Category Archives: mandymois

Eternal Sunshine of the Spotless Mind: อยากลืมกันจริงๆ หรือ?

มาตรฐาน

ESSM

    Apr 16, ’08 11:34 AM
for manois ‘s contacts

Category: Movies
Genre: Drama

คุณเคยอยากลืมใครสักคนไหม?

ใคร ที่อาจจะทำให้คุณโกรธ ทำให้เจ็บช้ำ หรือรู้สึกผิดมากจนไม่อยากเหลือความทรงจำเกี่ยวกับเขาอีกต่อไป ไม่ แม้กระทั่งเรื่องดีๆ ที่เขาเคยทำ

ใครสักคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวที่คุณอยากให้มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ดิฉันเองก็เคย

การ โคจรมาพบกันของเราเกิดขึ้นในวันที่มวลอากาศร้อนในอกดิฉันลอยตัวสูง เปิดช่องให้มวลอากาศเย็นจากไหนก็ไม่รู้ก็พาเมฆและไอน้ำเคลื่อนเข้าแทนที่ อย่างเร็ว

“พายุฤดูร้อน” นำพาความชุ่มชื้นและเม็ดฝนมาก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็มาพร้อมลูกเห็บ ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ในความเร็วลมที่พร้อมพัดทำลายของที่ขวางหน้าอยู่ได้ราบเป็นหน้ากลอง

ตั้งนาน กว่าลม ฝน จะสงบ ฟ้าจะแจ่ม แล้วก็ทิ้งซากสภาพหลังพายุไว้ให้ช้ำใจ

บาง ทีถ้าดิฉันไม่ยอมให้มวลอากาศเย็นถาโถมเข้าใส่แบบนี้ แล้วเลือกอดทนอยู่นิ่งๆ สักพัก รอให้ความร้อนมันคลาย ละลายหายไปเอง ชีวิตก็อาจดำเนินไปได้อย่างสงบ แน่นอนว่าอาจจะไม่มีต้นไม้ใหม่แตกหน่อ ผลิดอก แทงยอดใหม่ หลังได้น้ำฝน แต่ต้นเก่าๆ ที่ยืนต้นมาหลายปีก็คงไม่หักโค่น เสียหาย ไม่มีซากปรักหักพัก รก สกปรก รอวันสะสางให้สะอาดเอี่ยม (เก็บมาตั้งนานแล้วยังไม่เอี่ยมเสียที)

การมาของพายุฤดูร้อนจึงไม่รู้ว่าเป็นการสร้างสรรค์หรือทำลายมากกว่ากัน

ตอน ที่คนเราอยากตัดใจจากเรื่องบางเรื่อง ก็คงจะเข้าอีหรอบเดียวกับการเลิกจากอะไรบางอย่าง เช่น บุหรี่ กาแฟ แม้แต่เหล้า บางคนก็ใช่เทคนิคค่อยๆ ลด แล้วจึงเลิก บางคนก็หักดิบซะเลย

สำหรับ ดิฉันเอง พบว่า เวลาจะยุติความสัมพันธ์กับใครสักคนนั้น ใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้ เพราะมันไม่ทันใจ ไม่เด็ดขาด และจะทำให้ตัดขาดไม่ได้เสียที ต้องใช้วิธีหักอกหักใจ ตัดกันไปเลย แรกๆ อาจแย่สักหน่อย แต่ถ้าทำได้ก็จะ recover จิตใจได้เร็ว

แต่อุปสรรค ของการหักอกหักใจไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความทรงจำ มันทั้งซึมซอกซ่อนอยู่ตามสมองในซอกหลืบต่างๆ ของสมอง (มักจะโผล่ออกมาหลอกหลอนเป็นประจำในยามหลับ และเมื่อเผลอไผลในยามตื่น) กับอีกที่ปรากฏตัวในรูปของสิ่งมีตัวตนอย่างบันทึก ไฟล์ภาพถ่าย รูปที่อัดมาแล้ว โน้ตที่เขาเขียนเขียนให้ ลูกบิดประตูห้องที่เขามาติดให้ แก้วที่เขาทำคู่ของมันแตก แม้กระทั่งแก้วกาแฟที่เคยชงให้เขากิน เพลงบางเพลง รวมทั้งเบอร์ของเขาที่เมมฯ ไว้ในโทรศัพท์เรา และทางกลับบ้านที่เคยเดินด้วยกัน

ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ทำให้นึกถึงเรื่องเก่า แต่ดิฉันก็ไม่ได้ทิ้งมันไป ยังคงเก็บไว้ทรมานใจตัวเองเล่นๆ อย่างนั้น

เมื่อ ได้ดู Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ในวันที่อาการข้างเคียงจากปฏิบัติการหักอกหักใจเริ่มดีขึ้นนิดหน่อย ก็เลยเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้ามีบริการ erase ใครบางคนออกไปจากความจำของเราจริงๆ อย่างในหนังแล้ว จะมีใครสักกี่คนที่อยากจะไปลบคนบางคนให้หายเกลี้ยงไปจากความจำ

เพราะ เอาเข้าจริงแล้ว ความทรงจำที่แสนทรมานเหล่านั้นมันเป็นเรื่องที่เราหวงแหน อยากจะเก็บไว้ทรมานใจตัวเองเล่นๆ ในวันข้างหน้า จะอ้างว่าเอาไว้เป็นบทเรียนเตือนใจตัวเอง หรือเพื่อระลึกถึงวัยใสไร้เดียงสา อ่อนต่อโลกและความรักก็ตามแต่

ลึกๆ แล้วเราก็ยังอยากจะเก็บมันไว้กับเรา

แม้จะไม่ทราบว่าคนที่เราเคยอยากลืมเขา (แต่ยังไม่ลืม) จะลืมเราไปแล้วหรือไม่ก็ตาม

บันทึก:
Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)
เป็น หนังที่ดูได้รอบแล้วรอบเล่าโดยไม่มีเบื่อ เพราะแต่ละรอบที่ดูก็จะพบรายละเอียดเพิ่มขึ้น และรายละเอียดเหล่านั้นก็ทำให้คนดูผู้มีประสบการณ์ร่วมยิ่งดิ่งลึกสู่ห้วง ความรู้สึกของตัวเองเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่หนังที่ทำให้คน ผิดหวังจากความรักเศร้ารันทดกว่าเดิม ในทางตรงกันข้าม มันจะช่วยเตือนให้เรากลับไปค้นหาความรู้สึกดีๆ ในความสัมพันธ์ สะกิดให้นึกถึงความประทับใจเมื่อแรกรู้จักกัน วันที่ต่างรู้สึกต่อกันโดยบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีข้อแม้ หรืออีโก้เข้ามาข้องเกี่ยว วันที่ยังไม่มีใครทำให้อีกคนเจ็บปวด ยังไม่คำพูดเชือดเฉือนทำร้ายความรู้สึกกัน

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว บางทีคนที่เอาแต่จ้องจะตำหนิติเตียน บ่นว่าคนรักอยู่ตลอดเวลาจะได้ฉุกใจคิดว่า เออ ที่จริงที่เรารักเขาที่ตัวเขา ไม่ได้รักที่ความสมบูรณ์แบบซะหน่อย ดีไม่ดี จากที่อยากลืมๆ กันไป อาจจะอยากเริ่มต้นใหม่ดีๆ อีกสักหน (เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง)

คุณ ค่าของหนังเรื่องนี้ยังอยู่ที่ความประณีตบรรจงในการร้อยเรียง เล่าเรื่องราว ผ่านบทภาพยนตร์อันยอดเยี่ยม (Charlie Kaufman) ที่มาจากพล็อตกินใจ และวลี Eternal Sunshine of the Spotless Mind จากบทกวีชื่อ ‘Eloisa to Aberlard’ ของ Alexander Pope เทคนิค สัญลักษณ์ และภาพที่เล่าเรื่องได้อย่างสุดเท่ เจ็บปวด และถึงความรู้สึก (เป็นการพิสูจน์ข้อปรามาสในตอนต้นว่า Michel Gondry ก็แค่ผู้กำกับ MV) การแสดงที่น่าประทับใจของทุกตัวละคร (ความสวยของ Kate Winslet และ Kirsten Dunst ) รวมทั้งเพลงประกอบด้วย

Eternal Sunshine of the Spotless Mind จึงเป็นหนังอีกเรื่องที่น่าลงทุนซื้อ DVD ติดบ้านไว้

สำหรับดูเพื่อเตือนความทรงจำบางอย่าง

Advertisements

ดื่มเบียร์ที่มุมบาร์

มาตรฐาน
  Nov 3, ’08 12:00 AM
for manois ‘s friends & their friends and manois ‘s family & their family

Category: Books
Genre: Literature & Fiction
Author: Charles Bukowski/แปล อาณัติ มาตรคำจันทร์
ตอนแรกคิดอยากจะรายงานว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว กรี๊ดเรื่อง “คุณจูบนังลิลลี่” ดังที่สุด
แต่พอได้อ่าน “ล้างหน้าไก่” ก็อยากจะกรี๊ดให้หนักกว่าเดิม 
ด้วยว่ามันช่างกระแทกใจดิฉันอย่างจัง

“คุณจูบนังลิลลี่” เป็นเรื่องของความหึงผัวแบบไร้สติของผู้หญิงวัยทอง (ต๊าย เปล่ากระแทกใคร แม้แต่ตัวเองนะฮะ อ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเกิดปัญหาชีวิตล่าสุดแล้วละฮะ) คือคุณป้าเธอฝังใจเรื่องที่ผัวเคยจูบผู้หญิงชื่อลิลลี่ แม้จะเป็นเวลา ๕ ปีผ่านมาแล้ว แต่เธอก็ยังไม่หยุดถามผัว กระแทก เหน็บแนมผัวถึงจูบอันแสนหวานกับผู้หญิงชื่อลิลลี่ 

อันว่าผัวเมีย ถ้าไร้ซึ่งความไว้วางใจในกันและกันแล้ว คงยากที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบและสันติ 
หลังจากทะเลาะกัน (ตามเคย) คุณลุงผู้ผัวก็หลับไปอย่างรวดเร็ว คุณป้าก็เกิดบ้าขึ้นมา คว้าปืนมายิงผัว แล้วบูคาวสกี้ก็จบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างคาดไม่ถึงอีกตามเคย 

ส่วน “ล้างหน้าไก่” กระแทกใจกว่าอีก 
เพราะมันสะท้อนชีวิตเฮงซวยและความเบื่อผัวของสตรีที่มีอาชีพเป็นเมียมา ๓ ปี ตื่นเช้าขึ้นมา ปวดขี้ปวดเยี่ยวยังไงผัวไม่สน ถ้าอยากเอา ต้องได้เอา เสร็จแล้วก็ต้องเตรียมอาหารเช้าให้ผัว ผัวหาอะไรไม่เจอก็ถาม พอแสดงความหงุดหงิดบ้างก็โดนผัวตบ… ช่างเขียนได้ยังกะเป็นเมียแสนซวยคนนั้นเสียเอง

“คืนหนาว” เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึก..โหวง
ส่วน “หายตัว” นั่น ตอนแรกคิดว่าจะเป็นเรื่องอีโรติกดีๆ แล้วเชียว อ่านไปๆ กลับปล่อยก๊ากออกมาได้ 

……………………
ด้วยความเคารพ
อิฉันได้หนังสือเล่มนี้มาด้วยโชคและวาสนา
ตอนที่แวะไปเยี่ยมมิโดริจังที่บูธงานสัปดาห์หนังสือเมื่อกลางเดือนตุลาที่ผ่านมา 
ในครั้งที่สองที่ไปนั้น ปรากฏว่าเจอนางาซาว่าคุง และนางาซาว่าคุงก็ได้ให้หนังสือเล่มนี้กลับมาอ่าน
แถมด้วยลายเซ็นสุดเท่ (เห็นแล้วเปรี้ยวปากทุกที) 
ถ้าจำไม่ผิด เจ้าตัวบอกว่า ‘ไม่มีสาระอะไรหรอก แต่อาจจะชอบ’

ปรากฏว่าชอบจริงๆด้วยแหละฮะ
มันมันดี แดกดี มึนดี อย่าไปมองหาตรรกะเลย เพราะนี่คือรวมเรื่องสั้นที่ออกแนวเซอร์เรียล (แบบลุงๆ )
ตอนที่อ่านบทแรกน่ะ กะจะแซวนางาซาว่าคุงว่าที่เลือกเรื่องนี้มาแปล เพราะว่าอ่านแล้วมันมีฟิลลิ่งของงาน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผสมกับน้าชาติ กอบจิตติ ใช่ไหม ปรากฏอ่านๆ ไป มีกลิ่นเรื่องแฟนตาซีแบบมูราคามิโชยออกมาได้อีก 
สรุปแล้วลุงนักเขียนขี้เมา (รวมคนแปลด้วยไหมฮะ?) ช่างเป็นคนที่เขียนเรื่องที่อ่านแล้วหดหู่ก็หดหู่ จะเพ้อฝันก็เพ้อได้น่าเวทนาเชียว จะประชดชีวิตก็ทำได้อย่างแสนขมขื่น บทจะเขียนให้ lost ก็ lost ไปได้อย่างกู่ไม่กลับ หาความ lust ไม่เจอเลย
ใครชอบอ่านเรื่องแนวนี้ลองหามาอ่านดูฮะ ถ้าหายากนัก แนะนำให้สั่งซื้อทางไปรษณีย์ที่ http://www.wekluay.com ฮะ

ดีใจจัง ที่ได้อ่าน
^__^ 

KOIZORA: ฉันรักท้องฟ้า…กับคนบ่อน้ำตาตื้น

มาตรฐาน

Feb 16, ’08 8:51 PM
for manois ‘s contacts

Category: Movies
Genre: Drama
ตอนชวนน้องสาวไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน น้องก็ไป แต่ถามนิดว่าเป็นหนังยังไง
ก็บอกไปประมาณที่รู้ว่า หนังรักเศร้าซึ้งน่ะ น้องร้องไอ๋หย๋า บอก “เค้าเป็นคนอ่อนไหวนะเจ๋”
แต่ที่ไหนได้ คนที่ต้องควักแว่นกันแดดออกมาสวมตั้งแต่ยังไม่พ้นชายคาโรงหนังก็คือดิฉันเอง
(ดีนะ ที่ไม่ดันทุรังไปดูตั้งแต่คืนวันวาเลนไทน์-วันแรกที่หนังเข้า ไม่งั้นตอนลากสังขารกลับบ้านคงน่าเวทนาพิลึกอยู่)

เพื่อปล่อยอารมณ์ลอยกับเรื่องที่กำลังจะเล่า ขอให้ทุกคนช่วยนึกถึง “รักแรก” ของตัวเองไปด้วยนะจ๊ะ

จำได้ใช่ไหมว่าตอนที่รักแรกมาทักทายหัวใจ เรายังใส๊-ใส เรายังใหม่ต่อโลก หัวใจเรายังแข็งแรงสมบูรณ์ แบรนด์นิว ไร้รอยขูดข่วน
จำได้ใช่ไหมว่าตอนนั้นเรามองโลกด้วยตาเป็นประกาย เห็นสรรพสิ่งเป็นสีพาสเทลนุ่มหวาน โรแมนติกสุดๆ
รักครั้งแรกเหมือนมากระตุ้นหัวใจ มันผลักดันให้มีสิ่งสำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย เรารู้สึกมีพลัง และเริ่มรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อใครก็ช่วงนี้แหละ

KOIZORA ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Sky of Love ก็เล่าเรื่องความรักครั้งแรกของผู้หญิงคนหนึ่ง เรื่องที่เขาเล่าช่างทำให้หัวใจหญิงใหญ่อย่างดิฉันรู้สึกอิ่มเอิบ แต่ถึงจะชมเรื่องราวรักแรกของเด็ก ม.ปลาย ตอนที่ฮิโรจีบมิกะและตอนที่เขาคบกันด้วยสายตาผู้ใหญ่ อย่างคนเข้าใจโลก แต่รับรองว่าไม่มีทางอินเท่าเด็กสยามที่ซื้อตั๋วเข้าไปชมรอบเดียวกันแน่ๆ

ตอนที่สองคนพากันไปขอโทษพ่อแม่ฝ่ายหญิง ด้วยความเข้าใจโลกก็ทำให้รู้สึกตื้อๆ ในอก รอบขอบตาเปียกประปราย
มาต่อมน้ำตาแตกอีตอนที่ฮิโรเขาพยายามขอเลิกกับมิกะนี่เอง

ใครเคยเลิกกับแฟนคงพอเข้าใจอยู่ ว่าการเลิกกันที่ไม่ได้พร้อมใจจับมือกันเลิก แต่มีแค่ฝ่ายเดียวที่ ‘ขอเลิก’ น่ะ มันไม่ง่ายเหมือนการดับกระดาษติดไฟด้วยการใช้น้ำราด (ซึ่งถึงจะยังทิ้งควันและซากเถ้ากระดาษไว้ แต่ไฟก็จะดับอย่างแน่นอน)
แต่มันคือการดับไฟป่าอันเรื้อรัง เหมือนจะไม่มีวันดับได้ แต่ก็ต้องพยายามดับ เพราะยิ่งปล่อยไว้ทรัพยากรก็ยิ่งเสียหาย และยิ่งสร้างมลพิษให้กับโลก

ฮิโรเขามีเหตุผลสำคัญจึงตัดสินใจเลิกกับมิกะ (แม้จะผ่านเรื่องเลวร้ายมาด้วยกัน แต่เขาก็รักมิกะมาก) ซึ่งมิกะก็ไม่เข้าใจหรอก แล้วก็ไม่ได้อยากเลิกกับฮิโรด้วย วันสำเร็จการศึกษาเธอเลยนัดฮิโรไปพบกันที่มุมหนึ่งในห้องสมุด (ห้องสมุดโรงเรียนนี้ไม่เคยมีคนเลย) สถานที่สำคัญของทั้งคู่ แต่ฮิโรไม่มา โทรหาก็ปิดเครื่อง
มิกะก็เลยใช้ชอล์กเขียนสิ่งที่คงจะติดอยู่ในใจของเธอไว้ที่มุมหนึ่งของกระดานดำที่มีข้อความเต็มไปหมด(ขอโทษนะ อ่านไม่ออกว่ามันคืออะไรบ้าง)ว่า

“ตอนนั้นเธอมีความสุขไหม?”

ประโยคนี้เหมือนมาเปิดก๊อกน้ำตาของดิฉัน
น้ำตาถึงหล่นพรู หล่นพรูทีเดียว

ดิฉันเองก็รู้สึกติดค้างกับคนรักคนสุดท้ายในลักษณะคล้ายๆ กัน เราคบกันไม่นาน แต่ด้วยระยะเวลาเรื้อรัง เรื้อรัง จะเลิกไม่เลิกแหล่นั้น มันก็ไม่อาจเรียกว่าสั้น กว่าดิฉันจะตัดใจ ปล่อยเขาไป เลิกห่วง เลิกหวัง แล้วก็ทำใจได้น่ะ โคตรจะนาน โคตรจะลำบาก แล้วก็นานกว่าเวลาที่เราคบกันเสียอีก แต่ขอสารภาพเลยว่า แม้ทุกวันนี้จะพูดได้เต็มปากว่าเลิกกันแล้ว แต่บางวันก็ยังคิดถึง บางคืนก็ยังแสดงความกังวลออกมาในรูปของความฝันไม่ได้
อยากถามเขาเหมือนกันว่า ตอนนั้น ตอนที่เรายังคบกันน่ะ
เขามีความสุขไหม?

(เนื่องจากไม่คิดว่าจะอธิบายถูก ก็เลยจะไม่อธิบายแล้ว คนหัวอกเดียวกันคงเข้าใจกันเองละ)

ฮิโรกลับมาเขียนตอบว่า “ตอนนั้นฉันมีความสุขมาก บาย-บาย” อันนี้หนังเฉลยทีหลังว่าทั้งสองคนไม่แน่ใจเลยว่าอีกคนเป็นคนเขียนอีกประโยค

มิกะพยายามทำใจ เธอได้พบกับยู ผู้ชายอีกคนที่แสนจะดีด้วย นำพาสิ่งดีๆ และความสดใสใหม่ๆ เข้ามาในหัวใจอันบอบช้ำของเธออีกครั้ง แต่ในที่สุดก็ต้องทิ้งยูด้วยเหตุผลสำคัญ
ทำให้คนดูก็ได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายอีกครั้ง

เรื่องราวของมิกะกับฮิโรจบด้วยน้ำตา จากการจากลา ไม่ใช่การเลิกรา และเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเรียกน้ำตาธรรมดา เพราะได้ปลอบใจทั้งคนที่รู้ตัวว่าต้องไป กับคนที่รู้ตัวว่าจะต้องอยู่ต่อโดยไม่มีคนรัก ปลอบไว้อย่างอบอุ่น

ว่าเขาไม่ได้จากไปไหนไกลจากใจของเธอเลย

ป.ล.1 แม้จะอยากรู้-แต่ไม่อยากถาม เพราะดิฉันทั้งกลัวคำตอบ และกลัวใจตัวเองค่ะ
ป.ล.2 ถ้าใครจะไปชมหนังเรื่องนี้ โปรดอย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดหน้า ยาดม และแว่นกันแดด และคอยสังเกตนิ้วสวยๆ ของน้องนางเอกให้ดี มันทั้งขาวเนียนแล้วก็เรียวยาว สวยจริงๆ
ป.ล.3 สาวๆ ช่วยตอบโหวตหน่อยว่าชอบ ‘จีบ’ มุกไหนมากกว่ากัน มุกที่ 1 จิ๊กมือถือไป แล้วก็ลบข้อมูลทั้งหมด แล้วก็โทรเข้าไปเพื่อให้เขามีเบอร์เราคนเดียว มุกที่ 2 มือเธออุ่นจัง เหมาะจะอุ้มลูกของเรา มุกที่ 3 ขอโทษที่ให้แต่แหวนถูกๆ ขอแก้ตัวโดยการให้ดาวทั้งฟ้า

***โปรดอย่าถือว่าบทความนี้เป็นการรีวิวหรือวิจารณ์ภาพยนตร์ เพราะมันเป็นเพียงแต่บันทึกความประทับใจจากหนังที่ได้ดู-ซึ่งอยากจะแชร์กับเพื่อนบ้าง-เท่านั้นเอง***

Atonement: พังกำแพงอคติ

มาตรฐาน
    Feb 9, ’08 11:32 PM
for manois ‘s contacts

Category: Movies
Genre: Drama
บ้างก็ว่าเป็นหนังอีโรติก บ้างก็ว่าเป็นหนังอีปิก 
แต่ดิฉันมอง Atonement ว่าเป็นหนังดราม่าชั้นเยี่ยม 

เยี่ยมเท่าไหร่นะเหรอ? เอาเป็นว่า ในความรู้สึกแล้ว Atonement จัดเป็นหนังดราม่าที่ดีที่สุดในหนังที่ได้ดูในรอบปีได้เลย

จะว่าไป ดิฉันซื้อตั๋วดูหนังเรื่องนี้ด้วยอคติงี่เง่า คือ ความไม่ค่อยปลื้ม Keira Knightley เท่าไหร่ (ไม่ได้อิจฉาเพราะชีได้จูบปากกับออร์แลนโด บลูม หรอก แต่กับ จอห์นนี่ เดปป์ มันเป็นอีกเรื่องนึงนะ-ฮึ่ม!) แต่พอดูจบแล้วต้องหันไปบอกป้าอ้อย เพื่อนหญิงใหญ่(กว่า)วัยแพลตินั่ม(โสด)ที่เกี่ยวก้อยมาดู เพื่อแก้ตัวจากกรณี Sweeney Todd เลยว่า
“หนังดีจัง ดีใจที่ได้ดู”

“Atonement ตราบาปลิขิตรัก” สร้างจากนวนิยายที่ได้ยินมาว่าขายดีมากๆ ของ Ian McEwan ดิฉันไม่เคยอ่านหรอก โดยเนื้อเรื่องก็มีพล็อตที่ดีอยู่แล้ว ทว่า พอมาทำเป็นบทหนังก็ยิ่งน่าทึ่ง เพราะคนเขียนบทเล่นหักเรื่องไปมา นำพาคนดูไปโดยที่เราเดาเรื่องไม่ถูกเลย บทจะจี้ความรู้สึกคนดู ก็จี้ซะร้อน ช่วงไหนจะเค้นความรู้สึกให้ร่วมด้วยช่วยเศร้า ก็ช่างทำได้ตามที่ตั้งใจ สมกับเป็นบทหนังดราม่าชั้นดี ซึ่งส่วนนี้คงต้องให้เครดิตกับ Christopher Hampton คนเขียนสกรีนเพลย์ 

และแน่นอนที่สุด Joe Wright ผู้กำกับ เจ้าของผลงาน Pride and Prejudice (2005) หนังที่สร้างจากวรรณกรรมชิ้นเอกของ Jane Austen นักเขียนสาวอังกฤษ ซึ่งดิฉันเองก็ปลื้มมากๆ กับฉบับแปลโดยจูเลียต (ภรรยาของศรีบูรพา) แต่กับตัวหนัง ยังไม่ได้ดูเพราะอคติเดียวกันที่มีกับคุณนางเอกปากเจ่อคนเดียวกันนี้ (กำแพงอคติกั้นโอกาสดีๆ อีกแล้ว)

Atonement น่าจะเป็นศัพท์ทางศาสนา หมายถึงการชดเชย หรือจะเรียกแบบเราๆ ก็ไม่น่าจะผิดไปจากการใช้กรรม ซึ่งกรรมที่ตัวละครนำต้องชดใช้ไม่ยักเป็นกรรมที่ตัวละครนั้นก่อขึ้นเอง แต่เป็นกรรมที่เกิดจากความแผลง ความเยาว์ ความเขลา และความรัก ความหวงแบบเด็กที่กำลังพยายามโตของเด็กหญิงอายุ 13 ปีไปซะงั้น

หนังเล่าถึงความรัก ทั้งด้านที่อ่อนหวาน ดูดดื่ม บริสุทธิ์สะอาด และอีกด้านที่อยู่ตรงกันข้าม คือความร้อนเร่า Passionate ของความรัก ความไม่เข้าใครออกใครของความรัก ความเห็นแก่ตัวเพราะว่ารัก จึงอยากจะได้ไว้ครอบครองคนเดียว รวมทั้งสิ่งที่คนเรากระทำได้เพราะมีความรักเป็นแรงบันดาลใจ 

โปรดักชั่นของ Atonement ใหญ่ใช่เล่น 1 ใน 3 ของเรื่องเป็นฉากในคฤหาสน์ในชนบทของผู้ดีอังกฤษ เป็นการออกแบบฉากที่เลิศมาก ทำคู่ไปกับคอสตูม และการออกแบบแสงได้สวยลงตัวจริงๆ อีก 1 ใน 3 ที่เป็นฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นก็ไม่มีอะไรจะติได้ โดยเฉพาะฉากรวมพลรอขึ้นเรือกลับที่ริมทะเลซึ่งถ่ายกันคัทเดียวนั้น (คัทเดียวจริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ทำได้เนียนมาก) เจ๋งจริงๆ 

พูดถึงคุณน้องเคียร่า นางเอกจอมเผยอปากรอจูบของดิฉัน เธอก็ทำงานของเธอได้ดี มองหน้ามองตาเธอแล้วดิฉันก็ร้อนไปด้วย บทจะก็รักก็รักไปด้วย แล้วก็รอไปกับเธอ สงสารเธอไปด้วย นอกจากนี้ ดิฉันไม่อาจปฏิเสธว่าในหนังเรื่องนี้เธอสวยจริงๆ ไม่ได้เป็นความสวยที่เพอร์เฟคท์แบบนางฟ้าจักรวาล แต่เป็นสวยแบบที่เคียร่าจะสวย โดยเฉพาะสีปากตอนที่เธอแต่งชุดเขียว ชุดที่อาจทำให้เกิดเรื่องนั่นแหละ 

James McAvoy พระเอกของเราก็ใช่เล่น ดิฉันน่าจะยังไม่เคยผ่านตากับงานของนักแสดงคนนี้เลย ก็ไม่รู้ว่าเขาไปหาตัวมาจากไหน ไอ้หล่อน่ะ ไม่หล่อมากหรอก แต่คนคนนี้เป็นคนมีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะช่วงแรกๆ ของหนัง ตอนมองนางเอก ก่อนที่จะมีโอกาสได้บอกว่า I love you น่ะ 

สงสัยจริงๆ ว่าเขาเล่น เขาซ้อมเขาเทรนกันยังไงนะ พระเอกนางเอกเล่นเข้าคู่กันชนิดที่ดูแล้วเชื่อหมดเลยไม่สงสัยอะไรเลย 

อีกคนที่ต้องชมคือแม่หนู Saoirse Ronan ชื่อนี้จะอ่านว่าไรละเนี่ย (เซาอีร์? เซาร์อีส?) คนนี้นอกจากหน้าตาสวย (อีก 2-3 ปีอาจสวยชนะเคียร่า) แล้วยังเพอร์ฟอร์มได้สุดยอด ความเป็นดราม่าของหนังเรื่องนี้เป็นหนี้บุญคุณเด็กคนนี้อยู่ถึง 25% เชียวนะ ดิฉันว่า 

สรุปว่า ใครอยากดูหนังดีๆ สักเรื่อง ใครชอบดูหนังดราม่า ไม่น่ารอจนเป็นดีวีดี ใครชอบหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือชอบหนังพีเรียด ควรรีบไปดูตอนที่ยังฉายที่โรงสยาม ส่วนใครที่ชอบเคียร่า หรืออยากจะดูเพราะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงฉากอีโรติกในเรื่อง 

คงไม่ต้องรอให้ดิฉันชวนไปดูกระมัง?

***โปรดอย่าถือว่าบทความนี้เป็นการรีวิวหรือวิจารณ์ภาพยนตร์ เพราะมันเป็นเพียงแต่บันทึกความประทับใจจากหนังที่ได้ดู-ซึ่งอยากจะแชร์กับเพื่อนบ้าง-เท่านั้นเอง***

ชีวิตคนโสด โหดมันฮา: ชีวิตโสดแสนสบาย (ซะเมื่อไหร่)

มาตรฐาน
  Feb 9, ’08 10:04 PM
for manois ‘s contacts

Category: Books
Genre: Comics & Graphic Novels
Author: Morishita Emiko แปลโดย ฤทัยวรรณ เกษสกุล
คนโสดอย่างดิฉันมักโดนคนมีครอบครัวแล้วกระแนะกระแหน๋ในความเอื่อยเฉื่อยเรื่อยสบายของชีวิตเสมอ 
ทั้งที่ความจริงมีอยู่ว่า…

ชีวิตของสตรีทีแม้จะรูปงาม แต่ถ้าอายุอานามขึ้นต้นด้วยเลข 3 แล้ว แต่ยังโสด “สนิท” เนี่ย… 
มันลำบากนะคะ! 

ใครไม่มาเป็นบ้างคงไม่มีทางเข้าใจหรอก (ฮึ!)

วันที่เจอหนังสือเล่มนี้ที่ร้านการ์ตูนหยิน-หยาง ฟอร์จูน แค่อ่านชื่อเรื่องก็แทงใจดำดังฉึก อย่างงี้จะห้ามใจ ไม่ซื้อมาอ่านได้ไงไหว

และในที่สุด ก็ค้นพบ Morishita Emiko นักเขียนการ์ตูนหน้าใหม่ที่ตีแผ่หัวอกหญิงใหญ่วัยแพลตินั่ม(โสด)อย่างเราได้อย่างถึงกึ๋น!!!

เพื่อให้คนอีกหลายคนที่ไม่ได้ตกที่นั่งเดียวกัน(ในตอนนี้-ต่อไปไม่แน่ ฮิฮิ)ได้เข้าใจถึงความลำบาก ก็จะทำการแจกแจงกรณีที่ลำบากให้ฟังพอเป็นกระสัย ดังต่อไปนี้ 

-เวลาที่มีคนถามอายุ: หลายครั้งจะใช้วิธีเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน แต่ถ้าไม่สำเร็จก็จะโกหกไปบ้าง โดยมักจะโกหกให้แก่กว่าจริงสัก 3-5 ปี จะได้ดูเหมือนว่าหน้าอ่อนกว่าอายุ (โฮะ-โฮะ-โฮะ) แต่โกหกหลายๆ ที ก็ชักจะจำไม่ได้น่ะสิ ว่าบอกคนนี้ไปว่าอายุเท่าไหร่ 

-อนุสรณ์แห่งวัย: ถึงจะดูแลตัวเองดีแค่ไหน โหมทาครีมหรือนอนแต่หัวค่ำยังไง วันหนึ่งผิวมันก็ต้องฟ้องถึงวัยอยู่ดี เป็นดังนี้ก็ต้องคิดสร้างสรรค์กันตลอดเวลาว่าจะเบี่ยงเบนความสนใจยังไงให้เนียน จึงไม่แปลกที่จะพบว่าหญิงใหญ่วัยแพลตินั่ม(โสด)จะแต่งตัวชนิดที่คาดเดาวัยไม่ถูก เป็นต้นว่า สวมกางเกงยีนส์สกินนี่เอวต่ำ กับเสื้อยืด Stay Alive และรองเท้าผ้าใบ ไว้ผมหน้าม้าสั้นเต่อและแว่นกรอบสี่เหลี่ยมหนาๆ แบบเด็กแนว บ้างก็ยังสวมลวดดัดฟันอยู่เลย

-แผนอนาคต: แผนอนาคตสำหรับหญิงใหญ่วัยแพลตินั่ม(โสด)นี่วาง(โคตร)ลำบาก หยั่งจะซื้อคอนโดหรือบ้านดีล่ะ เอ๊ะ…ถ้าปีหน้าได้แต่งงาน ต้องย้ายไปอยู่กับสามีแล้วจะทำยังไงล่ะ? ตอนนั้นก็ค่อยขายหรือให้เช่าก็ได้นี่นา เอ…แต่ถ้ามีบ้านแล้วมีผู้ชายมาจีบเพราะหวังสมบัติล่ะ? เอิ่ม…นั่นสินะ (คิดแล้วกลุ้ม)

-ต้องดูดีอยู่เสมอ: ใช่สิ สาวโสดน่ะ จะปล่อยตัวให้เหี่ยวเฉาโรยราเหมือนดอกไม้คาแจกันได้ไง อย่างนี้ก็เลยต้องกระเสือกกระสนขวนขวายลดน้ำหนัก สมัครสมาชิกฟิตเนส เล่นโยคะกันอยู่ตลอดเวลา บอกตัวเองว่า เพราะฉันรักตัวเอง เพราะฉันรักสุขภาพ ที่จริงก็แค่ไม่อยากเป็นยายป้าอ้วนสุดเฉิ่มเท่านั้น

-จะเริ่มยังไงดีล่ะ: โอกาสที่จะมีผู้ชายสนใจ และกล้าพอที่จะเข้ามาทาบทาม ทำความสนิทสนมคุ้นเคยนั้นก็น้อยลงไปทุกปีๆ แล้ว แต่อีตอนที่มีหลงเข้ามา เริ่มมีความหวัง ยิ่งน่าลำบากใจกว่า เพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ให้ท่าดีไหม แต่ให้แค่ไหนถึงจะดี โมเมนท์นี้ จะนั่งเชิดหน้า หยิ่งในศักดิ์ศรีเหมือนอังศุมาลินคงไม่ไหว เพราะในใจก็อยากมีแฟนกะเขาบ้าง … เฮ้อ เศร้า (T T) 

ความลำบากของหญิงใหญ่วัยแพลตินั่ม(โสด)ยังมีอีกมาก ใครอยากเข้าใจ หรืออยากศึกษาล่วงหน้า(เพื่อการเตรียมตัว-ฮิฮิ) ก็จงไปหาการ์ตูนเล่มนี้มาอ่านดู ราคาไม่ถูกไม่แพง 150 บาทเท่านั้น (ร้านเช่าจะมีไหมหว่า) 

***หมายเหตุ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Review แต่นี่ไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม แค่เขียนถึงความประทับใจที่มีกับหนังสือที่อ่านแล้วชอบ เพราะฉะนั้นก็จะเขียนถึงแต่หนังสือที่อ่านแล้วชอบเท่านั้น เล่มไหนไม่ชอบ จะไม่เขียนให้เมื่อย***

ป.ล. คนอ่านจะชอบ-ไม่ชอบ เหมือนหรือต่างกับคนเขียนก็สามารถแจมกันได้
ยินดีนะคะ

เนื้อเรื่องย่อ
    Feb 1, ’08 1:02 PM
for manois ‘s contacts

Category: Books
Genre: Childrens Books
Author: L.Frank Baum แปลโดย แก้วคำทิพย์ ไชย
ใครหลายคนคงได้อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก 
แต่ดิฉันไม่
เพราะอย่างที่เคยบอกแล้ว ว่าเป็นโรคต่อต้านกระแสสังคมมาตั้งแต่รู้ความ

เจอหนังสือเล่มนี้ที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้า วันที่ต้องไปรอคนจะไปแก้บนที่ศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งมาสาย ดิฉันไปถึงก่อน ไม่รู้จะทำอะไรดี เลยเตร่เข้าร้านนี้เป็นครั้งแรก 
ยินดีที่ได้เข้าไป ในนั้นมีหนังสือแปลกตาที่น่าสนใจเยอะเชียว กว่าคนมาสายจะมาถึง ดิฉันก็เลือกหนังสือได้ 3 เล่ม รวมทั้งเล่มนี้ ซึ่งวางขายในราคาลด 25% (จาก198 บาท ลดเหลือ 148.5. บาทเท่านั้น) อย่าเพิ่งด่าว่างก เพราะครั้งนี้ความงกนำพาไปพบสิ่งดีๆ 
และไม่ได้ซื้อเพราะงกแต่ประการเดียว แต่ยังเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบเป็นลายเส้นย้อนยุคที่สวยงามมาก นอกจากนั้นก็อยากช่วยอุดหนุนสำนักพิมพ์คลาสสิกคนจัดพิมพ์ด้วย ไม่อยากให้เจ๊งไป เด๋วจะมีหนังสือดีๆ ให้เลือกอ่านน้อยลง

คงจะพอรู้กันอยู่ ว่า The Wonderful Wizard of Oz ซึ่งเขียนโดย .Frank Baum เป็นวรรณกรรมเยาวชนอมตะที่ติดลิสต์รายชื่อหนังสือ….เล่มที่เยาวชนควรอ่าน ฯลฯลฯลฯลฯ ของทั่วโลก เล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมในชุด Oz, นครมรกต ฯลฯ ที่เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย 

ตอนแรกไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าทำไมผู้คนนิยมนัก แต่พอเปิดอ่านเล่นๆ บนรถไฟฟ้า ตั้งแต่แยกกับคนมาสาย ก็เริ่มรู้สึกว่า เรื่องที่เขาเล่า บริสุทธิ์ อินโนเซ้นต์ น่ารักจริงๆ 

เรื่องเริ่มจากหนูน้อยโดโรธี เด็กหญิงกำพร้าความอุปการะของลุงป้า ในแวดล้อมสีเทาของเมืองแคนซัส วันดีคืนดีโดโรธีและโตโต หมาน้อยของเธอก็ถูกเทอร์นาโด (ในเรื่องเขียนว่าไซโคลน-แต่ในอเมริกาไม่เรียกงี้นี่หว่า) หอบไปทั้งบ้าน ไปตกในดินแดนแสนประหลาดที่มีประชากรเป็นตัวมันชกิ้นส์ (รู้แล้วว่าร้านโดนัทเอาเอาชื่อมาจากไหน) 

บ้านดันไปทับเอาแม่มดชั่วร้ายแห่งทิศตะวันออกที่กดขี่ข่มเหงคนแถวนั่นมานานแบนแต๊ดแต๋ โดโรธีก็เลยได้รับการยกย่อง ได้รับพรจากแม่มดดีทิศเหนือ แล้วก็ได้รับการบอกกล่าวว่าถ้าอยากกลับไปแคนซัส ต้องไปขอ ‘ตนบุญ’ แห่งออซซึ่งมีอำนาจมากช่วย 

(หนังสือเล่มนี้ไม่ใช้คำว่า ‘แม่มด’ เพราะคำว่า ‘ตนบุญ’ มีความหมายเชิงบวก หมายถึงผู้มีบุญบารมีดั่งผู้วิเศษ เป็นที่กราบไหว้เคารพนับถือของผู้คน ซึ่งใกล้เคียงกับ Wizard ในขณะที่คำว่าพ่อมดนั้น หมายถึงผู้มีอำนาจผิดธรรมดา โดยอาศัยผีหรือพลังเหนือธรรมชาติ)

เมื่อโดโรธีเริ่มเดินทาง เธอก็ได้พบกับเพื่อนใหม่แปลกๆ ทีละคน(ตัว?) 

ตั้งแต่หุ่นไล่กาที่อยากมีสมอง เพราะคิดว่าในหัวตัวเองมีแต่ฟาง ต้องโง่แน่ๆ เลย (ทั้งๆ ที่ความจริงหุ่นไล่กาเป็นคนที่มีไหวพริบและโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่แหลมคมที่สุด ตลอดการเดินทาง) 

คนตัดฟืนดีบุก ซึ่งเคยเป็นคน เคยรักหญิงสาวคนหนึ่งอย่างดูดดื่ม และตั้งหน้าตั้งตาจะตั้งตัวเตรียมแต่งงานกับหญิงนั้น แต่มีอันต้องกลายเป็นดีบุกทีละส่วนๆ จนกลายเป็นดีบุกทั้งตัว (อยากรู้รายละเอียดโปรดหามาอ่าน) เลยไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอน แต่ต้องคอยหยอดน้ำมันอยู่เรื่อยๆ ไม่ให้ไขข้อติดเพราะสนิม เขาคนนี้ปรารถนาจะมีหัวใจเอาไว้รัก (อีกครั้ง-เป็นคนตัดฟืนดีบุกที่โรแมนติกนะ) แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีหัวใจที่เต้นได้ดังตุบๆ แต่คนตัดฟืนดีบุกก็ต้องเสียน้ำตาเพราะความสงสารจนสนิมขึ้นไปหลายครั้ง เพื่อนๆ ต้องคอยหยอดน้ำมันกันวุ่นวาย

สมาชิกสุดท้ายคือ สิงโตขี้ขลาด ที่เชื่อว่าตัวเองขี้ขลาด และปรารถนาจะมีความกล้าหาญให้สมกับที่เกิดมาเป็นเจ้าป่าอย่างสิงโต ทั้งที่ในยามคับขัน โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องปกป้องโดโรธี สิงโตจะแสดงความ ‘แมน’ ออกมาอย่างเด่นชัด (แต่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย) 

ทั้ง 5 ที่มีความประสงค์ต้องตรงกัน คืออยากจะได้สิ่งที่คิดว่าตัวเองยังไม่มี จากผู้อื่นก็เลยร่วมทางกัน มุ่งหน้าสู่มรกตนคร โดยระหว่างทางก็ได้พบกับปัญหาต่างๆ ซึ่งได้รับการแก้ไขด้วยไหวพริบ และพลังสามัคคี รวมทั้งโชคด้วย จนไปถึงมรกตนครในที่สุด

เพื่อจะได้พบว่า “ตนบุญออซ” นั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไร เป็นแค่นักมายากลสูงวัยที่บอลลูนพามาลงแถวๆ นั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ออซรู้ว่าตัวเองให้สิ่งที่แต่ละคนต้องการไม่ได้ แต่ก็ใช้จิตวิทยา มอบสมองให้แก่หุ่นไล่กา มอบหัวใจให้คนตัดฟืนดีบุก แล้วก็ความกล้าหาญให้สิงโต และกำลังพยายามพาโดโรธีกลับแคนซัสด้วยบอลลูน แต่ก็พลัดกันเสียก่อน

5 สหายจึงผจญภัยกันต่อไป หวังจะพาโดโรธีไปส่งบ้าน ซึ่ง…ที่สุดแล้ว โดโรธีก็ถึงบ้าน ซึ่งระหว่างการเดินทางไป และเดินทางจากมรกตนคร สหายทั้ง 5 (รวมเจ้าหมาน้อยโตโตเข้าไปด้วย) ได้เรียนรู้และค้นพบสิ่งสวยงามมากมาย หลายสิ่งที่สอนให้ผู้ใหญ่ (หัวใจกระด้าง) อย่างดิฉันมองข้ามมาหลายครั้ง 

ไม่ว่าจะเป็นการขวนขวายไขว้คว้าให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองประกาศกับโลกว่า “ฉันปรารถนา” แต่แท้ที่จริงมันมีอยู่แล้วในตัวเรา

การเปิดใจ และให้มิตรภาพกับคนแปลกหน้า-หน้าแปลก.. ดิฉันหมายถึงการให้ก่อน ไม่ใช่เอาแต่รอรับมิตรภาพหรือน้ำใจจากคนอื่น

แล้วก็การทำงานเป็นทีม ยอมรับและให้เกียรติไอเดียของเพื่อน 

การมองโลกและปัญหาในแง่ดีไว้ก่อน 
รวมทั้ง การหัวเราะกับชีวิตทุกเมื่อ 

แหม๋ การอ่านวรรณกรรมเยาวชนมันดีอย่างนี้นี่เองเนอะ

ตนบุญอัศจรรย์แห่งออซ แปลจาก The Wonderful Wizard of Oz
เขียนโดย L.Frank Baum แปลโดย แก้วคำทิพย์ ไชย 
ฉบับที่อ่านเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 โดยคลาสสิกสำนักพิมพ์

***หมายเหตุ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Review แต่นี่ไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม แค่เขียนถึงความประทับใจที่มีกับหนังสือที่อ่านแล้วชอบ เพราะฉะนั้นก็จะเขียนถึงแต่หนังสือที่อ่านแล้วชอบเท่านั้น เล่มไหนไม่ชอบ จะไม่เขียนให้เมื่อย***

ป.ล. คนอ่านจะชอบ-ไม่ชอบ เหมือนหรือต่างกับคนเขียนก็สามารถแจมกันได้ 
ยินดีนะคะ

ตนบุญอัศจรรย์แห่งออซ (The Wonderful Wizard of Oz): บนหนทางแห่งการแสวงหาสิ่งที่มีอยู่แล้วในตนเอง

Eastern Promises: หรือ The Godfather เวอร์ชั่น Contemporary?

มาตรฐาน
    Jan 29, ’08 12:19 AM
for manois ‘s contacts

Category: Movies
Genre: Independent
ไปดูมาเมื่อวาน ที่ลิโด้ กับเพื่อนรุ่นพี่สาวโสด สดใส มองโลกในแง่บรรเจิด (เป็นบางครั้ง)

Eastern Promises ในความรู้สึก คือ หนังมาเฟียเรียลิสติกที่ปล่อยฉากเลือดพุ่งกระฉูดแบบสมจริงยิ่งกว่าสไตล์การใช้เลือดสาดกระจายท่วมจอของผู้กำกับจอมสาดเลือด Quentin Tarantino

ระหว่างดูก็รู้สึกอะไรบางอย่าง ออกจากโรงมา รอสติที่ฟุ้งกระจายไปเพราะฉากโหดและฉากต่อสู้ (เปลือย) ให้ตกตะกอน แล้วข้อสังเกตบางอย่างก็เกิดขึ้นดังต่อไปนี้

1. คิดถึง The Godfather จัง
The Godfather เป็นหนังที่ขึ้นหิ้งคลาสสิกไปแล้ว ที่ดิฉันเพิ่งได้ดูครบทุกภาคจากความอนุเคราะห์ของเพื่อนที่ลงทุนซื้อแผ่น เมื่อไม่เกิน 3 ปีมานี้ โดยก่อนหน้านั้นได้อ่านนิยาย (แปล) มาก่อน เป็นหนังที่ชมแล้วรู้สึกนับถือมาก ทั้งคนแต่งเรื่อง (เรื่องดีมาก) คนทำหนังและคนแสดง 

Eastern Promises ซึ่งเล่าเรื่องมาเฟียรัสเซียในลอนดอนก็ให้ความรู้สึกคล้าย The Godfather ในส่วนที่มันเป็นหนังมาเฟีย มีการหักหลัง แก้แค้น การฆ่า การใช้ความรุนแรง แต่ดิฉันมีความรู้สึกว่าเรื่องราวของ The Godfather คลาสสิกกว่า ไอดีลกว่าเรื่องใน Eastern Promises นะ

The Godfather พูดถึงแฟมิลี่ (คาเลโอเนใช่ป้ะ?) พูดถึงโลกของผู้ชาย ผู้หญิงในหนังเรื่องนั้นเป็นแค่ส่วนเติมเต็มที่ทำให้เรื่องสมบูรณ์

แต่กับ Eastern Promises ผู้หญิงคือเชื้อเพลิงสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ใครจะคิดละ ว่าหัวหน้ามาเฟียที่หนีหนาว (หรือ KGB กันแน่) มาจากรัสเซีย มาปักหลักหยั่งรากในลอนดอน เมืองที่หิมะไม่เคยตก (ซะเมื่อไหร่) จะแป้กเอาง่ายๆ ด้วยข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15

สรุปว่าถ้า The Godfather คลาสสิก Eastern Promises ก็ร่วมสมัยละนะ

2. ผู้ชาย-ผู้หญิง-เกย์ 
อย่างที่เล่าว่าตั้งข้อสังเกตว่า The Godfather เป็นหนังผู้ชาย ส่วน Eastern Promises เล่าเรื่องผู้หญิง แต่… หนังเรื่องนี้ก็พูดถึงเพศที่สาม คือเกย์ ไว้อย่างน่าประทับใจ

เรื่องของเรื่องคือ ลูกชาย ที่นับเป็นทายาทของเจ้าพ่อมาเฟงรัสเซียน (เจือก) เป็นเกย์ 
แย่แล้ว เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด 
(ทำไมฟะ ก็ในหนังไทย ตั๊ดยังสู้ฟุดได้เลย)

คำถามติดใจคนดูจึงกลายเป็น ถ้าเป็นยู ยูจะทำไงกับลูกชายที่ไม่ได้เลือกวิถีทางเพศเยี่ยงลักษณาการทางกายภาพของตัวเอง 

3. ความรัก
ในหลายๆ ความกระอักกระอ่วนใจ (แต่ไม่ได้น่ารังเกียจ) ที่เกิดขึ้นจากการชม Eastern Promises ดิฉันพบการพูดถึงความรักอันสวยงามแทรกอยู่ในนั้น โดยส่วนตัวแล้ว จะให้บอกว่าหนังมาเฟียเรื่องนี้เป็นหนัง รัก/มาเฟีย ก็คงจะได้ 

เชื่อไหมว่าชีวิตน้อยๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมา และความรักจากหัวอกของเพศแม่จะช่วยคลี่เรื่องทั้งหมด แล้วไหนจะรักโรแมนติกระหว่างพระเอก (Nikolai: Viggo Mortensen-ร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมา) กับนางเอก (Anna: Naomi Watts-คุณหมอสิงห์มอเตอร์ไซค์สาวขายาว) จะสวยงาม และอิ่มในตัวเองซะขนาดนั้น 

4. ความงามแห่งสรีระชาย และรอยสัก
เท่าที่ดูๆ มาในหลายปีหลังนี้ พบว่า ผู้ชายเป็นเพศที่มีความสวยงามของกล้ามเนื้อหลายส่วน ภาพแรกที่ทำให้ตาเปิดคือ กล้ามต้นขาของแบรด พิตต์ ใน Troy หลังจากนั้นก็มองเห็นส่วนนั้นส่วนนี้เพิ่มเติมเรื่อยมา รวมทั้งเริ่มมองเห็นความงามของรอยสัก บน muscle ด้วย

แต่ให้ตายเหอะ รอยสักมาเฟียที่ใช้บอกระดับขั้นในแก๊งค์ ไหงมันไม่สวยเอาซะเลย สู้ลายเสือเผ่น หนุมาน หรือเก้ายอดของอาจารย์หนูบ้านเราก็ไม่ได้

และเพิ่งจะเมื่อคืนนี่เอง ที่ทำให้เกิดความสงสัย ว่า 
“อวัยวะส่วนนั้นของผู้ชาย 
คงจะน่าดูที่สุดเวลาที่มันตื่นตัวเท่านั้นกระมัง?”

(ขอโทษนะคะ คุณ Viggo Mortensen การที่ดิฉันไม่มีโอกาสเห็นชัดๆ นิ่งๆ อาจไม่เป็นการแฟร์กับคุณเท่าไหร่นัก)

Eastern Promises (2007) 
กำกับโดย David Cronenberg (A History Of Violence-เรื่องนี้วิกโก้เล่นด้วย และ Crash-กรี๊ดดดด ชอบ) เขียนเรื่องโดย Steven Knight 

***โปรดอย่าถือว่าบทความนี้เป็นการรีวิวหรือวิจารณ์ภาพยนตร์ เพราะมันเป็นเพียงแต่บันทึกความประทับใจจากหนังที่ได้ดู-ซึ่งอยากจะแชร์กับเพื่อนบ้าง-เท่านั้นเอง***