้าขวา โอว.. การบาดเจ็บจากการวิ่งเป็นแบบนี้สินะ

 

3 วันหลังจากปวดแปล๊บบนเทรดมิลล์ ฉันยังเดินเหมือนคนพิการ ไม่มีอาการบาดเจ็บในสนามวิ่งมาตลอดปี แต่มาเจ็บบนเทรดมิลล์ ได้เรียนรู้อีกแล้ว จะวิ่งกับรองเท้า VFF ต้องใจเย็น ค่อยๆ เทรน รอให้ร่างกายพร้อม ต้องยืดให้พอ แล้วก็ต้องเมตตาตัวเองให้มาก มากกว่าที่เราคิดว่าเมตตาแล้ว และแม้จะมีฮาล์ฟมาราธอนรออยู่ในอีก 3 อาทิตย์ แต่ตอนนี้ต้องพักจริงๆ แล้ว

 

ก็เป็นปีที่สนุกดี สนุก และได้เรียนรู้

คงต้องขอบคุณตัวเองมั้ง ที่เปิดรับเรื่องพวกนี้ และยอมให้ทุกประสบการณ์มันเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรื่อยๆ อย่างนี้หรอก

 

Advertisements

ปลายปี 2560 ช่วงเวลาแห่งการติดซีรีส์

มาตรฐาน

ฉันเป็นคนขี้หมั่นไส้กระแสนิยม รำคาญการแห่ทำอะไรตามเทรนด์ ด้วยเหตุนี้จึงได้มาดูหนัง Titanic ครั้งแรกในรายการ Big Cinema ของช่อง 7 และได้มานั่งเฝ้าจอมือถือ ดูซีรีส์เกาหลีสุดฮิตอย่าง Goblin เอาก็เมื่อชาวบ้านขาวเมืองเขาดูกันไปเป็นปีแล้ว แต่พอเริ่มดูซีรีส์เกสหลีเรื่องแรก จากนั้นก็หยุดหาเรื่องใหม่ๆ มาดูต่อไม่ได้เลย!

 

ด้วยอุปนิสัยจับจด ก็ไม่รู้จะติดอย่างนี้อีกนานไหม อาจจะดูไปได้สักพักแล้วเกิดเบื่อ ก็เลิกเสียเฉยๆ หรืออาจจะดูต่อไปเรื่อยๆ จนหมดคลัง แล้วก็พาลลืมเนื้อหาในเรื่องแรกๆ ที่ดูไปเสียสิ้นตามประสาคนไม่จดจำอะไร เลยอยากจะลองนับเรื่อง และจดบันทึกไว้สักหน่อยว่าปีๆ นึงดูเรื่องอะไรบ้าง และได้เรียนรู้อะไรบ้าง นอกจากความสุขสนุกสนาน ความบันเทิงที่ได้รับ อย่าเรียกว่าเป็นการรีวิวละคร แค่บันทึกว่าเรื่องไหนเป็นยังไง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

 

ฉันเริ่มต้นตอนปลายเดือนตุลาคม 2560 ด้วยซีรีส์เรื่องฮิตในหมู่ผู้ชมสาวหลายเชื้อชาติ

Goblin

  1. Goblin เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกคอมมิดี้ ที่นำตำนานอภินิหารเหนือมนุษย์เข้ามาแต่งเพิ่มพอให้มโนกันไปสนุกๆ ประมาณชายหนุ่มมีชีวิตอมตะซึ่งต้องพบกับความพลัดพรากมาตลอดชีวิต รอคอยเจ้าสาวซึ่งจะมาปลดปล่อยวิญญาณของตัวเองให้เป็นอิสระ พล็อตออกจะเพ้อเจ้อ แต่ด้วยบท ด้วยตัวแสดง โลเคชั่น ด้วยโปรดักชั่นในการถ่ายทำ การใช้กล้อง การจัดแสง ฯลฯ ซีรีส์เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นละครกึ่งหนังโฆษณา (เพราะมันไท-อินสินค้าเยอะมากกก) ที่สวยมาก น่าดู คือเราไม่ต้องคิดอะไรมาก ดูกงยูไปเรื่อยๆ ดูเสื้อผ้าที่กงยูใส่ ดูผม ดูมือ ดูหน้าตากงยู ดูท่าทางอ่านหนังสือ ดูบ้านของก็อบลิน ดูร้านชา ดูร้านไก่ทอด ดูคุณยม ฯลฯ ดูอย่างหลงใหลไปจนจบ จบอย่างไม่ค่อยได้ดังใจ แต่กระนั้นก็ยอมรับว่าชอบ (ดู) กงยู ทั้งๆ ที่เกลียดการแห่ชอบอะไรเหมือนชาวบ้านนี่แหละ เอ้อ อีกอย่างที่ชอบคือคุณยมตอนเอาผมหน้าม้าขึ้น แล้วมีหนวดหน่อยๆ ฉันว่าผู้ชายคนนี้มีเซ็กแอพพีลกำลังดี ทำให้ใจสั่นได้พอประมาณเลย มือสวย ปากก็สวย

CoffeePrince

  1. ซีรีส์เรื่องต่อมาที่ไปขุดมาดูเพราะว่าชอบ (ดู) กงยูคือ Coffee Prince เรื่องนี้เคยดูทางช่อง 7 เมื่อราว 10 ปีที่แล้วได้มั้ง ตอนนั้นไม่ได้อะไรมาก จำได้แค่สงสัยว่าบทนางเอกนี่ได้แรงบันดาลใจจากทัศดาว บุศยาหรือเปล่า กลับมาดูคราวนี้รู้สึกรักตัวละครพระเอกนางเอกมาก ยังใสปิ๊งกันทั้งสองคน โดยเฉพาะกงยู ทรงผมในตอนแรกๆ ที่น่าจะเป็นทรงฮิตสมัยนั้น แต่ดูเฉิ่มในสมัยนี้ (เพิ่งดู Goblin จบ คิดว่าเขาเหมาะกับทรงผมในนี้มากกว่า) แต่ทุกอย่างใน Coffee Prince ไม่ว่าจะเป็นความใส และหุ่น รวมถึงการแสดงออกถึงความเป็นคนจิตใจดี ที่เราดูแล้วรู้สึกว่าตัวจริงเขาก็ดีแบบนี้แหละ มันโดนมากๆ กงยูตอนนั้นตัวหนากำลังงาม และกล้ามสวย ใน Goblin ออกจะผอมบางไปนิดในความรู้สึก เสียดายที่ไม่ชอบตอนจบ ก็เลยเลือกจำซีรีส์เรื่องนี้ด้วยภาพรูปลักษณ์น่ากอดของพระเอก

You_Who_Came_From_The_Stars-001

  1. ดู Coffee Prince จบช่วงปลายเดือนตุลา รู้สึกเหงาๆ เลยหาเรื่องใหม่ดูต่อ เลือก My Love from the Star เพราะจำได้ว่าเมื่อสัก 2 ปีก่อน พี่ที่ออฟฟิศเก่าเครซี่มาก เหมือนนางจะถึงขั้นรอดูพร้อมเกาหลี แล้วรีบไปดูเวอร์ชั่นซับไทยรีพีทอีกรอบเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทึ่งกับพระเอกอย่างยิ่ง คิมซูฮยอน ตัวไม่สูงมาก (เมื่อเทียบกับพระเอกแนวหน้าเกาหลีที่ควบอาชีพนายแบบด้วย) แต่เป็นคนที่เปลี่ยนลุคแล้วดูเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง น่าดูทุกลุก แล้วสิ่งที่ชอบดูมากๆ นอกจากตาก็คือ มุมปาก (ที่กรี๊ดมากคือตอนยิ้ม ซึ่งในเรื่องนี้แทบไม่มี เพราะบุคลิกพระเอกคือนิ่ง+เย็นชา) แล้วก็กล้ามต้นขา ใช่ ฉันมองต้นขาผู้ชายผ่านกางเกงอีกแล้ว บทมันไม่ค่อยดีนัก ออกจะเว่อวังๆ เพ้อเจ้อเยอะ แต่ด้วยความดูพระเอกนางเอกเพลินก็ดูไป เออ จากเรื่องนี้เห็นอย่างนึงที่สะท้อนมาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทางโลกออนไลน์ เหตุที่เกาหลีไม่รู้เลวร้ายและต่ำทรามเท่าบ้านเราไหม แต่ดูเขาเอาจริงเอาจังและมีการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในเรื่องนี้นะกันแข็งขันนะ ตอนจบไม่รู้จะบอกว่าโอเคหรือไม่โอเคดี แต่ก็ดีกว่าสองเรื่องแรกละมั้ง จำได้ว่าไปดูจบที่สนามบินฮ่องกง ตอนรอเปลี่ยนเครื่องไปโอซาก้า ..ไม่ค่อยติดเท่าไหร่เลย แค่อยากดูให้จบ หายคาใจกันไป

W-–-Two-Worlds-K-Drama-2016

  1. กลับมาจากญี่ปุ่นก็คันไม้คันมืออีก ลองดูในแอพ Viu ว่ามีอะไรน่าดู ก็บังเอิญไปกดดู W แล้วไปเม้ากับเพื่อน รู้ว่าเป็นพระเอกที่เพื่อนชอบก็เลยลองดู แล้วก็เริ่มทึ่งกับการเขียนบท เฮ้ย คิดได้ไง บอกคร่าวๆ ตอนนี้ว่าเป็นเรื่องสืบสวนสอบสวนที่เขียนให้คนหลุดเข้าไปในโลกการ์ตูน และตัวละครในการ์ตูนหลุดออกมาในโลกจริง มันสนุกเพราะเป็นอะไรที่เดายากมาก และด้วยความที่ออกตัวไว้ว่าเป็นโลกการ์ตูน ตรรกะมันเลยไม่มี เราเลยดูไปแบบไม่เอาตรรกะของโลกมนุษย์ไปวัดว่าผิดหรือถูก เรื่องนี้พระเอกหน้าใสมากกก ผิวขาวมากกก ซึ่งก็สงสัยจริงๆ ว่า อีจงซอกไปทำอะไรมาหรือเปล่า เอ้ย น้องเขาเป็นแบบนี้เลย ขาว ปากแดง ผิวดี โอเค จมูกอาจจะทำมานะ แต่ปากเป็นรูปนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ตัวสูงขายาวเหมือนพระเอกในการ์ตูนไม่มีผิด เรื่องนี้ตอนกลางมันสนุกจริงๆ แต่ตอนท้ายมันจบงงๆ อีกแฮะ

PINOCCHIO

  1. Pinocchio เป็นเรื่องต่อมา จะถามว่าชอบอีจงซอกเลยตามมาดูเรื่องนี้ต่อหรอ ก็ไม่เชิงนะ เพราะก็ยังชอบคิมซูฮยอนมากกว่า แต่ถึงจะไม่ได้หลงใหลจงซอก แต่พบว่าน้องเล่นเก่งมาก อาจจะด้วยว่าบทมันหลากหลายกว่า มีหลายมิติ หลายอารมณ์ มีความดราม่า และมีเติมความกดดันเข้าไปให้ตัวละครมากกว่าด้วย ที่สำคัญคือประเด็นสำคัญในเรื่องนี้มันโดนใจ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่ไปทำลายชีวิตครอบครัวของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง จนบ้านแตกสาแหรกขาดเลย มันทำให้คนดูตั้งคำถามว่าแล้วจริงๆ บทบาทและหน้าที่ของสื่อ โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ควรมีอยู่แค่ไหน บทบาทของ “นักข่าว” ควรเป็นอย่างไร มีความรู้สึกว่าละครเรื่องนี้มีประโยชน์ เรื่องนี้ก็จบแบบที่มันควรจบ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกติดใจหรือฟินอะไร เพราะมันพีคไปตั้งแต่กลางเรื่องแล้ว

black

  1. มีเทิร์นนิ่งพ้อยท์นิดหน่อยกับการเปลี่ยนแอพ เดิมดูซีรีส์ผ่านแอพ Viu แล้วมีเพื่อนมาแนะนำกึ่งกดดันให้สมัคร Netflix เพราะมีหนังดีๆ และให้ดูฟรีเลย 1 เดือน เราเองก็ไม่ใช่คนเชื่อฟังเพื่อนเท่าไหร่ แต่คำว่าฟรีมันมีอิทธิพล ซึ่ง Netflix ก็ดีเพราะมีหนังให้ดูด้วย (รู้สึกว่า Viu ต้องเป็นสมาชิกนะ ถึงจะได้ดูหนัง) มีทั้งฝรั่ง ญี่ปุ่น และเกาหลี แถมกลับมาดูตรงรอยเดิมได้แนบเนียน ไม่ต้องจำเอาเองว่าดูถึงไหนแล้ว เลยไปลองดูตรงนี้สักเดือน ชิมซีรีส์ญี่ปุ่นไปเรื่องนึงสนุกนะ แต่ยังไม่ทันจบเลยขอยังไม่เขียนถึง ที่ยังไม่จบเพราะมาติดซีรีส์เกาหลีเสียก่อน! Black เป็นเรื่องสืบสวนแนวลึกลับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มีพระเอกยมทูต กับนางเอกที่มองเห็นว่าใครกำลังจะตาย เปิดเรื่องด้วยการพบศพหนึ่งที่ถูกฝังไว้ 20 ปี จากนั้นก็สืบกันไปจนโยงใยไปใหญ่โต แต่ละตอนทิ้งเงื่อนงำไว้ตอนละนิดละหน่อย เป็นความทรงจำตัวละครบ้าง ในไดอาล็อกของตัวละครอื่นบ้าง เป็นการเขียนบทที่เจ๋งมาก ไม่รู้คนเขียนวาด Mind map ยังไง ดูไปนี่แทบเดาไม่ถูกเลย สนุกมาก คิวบู๊เกาหลีนี่โคตรมันส์ ชอบมาก กระโดดถีบสกายคิก ยกเท้าถีบหน้าอก มันใช่อะ แต่ๆๆๆ สิ่งเหล่านี้มันจะน่าดูขนาดนี้ไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้พระเอกคนนี้มาเล่น ซอซึงฮอน อุปป้าของเราสุดยอดเลย ไม่สูงมาก แต่หล่อแบบแมนๆ หน้าตามีแผลเป็นประปราย แต่แอบขนตายาวน่ามอง เวลาพี่เขาขมวดคิ้วหรือกัดกราม มันใช่เลย เป็นคนกล้ามหน้าขาสวย เวลายิ้มก็น่ามอง ท่าเดินก็เป็นอะไรที่มีเอกลักษณ์ สรุปว่าชอบ (นี่ต้องไปขุดซีรีส์เรื่องแรกๆ มาดูไหมคะ) และก็เหมือนเดิม เรื่องราวอันสนุกสนานชวนลุ้นตัวโก่งให้ติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆ ก็จบลงแบบห่อเหี่ยว แต่ทำไมแอบรู้สึกอนิจจังอย่างนั้นก็ไม่รู้สิ

 

stranger

  1. Stranger เป็นเรื่องล่าสุดที่กำลังติด พระเอกไม่หล่อ นางเอกไม่สวย แต่มันเป็นเรื่องที่เราต้องดูไปแบบให้ทันกับข้อมูลและการประมวลข้อมูลของตัวละคร เรื่องเกิดขึ้นที่การฆาตกรรมที่พระเอกไปพบเข้า เป็นความตายของคนที่กำความลับเกี่ยวกับการรับสินบนและการคอรัปชั่นในวงการยุติธรรมและวงการทหารเกาหลี อูยยย เล่นของสูงไหมล่ะ พระเอกเป็นอัยการที่มีปัญหาบางอย่างจากการผ่าตัดสมอง ส่วนนางเอกเป็นตำรวจสืบสวนที่ฉลาดแต่ติดดิน และจิตใจดีมาก สองคนต่างบุคลิกแต่กลายเป็นทีมที่ลงตัวมาก เป็นเรื่องเดียวที่อยากดูซ้ำรอบสอง เพราะตามไม่ทันไดอาล็อกและรายละเอียดที่ซ่อนไว้ในแต่ละซีน ยังไม่รู้ตอนจบ เพราะยังดูไม่จบ แต่ถ้าถามว่าในบรรดา 7 เรื่องที่ดูมาชอบเรื่องไหนที่สุด อยากบอกว่าเป็นเรื่องนี้ ชอบโดยไม่ต้องมีนางเอกสวยพระเอกหล่อ และนับถือทีมเขียนบทมากๆ

 

ถ้าลองเทียบดูกับละครไทย ที่ฉันไม่ได้ดูนานแล้ว สิ่งแรกทีเห็นคือ โปรดักชั่น ละครไทยมันดูทำกันหยาบกว่า พอเอามาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเลยมีรอยสะดุด แสงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มันโดด แสงในละครเกาหลีมันมีความสม่ำเสมอ เรียบเนียนกว่า ตัวละครอาจจะแต่งหน้าจัด แต่มันไม่ดูเป็นงิ้ว เทรนด์การแต่งหน้าช่วงนี้อาจจะนิยมการแต่งให้ดูไม่เหมือนแต่ง แต่ละครไทยยังแต่งจัดแบบรู้ว่าแต่งจัด แม้กระทั่งในละครพีเรียดย้อนยุค

 

บทเป็นสิ่งสำคัญ เขาสามารถสร้างเรื่องราวจากบทที่มีเหตุมีผลในตัวของมัน แม้มันจะเป็นเรื่องแฟนตาซีขวนฝัน แต่มันก็ยังมีตรรกะของมันอยู่เสมอ ในละครเกาหลี เราจะพลาดฉากใดฉากหนึ่งหรือไดอาล็อกใดไม่ได้เลย เพราะมันจะถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับเหตุการณ์ในอนาคตเสมอ ไม่มีการใส่เรื่องมาเรื่อยเปื่อย หรือไทอินแบบไม่มีเหตุผล

 

เออ แล้วการดูย้อนหลังแบบไม่มีโฆษณาแทรก มันก็เพลินจริงๆ นะ

 

 

ข้อสังเกต

  • อาชีพเขียนบทละครโทรทัศน์ในเกาหลีดูรุ่งเรืองมาก
  • จริงๆ คืออาชีพโปรดักชั่นละครแหละ เพราะดูเหมือนผู้กำกับแต่ละคนก็มี signature ของตัวเองด้วย
  • สรุปใหม่ อุตสาหกรรมละครโทรทัศน์เกาหลีรุ่งเรืองมากจ้ะ
  • ผู้ชายเกาหลีร้องไห้เก่งจริงๆ (ดังที่เจ้ตุ่นบอก) และมันช่างน่าสงสารจริงๆ
  • พระเอกเกาหลีตัวสูงมาก แต่ละคนสูง 180 อัปจ้า
  • และตัวละครที่มีบุคลิกเซอร์ๆ หรือไม่ค่อยร่ำรวยมาก มักเลือกอยู่อาศัยบนดาดฟ้าตึก
  • คนเกาหลีชอบกินเหล้าโซจูในร้านที่เป็นเต็นท์ๆ
  • อย่างหนึ่งที่เป็นอิทธิพลจากซีรีส์เกาหลีคือ ดูแล้วโคตรอยากกินอาหารเกาหลีเลย
  • ทัศนะต่อโทรศัพท์ซัมซุงก็เปลี่ยนไปแฮะ ในซีรีส์ มันเป็นโทรศัพท์ที่สวย+น่าใช้มากนะ
  • รถเกาหลีก็ช่างดูสวย และสมรรถนะดีแฮะ

Osaka Marathon 2017: มาราธอนที่จบไปแล้ว

มาตรฐาน

บอกตามตรงว่าหลังจบมาราธอนแรกที่ เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน ในเดือนสุดท้ายของปีก่อน ฉันก็ไม่ได้มีความปรารถนาจะวิ่งมาราธอนอีก คือถ้าเรามีร่างกายพร้อมสำหรับระยะนั้น อดทนวิ่งไปสัก 5-6 ชั่วโมงก็น่าจะจบระยะ 42 กว่ากิโลได้ แต่การซ้อมแล้วซ้อมเล่าเพื่อเตรียมให้ร่างกายพร้อมขนาดนั้นน่ะสิ เป็นอะไรที่หนักอึ้ง ยาวนานและน่าเบื่อหน่ายมาก (ยังจดจำความหนักอึ้งและน่าเบื่อหน่ายนั้นได้ดี) ความรู้สึกเมื่อได้พาตัวเองมาถึงเส้นชัยแล้วก็คือ เออ จบซะทีนะมาราธอน เมื่อยก็เมื่อย หิวก็หิว ไม่ใช่อะไรที่มิราเคิลอะเมซซิ่งแบบ กรี๊ดดดดดดด แม่จ๋าหนูทำได้แล้วว ดีใจจนน้ำตาไหล มีความสุขไปอีกเป็นวันๆ อะไรอย่างนั้น ก็เลยไม่ได้อะไรกับมันเท่าไหร่ แค่รู้แล้วว่าวิ่งมาราธอนมันเป็นยังไง แล้วก็แค่นั้น หลังจากนั้นก็ยังวิ่งอยู่บ้าง แต่เอาแค่สนุกๆ ไม่ได้บังคับเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ไปไกลขึ้นหรือเร็วขึ้นแต่อย่างใด เรียกว่าเป็นนักวิ่งที่ไม่น่าคบ เพราเป็นพวกแรงจูงใจต่ำ ไม่กระตือรือร้นและเนือยเกินกว่าจะก้าวหน้าและมีพัฒนาการในสนามวิ่ง

แต่จะด้วยเวรด้วยกรรมอันใดก็ไม่ทราบ ก็ได้ไปกดสมัครโอซาก้ามาราธอน วันที่ 26 พฤศจิกายน 2017 ไว้

สมัครเล่นๆ นะ แต่ดันได้จริงๆ

บังเอิญมีเพื่อนที่พร้อมจะไป เพื่อวิ่ง อย่างกระตือรือร้น คน “ยังไงก็ได้” ที่คิดแค่ –เออ ได้ไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นก็ดีเนอะ– อย่างฉันจึงได้เออออ คลิกจ่ายเงินค่าสมัครวิ่งไป ต่อด้วยซื้อตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรม แอบมีความหนักใจกับการซ้อมบ้าง แต่ก็เก็บๆ ซ่อนๆ ไว้เสียมิดชิด

จากวันนั้นจนถึงวันเดินทาง ชีวิตก็ยุ่งขิง มันยุ่งจริงๆ เพราะเมื่อต้นปีฉันเพิ่งเรียนจบคอร์สครูโยคะ แรกๆ ก็ต้องมีการเกณฑ์เพื่อนฝูงมาเป็นนักเรียนโยคะกับเราเพื่อเก็บชั่วโมงสอนส่งครู ไปๆ มาๆ ก็สอนกันต่อเนื่องเพราะว่าเพื่อนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง เราเองก็ยินดีที่เพื่อนมีพัฒนาการในทางบวก ก็เอาเวลาที่ควรจะหมกมุ่นจริงจังกับการซ้อมวิ่งมาราธอน ไปเป็นเวลาสอนโยคะ

แต่จริงๆ จะไปโทษว่าเป็นอย่างนั้นทั้งหมดก็ไม่ได้ เขาว่าคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ถ้าอยากซ้อมมันต้องได้ซ้อม ความจริงคือเป็นฉันเองที่ใจเสาะ ไม่กล้าออกไปซ้อมจริงๆ จังๆ วิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ ตามตารางซ้อมอย่างที่เคยทำมาแล้วในปีก่อน ให้เหตุผลกับตัวเองว่าเหนื่อย ไม่ไหวบ้าง ไม่ว่างบ้าง จะขอชดเชยเป็นอาทิตย์ต่อไปบ้าง ฝนตก ฟ้าคะนอง บางวันก็ร้อน มีประจำเดือนบ้าง ปวดหัวตัวร้อนอะไรไปบ้าง หาเหตุผลได้ตลอดแหละ การซ้อมให้พร้อมสำหรับวิ่งโอซาก้ามาราธอนของฉันจึงเป็นแค่ 5-6 กิโลบนเทรดมิลล์ที่ทำงาน ไม่บ่อยด้วย วิ่งจริงๆ 10 โลนี่นับครั้งได้ แล้วก็เป็นการวิ่งในรายการที่ลงสมัครไว้ประปรายเท่านั้น (ซ้อมเองจริงๆ แทบไม่มี) อันนี้เพื่อนที่เป็นเพื่อนกันใน Strava ก็เห็นอยู่

เขาว่ากันว่าเราควรจะซ้อมวิ่ง 30 โลได้ 3 รอบก่อน ถึงจะวิ่งมาราธอนได้สบาย แต่ความจริงคือ ก่อนวันวิ่งระยะ 42 กิโลเมตรของฉัน ระยะไกลสุดที่ได้วิ่งคือ 22 กิโลเมตรบนดอยในโป่งแยงเทรลเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน แต่จะนับเป็นการซ้อมก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะการวิ่งเทรลมันก็ต่างกับการวิ่งถนนอยู่ ขนาดรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ที่ซื้อล่วงหน้ามาตั้งหลายเดือนยังได้ใส่ก่อนวันวิ่งจริงแค่ 5+5 กิโลเมตร ในวันจริงรองเท้าดูใหม่ซิงมาก มันสะอาด และเหลืองละออเหมือนใบแปะก๊วยที่ยังไม่เปื้อนดิน ดูไม่มีความโปรฯ เอาเสียเลย

ตามสภาพดังที่สาธยาย ฉันควรไปวิ่งเงียบๆ (ถ้าวิ่งไม่จบจะได้ไม่ต้องอายใครมาก) และไม่ควรหวังอะไรมาก ให้การเดินทางไปญี่ปุ่นทริปนี้เป็นการไปเที่ยวเป็นหลัก และไปได้ชมบรรยากาศในการวิ่งมาราธอนในเมืองโอซาก้าเป็นกำไรชีวิต ไม่จบก็ยอมรับเสียว่าเตรียมตัวมาแค่นี้ บอกตัวเองว่าความสำเร็จควรคู่กับคนที่ทุ่มเทให้กับการเตรียมตัวมาดีพอเท่านั้น

บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าคิดว่าจะวิ่งจบ ถึงจะเดินเร็วเก่ง แต่ขาและเท้าที่ไม่ได้ซ้อมมามันจะทนกับระยะทางและระยะเวลาอันยาวนานไม่ไหวเอา
ปรากฏว่าฉันวิ่งจบ จบก่อน 6 ชั่วโมง โดยไม่บาดเจ็บหรือมีตะคริวมากวนด้วย 

มันเกิดจากอะไรกันล่ะ ลองดูปัจจัยพวกนี้กันหน่อยแล้วกัน

…………………………………………………….

  1. ร่างกายที่ไม่บาดเจ็บ: ฉันอาจจะไม่ได้ซ้อมจนกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงทนทาน แกร่งพอกับระยะ แต่การไม่ซ้อมมันทำให้เหลือร่างกายที่ไม่บาดเจ็บ เคลื่อนไหวได้สบายๆ ผ่อนคลาย ลองนึกเทียบกับปีก่อน ก่อนวิ่งมาราธอนแรก ตอนนั้นแม้จะไม่มีอาการบาดเจ็บก่อนวิ่ง แต่ก็เป็นการวิ่งออกไปด้วยร่างกายที่ตึงปวด ตรงนั้นตรงนี้ กระจุกกระจิก ไม่รีแลกซ์เหมือนอย่างหนนี้ การฝึกโยคะในแบบที่ฝึกอยู่ก็น่าจะช่วยได้เยอะ ฉันก็ไม่ได้ฝึกทุกวันอีก แต่น่าจะเป็นการฝึกถูกทาง การฝึกอาสนะโยคะในปีนี้ไม่ใช่การบังคับร่างกายให้ทำท่าทางต่างๆ อย่างเคร่งครัดอีกต่อไป มันคือการชวนร่างกายให้ทำท่าทางต่างๆ อย่างผ่อนคลาย อย่างโอนอ่อนผ่อนตาม อย่างมีสติรับรู้ในความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฝึกแบบนี้ทำให้คนเรารู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น จึงเกิดความไวต่อการ detect สิ่งที่กำลังจะเกิดกับร่างกายได้ดีขึ้น มันเทรนให้ฉันไม่ใช่คนแบบที่จะวิ่งจนตะคริวขึ้น หรือวิ่งจนบาดเจ็บ เพราะจริงๆ แล้วก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ร่างกายส่งสัญญาณเตือนมาแล้ว ถ้าเราฟังอยู่ จับสังเกตได้ เราจะผ่อนลงทัน …บอกยากนะว่าโยคะช่วยอะไรบ้าง เพราะมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ส่วนตัว ฉันพูดได้แค่ หลังจากได้เจอครูที่ได้เจอในปีนี้ ได้เรียนโยคะแบบที่เรียนในปีนี้ ตัวฉันมีพัฒนาการทางบวกทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายในปีนี้แม้ไม่รู้สึกถึงความแข็งแรง แต่ก็รู้สึกถึงความอิสระ ผ่อนคลายมาก อุปสรรคสำคัญของระยะ 42 กิโลเมตร+ ในครั้งนี้มีแค่ระบมเท้า เพราะยังไม่ได้ซ้อมเท้ามาให้ชินกับระยะแค่นั้น

 

  1. โหลดพอ: นี่เรื่องจริงเลย สองสามวันก่อนวิ่งฉันเข้านอนไว และนอนเต็มที่เพราะเหนื่อยจากการเที่ยว กินข้าวญี่ปุ่นมื้อละ 2-3 ชามเพราะมันอร่อย ก่อนนั้นก็รับโปรตีนมาเพียงพอ เพราะรู้ตัวดีว่าอ่อนซ้อม เลยตั้งใจโหลดให้พอ เคยมีประสบการณ์หมดแรงกลางฮาล์ฟมาราธอนเพราะไม่ได้ตั้งใจโหลด ฉันจำแม่นเลย และบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมเป็นแบบนั้นอีก ระหว่างทางวิ่งครั้งนี้ก็วิ่งไปพร้อมของกินที่คุ้นเคยอัดแน่นเต็มกระเป๋าหลังของเสื้อปั่นจักรยาน น้ำท่า เกลือแร่ในรายการนี้ก็บริบูรณ์ แถมยังมีขนมจากกองเชียร์ที่มีมาแจกระหว่างทางด้วย

 

  1. ไม่กดดันตัวเอง: การสำรวจความรู้สึกตัวเอง ยอมรับในความอยากได้อยากมี อยากชนะ(เรื่องธรรมดาที่มีกันทุกคน) และยอมรับในสภาพความเป็นจริงของต้นทุนทางร่างกาย ทำให้ฉันวิ่งไปแบบรับความจริง ไม่ได้หวังสูง ออกจะเป็นทัศนคติที่ใช้ไม่ค่อยได้ แต่ฉันมองว่ามันก็ดีที่ไม่กดดันตัวเองเพิ่ม คราวนี้ฉันวิ่งโดยบอกกับตัวเองคล้ายปีที่แล้ว ตอนที่ตื่นเต้นไม่รู้จะตื่นเต้นยังไง สุดท้ายก็มาจบกับการบอกตัวเองว่า “แค่อยู่กับปัจจุบัน” ทำสิ่งที่ได้ทำในปัจจุบันให้ดีที่สุด น่าประทับใจที่สุด เพราะถ้าผ่านเวลานี้ไป จะไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้แล้ว ความคิดนี้มาจากการฟังเทศน์ ศึกษาธรรม แล้วก็เก็บมาคิดจนยอมรับว่า ใช่ มันเป็นอย่างที่พระท่านบอก อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึง มีแต่ปัจจุบันที่อยู่ตรงนี้ คราวที่แล้วก่อนปล่อยตัวง พี่ภูผู้เป็นโค้ชให้ห่างๆ (เพราะเขียนให้แต่โปรแกรมซ้อม ไม่ได้มาจิกไชว่าซ้อมครบไม่ครบ) หันมาบอกว่า วิ่งให้สนุกนะ ฉันก็เตือนตัวเองให้ซึมซับบรรยากาศและวิ่งให้สนุกไปตลอดทาง (เพราะอาจจะไม่กลับมาทำอะไรแบบนี้อีก-ฮา) ส่วนคราวนี้ แม้ไม่มีคนมาบอกให้เข้าใจในภาษาไทย แต่บรรยากาศมันชวนให้วิ่งสนุกจริงๆ โดยส่วนใหญ่ก็เลยสนใจบรรยากาศที่แปลกตา แปลกหูนี้ ไม่ได้จมจ่อม สนใจแต่ความเหนื่อยล้า ความระบมของร่างกาย รวมทั้งไม่ได้สนใจความท้อแท้ของตัวเองมากจนเกินไป

 

  1. อากาศเย็นสบาย: ในชีวิตยังไม่เคยวิ่งในอากาศเย็นขนาดนี้มาก่อน ตอนปล่อยตัวน่าจะเย็นมาก แต่ระหว่างวิ่ง แอบดูอุณหภูมิที่นาฬิกา มันอยู่แค่ 15-16 องศาเอง แดดไม่ออก ช่วงท้ายมีฝนฝอยๆ ด้วย ตลอดการวิ่งเหงื่อออกแค่ซึมๆ รองเท้าไม่เปียก ยอมรับว่าหนาว แต่อากาศแบบนี้วิ่งได้เรื่อยๆ ดีกว่าวิ่งกลางอากาศร้อน ความชื้นสูงอย่างบ้านเราจริงๆ นะ เส้นทางวิ่งก็สวยน่าวิ่งมาก ชาวโอซาก้าปิดถนนให้เราวิ่ง ถนนของเขากว้างใหญ่ เกือบทั้งหมดราดยางมะตอย นิ่มเท้าดีกว่าคอนกรีต วิวก็สวยมาก ปีนี้เขาเลื่อนมาจัดตอนที่แปะก๊วยกำลังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสวย เป็นภาพของโอซาก้าที่เราจะจำเลยนะ

 

  1. เสียงเชียร์: กองเชียร์ชาวโอซาก้ามากันด้วยความจริงใจ มีทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กที่พ่อแม่พามาสัมผัสบรรยากาศ หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ วัยคุณป้า ย่ายาย บางคนมาในชุดคอสเพลย์ บ้างก็มาดักเชียร์เพื่อน เพื่อนร่วมงาน อาจารย์ พี่น้อง ญาติของตัวเอง เวลาเขาเจอคนของเขา เราเห็นแล้วชื่นใจ เขาจะร้องทัก ส่งเสียงกรี๊ดแล้ววิ่งไปหากัน การที่มีคนยื่นมือออกมารอให้เราสัมผัสมือ พร้อมกับส่งเสียง Kanbare/Kanbatte/Fighto ซึ่งเป็นการเชียร์ให้สู้ๆ โดยเฉพาะกับเด็กน้อยที่ยกมือค้าง รอให้นักวิ่งมาสัมผัสมือ มันทำให้เราหยุดเดินได้ยากขึ้น บอกเล่าความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน แต่บอกสั้นๆ ว่าประทับใจมาก เวลาวิ่งผ่านวงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นวงดุริยางค์ หรือร็อคแบนด์มัธยม ที่เล่นเพลงฝรั่งเนื้อญี่ปุ่น มันก็รู้สึกฮึกเหิมจนลืมเหนื่อย ปอมปอมกับเชียร์ลีดเดอร์ก็โปรฯ มากๆ ไหนจะทีมตีกลองเชียร์อีก ตอนที่วิ่งผ่านขามันหายอ่อนเลย ดีดขึ้นมาโดนไม่รู้ตัวเป็นร้อยเมตร การเชียร์นี่มันมีพลังจริงๆ นะ

 

  1. ความอดทน: ฉันมองมันเป็นปัจจัยสุดท้ายเพราะเป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยมี แต่ก็พยายามเรียกออกมาใช้แล้ว ค่อยๆ วิ่งไปช้าๆ คอยดู pace ให้มันต่ำๆ เข้าไว้ (ดันลืมคาดสาย Heart rate) เพื่อกั๊กแรงไว้เผื่ออนาคตบ้าง มันก็พอจะไปได้เรื่อยๆ น่าแปลกเหมือนกันที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ มันรู้สึกพอไหว เหนื่อยล้ามากนักมีจังหวะก็หยุดเดินสลับ ส่วนที่ต้องอดทนมากหน่อย และต้องใส่ใจให้ดีคือฝ่าเท้า โชคดีที่พอทนไหว และโชคดีที่ตัวฉันชินกับรองเท้ายี่ห้อนี้ รุ่นนี้ เบอร์นี้แล้ว (คู่นี้แค่เปลี่ยนสีจากคู่เดิมที่ใส่เมื่อปีก่อน) วิ่งจบแล้ว นอกจากกล้ามเนื้อโอเค สะโพก เข่า ข้อเท้าโอเค เท้าก็ยังโอเคด้วย ไม่มีเล็บไหนช้ำ กลับเมืองไทยด้วยเล็บเท้าสีปกติครบทั้ง 10

     

    7. พรจากคินาบาลู: การพาตัวเองขึ้นและลงจากยอดคินาบาลูได้เหมือนตัวเองสตรองขึ้นอีกเลเวลจริงๆ

 

……………………………………..

สรุปเหอะ ไม่ว่าจะวิ่งจบด้วยว่าร่างกายวันนั้นแข็งแรงพอจะวิ่ง หรือเพราะมีอะไรช่วย ฉันก็พบอีกครั้งว่า วิ่งจบแล้วมันก็แค่จบ แล้วก็กลายเป็นเรื่องอดีตไป ถามว่าถ้าฉันวิ่งไม่จบ จะเป็นยังไง …มันก็กลายเป็นอดีตอีกเช่นกันใช่ไหม จะจบหรือไม่จบ มันก็ย่อมผ่านไป

เป็นอีกครั้งที่ฉันพบว่าการวิ่งมาราธอนที่ฉันไม่ได้อยากวิ่งนัก แต่ก็ยังมาวิ่ง สอนอะไรหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่ตระหนักคือฉันไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเลยของนักวิ่งมือใหม่ เพราะมันคงไม่ใช่ทุกคนที่ไม่ได้ซ้อมแล้วจะวิ่งมาราธอนจบโดยไม่เจ็บเหมือนฉัน ฉันเองไม่แน่ใจว่าจะได้วิ่งมาราธอนอีกไหม แต่ตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสวิ่งอีก จะเตรียมซ้อมไปให้ดี อย่างคนเคารพระยะมาราธอน จะได้วิ่งอย่างสนุกสมศักดิ์ศรี กลับมาเล่าเรื่องของตัวเองได้เต็มที่ และแนะนำนักวิ่งหน้าใหม่ได้อย่างเต็มปาก

 

แม้ว่าเมื่อการวิ่งครั้งนั้นผ่านไป มันก็จะกลายเป็นอดีตไปเหมือนกับการวิ่งครั้งก่อนหน้า และหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจบ หรือวิ่งไม่จบ เจ็บหรือไม่เจ็บ

 

เป็นแค่ความสำเร็จ และไม่สำเร็จชั่วคราว ที่เราไม่ควรเสียเวลาอ้อยอิ่งกับมันจนลืมภารกิจในปัจจุบัน

 

ป.ล. หลังจากจบมาราธอนครั้งนี้มาอย่างงงๆ ในวันอาทิตย์ ก็พบว่าตัวเองเริ่มปวดหัวในวันอังคาร เริ่มมีไข้คือเย็นวันอังคาร ไม่รู้เพราะฝนวันมาราธอนหรืออะไร วันพุธเริ่มมีสภาพอ่วม สมาชิก 3 คนไม่มีใครไทลีนอลเลยสักเม็ด จำใจต้องซื้อจากร้านยาที่สนามบิน กินแล้วก็สบายตัวขึ้นดูหนังบนเครื่องบิน+กินได้สบายๆ เพื่อจะกลับมามีสภาพงอมพระรามที่บ้าน เดชะบุญที่ซื้อประกันภัยการเดินทางเอาไว้ เลยไปหาหมอแบบจ่ายเต็ม ไม่งั้นคงยืดเยื้อ เพราะเอาจริงๆ ฉันไม่ชอบหาหมอนักหรอก ..จบแล้ว

 

 

 

 

อย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ

มาตรฐาน

6972

 

“ตื่นเต้นไหม?”

ก่อนถึงวันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในรายการนาวิกโยธินมาราธอน 2016 ที่สัตหีบ วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนที่จะไปวิ่งด้วยกัน แต่สำหรับเขาเป็นฮาล์ฟฯ ครั้งที่สองแล้วถาม

จริงๆ ต้องตอบว่าตื่นเต้นมาตลอด ตั้งแต่ก่อนวิ่งรอบกว๊านพะเยาราวหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้  ในวันที่ 29 พฤษภาคมแล้ว ตอนนั้นซ้อมไปก็ใจกล้าๆ กลัวๆ  รับ BIB เสร็จนั่งรถวนรอบกว๊าน สำรวจเส้นทาง บอกตรงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จะวิ่งจบไหม วันรุ่งขึ้นก็วิ่งไปทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะวิ่งจบไหม แต่ขอลองดูก่อน ปรากฏว่าวิ่งจบโดยไม่บาดเจ็บ (มีแค่เล็บช้ำกับตุ่มน้ำ) ดีใจมาก ตอนนั้นเชื่อเลยว่าวิ่งได้เพราะซ้อมมาอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายพร้อม  สำคัญคือมีกองเชียร์ช่วง 5 กิโลสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ถ้าไม่มีเสียงเชียร์ เป็นได้ว่าอาจถอดใจเดินมาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 19 แล้ว

จากนั้นกราฟของความรู้สึกบางอย่างก็ตกลงมาหน่อย ส่งผลต่อการซ้อมเตรียมไปฮาล์ฟฯ แรกพอควร รอบก่อนเคยซ้อมได้ครบถ้วนตามเป้า รอบนี้กลายเป็นซ้อมไม่ครบ หมดแรงกาย  เพลีย ไม่แน่ใจว่ายังไม่หายเหนื่อย หรือเพราะ passion ที่เคยมีอยู่พร่องไป ระหว่างนั้นก็มีประเด็นเรื่องงานที่ชวนลุ้นอย่างหวาดเสียวแทรกเข้ามาอีก เป็นภาวะที่เบียดเบียนการซ้อมกลายๆ ความพร้อมก่อนลงสนามวิ่ง 21K เลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่

ก่อนออกเดินทางเพื่อไปวิ่ง 1 วัน กลายเป็นวันแรกในที่ทำงานใหม่ หลังจากวันก่อนหน้านั้นเพิ่งเก็บกวาดโต๊ะทำงานในที่ทำงานเก่ามาหมาดๆ ความรู้สึกหลายอย่างยังประดังประเด ทั้งกังวล สับสนและ ฯลฯ จนต้องบอกตัวเองว่าพอแล้ว กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ “รอเจอมันเลยเหอะ” กับทุกๆ เรื่อง รวมทั้งฮาล์ฟฯ แรกด้วย จากนั้นก็ปล่อยๆ บอกตัวเองว่าจะจบหรือไม่จบ เวลาจะได้เท่าไหร่อย่าไปสนเลย วิ่งให้สนุก เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ กันดีกว่า

แล้วฉันก็ได้พบประสบการณ์ใหม่ในสนามนี้จริงๆ

ตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็นตัวเป็นตนมา ยังไม่เคยยอมสมัครใจวิ่งตากฝน กลัวฟ้าผ่าบ้าง กลัวลื่นล้มบ้าง กลัวป่วย กลัวโป๊ กลัวนั่นกลัวนี่ แต่หลักๆ คือไม่อยากให้รองเท้าเลอะสกปรก และพังเร็ว แต่งานนี้เราเจอฝนกันตั้งแต่ตื่น ฝนตกจริงจัง เป็นเม็ดๆ ทำให้พื้นเปียก มีน้ำขัง และทำให้คนทั้งเปียกและหนาว ตกมานานก่อนปล่อยตัว ปล่อยตัวแล้วยังตกอย่างนั้นอยู่เกือบสี่สิบห้านาทีได้ ปล่อยตัวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นทางขึ้นเขา อย่างชัน ขึ้นแล้วก็ลงมา แล้วก็ขึ้นอีก แล้วก็ลง แล้วก็ขึ้น ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้อยู่พักใหญ่ ฉันยังก็ยังพอวิ่งไปได้โดยการไต่ขึ้นช้าๆ อาศัยแรงไหลจากช่วงลงเนินไต่ขึ้นเนินต่อไป แล้วก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาดจากรองเท้าที่น่าจะเกิดจากน้ำระหว่างพื้นรองเท้ากับแผ่นรอง เรียกว่าการวิ่งครั้งนี้ นอกจากมีเสียงหายใจออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก็ยังมีเสียงแฟ่ดๆ จากพื้นรองเท้าดังเป็นจังหวะเป็นเพื่อนไปแทบจะตลอดการวิ่ง

ลงจากเขา ก็เจอเนินซึม ขึ้นบ้าง ลงบ้าง  ข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ฉ่ำตา ชวนให้นึกว่าเวลาปกติเราไม่ยักออกมาเดินเล่นตากละอองฝนชมนกชมไม้ ได้กลิ่นดอกหอมๆ ของประดู่กับมะขามอย่างนี้บ้าง พอฝนเบาลงไป  แรงก็เริ่มหมด เริ่มเดิน เริ่มหิว เริ่มหยิบกล้วยตากที่เหน็บกระเป๋าข้างขากางเกงออกมากิน  พร้อมๆ กับรู้สึกว่าฝ่าเท้าเริ่มทะเลาะกับแผ่นรองรองเท้า สงสัยจะผูกเชือกรองเท้าแน่นไป และเริ่มมีอาการแหม่งๆ ที่นิ้วเดียวกันของเท้าอีกข้าง ช่วงที่พาตัวเองวิ่งเลาะดงตาลไปกลับตัวครั้งแรกริมอ่าวดงตาลนี่บอกเลยแรงจะหมดแล้ว ปกติระแวงแตงโมมาก แต่คราวนี้เจอแล้วกินเลย ต้องการเรี่ยวแรง

กลับตัวแล้วก็พยายามวิ่งเรื่อยๆ เหนื่อยจนคิดว่าไม่ไหวก็เดิน  แต่พอเริ่มวิ่งอีกก็จะรู้สึกระบมที่เท้าและนิ้วเท้าเจ้าปัญหาเหล่านั้นเป็นพิเศษ พานให้เกิดอาการงอแง ไม่ยอมวิ่งต่อเนื่องได้ยาวๆ (คือมันก็เหนื่อยด้วยแหละ) เลยหยุดเดินอีกเรื่อยๆ แต่ก็พยายามละ แต่ดียังพอหากำลังใจได้จากนักวิ่งอื่นๆ เป็นคุณลุงที่วิ่งอย่างสตรองบ้าง คนวัยเดียวกันหรือเด็กกว่าที่ดูพยายามวิ่งมากๆ บ้าง

ฉันพยายามพาตัวเองไปข้างหน้าด้วยการวิ่งมากกว่าเดินจนมองเห็นอ่าวเตยงามอยู่ข้างหน้า  นั่นคือจะถึงเส้น finish แล้วใช่ไหม แต่ทำไมนาฬิกาบอกระยะอยู่แค่ประมาณ 17 โลกว่าๆ  หรือ GPS เพี้ยน ฯลฯ …ที่ไหนได้ ต้องเลี้ยวขวาไปกลับตัวอีกเกือบสองโลจ้า โอย แรงจะหมดแล้วๆ วิวช่วงนี้สวยมาก เป็นช่วงน้ำลงเห็นก้นอ่าวแห้งๆ โล่งๆ ยาวจากฝั่งหลายร้อยเมตร ก็อยากจะหยุดถ่ายรูปเหมือนบางคน แต่กลัวเครื่องดับจริง เลยแค่เก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

วิ่งผ่านบ้านพักริมอ่าวเตยงามอีกครั้งก็จำได้ว่า ดงเตยทะเลตรงนี้นี่เองที่เราเคยมาพักกับเพื่อนวารสารฯ ยังจำได้เลยว่าทะเลสัตหีบสะอาดและสวยมาก แดดจัด เลยได้เห็นว่าน้ำทะเลทั้งลึกและใส

วันนี้แม้สัตหีบจะมีฝนตกยาวมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่ฝนตก  ฟ้าหม่น เพราะถ้าแดดออก ฟ้าใส เหมือนสัตหีบในความทรงจำ ฉันคงจะจอดตั้งแต่กลางทาง หรือไม่ก็อาจจะจบด้วยการเดิน

วิ่งฮาล์ฟฯ ครั้งแรกในสภาพตากฝนขึ้นเขา บรรยากาศเทาหม่นดูเย็นชา แต่ไม่หรอก นั่นคือความปราณีจากดินฟ้าอากาศต่างหาก

เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับฝนแล้วเลิกกลัวฝนได้เสียที 😉

 

 

ป.ล. ฮาล์ฟมาราธอนแรกทำเวลาไม่ดีเท่าวิ่ง 26K แรก แต่ประทับใจทั้งสองรายการ ดีใจที่ตั้งใจจะมาวิ่ง ดีที่ตั้งใจซ้อม โล่งใจที่ไม่บาดเจ็บ ยินดีจริงๆ ที่มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้แบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

โลกหมุนเชื่องช้าบนอานจักรยาน

มาตรฐาน

image

ฉันมีความผูกพันกับจักรยานอยู่บ้าง แม้ไม่มีภาพในความทรงจำว่าขี่จักรยาน 2 ล้อเป็นกับคันไหน ขณะอายุเท่าใด

ในบ้านของเรา แม่ฉันมีจักรยานเฟสสันขนาด (ล้อ) 24 นิ้วอยู่คันหนึ่ง แรกเลยมันถูกใช้เป็นพาหนะพาตัวแม่และน้องชายคนเล็กไปตลาด ตะกร้าและสองแฮนด์ของรถคันนี้นำกับข้าว ขนม และหนังสือการ์ตูนโดราเอม่อนที่ฉันใช้เป็นแบบเรียนหัดอ่านกลับมา จักรยานของแม่อยู่กับครอบครัวเรานานสักสิบปีเศษ มันจบชีวิต (ถ้าจักรยานมีชีวิต) ไปในกองเพลิงที่เผาผลาญบ้านเราที่เชียงใหม่ ห้องแถวไม้บนถนนเจริญประเทศ ที่มีห้องข้างๆ เป็นร้านซ่อมจักรยาน ใกล้วันคริสมาสต์ ปีที่ฉันจากบ้านไปเริ่มชีวิตนักศึกษาแถวๆ ทุ่งรังสิต

กับรถคันนี้ ฉันเคยปั่นที่บ้านในซอย ม.แกะสลัก ตอนนั้นก้นยังไม่ถึงอาน ล้อ 24 นิ้ว เป็นรถคันโตมากนะสำหรับเด็กกระเปี๊ยก

ก่อนไฟไหม้บ้าน 2-3 ปี แม่เริ่มใช้มอเตอร์ไซค์ มันเบาแรงกว่า จักรยานจึงถูกจอดนิ่งๆ ชีวิตหลังจากเกิดเรื่อง แม่ไม่ได้หาจักรยานคันใหม่มาทดแทน

สมัยเรียนมหา’ลัย เมื่อย้ายมาเรียนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วใครบางคนก็สร้างแรงบันดาลใจกับฉัน เพื่อนผู้ชายเงียบๆ เรียบร้อยในคณะที่ขี่เสือหมอบสีฟ้า (ฉันไม่น่าจำผิด) มาจากหอพักชายของมหา’ลัยแถวๆ สวนดุสิต ฉันมองเขาอยู่เรื่อย รู้สึกศรัทธาในรอยยิ้มเงียบๆ ความอิสระ เป็นตัวของตัวเอง และก็อาจจะสภาพการจราจรสมัยรถไฟฟ้ายังไม่ตั้งไข่ รถราที่ติดแสนติด รถเมล์ก็แน่นเป็นปลากระป๋อง ชวนให้โดดเรียนเรื่อยเพราะเกียจคร้านจะเดินทาง

หลังจากได้ทุนอะไรสักอย่างเป็นเงินก้อนหนึ่ง ฉันจึงนำไปซื้อจักรยานเสือภูเขาสนนราคาหลายพันบาทอยู่ โดยมีความคิดห้าวหาญว่าจะไม่ง้อรถเมล์ และไม่แคร์การจราจรบนท้องถนนแล้ว เะราะฉันจะขี่จักรยานของฉันมาจากหอพักหญิงในซอยงามดูพลี (ไกลกว่าเส้นทางจากหอพักชายเยอะเลย) มาอาบน้ำบนตึกกิจฯ แล้วก็เรียน แล้วเย็นๆ ค่ำๆ ก็ขี่กลับ

..เป็นการกระทำที่หลายคนอึ้ง ผู้ปกครองไม่รับทราบ ตัวฉันเองก็ไม่ทราบว่าขี่ไป-กลับได้อย่างไรตั้งหลายวันโดยไม่ถูกเพื่อนร่วมถนนสอย หรือตกหลุมตกบ่อไปเสียก่อน เพิ่งมาเริ่มกลัวหลังเจอของจริง จากนั้นก็จอดพักจักรยานที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อคันนั้นไว้ แล้วในที่สุดก็ยกให้รุ่นพี่ชายคนหนึ่งไปเฉยๆ อาจเพราะสงสารจักรยานที่แทบไม่เคยได้เคลื่อนออกจากที่

เวลาผ่านไปสักยี่สิบปี ใครหลายคนก็สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันอีก ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิในปี 2010 ทั้งโอซาก้า โกเบ เกียวโต และโตเกียว ผู้คนขี่จักรยานสัญจรไปมาเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่พวกเขาก้าวเข้าออกประตูรถไฟฟ้าหลายประเภทในเครือข่ายการคมนาคม ภาพสาวญี่ปุ่นในเสื้อกันหนาวขนเป็ด เลกกิ้งสีดำ ผ้าพันคอ และรองเท้าบู๊ตส้นสูงสีดำบนหลังอาน มุ่งมั่นปั่นจักรยานแม่บ้านขณะพ่นควันขาวออกจากลมหายใจในตอนเช้าที่ยังไม่สว่างดี ฉันคิดว่าไม่มีอะไรจะหยุดเธอได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศหรืออุปสรรคบนเส้นทางข้างหน้า

ประทับใจ

หลังจากนั้นสองปี เพื่อนใกล้ตัวชวนไปมองหาจักรยานพับสำหรับขี่ออกกำลังกายประจำวัน เธอกำลังห้าว อยากขี่จักรยานมาทำงาน โดยใช้รถไฟฟ้าเป็นเครื่อทุ่นแรง ฉันจับจักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นแบบมีเกียร์แล้วชอบ แต่ก็หยุดไว้แค่นั้น ก็ฉันอยู่ตึก จักรยานแม่บ้านคงจะใหญ่ไปหน่อยสำหรับการขึ้นลงตึกและสถานีบีทีเอส อีกอย่าง ถ้าตัดสินใจซื้อเลย ฉันมิต้องปั่นกลับบ้านจากวิภาวดีรึ? เพื่อนไม่ได้ขับปิ๊คอัพนะ

จนมาเจอคันนี้ ที่รุ่นน้องใกล้ชิดแนะนำให้ เป็นจักรยานพับ (มารู้ขนาดล้อเมื่อซื้อมาแล้วว่า 16 นิ้ว) มือสองจากญีั่ปุ่น น้องบอกเป็นรถน่าใช้ ฉันไปดูของแล้วยอมรับว่าลังเล ฉันเอง ดูจักรยานไม่เป็น แถมตอนนั้นรถยางอ่อน ลองปั่นนิดหน่อยไม่อาจบอกได้ว่าถูกจริตหรือไม่ แต่ก็ตัดสินใจซื้อเพราะคนขายเป็นคนกันเอง และน้องจะเอารถมาส่งให้ที่บ้านด้วย

พอพาขึ้นลิฟต์ จอดหน้าห้อง ฉันตั้งชื่อเลย ว่า minion หาน้ำมันมาหยอดแล้วซักซ้อมการพับ ตื่นเต้นกับทริปแรกที่เพื่อนจะมารับไปขี่จากสวนหลวง ร.9 ไปบึงหนองบอน

หลังจากเพื่อนสูบลมให้เราก็เริ่มการเดินทาง ติดขัดบ้างในช่วงแรก แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แค่เฟรมวงกลมครอบจานถีบแตกออกมาทำให้โซ่หลุด 2 หน ดึงเฟรมนั้นออกไปแล้วก็ปั่นไปได้อย่างราบรื่น

เป็นเช้าที่สดใสในฤดูฝน ผู้คนในสวนยิ้มแย้ม มีความสุข ฉันสูดลมหายใจออก แล้วเข้า แล้วออก ขาก็ปั่นไปข้างหน้า รู้สึกตื่นเต้นเหมือนขึ้นหลังอาน ถีบจักรยานเป็นครั้งแรก

ประสาททุกส่วนในร่างกายตื่นและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ผิวสัมผัสแดดอ่อนอุ่นๆ ส่องผ่านเมฆครึ้ม ลมเย็นๆ ช่วยระบายความร้อน จมูกได้กลิ่นหอมของดินและต้นไม้ กลิ่นราชาวดีที่ประตูสวน ดอกกระถินณรงค์ริมบึง ดอกนนทรีย์ที่เกาะกลาง ซากเน่าเหม็นของร่างที่เคยมีชีวิต ควันรถ กระทั่งกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ยังอ้อยอิ่งหลังเจ้าของบนอานมอเตอร์ไซค์จากไปแล้วตั้ง 30 เมตร และกลิ่นเฉพาะตัวของน้ำจากบึงที่ลมพามา

ฉันเพิ่งเคยเห็นนกพิราบบินเป็นฝูงเหนือบึง นกกระยางสีขาวยืนนิ่งรอกินปลา อีกาขนดำปลาบที่ไม่เคยโจมตีดังที่เรากลัว นกเขา นกกระจิบกัีบธุระในรังบนต้นหูกระจง

โลกเชื่องช้าบนอานจักรยานนั้นเป็นราวประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์สี่มิติระบบเสียง Dolby Atmos

มีความสุขง่ายๆ ในวันที่ร่างกายมีแรงปั่น-ฉันคิดอย่างนั้น

สู้แล้วรวย

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

ลงจาก(จุดใกล้เคียง)ยอดตึกแฝดอย่างเหน็ดเหนื่อยและหูอื้อในวันนี้ ฉันรู้สึกหิว

ไกด์ พาเราไปปล่อยแถวๆ ห้างพาวิลเลียน ชวนเดินชมทิวทัศน์บนสกายวอล์ก เพราะเย็นวันศุกร์ (มีละหมาด) สุดท้ายของเดือนที่มีฝนตกแถมท้าย รถมันช่างติดเหลือใจ เราลัดเลาะห้างร้านไปจนถึงฟูดคอร์ทใต้ห้างพาวิลเลียน ถึงตรงนั้นไม่ต้องเดินเลือกร้านก็แทบจะตาลายแล้ว

ฉันบอกว่าอยากกินบิบิมบับ อีกสองสาวร่วมคณะก็ใจตรงกัน จึงตรงไปสั่งอาหารเปิ่นๆ เพราะไม่คุ้นเคยที่ร้านอาหารเกาหลี ระหว่างที่กำลังปรึกษากันเรื่องเมนูอาหารนั้น ก็ได้ยินเสียงแปร่งๆ ถามมาอย่างไม่มั่นใจมาจากหนึ่งในสาวคนขาย

“พวกพี่เป็นคนไทยหรอคะ”

จากนั้นก็เกิดอาการกรี๊ดกร๊าดกันขึ้น “อ้าว เป็นคนพม่าหรอกหรอ พูดเก่งจัง เคยทำงานเมืองไทยหรอ” ไกด์ทัก

“หนูคนไทยใหญ่ค่ะพี่ เคยทำงานที่เมืองไทย แต่พูดได้ไม่มากค่ะ” เธอแก้ไขอย่างสุภาพ ถ่อมตัว

“อ้าวแล้วทำไมย้ายมาที่นี่ล่ะ” ฉันถามบ้าง

เธอยิ้มเขิน “ตามเพื่อนมาค่ะ”

“อยู่ที่นี่สบายไหม” เธอยิ้ม พยักหน้า

“ได้ตังค์เยอะกว่าเมืองไทยหรือเปล่า” ฉันยังถามไม่เลิก

“เยอะค่ะ ได้เป็นหมื่น” สาวน้อยยิ้มหน้าแป้น

สาวไทยใหญ่คนนี้สะกิดใจฉันเหมือนกับอีกหลายคนที่ได้พบ บางคนถึงขั้นได้รู้จักในกัวลาลัมเปอร์

ที่นี่ช่างมีแต่คนจากแหล่งอื่นเข้ามาทำมาหากิน ตั้งแต่สมัยที่คนจีนอพยพกันมาขุดหาแร่ดีบุกอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จนตั้งตัวเป็นเจ้าสัวกันไปตามๆ กัน เรื่อยมาจนทุกวันนี้ ที่ห้างร้านต่างๆ ล้วนมีพนักงานเป็นพม่าบ้าง เวียดนามบ้าง อินเดียบ้าง ไกด์ให้ข้อมูลตรงนี้ว่าเพราะมาเลเซียเองมีประชากรไม่มาก ถ้าจะมีใครอยากเข้ามาทำมาหากินภายใต้กฎหมาย เขาไม่ได้กีดกั้น

ฉันนึกถึงตลาดแรงงานบ้านเราที่ตอนนี้เหมือนถูกครอบครองด้วยแรงงานต่างด้าว เคยได้ยินสาเหตุของปรากฏการณ์นี้เป็นเสียงเม้าธ์ทำนอง โอ๊ย งานแบบนี้คนไทยไม่ทำหรอก แล้วก็สงสัยว่าแล้วคนไทยไปทำงานอะไรกันหมด ขึ้นเครื่องมาทำงานมาเลเซียเหมือนหนุ่มพวกนั้นหรือ? จริงนะ คนไทยบางส่วนก็คงออกไปทำงานต่างถิ่นเหมือนสาวไทยใหญ่ แต่คงไม่ใช่ส่วนใหญ่  

ในเมือทำไมไม่ทำงานที่คนต่างชาติพากันเข้ามาทำแล้วคนไทยทำอะไรอยู่ มัวแต่เรียนหนังสือ อยู่บ้านเฉยๆ รับจ็อบเป็นคนส่งยา (อย่างที่เขาเม้าธ์กันอีก) หรือจริงๆ คนไทยส่วนใหญ่เป็น SME กันไปหมดแล้ว??

ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันอดห่วงไม่ได้ วันนี้เพิ่งได้ยินเรื่องเจ้าสัวเชื้อสายจีนที่อาบเหงื่อต่างน้ำ สร้างตัวจากเหมืองแร่ดีบุกจนสร้างคฤหาสถ์ได้ใหญ่โต ขายต่อเป็นพระราชวังให้สุลต่านประทับตั้งนาน ก่อนที่จะทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังใหม่ที่เราและนักท่องเที่ยวจีนทั้งหลายไปชะแง้ถ่ายรูปกันมา

หนุ่มพม่า สาวไทยใหญ่ คุณพี่อินเดียที่ขยันหมั่นทำงานของตัวเองในมาเลเซียในวันนี้ วันหน้าแม้จะไม่รวยเท่าเจ้าสัวท่านนั้น แต่ชีวิตคงไม่ย่ำแย่เท่าคนเลือกงาน นั่งสงบรอวันดวงขึ้นอย่างเดียว  

ถ้าสู้แล้วต้องมีหวังจะได้รวย

แต่ถ้าไม่สู้ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะรวยนะ ฉันว่า

 

 

 

แีรงบันดาลใจนอกบ้าน

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

การออกนอกบ้าน อาจทำให้เรามองเห็นบ้านตัวเองชัดขึ้น

ทุกทีที่ได้ออกนอกประเทศ จะไปเขมร ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ รวมทั้งมาเลเซียในคราวนี้ เป็นอดเอามาเทียบกับเมืองไทยไม่ได้

ไม่ได้ลำเอียงหรือองุ่นเปรี้ยว แต่ถ้าพูดถึงศักยภาพในการเป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยว เมืองไทยเรามีทรัพยากรออกจะเหลือเฟือ ชนิดที่ไม่ต้องลงทุนสร้างตึกแฝดอลังการ ถึงขั้นทำสถิติโลกอยู่ช่วงหนึ่ง (เพื่อจะถูกทำลายสถิติ แล้วประเทศนี้ก็กำลังจะทำสถิติอีกครั้งด้วยตึกแฝดคู่ใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า) ไม่ต้องสร้างห้างสรรพสินค้ามากมาย ไม่ต้องจัดเทศกาลเซลส์ปีละสองรอบสามรอบ บ้านเราก็ยังมีคนอยากมาเที่ยว (ฉันโคตรเชื่อ เชื่อขนมกินได้เลยด้วยว่า เขาไม่ได้มาเที่ยวผู้หญิงกันทั้งหมดด้วย)

โรงแรมหลายดาวบ้านเราหรือก็สวย ช่วยกันรักษามาตรฐานการบริการ นอกจากเวลคัมดริงค์แล้ว เราแจกยิ้มสยามเป็นของอภินันทนาการทุกครั้งที่พบแขก (ไม่ใช่คนของโรงแรมหลายดาวที่นี่ไม่ยิ้มนะ เขาแค่ไม่มีเวลคัมดริงค์ ไม่มีตะกร้าผลไม้ ไม่มีอะไรเลยในมินิบาร์-นอกจากน้ำ 600 ซีซี 2 ขวด ไม่มีดอกไม้สด ไม่มีปลั๊กอะแดปเตอร์รออยู่ในลิ้นชัก ไม่มีร่ม ไม่มีผ้ารองจาน ไม่ปรี่มาเติมกาแฟ) โรงแรมหลายดาวในไทยแลนด์ไม่เคยให้ลูกค้ายืนรอเช็คอินนานเกือบยี่สิบนาที ไม่เคยมีไดอาล็อกสุดเข้มงวดไร้ความประนีประนอมกับแขก โดยเฉพาะแขกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย -อย่าว่าฉันเยอะ ฉันแค่บังเอิญพอมีประสบการณ์การใช้บริการโรงแรมบ้าง และใครๆ ก็มีสิทธิ์หวังบริการจากโรงแรมสูงส่งเท่ากับจำนวนดาวที่โรงแรมนั้นมีประดับไว้ จริงไหม

 ถ้ามองไปถึงฟีลด์ของ MICE (Meetings, incentives, conferences, and exhibitions) การมามาเลเซียทำให้ฉันตระหนักซึ้งถึงความเลอเลิศของไบเทคบางนา อิมแพคเมืองทองธานี กระทั่งศูนย์ประชุมที่ค่อนข้างจะเก่าไปแล้ว อย่างศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เชื่อเถอะว่าเราพร้อมกว่ามาก ถ้าต้องจัดงานใหญ่ระดับมหึมา ออกาไนเซอร์ รวมทั้งโชว์ในงานของเราฉันก็เชื่อว่าไม่เป็นรองใคร ถ้ามีเงิน มีสไตล์เราทำได้ไม่อายชาวโลกหรอก

สนามบินสุวรรณภูมิของเราก็ดูสวยหรู อลังการ แม้จะทราฟฟิกไปบ้างในบางที แต่ก็ดิวตี้ฟรีสุดเริ่ด สรุปแล้วคูลอะ ไม่ไกลเมืองมากอีกต่างหาก

 

แล้วทำไมพอรวมคะแนนแล้ว มาเลเซียถึงดูเจริญกว่าไทยแลนด์อย่างนี้ล่ะ? จุดนี้ฉันก็ยังคิดไม่ออก

 

สิ่งที่มาเลเซีย โดยเฉพาะในกัวลาลัมเปอร์ ต่างจากเราชัดๆ คือเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของประชากร คือเมืองไทยเราก็หลากหลาย แต่ที่นี่แรงกว่า มีได้มีแค่ทุกสีผิว แต่ทุกศาสนาเลย คนมารวมกันทุกศาสนา พูดกันหลายภาษาเหลือเกิน แต่คนที่นี่อยู่กันได้อย่างกลมเกลียว ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้ง เบาะแว้ง กีดกัน ทุกคนเรียนรู้ภาษาของอีกฝ่าย ทำงานด้วยกัน และเคารพกัน

จุดนี้ต่างกับบ้านเราแล้ว ยิ่งนึกถึงประเทศติดกันทางตะวันตก ฉันยิ่งสะท้อนใจนะ คนเหมือนกัน อยู่ประเทศเดียวกัน ถ้ารักกัน ช่วยกัน สามัคคี ชีวิตของทุกคนน่าจะมีแต่ดีกับดีจริงไหม

อีกอย่างที่เพิ่งถึงบางอ้อในวันนี้คือ รัฐบาล ฉันแค่จะเล่าว่ามีคน 3 คนที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ฉันในงานเปิดเทศกาลรองเท้านานาชาติ (Malaysia International Shoes Festival 2013) สองคนแรกเป็นชาวไทยที่มีผลงานเข้าตา ได้รับเชิญมาโชว์ในงาน ทั้งคู่

พี่สาวคนแรกบ่นว่าเด็กไทยฝีมือดีนะ โรงงานทำรองเท้าไทยฝีมือดีนะ (ก่อนเขาจะพากันย้ายฐาน ทิ้งไปเวียดนาม และจีนตามลำดับ) หนุ่มคนต่อมาพูดยิ้มๆ ว่าน่าเสียดายที่เมืองไทยไม่มีเวทีอย่างนี้

ฟังแล้วจี๊ด ก็คิดดู แค่เห็นตัวเลขบอกว่านักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ไปกับรองเท้า รัฐบาลมาเลเซียหมายมั่นจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตรองเท้า เร่งส่งเสริมการสร้างดีไซเนอร์รองเท้า จัดเวทีให้ได้แสดงออก จัดฉากให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้ซื้อ แล้วก็จัดให้สื่อมวลชนจากหลายประเทศมาเห็น มาสัมภาษณ์นักออกแบบของเขา และกลับไปบอกเล่าให้คนของตัวเองรู้ว่า มาเที่ยวมาเลเซียเถอะจ๊ะ มาซื้อรองเท้ากลับไปด้วยนะจ๊ะ ของเขาดีจริง

อีกคนที่ตอกย้ำถึงความสามารถในการออกแบบและทักษะในการทำรองเท้าของไทยคือ Jimmy Choo นักออกแบบรองเท้าชั้นนำของโลกชาวปีนัง ผู้เป็นความภาคภูมิใจของมาเลเซีย และแทบจะกลายเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของเทศกาลนี้ไปแล้ว จิมมี่ ชู ไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากเปรยเรื่อง ‘แวว’ ในการทำรองเท้าของคนไทย ไม่รู้จะให้ฉันเก็บไปคิดต่อหรือไม่ได้ตั้งใจอะไร แค่เจอคนจากประเทศที่ตัวเองรู้สึกดีด้วยก็อยากจะพูดถึงเรื่องดีๆ ที่ทำให้ทุกคนยิ้ม

ฉันถามเขาถึงแรงบันดาลใจ แต่คำตอบของจิมมี่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันโดยไม่รู้ตัว  เขาบอกว่างานของเขาคือออกแบบสิ่งที่หญิงสาวสวมใส่ แรงบันดาลใจของเขาจึงเป็นหญิงสาว ลักษณะท่าทางของพวกเธอ การแต่งกายของพวกเธอ แพทเทิร์นลายถักของเสื้อ (ว่าแล้วก็จับเสื้อคาร์ดิแกนสีเหลืองมัสตาร์ดตุ่นของฉันเพื่อยกตัวอย่าง) แรงบันดาลใจของเขาจึงมีอยู่รอบตัว ยิ่งออกเดินทางก็ยิ่งพบ ยิ่งเห็นแรงบันดาลใจ

 

จิมมี่ไม่ได้ทำให้ฉันนึกมองหาแรงบันดาลใจจากผู้ชาย เพียงแค่รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสได้เดินทางออกไปจากบ้าน แทนที่จะเศร้าหม่นหมอง วิตกกังวล ก็น่าจะเปิดหูเปิดตา เก็บแรงบันดาลใจไว้กรองเป็นงานดีๆ บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อย และต้องอดทนเป็นอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าเหลือเกิน

ขอบคุณมาก ยินดีที่ได้พบคุณค่ะ จิมมี่ ชู