Luang Phayao Mountain Run 2018: DNF แรก

มาตรฐาน

ความรู้สึกเวลาตัดสินใจสมัครงานวิ่ง กับความรู้สึกตอนไปวิ่งจริงมักไม่ใช่ความรู้สึกเดียวกัน ขณะที่กำลังฟาดฟันกับอารมณ์ความรู้สึกของร่างกายและจิตใจตอนวิ่ง ฉันมักสงสัยว่่าตอนตัดสินใจสมัครนั้นคิดอะไรอยู่ (วะ) นึกไปนึกว่าก็อยากจะกลับไปแจกสติ๊กเกอร์ครีมสลายมโน กับน้ำยาเรียกสติให้ตัวเองในวันนั้น ..ใส+อ่อนโลกเกินไปปะแก

รู้สึกตอนนั้น เหมือนจะสมัครเพราะเห็นวิวสวย กับชอบพะเยา ไม่ได้คิดอยู่แล้วว่าเส้นทาง 35K ของดอยหลวงพะเยาจะง่าย แต่ทำไมไม่คิดสักนิดว่าจะยากขนาดนี้ ขนาดวันวิ่งจริงอากาศดีเลิศ ฟ้าเปิด ปลอดฝน ซึ่งช่วยให้เคลื่อนตัวสะดวกและปลอดภัยขึ้นอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังเป็นเส้นทางที่ทำให้จิตใจอันอ่อนไหวพอกับร่างกายที่อ่อนซ้อม ปรุงความกลัวให้เกินจริงขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน แต่พอรู้สึกว่าตัวเองปรุงเพิ่มก็นึกขึ้นมาว่าเฮ้ย เราพาตัวเองมาเรียนรู้นี่นา ถ้าอยู่บ้านสบายๆ เคมีแห่งความกลัวตายไม่พุ่งขึ้นมาขนาดนี้ก็จะไม่ได้ตระหนักรู้ถึงความปรุงแต่งแบบนี้หรอกนะ

สิ่งที่ได้จากการตัดสินใจของเมื่อหลายเดือนก่อน โดยที่ไม่มีการเตรียมร่างให้พร้อมพอสำหรับวันวิ่งจริง นอกจากความกลัวตาย ความบีบบังคับให้ตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือถอย ความอดทนต่อความร้อน เหนื่อยล้า หิว ปวดฉี่ ฯลฯ การสร้างความกล้าหาญ การมองไปถึงจิตใจเห็นอกเห็นใจคนอื่น การชื่นชมในความพยายามของคนอื่น (อันนี้เจอในทุกงานวิ่ง) ความเมตตาต่อตัวเอง (ที่มีอยู่แล้วและอยากให้คนอื่นเมตตาต่อตัวเองด้วย) การพาตัวเองไปวิ่งๆ เดินๆ ลงคลานเหมือนแมว ปีนป่าย (แก แมวมันไม่ปีนท่านี้) และถดก้นลงมากระดึ้บละ 50 เซนติเมตร ตามสันเขาชันๆ โล่งโจ้งจนเกือบจะเรียกเป็นหน้าผาได้อยู่แล้ว โดนหญ้าคาบาด เหยียบหินพลาดลงไปแช่เท้าในน้ำใสเย็นของลำธาร ความระวังจะเหยียบบุ้ง ความอดทนกับผึ้งและความระแวงทาก เพื่อจะพบว่าไม่สามารถพาตัวไปถึงจุด finish ได้ทันเวลา คือ การพบว่าเราได้มาวิ่งนี้ในโมเมนท์ที่สวยงามมาก รับรู้ได้ตั้งแต่ก่อนเครื่องลงแตะพื้น ทิวเขาที่ทอดตัวในแนวเหนือใต้แน่นขนัดและเขียวครึ้มไปด้วยไม้ใหญ่ กว๊านพะเยามีน้ำเต็มเปี่ยม ในกว๊านมีปลา หมู่บ้านที่้เราวิ่งผ่านดูสงบอบอุ่นและอุดมสมบูรณ์ ในนาขั้นบันไดมีข้าว

ป่าบนดอยหลวงพะเยาตอนนี้สวยมาก อากาศสะอาดสดชื่น หอมดอกไม้ นกเยอะแยะส่งเสียงร้องแปลกหู ลำธารเล็กๆ มีน้ำใส ต้นไม้และนิเวศดูจะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับชั้นของความสูง ซึ่งแม้จะสูง แต่สิ่งมีชีวิตด้านล่างยังเพียรพยายามจะไต่ขึ้นไป ทั้งคนและวัว ฮา ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมพี่วัวต้องไต่ทางแคบและชันขนาดนั้นขึ้นไปอึ๊ที่ความสูงเกินพัน บางทีหญ้าบนนั้นอาจจะอร่อย

อีกเรื่องที่ดีคือแม้เส้นทางจะโหดร้าย แต่ไม่เดียวดาย แค่รู้สึกว่าบรีสอยู่ใกล้ๆ บอกให้รอก็รอ ขอบคุณที่ใจเย็นตอนที่ฉันพล่านอยู่กับความรู้สึกกลัวตก การมีบัดดี้ทำให้รู้สึกว่าโอเคมาก ขอโทษที่ชวนมาลำบาก ถือว่าเป็นการตอบแทนที่แกชวนฉันไปคินาบาลูโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไรเมื่อปีที่แล้วละกันนะ

เคยจินตนาการว่า การ DNF คงทำให้นอยด์ เสียหน้าและทำให้รู้สึกแย่กับตัวเองสุดๆ แต่พอมันเกิดขึ้นจริงกับดอยหลวงพะเยาเทรล 35K คราวนี้ ไม่ยักเป็นอย่างนั้นแฮะ ความรู้สึกที่มีมันเป็นไปในทางเจ๋ง คือฉันรู้สึกเคารพ และยอมรับ

รู้สึกเคารพในความยากของเส้นทางที่ทั้งสวยและเสียวครบเครื่อง เป็นเส้นทางที่ควรคู่กับคนแข็งแรงที่เตรียมร่างกายมาพร้อมพอจริงๆ จุดนี้ฉันยอมรับโดยไม่มีข้อแม้ ว่าฉันไม่พร้อม และชีวิตยังมีบทต่อไปรออยู่ สำหรับตรงนี้…หมดเวลา วางปากกา ส่งข้อสอบค่ะ

การ DNF ครั้งแรก (และของที่ระลึกรูปดอยหนอกที่ไม่มีคำว่า Finisher ซึ่งไม่ได้รับกลับมา อารามเพราะรีบต่อรถกลับสนามบิน กลัวตกเครื่อง) เลยกลายเป็นเหมือน Certificate สุดเจ๋งอีกใบ เตือนใจให้เราเคารพสนาม ดอยหลวงพะเยาเทรลไม่ใช่ที่วิ่งเล่น ถ้าจะมา ต้องพร้อมพอ

สิ่งที่นึกถึงในวันที่การวิ่งผ่านไปแล้วคือ แล้วมันก็ผ่านไป เหมือนกับรายการอื่นๆ จะวิ่งจบหรือไม่จบ มันก็จะผ่านไป ฉันกำลังทบทวนตัวเองซึ่ง แม้จะสามารถวิ่งได้โดยไม่บาดเจ็บ (คราวนี้ก็ไม่เจ็บอะไร แค่ตึง ปวด ปกติ แต่คงพูดได้เต็มปากในวันพรุ่งนี้) ว่าจะเอาไงต่อกับการวิ่ง จะวิ่งแค่เพื่อ keep fit เพื่อสุขภาพ หรือจะซ้อมจริงจังเพื่อจะลงสนามวิ่งนานๆ แบบที่ต้องยอมทรมานร่างกายบ้าง อย่างเดิมที่เคยทำมา เพราะการวิ่งไกล หรือวิ่งนานเป็นวันๆ น่าจะไม่ใช่กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและสร้างความสมดุลให้กับคนอย่างฉันแล้วสิ บางทีอาจจะต้องหาจุดกึ่งกลางที่พอดี เหมือนกับหาจุดพอดีในความสัมพันธ์ ประมาณว่าตระหนักถึงความทุกข์เพื่อให้รู้ค่าของความสุข และตระหนักว่าความสุขไม่อยู่กับเรานาน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

..เขียนมายาว ขอจบแบบนี้แล้วกัน 🙂

ป.ล. นี่ไม่ใช่การโฆษณา แต่เป็นพื้นที่ส่วนตัวในการเขียนความรู้สึก อยากขอบคุณรองเท้าวิ่งถนนคู่นี้ เราผ่านกันมาหลายงาน 1 มาราธอน หลายฮาล์ฟ และนี่เป็นเทรลที่ 3 เลยจุดที่เรียกว่าคุ้มค่าเงินมานานแล้ว เป็นรองเท้าที่ใส่สบายสำหรับฉัน เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนไหวเท้าทุกทิศ เกาะแน่นทุกพื้นผิว ที่สำคัญคือไม่ว่าจะไต่ขึ้นหรือจิกลง ไม่เคยทำให้เล็บเขียวสักเล็บเดียว

ฉันว่าการหารองเท้าที่เหมาะกับเท้าของเราเองคือการใช้เวลาที่คุ้มค่า มันอาจไม่ใช่ของแพง หรือของที่คนอื่นบอกว่าดี แต่มันคือรองเท้าที่เราอยู่กับมัน จนยอมรับในที่สุดว่ามันเป็นรองเท้าที่ใช่สำหรับเราจริงๆ

Advertisements

2560 : ปีที่ได้เรียนรู้

มาตรฐาน

 

ปีหนึ่งยาวนาน 365 วัน ก็ไม่แปลกที่มีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่าง ปี 2560 ของฉันเองก็มีสีสันมาก โดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อนว่ามันจะมีสีสันหลากหลายได้ขนาดนี้ แต่ถ้าจะคิดว่าแค่เป็นเรื่องบังเอิญหรือชะตากรรมที่ต้องเกิดอยู่แล้ว คิดให้ดีก็จะพบว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา มันเกิดขึ้นได้เพราะเรายอมให้มันเกิดทั้งนั้นแหละ

 

ประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุดที่เกิดขึ้นในปีนี้ คงไม่มีอะไรเกิน การพาตัวเองไปเรียนคอร์สครูโยคะ 200 ชั่วโมง กับครูโน้ต ที่ฉันตัดสินใจสมัครไปเพราะชีวิตที่เสียสมดุลของปีก่อน ซึ่งทุ่มเทเวลาและหมกมุ่นกับการซ้อมวิ่งมาราธอนแรกจนรู้สึกเครียด เข้าคลาสโยคะก็บ่อยนะ ใช้เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อจากการวิ่ง แต่ทำอาสนะซ้ำๆ บ่อยๆ บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่านี่เราทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร โยคะนี่มีไว้ออกกำลังกายให้ผอม ให้เบิร์น หรือแค่ใช้ยืดเหยียดหลังออกกำลังกายเหรอ

 

ก่อนถึงวันวิ่งก็สมัครเรียนไป บอกครูไปแค่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับโยคะให้มากกว่าการทำท่า ไม่ได้คิดจะไปเป็นครูสอนใคร เพราะไม่ชอบให้ใครมาเซ้าซี้ เลยไม่ชอบเซ้าซี้กับใครด้วย ครูก็อุตส่าห์รับให้เรียน แล้วก็ค่อยๆ ขัดเกลาด้วยความเมตตา ครูโน้ตและทีมครูสอนอะไรบางอย่างให้กับฉันและเพื่อนร่วมรุ่นในเวลา 10 สัปดาห์ของการเรียน แล้วเราก็ออกมาเรียนต่อนอกห้องอีกนับชั่วโมงไม่ถ้วน จนในวันหนึ่ง เราพบว่ามีอะไรบางอย่างในตัว-ในใจที่เปลี่ยนรูปไปใหม่ แต่แม้ว่าเราแต่ละคนจะรับใบประกาศเรียบร้อย จบอย่างเป็นทางการ แต่ฉันยอมรับว่าพูดได้ไม่เต็มปากหรอก ว่าเรียนจบแล้ว มันยังมีอีกมากให้เรียนรู้

 

ด้วยความอยากรู้มากขึ้น นอกจากคอร์สครู ปีนี้ฉันพาตัวเองไปเรียนโยคะในมิติที่แตกต่างออกไป กับการเรียนอาสนะหลายเวิร์กชอป ทั้งสายโหดและสายวิชาการ รวมทั้งหยินโยคะ และปราณายมะ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วทำให้ฉันค้นพบอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมองเห็นหรือสัมผัสได้มาก่อน ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ฉันว่าฉันจะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในเส้นทางโยคะนี่แหละ

 

เออ อย่าเพิ่งถามนะ ว่าแล้วนี่เป็นโยคีหรือเปล่า เป็นโยคีคือทำตัวแบบนี้หรอ เป็นโยคีทำไมไม่อัพรูปทำโยคะท่ากลับหัว ฯลฯ ให้มองว่าฉันเป็นมนุษย์ (เหมือนเธอ) ที่มีความสงสัย และพยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ถ้าเดาว่าเดินไปทางนี้แล้วจะเจอคำตอบ ฉันก็จะเดินไปเรื่อยๆ อย่างนี้ละกัน

 

เออ ขอพูดอีกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการการเรียนรู้ครั้งนี้ โยคะคงสอนให้ฉันรู้จักตัวเอง ฉันจึงมีเมตตาต่อตัวเอง และนั่นจึงทำให้ฉันมีเมตตาต่อคนอื่นมากขึ้น ปีนี้ฉันเริ่มสอนโยคะ ตอนแรกเพื่อเก็บชั่วโมงส่งครู แต่พอเจอนักเรียนคนแรก มันกลายเป็นว่า ฉันอยากจะสอนให้เขารู้จักตัวเองให้มากขึ้น จะได้มีความเมตตาต่อตนเองมากขึ้น และรู้ว่าควรจะทำอะไรให้ตัวเอง หรือควรจะหลีกเลี่ยงอะไร เพื่อตัวเอง และเพื่อคนรอบๆ ตัวของเขา การสอนของฉันตอนแรกๆ ก็อู้ฟู่ดี นักเรียนเยอะ นัดกันคึกคัก แล้วก็ค่อยๆ ซาลงในเดือนที่ฉันมีธุระยุ่ง พอมาถึงปลายปี ฉันเหลือนักเรียนที่ยังเรียนเป็นประจำแค่ 2 คน แต่ฉันว่าแค่นี้ก็คุ้มกับเวลาที่ใช้ไปมากแล้ว นักเรียนรู้จักตัวเองมากขึ้น ตระหนักต่อความแตกต่างของร่างกายตัวเองและคนอื่น และมีความตั้งใจอยากจะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ทั้งในแง่กายภาพ และในแง่จิตใจ ที่สำคัญ ตลอดทั้งปี ฉันสอนฟรีโดยไม่มีค่าตอบแทน ถือเป็นการแบ่งปันตามที่ตั้งใจไว้ บอกครูไว้ในใจ แล้วทำได้จริง ฉันภูมิใจ

 

การพาตัวเองไปถึงยอดคินาบาลู เป็นอีกเรื่องที่ตลอด 42 ปีของการมีชีวิตไม่เคยนึกถึงมาก่อน จะพาตัวเองขึ้นยอดภูกระดึงยังไม่เคยเลย นี่จะไปถึงคินาบาลู คือมันเป็นเรื่องตกกระไดพลอนโจน เพื่อนมาชวน แล้วฉันก็ตอบรับไป ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนว่าการขึ้นไปถึงมันยากลำบาก ต้องใช้เรี่ยวแรงขนาดไหน เขามีแผนการเตรียมตัวเตรียมร่างกายให้พร้อม ฉันก็ไม่ได้ทำตามแผน อ้างว่ายุ่งกับเรื่องอื่น แต่ก็เตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์ และพาตัวเองขึ้นไป-ลงมาได้ ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากใช้เวลานาน

 

ฉันมองเห็นการขึ้นคินาบาลูเป็นเรื่องของอีโก้และความต้องการพิชิตของมนุษย์ แต่การขึ้นคินาบาลูก็ทำให้ฉันได้เห็นอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ในแง่ของภูมิประเทศ และอากาศ เส้นทางที่ยากเข็ญสอนฉันให้ใจเย็นและอดทน ให้ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกาย และได้เห็นความกลัวของตัวเอง เห็นแบบ ไม่ได้กลัว แต่แค่มองเห็นความกลัว ที่สำคัญคือมันทำให้รู้ว่าเรามีพลังจะไปถึงนะ แต่ต้องค่อยๆ ไป กระนั้นเมื่อกลับมาฉันก็ป่วยเลย เป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลไอ มาครบ ไม่รู้เพราะพายุฝนป่าร้อนชื้นที่เดินตากอยู่หลายชั่วโมงตอนขาลง  หรือเพราะพลังหมด

 

การพาตัวเองไปวิ่งโอซาก้ามาราธอน จนจบ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่คิดว่าจะทำได้ แต่ทำได้ คือปีนี้ทั้งปีวุ่นวายมากจนแผนซ้อมรวนไปหมด ซ้อมน้อยจนควรเรียกว่าไม่ได้ซ้อม เลยคิดว่าไปเที่ยวดูใบไม้แดงแล้วก็ไปวิ่งให้สนุก แต่จะด้วยอากาศเย็น หรืออึด หรืออะไรก็ตามฉันก็พาตัวเองถึงเส้นชัยในก่อนคัทออฟ โดนไม่บาดเจ็บ แล้วอีกสองวันก็เป็นหวัดเหมือนตอนลงจากคินาบาลูเลย ครั้งนี้เป็นมาราธอนที่สอง ที่สอนฉันหลายอย่างเช่นกัน ลองไปอ่านดูจากเรื่องที่เคยเขียนนะ

 

ปีนี้เป็นปีที่วิ่งน้อย ลงรายการวิ่งก็น้อย กระนั้นก็มีระยะฮาล์ฟมาราธอน 2 หน คือจอมบึงเมื่อต้นปี เชียงใหม่มาราธอนในเดือนถัดมา เทรลรันนิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอนให้สนุกสนานกัน 2 หน คือเขาประทับช้างในเดือนมิถุนายน และโป่งแยง ต้นเดือนพฤศจิกายน วิ่งระยะ 10 กับ 5 กิโลบ้าง ประปราย ปลายปี คือก่อนปีใหม่ เริ่มกลับมาวิ่งกับรองเท้า VFF อีกหน อยากเทรนตัวเองให้วิ่งได้ไกลกับ VFF ตั้งใจจะให้เป็นการซ้อมวิ่งโซน 2 ไปพร้อมกันเลย ก็เริ่มวิ่งบนดาดฟ้าที่ทำงาน วิ่งวนไปมา ให้นานเท่ากับที่ตั้งใจ ครั้งแรกได้ 45 นาที อีกสองวันต่อมาได้ 60 นาที พอเริ่มอาทิตย์ใหม่ ฉันต้องขึ้นไปวิ่งบนเทรดมิลล์เพราะฝนตก ปรากฏวิ่งไปได้ 20 นาที เกิดปวดแปล๊บขึ้นมาที่หลังเท้าขวา โอว.. การบาดเจ็บจากการวิ่งเป็นแบบนี้สินะ

 

3 วันหลังจากปวดแปล๊บบนเทรดมิลล์ ฉันยังเดินเหมือนคนพิการ ไม่มีอาการบาดเจ็บในสนามวิ่งมาตลอดปี แต่มาเจ็บบนเทรดมิลล์ ได้เรียนรู้อีกแล้ว จะวิ่งกับรองเท้า VFF ต้องใจเย็น ค่อยๆ เทรน รอให้ร่างกายพร้อม ต้องยืดให้พอ แล้วก็ต้องเมตตาตัวเองให้มาก มากกว่าที่เราคิดว่าเมตตาแล้ว และแม้จะมีฮาล์ฟมาราธอนรออยู่ในอีก 3 อาทิตย์ แต่ตอนนี้ต้องพักจริงๆ แล้ว

 

ก็เป็นปีที่สนุกดี สนุก และได้เรียนรู้

คงต้องขอบคุณตัวเองมั้ง ที่เปิดรับเรื่องพวกนี้ และยอมให้ทุกประสบการณ์มันเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรื่อยๆ อย่างนี้หรอก

 

ปลายปี 2560 ช่วงเวลาแห่งการติดซีรีส์

มาตรฐาน

ฉันเป็นคนขี้หมั่นไส้กระแสนิยม รำคาญการแห่ทำอะไรตามเทรนด์ ด้วยเหตุนี้จึงได้มาดูหนัง Titanic ครั้งแรกในรายการ Big Cinema ของช่อง 7 และได้มานั่งเฝ้าจอมือถือ ดูซีรีส์เกาหลีสุดฮิตอย่าง Goblin เอาก็เมื่อชาวบ้านขาวเมืองเขาดูกันไปเป็นปีแล้ว แต่พอเริ่มดูซีรีส์เกสหลีเรื่องแรก จากนั้นก็หยุดหาเรื่องใหม่ๆ มาดูต่อไม่ได้เลย!

 

ด้วยอุปนิสัยจับจด ก็ไม่รู้จะติดอย่างนี้อีกนานไหม อาจจะดูไปได้สักพักแล้วเกิดเบื่อ ก็เลิกเสียเฉยๆ หรืออาจจะดูต่อไปเรื่อยๆ จนหมดคลัง แล้วก็พาลลืมเนื้อหาในเรื่องแรกๆ ที่ดูไปเสียสิ้นตามประสาคนไม่จดจำอะไร เลยอยากจะลองนับเรื่อง และจดบันทึกไว้สักหน่อยว่าปีๆ นึงดูเรื่องอะไรบ้าง และได้เรียนรู้อะไรบ้าง นอกจากความสุขสนุกสนาน ความบันเทิงที่ได้รับ อย่าเรียกว่าเป็นการรีวิวละคร แค่บันทึกว่าเรื่องไหนเป็นยังไง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

 

ฉันเริ่มต้นตอนปลายเดือนตุลาคม 2560 ด้วยซีรีส์เรื่องฮิตในหมู่ผู้ชมสาวหลายเชื้อชาติ

Goblin

  1. Goblin เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกคอมมิดี้ ที่นำตำนานอภินิหารเหนือมนุษย์เข้ามาแต่งเพิ่มพอให้มโนกันไปสนุกๆ ประมาณชายหนุ่มมีชีวิตอมตะซึ่งต้องพบกับความพลัดพรากมาตลอดชีวิต รอคอยเจ้าสาวซึ่งจะมาปลดปล่อยวิญญาณของตัวเองให้เป็นอิสระ พล็อตออกจะเพ้อเจ้อ แต่ด้วยบท ด้วยตัวแสดง โลเคชั่น ด้วยโปรดักชั่นในการถ่ายทำ การใช้กล้อง การจัดแสง ฯลฯ ซีรีส์เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นละครกึ่งหนังโฆษณา (เพราะมันไท-อินสินค้าเยอะมากกก) ที่สวยมาก น่าดู คือเราไม่ต้องคิดอะไรมาก ดูกงยูไปเรื่อยๆ ดูเสื้อผ้าที่กงยูใส่ ดูผม ดูมือ ดูหน้าตากงยู ดูท่าทางอ่านหนังสือ ดูบ้านของก็อบลิน ดูร้านชา ดูร้านไก่ทอด ดูคุณยม ฯลฯ ดูอย่างหลงใหลไปจนจบ จบอย่างไม่ค่อยได้ดังใจ แต่กระนั้นก็ยอมรับว่าชอบ (ดู) กงยู ทั้งๆ ที่เกลียดการแห่ชอบอะไรเหมือนชาวบ้านนี่แหละ เอ้อ อีกอย่างที่ชอบคือคุณยมตอนเอาผมหน้าม้าขึ้น แล้วมีหนวดหน่อยๆ ฉันว่าผู้ชายคนนี้มีเซ็กแอพพีลกำลังดี ทำให้ใจสั่นได้พอประมาณเลย มือสวย ปากก็สวย

CoffeePrince

  1. ซีรีส์เรื่องต่อมาที่ไปขุดมาดูเพราะว่าชอบ (ดู) กงยูคือ Coffee Prince เรื่องนี้เคยดูทางช่อง 7 เมื่อราว 10 ปีที่แล้วได้มั้ง ตอนนั้นไม่ได้อะไรมาก จำได้แค่สงสัยว่าบทนางเอกนี่ได้แรงบันดาลใจจากทัศดาว บุศยาหรือเปล่า กลับมาดูคราวนี้รู้สึกรักตัวละครพระเอกนางเอกมาก ยังใสปิ๊งกันทั้งสองคน โดยเฉพาะกงยู ทรงผมในตอนแรกๆ ที่น่าจะเป็นทรงฮิตสมัยนั้น แต่ดูเฉิ่มในสมัยนี้ (เพิ่งดู Goblin จบ คิดว่าเขาเหมาะกับทรงผมในนี้มากกว่า) แต่ทุกอย่างใน Coffee Prince ไม่ว่าจะเป็นความใส และหุ่น รวมถึงการแสดงออกถึงความเป็นคนจิตใจดี ที่เราดูแล้วรู้สึกว่าตัวจริงเขาก็ดีแบบนี้แหละ มันโดนมากๆ กงยูตอนนั้นตัวหนากำลังงาม และกล้ามสวย ใน Goblin ออกจะผอมบางไปนิดในความรู้สึก เสียดายที่ไม่ชอบตอนจบ ก็เลยเลือกจำซีรีส์เรื่องนี้ด้วยภาพรูปลักษณ์น่ากอดของพระเอก

You_Who_Came_From_The_Stars-001

  1. ดู Coffee Prince จบช่วงปลายเดือนตุลา รู้สึกเหงาๆ เลยหาเรื่องใหม่ดูต่อ เลือก My Love from the Star เพราะจำได้ว่าเมื่อสัก 2 ปีก่อน พี่ที่ออฟฟิศเก่าเครซี่มาก เหมือนนางจะถึงขั้นรอดูพร้อมเกาหลี แล้วรีบไปดูเวอร์ชั่นซับไทยรีพีทอีกรอบเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทึ่งกับพระเอกอย่างยิ่ง คิมซูฮยอน ตัวไม่สูงมาก (เมื่อเทียบกับพระเอกแนวหน้าเกาหลีที่ควบอาชีพนายแบบด้วย) แต่เป็นคนที่เปลี่ยนลุคแล้วดูเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง น่าดูทุกลุก แล้วสิ่งที่ชอบดูมากๆ นอกจากตาก็คือ มุมปาก (ที่กรี๊ดมากคือตอนยิ้ม ซึ่งในเรื่องนี้แทบไม่มี เพราะบุคลิกพระเอกคือนิ่ง+เย็นชา) แล้วก็กล้ามต้นขา ใช่ ฉันมองต้นขาผู้ชายผ่านกางเกงอีกแล้ว บทมันไม่ค่อยดีนัก ออกจะเว่อวังๆ เพ้อเจ้อเยอะ แต่ด้วยความดูพระเอกนางเอกเพลินก็ดูไป เออ จากเรื่องนี้เห็นอย่างนึงที่สะท้อนมาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทางโลกออนไลน์ เหตุที่เกาหลีไม่รู้เลวร้ายและต่ำทรามเท่าบ้านเราไหม แต่ดูเขาเอาจริงเอาจังและมีการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในเรื่องนี้นะกันแข็งขันนะ ตอนจบไม่รู้จะบอกว่าโอเคหรือไม่โอเคดี แต่ก็ดีกว่าสองเรื่องแรกละมั้ง จำได้ว่าไปดูจบที่สนามบินฮ่องกง ตอนรอเปลี่ยนเครื่องไปโอซาก้า ..ไม่ค่อยติดเท่าไหร่เลย แค่อยากดูให้จบ หายคาใจกันไป

W-–-Two-Worlds-K-Drama-2016

  1. กลับมาจากญี่ปุ่นก็คันไม้คันมืออีก ลองดูในแอพ Viu ว่ามีอะไรน่าดู ก็บังเอิญไปกดดู W แล้วไปเม้ากับเพื่อน รู้ว่าเป็นพระเอกที่เพื่อนชอบก็เลยลองดู แล้วก็เริ่มทึ่งกับการเขียนบท เฮ้ย คิดได้ไง บอกคร่าวๆ ตอนนี้ว่าเป็นเรื่องสืบสวนสอบสวนที่เขียนให้คนหลุดเข้าไปในโลกการ์ตูน และตัวละครในการ์ตูนหลุดออกมาในโลกจริง มันสนุกเพราะเป็นอะไรที่เดายากมาก และด้วยความที่ออกตัวไว้ว่าเป็นโลกการ์ตูน ตรรกะมันเลยไม่มี เราเลยดูไปแบบไม่เอาตรรกะของโลกมนุษย์ไปวัดว่าผิดหรือถูก เรื่องนี้พระเอกหน้าใสมากกก ผิวขาวมากกก ซึ่งก็สงสัยจริงๆ ว่า อีจงซอกไปทำอะไรมาหรือเปล่า เอ้ย น้องเขาเป็นแบบนี้เลย ขาว ปากแดง ผิวดี โอเค จมูกอาจจะทำมานะ แต่ปากเป็นรูปนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ตัวสูงขายาวเหมือนพระเอกในการ์ตูนไม่มีผิด เรื่องนี้ตอนกลางมันสนุกจริงๆ แต่ตอนท้ายมันจบงงๆ อีกแฮะ

PINOCCHIO

  1. Pinocchio เป็นเรื่องต่อมา จะถามว่าชอบอีจงซอกเลยตามมาดูเรื่องนี้ต่อหรอ ก็ไม่เชิงนะ เพราะก็ยังชอบคิมซูฮยอนมากกว่า แต่ถึงจะไม่ได้หลงใหลจงซอก แต่พบว่าน้องเล่นเก่งมาก อาจจะด้วยว่าบทมันหลากหลายกว่า มีหลายมิติ หลายอารมณ์ มีความดราม่า และมีเติมความกดดันเข้าไปให้ตัวละครมากกว่าด้วย ที่สำคัญคือประเด็นสำคัญในเรื่องนี้มันโดนใจ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ที่ไปทำลายชีวิตครอบครัวของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง จนบ้านแตกสาแหรกขาดเลย มันทำให้คนดูตั้งคำถามว่าแล้วจริงๆ บทบาทและหน้าที่ของสื่อ โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ควรมีอยู่แค่ไหน บทบาทของ “นักข่าว” ควรเป็นอย่างไร มีความรู้สึกว่าละครเรื่องนี้มีประโยชน์ เรื่องนี้ก็จบแบบที่มันควรจบ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกติดใจหรือฟินอะไร เพราะมันพีคไปตั้งแต่กลางเรื่องแล้ว

black

  1. มีเทิร์นนิ่งพ้อยท์นิดหน่อยกับการเปลี่ยนแอพ เดิมดูซีรีส์ผ่านแอพ Viu แล้วมีเพื่อนมาแนะนำกึ่งกดดันให้สมัคร Netflix เพราะมีหนังดีๆ และให้ดูฟรีเลย 1 เดือน เราเองก็ไม่ใช่คนเชื่อฟังเพื่อนเท่าไหร่ แต่คำว่าฟรีมันมีอิทธิพล ซึ่ง Netflix ก็ดีเพราะมีหนังให้ดูด้วย (รู้สึกว่า Viu ต้องเป็นสมาชิกนะ ถึงจะได้ดูหนัง) มีทั้งฝรั่ง ญี่ปุ่น และเกาหลี แถมกลับมาดูตรงรอยเดิมได้แนบเนียน ไม่ต้องจำเอาเองว่าดูถึงไหนแล้ว เลยไปลองดูตรงนี้สักเดือน ชิมซีรีส์ญี่ปุ่นไปเรื่องนึงสนุกนะ แต่ยังไม่ทันจบเลยขอยังไม่เขียนถึง ที่ยังไม่จบเพราะมาติดซีรีส์เกาหลีเสียก่อน! Black เป็นเรื่องสืบสวนแนวลึกลับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มีพระเอกยมทูต กับนางเอกที่มองเห็นว่าใครกำลังจะตาย เปิดเรื่องด้วยการพบศพหนึ่งที่ถูกฝังไว้ 20 ปี จากนั้นก็สืบกันไปจนโยงใยไปใหญ่โต แต่ละตอนทิ้งเงื่อนงำไว้ตอนละนิดละหน่อย เป็นความทรงจำตัวละครบ้าง ในไดอาล็อกของตัวละครอื่นบ้าง เป็นการเขียนบทที่เจ๋งมาก ไม่รู้คนเขียนวาด Mind map ยังไง ดูไปนี่แทบเดาไม่ถูกเลย สนุกมาก คิวบู๊เกาหลีนี่โคตรมันส์ ชอบมาก กระโดดถีบสกายคิก ยกเท้าถีบหน้าอก มันใช่อะ แต่ๆๆๆ สิ่งเหล่านี้มันจะน่าดูขนาดนี้ไปไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้พระเอกคนนี้มาเล่น ซอซึงฮอน อุปป้าของเราสุดยอดเลย ไม่สูงมาก แต่หล่อแบบแมนๆ หน้าตามีแผลเป็นประปราย แต่แอบขนตายาวน่ามอง เวลาพี่เขาขมวดคิ้วหรือกัดกราม มันใช่เลย เป็นคนกล้ามหน้าขาสวย เวลายิ้มก็น่ามอง ท่าเดินก็เป็นอะไรที่มีเอกลักษณ์ สรุปว่าชอบ (นี่ต้องไปขุดซีรีส์เรื่องแรกๆ มาดูไหมคะ) และก็เหมือนเดิม เรื่องราวอันสนุกสนานชวนลุ้นตัวโก่งให้ติดตามตอนต่อไปเรื่อยๆ ก็จบลงแบบห่อเหี่ยว แต่ทำไมแอบรู้สึกอนิจจังอย่างนั้นก็ไม่รู้สิ

 

stranger

  1. Stranger เป็นเรื่องล่าสุดที่กำลังติด พระเอกไม่หล่อ นางเอกไม่สวย แต่มันเป็นเรื่องที่เราต้องดูไปแบบให้ทันกับข้อมูลและการประมวลข้อมูลของตัวละคร เรื่องเกิดขึ้นที่การฆาตกรรมที่พระเอกไปพบเข้า เป็นความตายของคนที่กำความลับเกี่ยวกับการรับสินบนและการคอรัปชั่นในวงการยุติธรรมและวงการทหารเกาหลี อูยยย เล่นของสูงไหมล่ะ พระเอกเป็นอัยการที่มีปัญหาบางอย่างจากการผ่าตัดสมอง ส่วนนางเอกเป็นตำรวจสืบสวนที่ฉลาดแต่ติดดิน และจิตใจดีมาก สองคนต่างบุคลิกแต่กลายเป็นทีมที่ลงตัวมาก เป็นเรื่องเดียวที่อยากดูซ้ำรอบสอง เพราะตามไม่ทันไดอาล็อกและรายละเอียดที่ซ่อนไว้ในแต่ละซีน ยังไม่รู้ตอนจบ เพราะยังดูไม่จบ แต่ถ้าถามว่าในบรรดา 7 เรื่องที่ดูมาชอบเรื่องไหนที่สุด อยากบอกว่าเป็นเรื่องนี้ ชอบโดยไม่ต้องมีนางเอกสวยพระเอกหล่อ และนับถือทีมเขียนบทมากๆ

 

ถ้าลองเทียบดูกับละครไทย ที่ฉันไม่ได้ดูนานแล้ว สิ่งแรกทีเห็นคือ โปรดักชั่น ละครไทยมันดูทำกันหยาบกว่า พอเอามาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเลยมีรอยสะดุด แสงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มันโดด แสงในละครเกาหลีมันมีความสม่ำเสมอ เรียบเนียนกว่า ตัวละครอาจจะแต่งหน้าจัด แต่มันไม่ดูเป็นงิ้ว เทรนด์การแต่งหน้าช่วงนี้อาจจะนิยมการแต่งให้ดูไม่เหมือนแต่ง แต่ละครไทยยังแต่งจัดแบบรู้ว่าแต่งจัด แม้กระทั่งในละครพีเรียดย้อนยุค

 

บทเป็นสิ่งสำคัญ เขาสามารถสร้างเรื่องราวจากบทที่มีเหตุมีผลในตัวของมัน แม้มันจะเป็นเรื่องแฟนตาซีขวนฝัน แต่มันก็ยังมีตรรกะของมันอยู่เสมอ ในละครเกาหลี เราจะพลาดฉากใดฉากหนึ่งหรือไดอาล็อกใดไม่ได้เลย เพราะมันจะถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับเหตุการณ์ในอนาคตเสมอ ไม่มีการใส่เรื่องมาเรื่อยเปื่อย หรือไทอินแบบไม่มีเหตุผล

 

เออ แล้วการดูย้อนหลังแบบไม่มีโฆษณาแทรก มันก็เพลินจริงๆ นะ

 

 

ข้อสังเกต

  • อาชีพเขียนบทละครโทรทัศน์ในเกาหลีดูรุ่งเรืองมาก
  • จริงๆ คืออาชีพโปรดักชั่นละครแหละ เพราะดูเหมือนผู้กำกับแต่ละคนก็มี signature ของตัวเองด้วย
  • สรุปใหม่ อุตสาหกรรมละครโทรทัศน์เกาหลีรุ่งเรืองมากจ้ะ
  • ผู้ชายเกาหลีร้องไห้เก่งจริงๆ (ดังที่เจ้ตุ่นบอก) และมันช่างน่าสงสารจริงๆ
  • พระเอกเกาหลีตัวสูงมาก แต่ละคนสูง 180 อัปจ้า
  • และตัวละครที่มีบุคลิกเซอร์ๆ หรือไม่ค่อยร่ำรวยมาก มักเลือกอยู่อาศัยบนดาดฟ้าตึก
  • คนเกาหลีชอบกินเหล้าโซจูในร้านที่เป็นเต็นท์ๆ
  • อย่างหนึ่งที่เป็นอิทธิพลจากซีรีส์เกาหลีคือ ดูแล้วโคตรอยากกินอาหารเกาหลีเลย
  • ทัศนะต่อโทรศัพท์ซัมซุงก็เปลี่ยนไปแฮะ ในซีรีส์ มันเป็นโทรศัพท์ที่สวย+น่าใช้มากนะ
  • รถเกาหลีก็ช่างดูสวย และสมรรถนะดีแฮะ

Osaka Marathon 2017: มาราธอนที่จบไปแล้ว

มาตรฐาน

บอกตามตรงว่าหลังจบมาราธอนแรกที่ เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน ในเดือนสุดท้ายของปีก่อน ฉันก็ไม่ได้มีความปรารถนาจะวิ่งมาราธอนอีก คือถ้าเรามีร่างกายพร้อมสำหรับระยะนั้น อดทนวิ่งไปสัก 5-6 ชั่วโมงก็น่าจะจบระยะ 42 กว่ากิโลได้ แต่การซ้อมแล้วซ้อมเล่าเพื่อเตรียมให้ร่างกายพร้อมขนาดนั้นน่ะสิ เป็นอะไรที่หนักอึ้ง ยาวนานและน่าเบื่อหน่ายมาก (ยังจดจำความหนักอึ้งและน่าเบื่อหน่ายนั้นได้ดี) ความรู้สึกเมื่อได้พาตัวเองมาถึงเส้นชัยแล้วก็คือ เออ จบซะทีนะมาราธอน เมื่อยก็เมื่อย หิวก็หิว ไม่ใช่อะไรที่มิราเคิลอะเมซซิ่งแบบ กรี๊ดดดดดดด แม่จ๋าหนูทำได้แล้วว ดีใจจนน้ำตาไหล มีความสุขไปอีกเป็นวันๆ อะไรอย่างนั้น ก็เลยไม่ได้อะไรกับมันเท่าไหร่ แค่รู้แล้วว่าวิ่งมาราธอนมันเป็นยังไง แล้วก็แค่นั้น หลังจากนั้นก็ยังวิ่งอยู่บ้าง แต่เอาแค่สนุกๆ ไม่ได้บังคับเคี่ยวเข็ญตัวเองให้ไปไกลขึ้นหรือเร็วขึ้นแต่อย่างใด เรียกว่าเป็นนักวิ่งที่ไม่น่าคบ เพราเป็นพวกแรงจูงใจต่ำ ไม่กระตือรือร้นและเนือยเกินกว่าจะก้าวหน้าและมีพัฒนาการในสนามวิ่ง

แต่จะด้วยเวรด้วยกรรมอันใดก็ไม่ทราบ ก็ได้ไปกดสมัครโอซาก้ามาราธอน วันที่ 26 พฤศจิกายน 2017 ไว้

สมัครเล่นๆ นะ แต่ดันได้จริงๆ

บังเอิญมีเพื่อนที่พร้อมจะไป เพื่อวิ่ง อย่างกระตือรือร้น คน “ยังไงก็ได้” ที่คิดแค่ –เออ ได้ไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นก็ดีเนอะ– อย่างฉันจึงได้เออออ คลิกจ่ายเงินค่าสมัครวิ่งไป ต่อด้วยซื้อตั๋วเครื่องบินและจองโรงแรม แอบมีความหนักใจกับการซ้อมบ้าง แต่ก็เก็บๆ ซ่อนๆ ไว้เสียมิดชิด

จากวันนั้นจนถึงวันเดินทาง ชีวิตก็ยุ่งขิง มันยุ่งจริงๆ เพราะเมื่อต้นปีฉันเพิ่งเรียนจบคอร์สครูโยคะ แรกๆ ก็ต้องมีการเกณฑ์เพื่อนฝูงมาเป็นนักเรียนโยคะกับเราเพื่อเก็บชั่วโมงสอนส่งครู ไปๆ มาๆ ก็สอนกันต่อเนื่องเพราะว่าเพื่อนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง เราเองก็ยินดีที่เพื่อนมีพัฒนาการในทางบวก ก็เอาเวลาที่ควรจะหมกมุ่นจริงจังกับการซ้อมวิ่งมาราธอน ไปเป็นเวลาสอนโยคะ

แต่จริงๆ จะไปโทษว่าเป็นอย่างนั้นทั้งหมดก็ไม่ได้ เขาว่าคนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ถ้าอยากซ้อมมันต้องได้ซ้อม ความจริงคือเป็นฉันเองที่ใจเสาะ ไม่กล้าออกไปซ้อมจริงๆ จังๆ วิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ ตามตารางซ้อมอย่างที่เคยทำมาแล้วในปีก่อน ให้เหตุผลกับตัวเองว่าเหนื่อย ไม่ไหวบ้าง ไม่ว่างบ้าง จะขอชดเชยเป็นอาทิตย์ต่อไปบ้าง ฝนตก ฟ้าคะนอง บางวันก็ร้อน มีประจำเดือนบ้าง ปวดหัวตัวร้อนอะไรไปบ้าง หาเหตุผลได้ตลอดแหละ การซ้อมให้พร้อมสำหรับวิ่งโอซาก้ามาราธอนของฉันจึงเป็นแค่ 5-6 กิโลบนเทรดมิลล์ที่ทำงาน ไม่บ่อยด้วย วิ่งจริงๆ 10 โลนี่นับครั้งได้ แล้วก็เป็นการวิ่งในรายการที่ลงสมัครไว้ประปรายเท่านั้น (ซ้อมเองจริงๆ แทบไม่มี) อันนี้เพื่อนที่เป็นเพื่อนกันใน Strava ก็เห็นอยู่

เขาว่ากันว่าเราควรจะซ้อมวิ่ง 30 โลได้ 3 รอบก่อน ถึงจะวิ่งมาราธอนได้สบาย แต่ความจริงคือ ก่อนวันวิ่งระยะ 42 กิโลเมตรของฉัน ระยะไกลสุดที่ได้วิ่งคือ 22 กิโลเมตรบนดอยในโป่งแยงเทรลเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน แต่จะนับเป็นการซ้อมก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะการวิ่งเทรลมันก็ต่างกับการวิ่งถนนอยู่ ขนาดรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ที่ซื้อล่วงหน้ามาตั้งหลายเดือนยังได้ใส่ก่อนวันวิ่งจริงแค่ 5+5 กิโลเมตร ในวันจริงรองเท้าดูใหม่ซิงมาก มันสะอาด และเหลืองละออเหมือนใบแปะก๊วยที่ยังไม่เปื้อนดิน ดูไม่มีความโปรฯ เอาเสียเลย

ตามสภาพดังที่สาธยาย ฉันควรไปวิ่งเงียบๆ (ถ้าวิ่งไม่จบจะได้ไม่ต้องอายใครมาก) และไม่ควรหวังอะไรมาก ให้การเดินทางไปญี่ปุ่นทริปนี้เป็นการไปเที่ยวเป็นหลัก และไปได้ชมบรรยากาศในการวิ่งมาราธอนในเมืองโอซาก้าเป็นกำไรชีวิต ไม่จบก็ยอมรับเสียว่าเตรียมตัวมาแค่นี้ บอกตัวเองว่าความสำเร็จควรคู่กับคนที่ทุ่มเทให้กับการเตรียมตัวมาดีพอเท่านั้น

บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าคิดว่าจะวิ่งจบ ถึงจะเดินเร็วเก่ง แต่ขาและเท้าที่ไม่ได้ซ้อมมามันจะทนกับระยะทางและระยะเวลาอันยาวนานไม่ไหวเอา
ปรากฏว่าฉันวิ่งจบ จบก่อน 6 ชั่วโมง โดยไม่บาดเจ็บหรือมีตะคริวมากวนด้วย 

มันเกิดจากอะไรกันล่ะ ลองดูปัจจัยพวกนี้กันหน่อยแล้วกัน

…………………………………………………….

  1. ร่างกายที่ไม่บาดเจ็บ: ฉันอาจจะไม่ได้ซ้อมจนกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงทนทาน แกร่งพอกับระยะ แต่การไม่ซ้อมมันทำให้เหลือร่างกายที่ไม่บาดเจ็บ เคลื่อนไหวได้สบายๆ ผ่อนคลาย ลองนึกเทียบกับปีก่อน ก่อนวิ่งมาราธอนแรก ตอนนั้นแม้จะไม่มีอาการบาดเจ็บก่อนวิ่ง แต่ก็เป็นการวิ่งออกไปด้วยร่างกายที่ตึงปวด ตรงนั้นตรงนี้ กระจุกกระจิก ไม่รีแลกซ์เหมือนอย่างหนนี้ การฝึกโยคะในแบบที่ฝึกอยู่ก็น่าจะช่วยได้เยอะ ฉันก็ไม่ได้ฝึกทุกวันอีก แต่น่าจะเป็นการฝึกถูกทาง การฝึกอาสนะโยคะในปีนี้ไม่ใช่การบังคับร่างกายให้ทำท่าทางต่างๆ อย่างเคร่งครัดอีกต่อไป มันคือการชวนร่างกายให้ทำท่าทางต่างๆ อย่างผ่อนคลาย อย่างโอนอ่อนผ่อนตาม อย่างมีสติรับรู้ในความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฝึกแบบนี้ทำให้คนเรารู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น จึงเกิดความไวต่อการ detect สิ่งที่กำลังจะเกิดกับร่างกายได้ดีขึ้น มันเทรนให้ฉันไม่ใช่คนแบบที่จะวิ่งจนตะคริวขึ้น หรือวิ่งจนบาดเจ็บ เพราะจริงๆ แล้วก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ร่างกายส่งสัญญาณเตือนมาแล้ว ถ้าเราฟังอยู่ จับสังเกตได้ เราจะผ่อนลงทัน …บอกยากนะว่าโยคะช่วยอะไรบ้าง เพราะมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ส่วนตัว ฉันพูดได้แค่ หลังจากได้เจอครูที่ได้เจอในปีนี้ ได้เรียนโยคะแบบที่เรียนในปีนี้ ตัวฉันมีพัฒนาการทางบวกทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายในปีนี้แม้ไม่รู้สึกถึงความแข็งแรง แต่ก็รู้สึกถึงความอิสระ ผ่อนคลายมาก อุปสรรคสำคัญของระยะ 42 กิโลเมตร+ ในครั้งนี้มีแค่ระบมเท้า เพราะยังไม่ได้ซ้อมเท้ามาให้ชินกับระยะแค่นั้น

 

  1. โหลดพอ: นี่เรื่องจริงเลย สองสามวันก่อนวิ่งฉันเข้านอนไว และนอนเต็มที่เพราะเหนื่อยจากการเที่ยว กินข้าวญี่ปุ่นมื้อละ 2-3 ชามเพราะมันอร่อย ก่อนนั้นก็รับโปรตีนมาเพียงพอ เพราะรู้ตัวดีว่าอ่อนซ้อม เลยตั้งใจโหลดให้พอ เคยมีประสบการณ์หมดแรงกลางฮาล์ฟมาราธอนเพราะไม่ได้ตั้งใจโหลด ฉันจำแม่นเลย และบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมเป็นแบบนั้นอีก ระหว่างทางวิ่งครั้งนี้ก็วิ่งไปพร้อมของกินที่คุ้นเคยอัดแน่นเต็มกระเป๋าหลังของเสื้อปั่นจักรยาน น้ำท่า เกลือแร่ในรายการนี้ก็บริบูรณ์ แถมยังมีขนมจากกองเชียร์ที่มีมาแจกระหว่างทางด้วย

 

  1. ไม่กดดันตัวเอง: การสำรวจความรู้สึกตัวเอง ยอมรับในความอยากได้อยากมี อยากชนะ(เรื่องธรรมดาที่มีกันทุกคน) และยอมรับในสภาพความเป็นจริงของต้นทุนทางร่างกาย ทำให้ฉันวิ่งไปแบบรับความจริง ไม่ได้หวังสูง ออกจะเป็นทัศนคติที่ใช้ไม่ค่อยได้ แต่ฉันมองว่ามันก็ดีที่ไม่กดดันตัวเองเพิ่ม คราวนี้ฉันวิ่งโดยบอกกับตัวเองคล้ายปีที่แล้ว ตอนที่ตื่นเต้นไม่รู้จะตื่นเต้นยังไง สุดท้ายก็มาจบกับการบอกตัวเองว่า “แค่อยู่กับปัจจุบัน” ทำสิ่งที่ได้ทำในปัจจุบันให้ดีที่สุด น่าประทับใจที่สุด เพราะถ้าผ่านเวลานี้ไป จะไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้แล้ว ความคิดนี้มาจากการฟังเทศน์ ศึกษาธรรม แล้วก็เก็บมาคิดจนยอมรับว่า ใช่ มันเป็นอย่างที่พระท่านบอก อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตยังมาไม่ถึง มีแต่ปัจจุบันที่อยู่ตรงนี้ คราวที่แล้วก่อนปล่อยตัวง พี่ภูผู้เป็นโค้ชให้ห่างๆ (เพราะเขียนให้แต่โปรแกรมซ้อม ไม่ได้มาจิกไชว่าซ้อมครบไม่ครบ) หันมาบอกว่า วิ่งให้สนุกนะ ฉันก็เตือนตัวเองให้ซึมซับบรรยากาศและวิ่งให้สนุกไปตลอดทาง (เพราะอาจจะไม่กลับมาทำอะไรแบบนี้อีก-ฮา) ส่วนคราวนี้ แม้ไม่มีคนมาบอกให้เข้าใจในภาษาไทย แต่บรรยากาศมันชวนให้วิ่งสนุกจริงๆ โดยส่วนใหญ่ก็เลยสนใจบรรยากาศที่แปลกตา แปลกหูนี้ ไม่ได้จมจ่อม สนใจแต่ความเหนื่อยล้า ความระบมของร่างกาย รวมทั้งไม่ได้สนใจความท้อแท้ของตัวเองมากจนเกินไป

 

  1. อากาศเย็นสบาย: ในชีวิตยังไม่เคยวิ่งในอากาศเย็นขนาดนี้มาก่อน ตอนปล่อยตัวน่าจะเย็นมาก แต่ระหว่างวิ่ง แอบดูอุณหภูมิที่นาฬิกา มันอยู่แค่ 15-16 องศาเอง แดดไม่ออก ช่วงท้ายมีฝนฝอยๆ ด้วย ตลอดการวิ่งเหงื่อออกแค่ซึมๆ รองเท้าไม่เปียก ยอมรับว่าหนาว แต่อากาศแบบนี้วิ่งได้เรื่อยๆ ดีกว่าวิ่งกลางอากาศร้อน ความชื้นสูงอย่างบ้านเราจริงๆ นะ เส้นทางวิ่งก็สวยน่าวิ่งมาก ชาวโอซาก้าปิดถนนให้เราวิ่ง ถนนของเขากว้างใหญ่ เกือบทั้งหมดราดยางมะตอย นิ่มเท้าดีกว่าคอนกรีต วิวก็สวยมาก ปีนี้เขาเลื่อนมาจัดตอนที่แปะก๊วยกำลังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสวย เป็นภาพของโอซาก้าที่เราจะจำเลยนะ

 

  1. เสียงเชียร์: กองเชียร์ชาวโอซาก้ามากันด้วยความจริงใจ มีทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กที่พ่อแม่พามาสัมผัสบรรยากาศ หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ วัยคุณป้า ย่ายาย บางคนมาในชุดคอสเพลย์ บ้างก็มาดักเชียร์เพื่อน เพื่อนร่วมงาน อาจารย์ พี่น้อง ญาติของตัวเอง เวลาเขาเจอคนของเขา เราเห็นแล้วชื่นใจ เขาจะร้องทัก ส่งเสียงกรี๊ดแล้ววิ่งไปหากัน การที่มีคนยื่นมือออกมารอให้เราสัมผัสมือ พร้อมกับส่งเสียง Kanbare/Kanbatte/Fighto ซึ่งเป็นการเชียร์ให้สู้ๆ โดยเฉพาะกับเด็กน้อยที่ยกมือค้าง รอให้นักวิ่งมาสัมผัสมือ มันทำให้เราหยุดเดินได้ยากขึ้น บอกเล่าความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน แต่บอกสั้นๆ ว่าประทับใจมาก เวลาวิ่งผ่านวงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นวงดุริยางค์ หรือร็อคแบนด์มัธยม ที่เล่นเพลงฝรั่งเนื้อญี่ปุ่น มันก็รู้สึกฮึกเหิมจนลืมเหนื่อย ปอมปอมกับเชียร์ลีดเดอร์ก็โปรฯ มากๆ ไหนจะทีมตีกลองเชียร์อีก ตอนที่วิ่งผ่านขามันหายอ่อนเลย ดีดขึ้นมาโดนไม่รู้ตัวเป็นร้อยเมตร การเชียร์นี่มันมีพลังจริงๆ นะ

 

  1. ความอดทน: ฉันมองมันเป็นปัจจัยสุดท้ายเพราะเป็นสิ่งที่ฉันไม่ค่อยมี แต่ก็พยายามเรียกออกมาใช้แล้ว ค่อยๆ วิ่งไปช้าๆ คอยดู pace ให้มันต่ำๆ เข้าไว้ (ดันลืมคาดสาย Heart rate) เพื่อกั๊กแรงไว้เผื่ออนาคตบ้าง มันก็พอจะไปได้เรื่อยๆ น่าแปลกเหมือนกันที่กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ มันรู้สึกพอไหว เหนื่อยล้ามากนักมีจังหวะก็หยุดเดินสลับ ส่วนที่ต้องอดทนมากหน่อย และต้องใส่ใจให้ดีคือฝ่าเท้า โชคดีที่พอทนไหว และโชคดีที่ตัวฉันชินกับรองเท้ายี่ห้อนี้ รุ่นนี้ เบอร์นี้แล้ว (คู่นี้แค่เปลี่ยนสีจากคู่เดิมที่ใส่เมื่อปีก่อน) วิ่งจบแล้ว นอกจากกล้ามเนื้อโอเค สะโพก เข่า ข้อเท้าโอเค เท้าก็ยังโอเคด้วย ไม่มีเล็บไหนช้ำ กลับเมืองไทยด้วยเล็บเท้าสีปกติครบทั้ง 10

     

    7. พรจากคินาบาลู: การพาตัวเองขึ้นและลงจากยอดคินาบาลูได้เหมือนตัวเองสตรองขึ้นอีกเลเวลจริงๆ

 

……………………………………..

สรุปเหอะ ไม่ว่าจะวิ่งจบด้วยว่าร่างกายวันนั้นแข็งแรงพอจะวิ่ง หรือเพราะมีอะไรช่วย ฉันก็พบอีกครั้งว่า วิ่งจบแล้วมันก็แค่จบ แล้วก็กลายเป็นเรื่องอดีตไป ถามว่าถ้าฉันวิ่งไม่จบ จะเป็นยังไง …มันก็กลายเป็นอดีตอีกเช่นกันใช่ไหม จะจบหรือไม่จบ มันก็ย่อมผ่านไป

เป็นอีกครั้งที่ฉันพบว่าการวิ่งมาราธอนที่ฉันไม่ได้อยากวิ่งนัก แต่ก็ยังมาวิ่ง สอนอะไรหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่ตระหนักคือฉันไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเลยของนักวิ่งมือใหม่ เพราะมันคงไม่ใช่ทุกคนที่ไม่ได้ซ้อมแล้วจะวิ่งมาราธอนจบโดยไม่เจ็บเหมือนฉัน ฉันเองไม่แน่ใจว่าจะได้วิ่งมาราธอนอีกไหม แต่ตั้งใจว่า ถ้ามีโอกาสวิ่งอีก จะเตรียมซ้อมไปให้ดี อย่างคนเคารพระยะมาราธอน จะได้วิ่งอย่างสนุกสมศักดิ์ศรี กลับมาเล่าเรื่องของตัวเองได้เต็มที่ และแนะนำนักวิ่งหน้าใหม่ได้อย่างเต็มปาก

 

แม้ว่าเมื่อการวิ่งครั้งนั้นผ่านไป มันก็จะกลายเป็นอดีตไปเหมือนกับการวิ่งครั้งก่อนหน้า และหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจบ หรือวิ่งไม่จบ เจ็บหรือไม่เจ็บ

 

เป็นแค่ความสำเร็จ และไม่สำเร็จชั่วคราว ที่เราไม่ควรเสียเวลาอ้อยอิ่งกับมันจนลืมภารกิจในปัจจุบัน

 

ป.ล. หลังจากจบมาราธอนครั้งนี้มาอย่างงงๆ ในวันอาทิตย์ ก็พบว่าตัวเองเริ่มปวดหัวในวันอังคาร เริ่มมีไข้คือเย็นวันอังคาร ไม่รู้เพราะฝนวันมาราธอนหรืออะไร วันพุธเริ่มมีสภาพอ่วม สมาชิก 3 คนไม่มีใครไทลีนอลเลยสักเม็ด จำใจต้องซื้อจากร้านยาที่สนามบิน กินแล้วก็สบายตัวขึ้นดูหนังบนเครื่องบิน+กินได้สบายๆ เพื่อจะกลับมามีสภาพงอมพระรามที่บ้าน เดชะบุญที่ซื้อประกันภัยการเดินทางเอาไว้ เลยไปหาหมอแบบจ่ายเต็ม ไม่งั้นคงยืดเยื้อ เพราะเอาจริงๆ ฉันไม่ชอบหาหมอนักหรอก ..จบแล้ว

 

 

 

 

I knew heaven for a while

มาตรฐาน

บ้าจี้หรือเปล่า ตอนเพื่อนมาชวนเทรกกิ้งยอดเขาคินาบาลูแบบรีบๆ ถึงได้ตอบรับอย่างเร็ว ทั้งที่การ trekking หรือ Climbing ล้วนแต่ไม่ใช่แนวของฉันเลย (จำตอนไปปีนภูสอยดาวไม่ได้รึไง) แค่รู้จากกูเกิลว่าคินาบาลูเป็นยอดที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ไม่ได้ระแคะระคายว่าการป่ายปีนขึ้นไปจะลำบากยากเย็นอะไรขนาดนี้

การเตรียมตัวก็ไม่มีนะ ปีนี้ยุ่ง กิจกรรมเยอะ เลยเตรียมอุปกรณ์จำเป็นไปให้อุ่นใจ

อาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2560 ฉันพบว่าตัวเองเดินพอไหว หายใจได้ ไม่มีปัญหาด้าน physical แต่ในทาง mental เริ่มเกิดคำถาม เป็นคำถามเดิมที่มักจะอุบัติขึ้นมาตอนพีคๆ ว่า

นี่แกกำลังทำอะไรอยู่

และ

แกมาทำอะไรที่นี่

 

ก็ไม่รู้นะ ว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้คนร่วมร้อยเดินแบกของของจำเป็นในเป้ขึ้นมาที่ความสูงเกือบสามพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลเพื่อพักผ่อนไม่กี่ชั่วโมง


จันทร์ที่ 25 กันยายน 2560 เราตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่ง แต่งกายกันหนาวเต็มที่ อาศัยแสงไฟคาดหัวส่องนำทาง แล้วเริ่มเคลื่อนขบวนไปไต่ขึ้นยอดกันตอนตีสองครึ่งเกือบตีสาม ก้มหน้าก้มตาเดิน ไต่ และก้าวไปทีละก้าว บางช่วงพื้นภูเขาชันมากต้องใช้การป่ายปีน ไต่เชือกที่เขาขึงแน่นไว้กับพื้นที่เป็นหิน เพราะหวังจะไปให้ถึงยอด

แต่ฉันก็ตามเขาไป

ย่ำรุ่งที่ท้องฟ้าสะอาดใส เปิดโอกาสให้เรามองกลับลงไปเห็นเมืองทั้งเมืองที่ยังหลับใหล ในแสงไฟกะพริบพราว เงยหน้าขึ้นฟ้าก็เห็นดวงดาวใหญ่น้อย ชวนให้รู้สึกตัวเล็กจิ๋ว และอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างบอกไม่ถูก

 

ยิ่งเดินสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งต้องการอากาศมากขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น ต้องการหยุดพักบ่อยขึ้น แม้อากาศรอบตัวคือความเย็นเฉียบ แต่ร่างกายภายใต้เสื้อผ้ากันหนาวนั้นกลับร้อนและเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ระหว่างที่ยืนเกาะเชือกหอบ ขาสั่นอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ ภูมิประเทศแปลกตาที่เริ่มชัดเจนขึ้นจากแสงสว่างของขอบฟ้าทางตะวันออก ยิ่งทำให้สงสัยว่า นี่เป็นที่ที่มนุษย์อย่างเราควรจะอยู่หรือ

 

นึกขึ้นมาอย่างนี้ก็ตกใจ มองไปที่แสงไฟบนศีรษะของเหล่าอีลีทที่ล่วงหน้าขึ้นไปไกลลิบๆ โน่น …นี่เขากำลังพากันไต่ขึ้นไปเพราะอยากไปให้ถึงสวรรค์ ได้รับใบรับรองว่าไปถึงสวรรค์ แล้วก็ต้องลงมาในไม่ช้า เพราะว่าเรามีชีวิตอยู่บนสวรรค์ไม่ได้ สวรรค์ไม่ใช่ที่ที่เราควรอยู่ …อย่างนั้นหรือ

 

ฉันหยุดตัวเองตรงความสูงของจุดที่มียอด South Peak อยู่ตรงหน้า ค่อยๆ นั่งลง แล้วก็ถามตัวเองว่า แล้วที่ขึ้นมาถึงตรงนี้ เพราะว่าแกต้องการอะไร

…..

ท้องฟ้าเริ่มกระจ่าง สรรพสิ่งตรงหน้าเริ่มสว่างไสว ถ้าตรงนี้เป็นเชิงสวรรค์ มองลงไปข้างล่าง เบื้องหน้าคือที่ที่เราควรจะอยู่ใช่ไหม บนเตียงนอน ใต้ผ้าห่ม

 

…เออนั่นสิ ฉันพาตัวเองขึ้นมาบนนี้ทำไม ขึ้นมาเพื่ออะไร ใช่ อีโก้ฉันมีเหมือนคนอื่น แต่ฉันจะพิชิตยอดเขาสูง 4,095 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลไปเพื่ออะไร เพราะฉันอยากได้ใบรับรองซึ่งไกด์ที่ขึ้นมาบนนี้กันคนละเป็นร้อยรอบไม่มีเลย ใบนั้นหรือ

 

ไม่นะ ฉันไม่เคยนึกอยากได้ และไม่รู้จะเอามันไปทำอะไร

เออ แล้วฉันจะเดินต่อขึ้นไปเพื่ออะไร

 

คิดแล้วฉันก็นั่งรากงอกอยู่ตรงนั้น ชื่นชมภาพของยอด South Peak ที่ติดตามานาน

 

ของจริงคือความงามของเส้นสายที่ลงตัว เหมือนเนื้อเพลงที่คุ้นหู “บางอย่างไม่ต้องดีไซน์ และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร”  ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ ดินฟ้าอากาศช่างเป็นใจ ณ เวลานั้น ฉันนั่งตรงนั้น หายใจเข้าออก จับตาดูแสงที่เปลี่ยนไป บางช่วงก็ไม่ได้คิดอะไร บางช่วงก็คิด

…เธออยู่ตรงนี้มากี่ร้อยกี่พันปีแล้วฉันไม่อาจรู้ แต่ขอบคุณนะที่อยู่รอจนวันที่ฉันป่ายปีนขึ้นชมความยืนหยัด สง่างามของเธอ ขอบคุณมาก การเดินทางมาหาเธอทำให้อะไรหลายอย่างเติบโตในตัวฉัน หลายอย่างที่ประกาศออกมาเป็นใบรับรองใดไม่ได้

แล้วก็ไม่ได้ขยับตัวลุกไปไต่ขึ้นพิชิตยอดที่สูงที่สุดของคินาบาลูที่ห่างไปไม่ถึงกิโลเมตรแต่อย่างใด

 

ฉันว่าฉันพาตัวเองมาถึงตรงนี้ก็เพียงพอแล้ว

เทรล 21K แรก (ที่ผ่านไปแล้ว)

มาตรฐาน

tum 4695

แล้วมันก็ผ่านไปเหมือนวันอื่นๆ

เหมือนว่าฉันได้ใช้ความตื่นเต้นส่วนใหญ่ที่มีไปกับการวิ่งมาราธอนแรก จึงเหลือความตื่นเต้นกับการวิ่งหลังจากนั้นเพียงพอประมาณ อาจยังคาดหวังกับการไปวิ่ง และผลการวิ่งบ้าง แต่บางงานก็ “เท” เอาง่ายๆ ไม่ได้เอาเป็นเอาตายกับมันจนนอนไม่หลับขับถ่ายไม่สะดวกเหมือนสมัยรอวันวิ่งมาราธอนแรก เพราะประจักษ์แล้วว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็แค่ทำมันให้ให้เต็มที่และดีที่สุดสำหรับตอนนั้น เพื่อจะไม่นึกเสียใจเมื่อเวลาล่วงไปแล้ว ว่าเรายังทำได้ไม่สุด

เพราะมันจะผ่านไปเหมือนวันอื่นๆ

การวิ่งเทรล 21K โดยซ้อมไปแค่ระยะฟันรันในครั้งนี้ก็เช่นกัน (ฮา)

บอกตรงๆ ก่อนไปก็ยังไม่แน่ใจนะว่าจะวิ่งจบไหม เพราะยังไม่เคยเห็นเส้นทาง ยังไม่รู้ว่าฝนจะตกไหม (วิ่งอะไรก็ตามถ้าฝนตก ต้องคูณความยากกับบวกความอึดอดทนอีกหลายเท่าทั้งกาย และทางใจ) แถมฉันกับเพื่อนไม่ได้พยายามจะหาที่พักเลย เพราะโจทย์เราคือเราไม่มีรถ ได้ที่พักแล้วไง จะไปที่พักยังไง จะเดินทางจากที่พักมางานยังไง เลยคิดว่า เออ ไปรถตู้โดยสารแล้วนอนเต็นท์ที่งานก็ได้วะ (แม้จะแอบคิดว่า ถ้าฝนตกก็คงไม่ได้นอน-เดชะบุญที่ในที่สุดก็ได้เพื่อนอีกคู่หนึ่งช่วยอนุเคราะห์อุปการะด้านที่พัก) ตอนแรกเหมือนการไปวิ่งงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเรื่องสะดวกเลย ยิ่งใกล้วันงานก็ยิ่งมีดราม่า เรื่องยากันยุงบ้าง เสื้อบ้าง อันโน้นอันนี้ ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ ไม่รู้เพราะอยากจะลองไปวิ่งดูจริงๆ หรือเสียดายตังค์ค่าสมัครกันแน่ วันเดินทางก็ยังออกไปทำธุระตามปกติ ถึงเวลาก็จัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า แวะกินพิซซ่าตามธรรมเนียมแล้วก็ไป รถตู้ก็ทั้งแน่นและแคบ วิ่งช้า เพราะรถติด แล้วก็แวะจัง แต่ก็ยังไม่งอแงอะไร

พอไปถึงงานแล้วกลับรู้สึกดีมากที่ไม่เท ไปรับบิบกันอย่างงงๆ แล้วไปเลือกเสื้อที่เหลือๆ มาอย่างงงๆ (ฉันไม่ได้ซื้อ เพื่อนฉันซื้อ) ระหว่างนั้นก็โดนยุงกัดไป 2 ตัว (นี่ขนาดฉีดยากันยุงแล้วนะ) เพื่อนฉันคู่ที่มาถึงก่อนแล้ว วิ่งเสร็จไปแล้วในบ่ายวันนั้นอุตส่าห์ย้อนมารับ พาไปกินโหลดคาร์บเพิ่ม แล้วก็พามาพักผ่อน หลับสบายเต็มอิ่มยังกับนอนบ้าน เช้าก็พากันไปวิ่ง การวิ่งก็ผ่านไปอย่างดี ความทุกข์อย่างมากก็แค่หิว ไม่ถึงกับมีการปวดอึหรือฉี่ระหว่างทาง แดดร่มดี ฝนไม่ตก ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยกว่า ถ้าฝนตกคือเละ และลื่น จะวิบากกว่านี้อีกหลายเท่า รองเท้าเทรลราคาไม่แพงที่เพิ่งซื้อมาโอเคมาก ซัพพอร์ตข้อเท้าแน่นดี พื้นก็เกาะดีทุกสภาพ ไม่ว่าจะเป็นกรวด ดินลูกรัง ทราย หรือหิน (แต่ฝนยังไม่ตกก็อย่าเพิ่งไปการันตีว่าดีเลิศเนอะ เหอเหอ) เสียแต่ว่าแผ่นรองด้านในที่มากับรองเท้านิ่มยวบไป แต่แค่ยืมแผ่นรองของอีกคู่ที่เล็กกว่าครึ่งเบอร์มาใส่ แค่นี้ก็อยู่ ที่สำคัญรองเท้าคู่ไม่ทำให้เกิดตุ่มน้ำที่เท้าเหมือนคู่อื่นๆ ที่มักทำเจ็บเสมอ เมื่อใส่วิ่งนานๆ

ความไม่มีแรงจะวิ่งเร็วและไกล (ซ้อมน้อยไงอย่าลืมสิ) ก็เลยวิ่งไปเรื่อยๆ การไปเรื่อยๆ สลับเดินยาวๆ ก็ช่วยให้ไม่บาดเจ็บอะไรตรงไหน จบงานนี้เดินกลับยิ้มๆ ไม่เจ็บอะไรเลย นอกจากปวดเมื่อย กับระบมปลายนิ้วชี้ทั้งสองเท้าที่เผลอจิกลงกับพื้นอีกแล้ว เป้น้ำที่ลองใช้วิ่งไกลขนาดนี้ครั้งแรกก็ดีมาก ขอบคุณคนขายที่แนะนำรุ่นนี้ เพราะมันพอดีกับสรีระผู้หญิงมากกว่ารุ่นผู้ชาย (ที่มีราคาถูกกว่า น่าซื้อกว่า) น้ำหนักในเป้ที่กระชับกับตัวเหมือนไม่ใช่ภาระ รู้สึกคล่องตัว สบายตัวกว่ากระเป๋าคาดเอวที่เสียบกระติกได้ เหมือนแบบนั้นวิ่งจบแล้วมักจะเมื่อยๆ หลังข้างนึง เทรกกิ้งโพลที่เพิ่งสอยมาเตรียมสำหรับงานปีนเขา ลองเอามาใช้ครั้งแรกในเทรลนี้ พับแล้วถือวิ่งไป 10 โลแรกก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร เบาและถือง่ายกว่าขวดน้ำที่เคยถือวิ่งตอนซ้อมอีก (ว่าแต่ทำไมไม่เอาลงเป้?)

ส่วนที่ประทับใจคือเส้นทาง แม้บางช่วงจะมีฝุ่นมาก จากคนหลายร้อยออกวิ่งไปพร้อมๆ กันบนถนนลูกรัง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าฝนตกจะดราม่ากว่านี้ เส้นทางในป่านี้คือดีงาม เย็นตาเย็นกายเย็นใจ แม้ทางวกวนไปมา แต่ถ้าวิ่งไปตามริบบิ้นไม่มีทางหลง เขาเตรียมเส้นทางไว้ดีจริง บริหารจัดการเรื่องสวัสดิการก็ดี น้ำเย็นมีเพียบ เพียงพอทุกจุด เกลือแร่มีพอ ผลไม้ก็มีให้เลือก เราไม่กินแตงโมก็ยังมีกล้วยน้ำว้าให้กิน วิ่งเสร็จก็มีข้าวแกงแบบจอมบึงให้ตักกินตามความพอใจ กลับมาที่ป่า ป่าที่นี่ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่ยากเกินไป ไม่ง่ายเกินไป คือไม่ถึงกับเป็นป่าทึบที่เราไม่ควรเข้าไปรบกวน แต่ก็รกครึ้ม ร่มเย็น มีหลายนิเวศน่าสนใจ ทั้งป่าไผ่ ป่าโปร่งๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ ป่าเถาวัลย์ ที่สำคัญมันไม่ได้เป็นผืนใหญ่ ลึกจนรถเข้าไม่ได้ วิ่งๆ ไปจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ห่างถนนใหญ่เท่าไหร่นัก ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน จะไม่ต้องกลัวเลย ใกล้จุดให้น้ำ ใกล้ถนนใหญ่ มีที่ไม่ค่อยชอบใจก็แค่ช่วงที่ต้องเข้าไปวิ่งวนในสวนสัตว์ สงสารพวกนั้น มันอยู่ในกรงเล็กแค่นั้นเอง ยังต้องตกใจกับกลิ่นมนุษย์หลายร้อยที่บุกเข้าไปเกือบพร้อมกัน

ฉันว่าฉันชอบวิ่งเทรลนะ มันเหมือนชีวิตดี เราออกเดินทาง ผ่านสองข้างทางที่มีทั้งพอใจ และไม่พอใจ ปลอดภัย และเสี่ยง ผ่านพบเรื่องราวที่ทำให้เราย้อนกลับมาดูตัวเอง บนเส้นทางนี้เราจะเอาแต่ใจเราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับใจไปตามปัจจัยในตอนนั้นๆ บนทางเรียบทางตรง วิ่งได้ก็วิ่งไป แต่พอถึงทางชันก็ต้องเพลาลง สลับเดินบ้าง บนถนนที่ไม่ราบเรียบ ก็หยุดปาดเหงื่อเมื่อเหนื่อย พักกับน้ำและอาหารเมื่อร่างกายต้องการ ได้เรียนรู้หลายอย่างผ่านภูมิประเทศหลากหลายตลอดการเดินทาง ไปพร้อมเพื่อนก็อุ่นใจดี มีเพื่อนคุย แต่ถ้าพลัดกับเพื่อน เราก็ต้องมั่นใจถ้าจะไปต่อ หรือถ้าจะรอก็ต้องใจเย็นๆ ชอบที่ได้เรียนรู้จากการรอคอย คอยเพียงเพื่อปีนขึ้นที่สูงที่ชวนเป็นลมมากๆ แล้วในที่สุดก็ต้องลงมา เพราะชีวิตจริงของเรามันรออยู่ข้างล่าง

ผลประกอบการวิ่งอาจไม่งดงาม แต่ดีใจที่ตัดสินใจไป ได้ไปรู้ไปเห็นอะไรที่ดีกับตัว ดีใจด้วยที่จบมันลงโดยไม่เจ็บ

ดีใจแต่ก็ไม่อะไรมาก

เพราะที่สุดแล้ววันนี้ก็จะผ่านไป เหมือนวันอื่นๆ

ป.ล. Shutterunning โปรฯ มาก ลองเข้าไปดูสิ แต่ละคนได้รูปดีๆ ทั้งนั้นเลย

นักเรียนคนแรก

มาตรฐาน

ฉันสมัครเรียนโยคะเพราะอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโยคะอาสนะที่เทียวเข้าเทียวออกสตูดิโอฝึกอยู่เรื่อย ห่างบ้างถี่บ้างตามเวลา โอกาส และแรงฮึด ตอนแรกแค่อยากรู้ว่าจะฝึกกันไปทำไม จะฝึกไปให้ได้อะไร มิได้มีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะ เนื่องจากเล็งแล้วว่าอาชีพครูโยคะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ คนหยาบๆ อย่างฉันคงไม่ไหวจะทน

แต่เมื่อได้ไปเรียน ฉันเห็นสิ่งใหม่ ทั้งครู เพื่อน และเนื้อแท้ของศาสตร์โบราณแห่งโยคะทำให้ฉันมองมนุษย์เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” ยิ่งกว่าที่แผ่เมตตามาตลอดชีวิต

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ อยากจะหยุดหายใจก็ทำไม่ได้ ตอนที่หมดสิทธิ์จะหายใจแล้ว จะเริ่มหายใจอีกครั้งก็ไม่ได้ 
แล้วจะไปอะไรมากมายกับมัน จะสะสมอะไรไปเยอะแยะ จะอยากได้ใคร่ดีอะไรนัก 

ฉันเริ่มอยากทำอะไรบางอย่าง เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นการแบ่งปันกระมัง อยากแบ่งปันสักเสี้ยวส่วนของแก่นแท้อันประเสริฐดีงามของศาสตร์โยคะ ให้กับคนที่ฉันรัก ผูกพัน ได้สัมผัส เรียนรู้ เผื่อเขาจะได้นำไปให้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตใจตัวเอง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบกายของเขา เหมือนที่ฉันได้รับ และอยากแบ่ง

ในขณะที่รอคอยโอกาสนี่อยู่เงียบๆ โอกาสและเวลาของเราก็มาประจวบเหมาะกันนะโอ๋

โอ๋เป็นน้องสาวคนละพ่อแม่ที่เติบโตมาด้วยกัน เราพบ และคบกันมาตั้งแต่โอ๋ยังเป็นสาวน้อย ฉันร่วมเป็นพยานในหลายโอกาสของชีวิตน้อง ตั้งแต่นางเริ่มรู้จักความรัก แต่งงาน มีลูก โอ๋ลูกสองแล้ว ก็เด็กชายทั้งสองในภาพนั่นไง 

เวลาผ่านไปหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกาย โอ๋กำลังตั้งใจแน่วแน่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นางก็เลยได้มาเป็นนักเรียนคนเแรกของฉัน

ดีใจที่โอ๋มาเป็นนักเรียนคนแรก ยินดีที่เห็นความตั้งใจของโอ๋ อยากจะขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ฉันมีวันนี้ วันที่พอมีอะไรจะแบ่งปันให้กับคนที่กำลังมองหา

รักแกนะโอ๋ เรามาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เริ่มรักและเอาใจใส่สังขารกันนะ จะได้อยู่เป็นซิสเตอร์กันอย่างนี้ไปนานๆ