Monthly Archives: มีนาคม 2015

on reading: ทิฟฟานี่ ทร็อตต์ เดตอย่างไรให้หายโสด

มาตรฐาน

image

ผู้หญิงปกติ หน้าตาไม่ได้ขี้ริ้ว อยากสวยก็แต่งสวยได้ที่เป็นโสดมาจนอายุ 37-38 ปี มันก็ต้องหวั่นไหวบ้างล่ะ อีตอนโดนแฟนทิ้งในวันเกิด (ที่จริงหมอนั่นเป็นเกย์นะยะ ถ้าหล่อนไม่รู้ฉันจะบอกให้!) แล้วเพื่อนฝูงที่รักและหวังดี (เลยอยากให้มีคู่ตุนาหงันไวๆ) พากันมาปลอบอย่างนั้นอย่างนี้ บ้างก็ปลอบดีๆ บ้างก็ขู่แกมปลอบ กดดันให้ออกสังคมต่างๆ นานา จะได้มีโอกาสเจอหนุ่มคนใหม่ที่เข้าตา ฯลฯ พอมาบวกกับแม่ที่คอยปลอบใจเสมอด้วยคำพูดทำนองว่า “แม่เชื่อว่าต้องมีหนุ่มดีๆ สักคนแถวนั้นๆ เดี๋ยวลูกก็เจอเอง”

…มันยิ่งเครียดนะโว้ยยย

คือสาวโสดน่ะ อยู่คนเดียวมานานจนรู้ว่าเป็นโสดมันสบาย บริหารเวลางานและกิจกรรมส่วนตัวสบายๆ ทำได้ทุกอย่างที่อยากทำ อย่างเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระที่จะเดตกับคนที่น่าสนใจ เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจใคร แถมว่างเสมอสำหรับเพื่อนทุกคน …คือโสดน่ะดี แต่ใจคอมันจะพลอยหวั่นไหว เหงาวูบๆ ขึ้นมาเสมอ อีตอนเห็นเพื่อนมีครอบครัว มีเดต ไปงานแต่ง เพื่อนสนิทที่เคยเกือบแต่งงานเก่ากำลังหลงใหลแฟนใหม่หัวปักหัวปำ ยิ่งเวลาไปเจอคนที่ชอบเอามากๆ แต่มารู้ความจริงทีหลังว่าคบกับหมอไม่ได้เพราะว่าหมอมีเมียแล้วนี่มันยิ่งกรี๊ด

ทำไม ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไมฉันถึงจะมีแฟนน่ารักๆ สักคน ที่ตั้งใจจะคบกันจริงจังถึงขั้นแต่งงานกับเขาบ้างไม่ได้?

Isabel Wolff เขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ 1988 ให้ยัย ทิฟฟานี่ ทร็อตต์ สติแตกหลังจากถูกบีบคั้นจากรอบด้าน ฉัน ผู้ซึ่งกำลังหายใจอยู่ในปี 2015 อ่านไปก็ขำนะ บางทีก็นึก ทำไมวะ ความโสดนี่มันเป็นปัญหาสังคมหรือไงวะ ไม่ได้ขึ้นไปนั่งโสดบนบ้านใครนะเฟ่ย! แต่นึกแล้วก็เข้าใจนาง สังคมยุคนั้นคงไม่อาจให้อภัยคนโสด นอกจากนี้ฉันเองก็เคยผ่านภาวะแบบนั้นมาบ้าง ยิ่งนึกถึงเวลาญาติที่นานปีเจอกันทีถามทุกครั้งว่า “เมื่อไหร่จะแต่งงาน” อารมณ์เดียวกับ “เมื่อไหร่แกจะเอ็นท์ฯ ติดวะ?” แล้วอยากจะกรี๊ด

ใครทำให้ป้าเชื่อว่าการหาผัวได้คือใบเซอร์ติฟิเคตของชีวิต? แล้วการที่คนคนนึงมีโอกาสเรียนมหา’ลัยรัฐ มันก็ไม่ได้เป็นการรับประกันดีกรีความเก่งเก๋อะไรเลยนี่ คนไม่ได้เรียนมหา’ลัย แต่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีเยอะไป ฯลฯ

….ปล่าว ฉันไม่ได้กรี๊ดออกไปยาวๆ อย่างนั้นจริงๆ หรอก อย่างมากก็หัวเราะสวยๆ ถือว่าเปิดโอกาสให้ญาติผู้ใหญ่สบายใจที่ได้แสดงออกถึงความห่วงใย ด้วยความไม่ค่อยจะแคร์ ฉันเลยยังไม่เคยจนตรอก ถึงขั้นลงโฆษณาหาคู่ในหนังสือพิมพ์หรือสมัครใช้บริการบริษัทหาคู่อย่างยายทิฟฟานี่ อิอิ

หนังสือเล่มนี้เล่าวีรกรรมตลอด 1 ปี ของทิฟฟานี่ ทร็อตต์ ความพยายามที่จะพบผู้ชายที่ตัวเองชอบสักคน คนที่มีคุณสมบัติเหมาะใจ ใช่ แล้วก็มีโอกาสจะมีความสัมพันธ์ที่พัฒนาได้ ฉันอ่านในวันที่เลยวัยของนางมาแล้ว ในปี ค.ศ. ที่ล้ำสมัยกว่าสมัยของนางมามาก สังคมเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ก็เลยออกจะขำแบบที่หัวเราะไม่เต็มเสียงนัก เพราะพอเข้าใจหัวอกของนางอยู่ อย่างไรก็ตามความเพียรพยายามของนางดูจะให้ผลสัมฤทธิ์ที่น่าพอใจอยู่เหมือนกัน เมื่อในที่สุด ผู้ชายคนที่ตัวเองชอบที่สุดในบรรดาผู้ชายเป็นสิบๆ ที่ออกเดตด้วยเขาก็มีใจให้ และมีอันมาขอคบด้วยจนได้

แทนที่จะคบๆ กับเขา แล้วก็แต่งงานมีบุตรไปได้ใช้ไข่ของตัวเองก่อนหมดอายุอย่างที่เคยฝัน ยัยทิฟฟานี่ ทร็อตต์ ดันตั้งคำถามสำคัญให้กับชีวิตสาวโสดของนางอีกครั้ง ว่าจริงๆ แล้วนางอยากมีครอบครัว (มีผัวน่ะ) มากกกก จนสามารถสละชีวิตโสดที่แสนจะน่าหวงแหนได้จริงหรือ?

กวนตีนจริงๆ นะคนเรา ตอนอยากได้นี่อยากได้แทบจะขาดใจตาย พอจะได้ขึ้นมาดันลังเลง่ายๆ ซะงั้น

Advertisements

on reading: สารวัตรเถื่อน

มาตรฐาน

image

                “คุณทรงยศ” เขาเรียกด้วยน้ำเสียงของผู้บังคับบัญชาที่กำลังเรียกผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเจ้าของที่กำลังเรียกสัตว์เลี้ยงในบ้าน “ผมเสียดายที่ผมไม่ได้เอาดีทางอาชญาวิทยา เพราะถ้าผมศึกษาวิจัยและเชี่ยวชาญวิชานั้น คุณจะเป็นตัวอย่างของมนุษย์หรือมนุษย์ที่น่าสนใจทีเดียว คุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่ออย่างแน่นแฟ้นใช่ไหมว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง? คุณถูกอำนาจหรือพิษของเงินที่คุณสะสมเอาไว้ครอบงำโดยสิ้นเชิง ในหัวใจของคุณไม่มีคำว่าผิดชอบชั่วดีอีกต่อไปแล้ว คุณทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ที่คุณกำลังเสนอให้ผมรับเงินนับเป็นล้านจากคุณก็เพราะคุณคำนวณเสร็จเรียบร้อยแล้วว่า ถ้าคุณเสียเงินให้ผมสิบล้าน อย่างน้อยคุณจะต้องได้กำไรไม่น้อยกว่านั้น และคุณใช้วิธีเดียวกันกับทุกคนที่เป็นอุปสรรคต่องานนอกกฎหมายของคุณ เอาเงินเข้าล่อ เอาเงินเข้าซื้อ ถ้าไม่ได้คุณก็กำจัดเขา ฆ่าเขาเสียเลย”

                “แล้วมันแปลกยังไงล่ะ คุณยม?” ทรงยศเกือบไม่ยอมให้ประโยคนั้นจบ “คุณนึกหรือว่าผมเป็นคนเดียวที่ใช้วิธีนี้? คุณไม่รู้จริงๆ หรือคุณแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่ามีคนอื่นอีกเยอะแยะในเมืองไทยและในโลก ที่ใช้วิธีเดียวกันกับผม? บางคน-ในเมืองไทยนี่เอง นั่งเก้าอี้ตัวโต ตำแหน่งสูง วางท่าและตีสีหน้าว่าข้าเป็นคนเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม มโนธรรม จริยธรรม แต่ธาตุแท้ของมันไม่ได้ผิดกับนายทรงยศ อัครวาณิชย์อุดมเลย อาจจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่มันใช้ตำแหน่งทางราชการเป็นฐานอำนาจ และใช้ปลายปากกาเป็นอาวุธ แล้วก็ใช้ข้าราชการชั้นรองลงมาเป็นมือปืนป้องกันตัวและป้องกันผลประโยชน์ เมื่อกี้นี้คุณพูดถึงพิษของเงิน ดูเหมือนคุณจะปักใจเอาเสียจริงๆ ว่าเงินที่ผมได้จากการค้ากัญชาของผมนี่น่ะ เป็นเงินเลว เงินชั่วช้า เงินมีพิษ แต่ถาม จริงๆ เถอะคุณยม เงินที่ผมได้จากการขายกัญชา กับเงินที่ไอ้พวกข้าราชการตัวโตๆ ได้จากการขูดรีดเอามาจากคนสุจริตที่หาเช้ากินค่ำในบ้านในเมืองน่ะ อย่างไหนมันจะชั่วช้าสารเลวและมีพิษมากกว่ากัน? แล้วคุณนึกหรือว่ามันกินกันทีละบาทสองบาท เปล่าเลย? มันก็งับเข้างวดละสิบล้าน ยี่สิบล้านเหมือนกันกับผมน่ะแหละ?”

                “เพราะคุณเชื่อว่ามีคนเลวระยำยังงั้นอยู่ในบ้านเมือง คุณจึงตัดสินใจที่จะเลวระยำตามมันไปด้วย ยังงั้นรึ?” ชายร่างสูงผิวคล้ำยังไม่ละสายตาจากทรงยศ

                “ผมจะเลือกทำความดีทำไมให้โง่เปล่าๆ ?” ทรงยศถามพลางหัวเราะเสียงดัง “สังคมเต็มไปด้วยคนดีที่อดอยาก คนดีที่ต้องอดมื้อกินมื้อ และเต็มไปด้วยคนชั่วช้าสารเลวที่อิ่มท้อง คนเลวระยำที่มีกินมีใช้เหลือเฟือ เพียงแค่นี้คุณก็น่าจะเข้าใจแล้วไม่ใช่รึ ว่าคนที่มีสติปัญญาและการศึกษาน้อยอย่างผมควรจะเลือกเป็นคนประเภทไหน”

………..

ฉันรู้จัก ธนุส นิราลัย จากการอ่าน “หักลิ้นช้าง” ของ วสิษฐ เดชกุญชร ตั้งแต่เมื่อเด็กๆ เข้าใจว่าอาจจะยืมห้องสมุดไหนสักแห่งมาอ่าน จำได้แม่นว่าอยากอ่านเพราะอยากรู้ว่า “ลิ้นช้าง” คืออะไร อ่านจบก็คงรู้แล้วว่าคืออะไร แต่ตอนนี้ลืมเสียแล้ว เรื่องราวในนั้นก็ลืมสิ้นแล้ว รู้แต่ว่าเป็นเรื่องเล่าของภารกิจสำคัญ เรื่องสืบสวนสอบสวน บู๊สนั่น มันส์มาก นับตั้งแต่นั้นก็เชื่ออยู่ว่าเจ้าของนามปากกานี้เขียนหนังสือสนุก  เมื่อสักสี่ห้าปีก่อน คบกับผู้ชายที่ศรัทธาอุดมการณ์ตำรวจ และงานเขียนของเจ้าของนามปากกานี้มาก จำได้ว่าเขาคะยั้นคะยอให้ฉันยืม “ลว. สุดท้าย” มาอ่าน เห็นเล่มหนาปึ้กอย่างนั้น ฉัน ซึ่งไม่ใช่คนว่าง่าย และไม่ใช่คนประเภทใครให้อะไรมาอ่านก็อ่าน ก็เลยเอาตั้งไว้ที่หัวนอน นานประมาณ 6-8 เดือน เจ้าของเขาก็ขอรับกลับไป (เหอเหอ)

กระนั้น ฉันยังคงมีความตั้งใจจะอ่านเรื่องของวสิษฐ เดชกุญชร และอยากจะรู้จัก ธนุส นิราลัย อยู่ อยากรู้จักทั้งหมด นับตั้งแต่แรกเลย ก็เลยซื้อ “สารวัตรเถื่อน” เล่มนี้มาเป็นสมบัติของตัวเอง จากงานสัปดาห์หนังสือฯ ปีไหนสักปี ที่ไม่ใช่ปีที่แล้วหรือปีก่อนปีที่แล้วหรอก แล้วก็ดองเอาไว้ตามเคย

มาเริ่มจับอ่านจริงๆ เพราะช่วงนี้มันมีข่าวแย่ๆ เกี่ยวกับตำรวจเยอะ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่รู้แล้วไม่สบายใจ ก็เลยเกิดความสงสัยในตัวคุณตำรวจจนทนไม่ไหวแหละ ว่า ตำรวจดีๆ แบบที่อุทิศชีวิต เสียสละทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองจริงๆ แล้วมันมีจริงไหม (คือฉันเชื่อนะ ว่าอาชีพตำรวจ ถ้าทำจริงๆ จะต้องเสียสละมากๆ ให้สังคมมากกว่ารับจากสังคม และฉันเชื่อว่าตำรวจแบบนั้นเป็นตำรวจที่มีเกียรติจริงๆ) พออ่านจบเลยได้รู้เลยว่า เฮ่ย ตำรวจเหี้ยมันเหี้ยอย่างนี้นี่เอ้งงงง และก็ยังคงไม่มีคำตอบให้ตัวเองนะ ว่าแล้วตำรวจดีๆ แบบในเรื่องมีจริงหรือไหม (หัวเราะ เหอเหอ กับตัวเองอีกหน)

สิ่งที่นำความปลาบปลื้มปริ่มอิ่มใจให้ในฐานะคนอ่านหนังสือคนหนึ่ง คือ วสิษฐ เดชกุญชร (ท่านเป็นตำรวจจริงๆ นะ รู้ยัง พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร ไง ไม่รู้จักท่านก็ลอง search Google ดูสิ) เขียนหนังสือเก่งมาก ดีมาก กระชับ ชวนติดตาม และไม่น่าเบื่อเลยสักนิด ไม่มีตรงไหนเวิ่นเว้อ เยิ่นเย้อ ไม่มีตรงไหนมากไป (เรื่องน้อยไปอาจจะมีบ้าง ก็อย่างน้อยฉันยังไม่รู้เลยว่าปลัดอำดภอคนสวย ระมาด และราโพหายไปไหน-เอ๊ะหรือบรรดาเขาจะไปปรากฏตัวที่เล่มต่อๆ ไป) เรื่องราวของท่านคือความครบเครื่องของความเฉียบคม ดุดัน ไม่ได้แล้งอารมณ์ขัน แถมยังอีโรติกชวนติดตาม ในจังหวะเหมาะสม และในสัดส่วนที่พอดี (สมกับเป็นนิยายผู้ชายๆ) อีกด้วย

แก้เลี่ยนนิยายรักโรแมนติกที่พล็อตเรื่องดี๊ดี แต่เขียนบรรยายเวิ่นเว้อที่ต้องอ่านข้ามๆ skipๆๆๆๆ ไปให้ถึงเนื้อหาสาระตอนต่อไปที่จับมาอ่านก่อนหน้านี้ชะมัด

ตื่นเต้นจังเลย อยากอ่าน “แม่ลาวเลือด” ต่อไวๆ

เอ๊ะ หรือควรทิ้งช่วงไว้สักแพ้บ ให้คิดถึง ‘ชายร่างสูงผิวคล้ำ’ ที่นอกจากจะหล่อ มีน้ำเสียงเสนาะหู เก่งการต่อสู้ เต็มที่กับเพื่อนร่วมงาน เต็มไปด้วยอุดมการณ์และความเสียสละเพื่อให้บ้านเมืองเจริญ ปราศจากคนชั่วคนเลวฯ มากกว่านี้อีกนิด