Monthly Archives: มีนาคม 2014

on reading: แผ่นดินของเรา

มาตรฐาน

image

ฉันเชื่อว่ามีหนังสือ หนัง และเพลงไม่น้อยที่ถูกสร้างไว้เพื่อ “รอ” คนมาเปิดอ่าน ดู และฟัง

ตลอดมาฉันเห็น “แผ่นดินของเรา” ในรายชื่อหนังสืออ่านนอกเวลา ในชั้นวางของหลายห้องสมุดกับร้านหนังสือหลายร้าน และทั้งๆ ที่ได้ยินเพื่อนๆ พี่ๆ พูดถึงหาดทุ่งวัวแล่นกับดอกจันทร์กระพ้อมาตลอด กับอาจจะเคยชมละครเวอร์ชั่นที่ใหม่ เจริญปุระ เล่นเป็นภัคคินีด้วยซ้ำ แต่ยังไม่เคยเปิดหนังสือเล่มนี้อ่านเกิน 5 หน้าสักที

งานสัปดาห์หนังสือเมื่อเมษายนปีก่อนคงถึงเวลาอ่านของฉันแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนนั้นไม่ค่อยมีอารมณ์จะสนุกสนานกับอะไรนัก แต่ฉันเลือกหนังสือเล่มนี้กลับบ้านด้วย และอ่านจนจบภายใน 1 ปี

เหมือนหนังสือเล่มนี้รอให้ฉันโตได้ที่ มีวุฒิภาวะในการอ่านก่อน (ยังสงสัยว่าทำไมมันกลายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา ม.ปลายไปได้) เพราะเรื่องราวข้างในเป็นดราม่าหนักๆ อันเป็นผลพวงของความหุนหันพลันแล่นตัดสินใจของชายหญิงคู่หนึ่งโดยอ้าง ‘บัญชาของความรัก’ โดยไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่แคร์หัวใจสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งสามีกับว่าที่ภริยา ซึ่งส่งผลให้ชีวิตที่เหลือของผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหญิงชายคู่นี้ต้องพังทลายลงเหมือนโดมิโน่ ส่วนชีวิตเจ้าตัวคนที่เลือกเดินไปตามทางที่ความรักเลือกให้ ก็จบลงอย่างน่าอนาถเช่นกัน

คนอ่านเช่นฉันซึ่งขณะนี้ผ่านโลกมาพอประมาณ อาจจะไม่มาก แต่ไม่น้อย เคยประสบกับ ‘ความรักที่บัญชาชีวิตได้’ มาบ้าง ย่อมเข้าใจดี ไม่มีข้อสงสัยกับการตัดสินใจที่ออกจะดูงี่เง่าไร้เหตุผลของตัวละคร …มันเป็นไปได้ขนาดนั้นเลยแหละ ฉันรู้ ที่ทึ่งคือทำไมแม่อนงค์เขียนได้ถึงขนาดนั้น ขนาดที่ถ้ามีใครหยิบบทประพันธ์ไปทำมิวสิคัล หนัง หรือละคร ยังไม่รู้จะถ่ายทอดความรู้สึกสู่ผู้ชมได้กี่ส่วนของที่เราซึมซับจากการอ่าน ช่างบรรยายความรู้สึกไร้ตรรกะของตัวละครที่กำลังตาบอดเพราะความรู้สึกที่เชื่อว่าคือ ‘ความรัก’ ได้หนักแน่นไปด้วยเหตุผลจนเราไม่อาจเถียง เชื่อด้วยซ้ำ ว่าหากเราเป็นเขาในตอนนั้นเราคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไปในทางเดียวกัน

ฉันจบ’แผ่นดินของเรา’ ที่ก้องไปด้วยเสียงคลื่นทยอยซัดหาดทุ่งวัวแล่น อวลกลิ่นดอกจันทร์กระพ้อ (ซึ่งยังไม่เคยเห็น) ตลอดการอ่าน พร้อมการค้นพบบางอย่าง

สิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นสุขและเป็นทุกข์ ไม่ใช่ความรัก หรือบัญชาบ้าๆ บอๆ อะไรนั่นหรอก แต่คือการรู้จัก ‘ให้อภัย’ ไม่มีใครในนั้นเลยที่ให้อภัยคนอื่นได้ กับตัวเองยิ่งมีแต่ตอกย้ำ โบยตี และลงโทษด้วยความทรงเก่าๆ ตอกย้ำซ้ำๆ ถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้ว จบไปแล้ว ไม่มีอะไรที่แก้ไขได้อีกแล้ว

ทำใจไม่ได้

ถ้าเพียงแต่เขาเข้าใจและให้อภัยคนอื่น และตัวเอง ซึ่งในฐานะปุถุชนแล้ว อาจผิด และพลาดได้ในทุกเรื่อง ตลอดเวลา เข้าใจว่าอดีตคือเรื่องที่เราก้าวผ่านมาแล้ว ควรจะพ้นมันไปได้จริงๆ เข้าใจว่าชีวิตยังมีวันข้างหน้า ไม่มีประโยชน์โภชน์ผลอันใดที่จะจมอยู่กับอดีต ชีวิตของแต่ละคนคงไม่ดำเนินไปอย่างขมขื่นจนกระทั่งมันจบลงอย่างมืดหม่นอนธกาล

โลกคือนิยาย, นิยายสะท้อนโลก ถ้าทุกคนในนั้นทำใจได้ เราก็คงไม่ได้อ่านนิยายสนุกที่สะท้อนให้เห็นภาพจำลองจากผลพวงจากการกระทำโดยไร้สติไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะเพียงทำไปตามอารมณ์รักเช่นนี้

สงสัยอีกอย่าง ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ขณะยังเยาว์วัยกว่านี้ จะรู้สึกต่อหนังสือเล่มนี้ต่างไปจากนี้แค่ไหน

หมายเหตุ:
-อยากไปเห็นหาดทุ่งวัวแล่นสักครั้ง
-กลิ่นดอกจันทร์กระพ้อเป็นอย่างไร ต้องรอหน้าหนาวใช่ไหม
-ฉันรู้จักมาลัย ชูพินิจ ช้าไป
-อยากอ่านทั้งชั่วฟ้าดินสลาย และซีรีส์น้อย อินทนนท์เลย

Advertisements

โยคะสอน: อยู่ในที่ที่เราควรจะอยู่

มาตรฐาน

image

ฉันมีโอกาสหัดโยคะตั้งแต่สมัยยังทำงานอยู่บริษัท (มหาชน) สำนักพิมพ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ พี่ที่รักชวนฉันไปเป็นลูกมือช่วยจัดฝึกอบรมโยคะขั้นต้นกับครูเกด เกศสุดา ชาตยานนท์ ต้องเรียนกันสัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 4-5 สัปดาห์ ครั้งนั้นเรียกว่าเป็นการทำความรู้จักกับโยคะ รู้จักกับการหยุดโลกนอกห้อง แล้วค้นพบว่าการหายใจเข้า-ออกแบบโยคะทำอะไรกับร่างกายของเรา แต่ยังจำอะไรไม่ได้ กลับมาฝึกเองที่บ้านย่อมไม่ได้ เพราะอาจจะทำผิดทำถูก จนเกิดอันตรายได้

หลังจากนั้นก็ห่างเหินไปพอควร ย้ายที่ทำงานมาสองสามแห่งจนมาอยู่กลางเมือง ก็ตัดสินใจซื้อสมาชิกคลับผู้หญิงใกล้ที่ทำงาน ซึ่งตอบสนองกลุ่มเป้าหมายโดยจัดให้มีคลาสโยคะตลอดวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและหลังเลิกงาน ฉันสามารถตื่นเช้าขึ้นรถไฟฟ้ามาฝึกโยคะแล้วอาบน้ำเดินมาทำงานได้สบายๆ (ถ้ายอมตื่น) หรือแวะไปฝึกหลังเลิกงาน (ถ้าไม่ขี้เกียจ) ถ้าคลาสเช้าไม่น่าสนใจ หรืออยากจะตามไปเรียนกับครูคนโปรด ก็สามารถขึ้นรถไฟฟ้าไปเรียนตามสาขาต่างๆ ได้ (ถ้าเพียรพอ) แต่เท่าที่จำได้ ฉันเข้าคลาสได้ไม่บ่อยถี่คุ้มกับค่าสมาชิก 1 ปีเท่าไหร่หรอก ที่จริงยังไม่ทันครบปีที่ฉันเป็นสมาชิก คลับสาขานี้ก็ปิดตัวลง และฉันก็ไร้วินัยเกินกว่าจะขึ้นรถไฟฟ้าตระเวนไปเรียนตามคลับอื่นๆ ที่เหลือ พอสมาชิกหมดอายุก็ไม่ได้ต่อ (โชคดีจริง)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกโยคะในช่วงนี้คือ โยคะเป็นภาษาสากล ครูส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ทั้งหมดเป็นผู้ชาย มีครูสาวชาวไทยอยู่บ้างแต่ก็นับว่าน้อยจนจำได้ ครูผู้ชายนั้นฝึกหนัก แม้จะเป็นคลาสยืดเหยียด หรือคลาสสำหรับมือใหม่ ก็ยังไม่ใช่การฝึกสบายๆ กระนั้นฝึกกับครูพวกนี้ก็สนุกดี มีลูกลุ้นให้เราท้าทายตัวเองแบบแปลกๆ ไม่มีจิกกัด ไม่เหน็บแนม เหมือนจะเบลอโฟกัสคนล้มเหลว แต่ก็แอบดูและให้กำลังใจอยู่เนืองๆ

มีครูหุ่นล่ำแบบมะขามข้อเดียวคนหนึ่ง จำได้ว่าอยู่ในคลาสโยคะแนวไดนามิก ส่วนใหญ่เป็นท่ายืน ทรงตัว และมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องตลอดชั่วโมง ซึ่งคนฝึกแน่นมากๆ เพราะเป็นคลาสหลังเลิกงาน มันยาก แม้ครึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นสาวที่เอาจริงเอาจังกับการฝึกโยคะพวกเธอยังต้องแข็งใจ แล้วนับประสาอะไรกับคนฝึกขาอ่อนอย่างฉัน

ครูคนนี้บอกเทคนิคว่าอย่าใจลอย อย่ามัวคิดว่ามันยากไปฉันทำไม่ได้ อย่าตั้งใจทำมากจนลืมหายใจ แต่ให้อยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ อยู่ตลอดเวลา อย่ากลัวอะไร เพราะเมื่อหายใจ เราจะมีพลัง

ฉันลองทำตาม แล้วก็ทำได้มากกว่าที่เคยทำได้ ก็ไม่รู้สินะ อาจจะเพราะว่าการจับอยู่ที่ลมหายใจทำให้เรานิ่ง เมื่อนิ่งก็ทรงตัวได้ ยืนอยู่ได้จนครบตามที่ครูนับกระมัง

“Happiness is here, and now” ครูบอกด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดี้ยน ฉันจำแม่น ถ้าจะฝึกโยคะให้ได้ผลดีแบบไม่เสียเวลา ต้องอยู่ตรงนี้ ที่ลมหายใจ

ยุคหลังจากนั้นเป็นการพเนจรฝึกโยคะตามที่ต่างๆ ตามแต่เพื่อนสาวจะชวน ฉันก็ไปบ้างไม่ไปบ้าง เพราะค่อนข้างเป็นคนเลือกมากเรื่องเยอะ บางสตูดิโอเพดานต่ำไปฉันก็ว่ามันอึดอัด คนเรียนเยอะไปก็อึดอัด แต่การได้เปลี่ยนครูหลายคนก็สนุกดี โยคะเป็นภาษาสากลโดยแท้ ครูแต่ละคนมีสไตล์การสอนต่างกันไป แต่จริงๆ แล้วครูกำลังสอนเรื่องเดียวกันให้กับเรา

สิ่งแปลกใหม่ในการฝึกโยคะของฉันจึงไม่ใช่การเปลี่ยนครู เปลี่ยนเพื่อนร่วมฝึก แต่เป็นการเปลี่ยนสถานที่ฝึก

วันเสาร์ที่ผ่านมาเพื่อนสาวชวนฉันไปฝึกโยคะในสวน กับครูรุ่นน้องที่ฉันไม่ได้สนใจมาก่อนว่าเป็นผู้ชาย ขนาดสวนฉันยังจำว่าเป็นอีกสวนหนึ่ง ไม่ใช่สวนเบญจกิติ และคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าอากาศและบรรยากาศจะดีขนาดนี้

ก่อนหน้านี้ฉันฝึกโยคะในสตูดิโอปรับอากาศ ไม่ปรับให้เย็นก็ปรับให้ร้อน บนพื้นเรียบ สะอาด เป็นไม้ปาเก้บ้าง กระเบื้องยางและวัสดุอื่นบ้าง แต่วันนั้นเราปูเสื่อโยคะลงบนฝืนหญ้า ใต้แนวต้นไม้ เรียงหน้ากระดาน โค้งไปตามองศาของอัฒจรรย์นั้น ลมเย็นโชยให้คลายร้อนเป็นระยะพัดกลิ่นหอมอ่อนของดอกกัลปพฤกษ์ หรืออาจจะเป็นดอกนนทรี แต่บางครั้งฉันแน่ใจว่าเป็นดอกปีบ ที่แน่ๆ มันสะอาด และเป็นมิตร รู้สึกเหมือนสามารถหายใจเอาอากาศแสนสบายปอดนั้นเข้าไปในร่างกายลึกถึงช่องท้องจริงๆ ตอนหลับตาทำสมาธิ ครูนำให้เราใช้ผัสสะส่วนต่างๆ สัมผัสรอบกาย ฉันรู้สึกว่าสามารถสัมผัสสวนแห่งนี้ได้ดีกว่าตอนลืมตาอีก

ครูเฟี๊ยตเป็นหนุ่มกระฉับกระเฉง ฉันเคยบอกไหมว่าฉันชอบมองผู้ชายฝึกโยคะ ฉันชอบที่จะได้เห็นผู้ชายในช่วงเวลาอันสงบ นิ่ง แสดงการฝึกฝนอันแข็งแรง และเปี่ยมพลัง เย็นวันนั้นเป็นโยคะที่เน้นความแข็งแรง ก็เลยเป็นการฝึกที่ค่อนข้างยาก และหนัก นักเรียนเหนื่อยกันมาก แต่ทุกครั้งที่เหยียดกระดูกสันหลัง แหงนหน้าขึ้นฟ้า สิ่งที่ฉันเห็นไม่ใช่ฝ้าเพดานหรือดวงไฟนีออนอีกต่อไป หากเป็นกิ่งก้านต้นไม้พลิ้วไหวไปตามลม บนฟ้ามีนกกำลังบินกลับรัง

ฉันบอกได้ในตอนนั้น นี่เป็นการเรียนโยคะครั้งที่ฉันมีความสุขมากที่สุด หลังจากการฝึก รู้สึกเหนื่อย ตัวเปียกโชก เปื้อนดินและหญ้าเป็นหย่อมๆ แต่สมองปลอดโปร่งกับอากาศถ่ายเท เย็นสบาย ใช่แล้ว… ฉันควรได้รับสิ่งนี้

ที่ที่เราควรจะฝึกโยคะเป็นที่แบบนี้เอง

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (5) : สวนแห่งแรงบันดาลใจ

มาตรฐาน

image

ฉันอยากจะวิ่ง แต่กลัว

เคยวิ่งเมื่อเด็กๆ แต่คงเริ่มแรงไปหน่อย คือเริ่มด้วยการวิ่งจริงๆ เลย ผลปรากฏว่าเหนื่อยเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมากๆ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งคู่นั้นอีกเลย หยิบมาใช้อีกทีพื้นรองเท้าถึงแก่หลุดออกจากกัน

เวลาล่วงเลยมาอีกสิบกว่าปี คิดจะวิ่งอีกครั้ง เพราะมโนไปว่าการวิ่งออกไปเหมือนม้าป่าช่างดูมีอิสระเสรี แข็งแรง แล้วก็ชนะ คือชนะใจตัวเอง ฉันปั่นจักรยานลงถนนได้แล้ว แต่ยังออกวิ่งไม่ได้ ก็น่าจะลองดูไหม คิดไปคิดมากแล้วตัดสินใจกับตัวเอง ว่าจะลองวิ่งดู รองเท้าวิ่งคู่ใหม่ก็ซื้อมานานแล้ว

แต่ฉันก็ยังไม่ลืมกลัวหัวใจจะหลุดออกมาเหมือนวันนั้น จึงบอกตัวเองว่าเรามาเริ่มต้นด้วยการเดิน

ฉันเริ่มเดือนบนสายพานเมื่อวันพุธของอาทิตย์ที่แล้ว เราปรับให้สายพานเคลื่อนเร็วขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ฉันยังปรับสปีดให้เพียงแค่เดินได้ ยังไม่กล้าวิ่ง ความเร็วที่ไม่เกิน 7 กิโลเมตรของชั่วโมง ฉันให้ตัวเองเดินอยู่ 45 นาที และทำอย่างนั้นอีกครั้งในวันต่อมา วันต่อมาต้องหยุดเพราะการทำงานไม่เอื้ออำนวย กับเว้นไปอีก 2 วันเพราะท้องเสีย

เริ่มต้นอาทิตย์นี้อย่างสวยหรูด้วยการเปลี่ยนไปเดินที่สวนเบญจกิติ (ต่อไปนี้ขอเรียกว่าสวนยาสูบ เพราะชอบชื่อนี้มากกว่า) สวนนี้ฉันเคยแวะไปเพื่อปั่นจักรยาน ยังไม่เคยทำกิจกรรมที่ต้องใช้ขาของตัวเอง เช้าวันจันทร์ เพื่อนสาวขับรถมารับแต่เช้า เพราะต้องเผื่อเวลาให้การจราจรและกิจกรรมของเรา เมื่อไปถึง มันเป็นเวลาที่ดี เป็นเช้าที่มีเมฆมากและลมพัดเย็นชื่นตลอดเวลา กัลปพฤกษ์สองสามต้นที่กำลังบานสะพรั่งนั้นเหมือนยืนต้นต้อนรับเรา อากาศโดยรอบหอมชื่นใจนัก ฉันเดินเร็วได้ 2 รอบ เป็นระยะทางใกล้ๆ 4 กิโลเมตร เพื่อนวิ่ง น่าประทับใจมาก นางวิ่ง ฉันเดิน

เช้าวันอังคาร เพื่อนสาวยังมารับแต่เช้า เราตั้งใจจะไปคลาสโยคะร้อน ฉันรู้สึกดี ในคลาสร้อน แต่แสงสวยและรู้สึกสงบมาก ตกเย็นเราไปสวนยาสูบอีก บรรยากาศเปลี่ยนไปจากตอนเช้า ลมยังพัดเย็น แม้ไม่สว่างนัก แต่คึกคักไปด้วยผู้คนที่มีความมุ่งมั่น ทั้งคนเดิน คนวิ่ง คนปั่นจักรยาน ไม่ใช่สวน แต่เป็นผู้คนที่มุ่งมั่นรอบตัวที่ให้แรงบันดาลใจกับฉัน บางคนยังเด็ก บางคนเป็นผู้ใหญ่ บ้างก็มาเป็นคู่ เป็นกลุ่ม ทุกคนล้วนตั้งอกตั้งใจ มองไปข้างหน้า ไม่ได้แข่งกับใครนอกจากตัวเอง เห็นบางคู่ให้กำลังใจกันแล้วฉันรู้สึกดีจัง จำได้ว่าบอกเืพื่อนว่าชอบบรรยากาศที่นี่

เช้าวันพุธ ฉันบอกเพื่อนว่าจะปั่นจักรยานบ้าง ไม่ได้ปั่นหลายวันกลัวจะลืม ที่สำคัญคือ คิดถึง วันพฤหัสบดีฉันตื่นสายและเบี้ยว ไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่หอบรองเท้าวิ่งมาด้วย

เช้าวันนี้ วันศุกร์ ฉันปั่นจักรยานออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ นัดมาพบกับเพื่อนซึ่งขับรถมาที่สวนยาสูบ รู้สึกมีความสุขมาก ดีจริงๆ ที่วันนี้อากาศดีอย่างที่มันควรเป็น แค่ฝนไม่ตก การมีแดดออกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลยสำหรับเช้าวันหนึ่งในฤดูร้อน สวนยาสูบดูสวยสดใสท่ามกลางแสงยามเช้าที่พระอาทิตย์ไม่เอียงขนาดในฤดูหนาว ฉันพบมุมบางมุมที่เป็นเหมือนบันทึกฤดูกาล มองข้ามลานใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่มีดอกสีชมพูกลีบอ่อนบอบบางร่วงราวกับปูพรมไป ในแสงอันอบอุ่น ฉันเห็นคนวิ่งบ้างเดิืนบ้าง นักปั่นปั่นจักรยานคันเล็กบ้าง ใหญ่บ้างไปตามทางทางสำหรับจักรยาน ดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวา

ฉันบันทึุกภาพสวนแห่งนี้ไว้อีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเดิน

เช้านี้เดินไม่ได้นาน ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะว่าแสงแดดหลัง 8 โมงเช้าในเดือนมีนาคมชักจะโหด เราออกจากสวนก่อน 8.30 น. ฉันปั่นจักรยาน เพื่อนขับรถ เราไปพบกันที่ปลายทาง อาบน้ำ สดชื่น หาข้าวกินก่อนเริ่มงาน นี่คือชีวิตแบบที่เราควรจะใช้

อีกไม่นานฉันจะวิ่ง ฉันเชื่อว่าจะวิ่งได้เพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสวนยาสูบ ไม่ใช่จากการจินตนาการขึ้นเองบนลูวิ่ง (แม้ฉันจะรักความรู้สึกบนนั้นเหมือนกัน)