Monthly Archives: พฤษภาคม 2013

The Great Gatsby: ตัวตนของเจย์ แกสบี้

มาตรฐาน

image

 

 

ถ้าหนังคือการเล่าเรื่อง จะกินใจกว่าไหมถ้าหนังทำให้คนดูลึกซึ้งดื่มด่ำ เป็นบ้าเป็นบอไปตามเรื่องที่เล่าได้มากที่สุด ในเวลาสั้นที่สุด

 

สำหรับฉันแล้ว หนังที่ดีย่อมไม่ใช่หนังที่กักตัวคนดูไว้เนิ่นนาน ปรนเปรอด้วยส่วนฉากที่โชว์ความดีเลิศ ลงทุนสูงทั้งเวลา สติปัญญา และเงิน แต่เมื่อนำไปร้อยเรียง ประกอบเข้ากับเรื่องที่เหลือแล้วฉากเทพพวกนี้กลับกลายเป็นส่วนผสมกระโดกกระเดกชวนมึน และทำให้คนดูเดินออกจากโรงในสภาพที่ยังคาใจ เพราะไม่ฟิน

 

สิ่งแรกที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับแกสบี้ของ Baz Luhrmann คือ ‘ยาวไปนะ’ เพราะว่าได้ดูเวอร์ชั่นเก่า กำกับโดย Jack Clayton ที่เขียนสกรีนเพลย์โดย Francis Ford Coppola ซึ่งเล่าเรื่องได้อย่างมีเหตุผลกระชับ ลงตัวมาก (กว่านี้เยอะ) มาก่อน จึงได้เข้าใจว่า ความเวิ่นเว้อต่างๆ นานาที่เพิ่มเข้ามาจนทำให้หนังยาวจนคนดูต้องแอบหลับไปคนละรอบสองรอบนั้น ก็มาจากความตั้งใจจะโชว์เหนือกับเอฟเฟคท์ 3D นั่นเอง

 

แล้วก็ต้องมานั่งคิด …เอ๊ะ หนัง 3D นี่มันเหมาะกับการเล่าเรื่องแนวไหนบ้างนะ …เออ แนว inception ไง แนวทำลายโลก อุกกาบาตพุ่งชน แนวอวกาศ แนวผี (พี่มากน่าจะเป็น 3D ได้นะ แต่อย่าเลย แบบ 2D ก็ดีพอละ) แอนิเมชั่น กังฟู ฯลฯ ได้หลายแนวนะ แต่แนวดราม่าเนี่ย …พี่จะ 3D ไปเพื่อ?

 

เรื่องดั้งเดิมของ F.Scott Fitzgerald นั้นครบรส ทั้ง dramatic และ tragedy เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องของความไม่สมหวังในรักเพราะเรื่องชนชั้น ความรักที่ชายต่ำต้อยคนหนึ่งมีต่อผู้หญิงสวยและรวย ทำให้เขามุมานะทำงานหาเงิน เพื่อชุบตัวเสียใหม่ เอาความรวยหรูมาพอกเป็นเปลือก ด้วยเชื่อว่าสักวันผู้หญิงจะกลับมาหาเพราะเงิน แต่แล้วที่สุดฝันก็สลาย ถ้าเป็นนิยายไทยคงมีตัวละครหนึ่งขยี้หัวใจเขาด้วยไดอาล็อกประมาณ ‘สัญชาติกา อย่าสะเออะมาทำเทียมหงส์…เชอะ!’ (กรุณาอ่านอย่างใส่อารมณ์)

 

เรื่องมันดี บทตัวเอกของเรื่องก็ดี ได้แสดงแสนยานุภาพในหลายอารมณ์ ทั้งครุ่นคิด มุ่งมั่น หลงรัก โกรธเกรี้ยว มิตรภาพระหว่างเพื่อนแท้ ฯลฯ ซึ่งอาจมีบ้างบางตอนที่จะดูโง่เพราะรักแบบ foolish แต่ต้องไม่ใช่โง่แบบ stupid สิ

 

Robert Redford เล่นแบบที่เราเห็นแล้วเชื่อว่าต้องแกสบี้ต้องเป็นคนมุ่งมั่น เท่ และเด็ดเดี่ยว และวางท่าได้สง่าแบบนี้แหละ แต่ทำไม Leonardo Di Caprio ถึงได้เป็นแกสบี้ที่ดูก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ ไม่มั่นใจ และทำอะไร stupid  ตั้งหลายตอน

 

ส่วนตัวเดซี่ นางเอก ในเวอร์ชั่นล่าสุด ฉันเห็นสาวสังคมเจ็ตเซ็ตที่ ..ก็ดูสวยดีแต่ทำให้ฉันสงสัยว่าเธอเล่นเป็นสาวสมองกลวงหรือที่ดูช้าๆ ตาลอยเพราะว่านางติดยากันแน่ ไม่รู้ทำไม Mia Farrow ถึงได้เล่นร้ายจัง ทั้งดูเป็นคนสวยมากกก บอบบาง แต่เอาแต่ใจโดยแกล้งโง่หลอกใช้คนอื่น แล้วก็เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจในเวลาเดียวกัน

 

ประเด็นที่เพื่อนซึ่งไม่เคยดูเวอร์ชั่นไหนมาก่อนตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เห็นรู้สึกว่าแกสบี้รักนางเอกมากมายอะไรเลย ในเวอร์ชั่นเก่าที่ฉันดูมาตอบโจทย์ข้อนี้ตั้งแต่แรก คนดูรู้เลยว่าแกสบี้เครซี่เดซี่ มาตอกย้ำความต้องการในตัวเธออีกครั้งด้วยภาพสายตาของจ้องมองเดซี่ หนังเรื่องนี้ฉายในปี 1974 ด้วยเทคนิคโบราณ แต่กำกับดราม่าดีมาก จัดไฟก็มาอย่างโบราณคือสาดมาเต็มๆ แต่ทำให้เห็นประกายระริกในน้ำเลี้ยงลูกตานักแสดง และทำให้เห็นว่านางเอกเขาสวยจริง เขาแต่งหน้าทำผมกันดีจริง ยอมรับและเคารพ

 

ฉากซิกเนเจอร์ของหนัง อย่างปาร์ตี้ที่บ้านแกสบี้ซึ่งคนทั้งเมืองพากันมาสนุกเมามันกันเป็นบ้าเป็นบอเหมือนผู้ใหญ่ไปสวนสนุกนั้น สำหรับฉันแล้ว เวอร์ชั่นเคลย์ตันตอบโดนใจกว่าเวอร์ชั่นเลอห์มานนมากมาย ฝรั่งเรียกยุคนั้นว่าปีทศวรรษที่ 1920’s ว่ายุคแกสบี้ มีเอกลักษณ์ชัดเจนทั้งเรื่องแฟชั่นการแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม การแต่งหน้า และ เพลงแจ๊ส หนังของเคลย์ตันใส่เพลงแจ๊สมาเต็มๆ มาด้วยกันกับภาพที่ตัวละครเต้นรำกันอย่างสุดเหวี่ยง ทั้งมุมกล้องเอย เสียงเอยที่เก็บมาทั้งเสียงส้นรองเท้า เสียงกระโปรงส่าย เสียงสร้อยมุกกระทบกัน ชายกระโปรงที่เหวี่ยงไปตามการหมุนตัว มองเห็นไปถึงชั้นใน ขอบถุงน่องไหม รวมทั้งสายรัดถุงน่อง ในขณะที่ในหนังเลอห์มานน ตัวละครทุกตัวแต่งองค์อลังการสววยตื่นตาราวมาในชุดฟินาเล่ของดีไซเนอร์ เต้นกันสุดเหวี่ยงเหมือนกัน แต่กับเพลง…อะไรไม่รู้ ที่แม้จะบอกว่าเป็นซิกเนอเจอร์ของผู้กำกับ แต่บอกตรงๆ คนดูอย่างฉันไม่อินค่ะ

 

ถามถึงตัวตนที่แท้จริงของแกสบี้ที่ เจ แกสบี้ สร้างขึ้น ในหนังของเลอห์มานนซึ่งได้ยินว่าแฟชั่นดีไซเนอร์ แฟชั่นเอดิเตอร์ และสไตลิสต์ชั้นนำของเมืองไทยล้วนได้รับเชิญไปชมในรอบพรีเมียร์นั้น ดูเหมือนพระเอกลิเกที่เช่ามาทุกอย่าง ทั้งเสื้อผ้า (เยอะ-จนสงสัยว่าเป็นเกย์หรือเปล่า) คฤหาสน์ แคเทอริ่ง กระทั่งรถ แกสบี้คนนี้เหมือนตัวละครสมมติขึ้นมาเติมให้เต็มเป็นเรื่อง (และทำให้ฉันนึกถึงบทสิบแปดมงกุฎหนุ่มหล่อของลีโอใน Catch Me If You Can ซะงั้น) ในขณะที่ในหนังเคลย์ตัน แม้จะสร้างตัวตนที่ตัวเองต้องการจะเป็นขึ้นมาเหมือนกัน แต่เจย์ แกสบี้ดูห้าว เป็นคนจริงจัง มีหัวจิตหัวใจ มุ่งมั่น เร่าร้อน เช่นผู้ชายคนหนึ่งจะเป็นมากกว่า

ในตอนจบ แกสบี้ตาย แกสบี้ของบาซ เลอห์มานนตายไปเหมือนคนไม่เคยมีตัวตน ไม่มีใครมาร่วมไว้อาลัยในงานศพ ในขณะที่แกสบี้ของแจ็ค เคลย์ตัน มีคนมาฝังศพด้วยน้ำตาหนึ่งคน คนคนนั้นคือพ่อ

 

มันทำให้ฉันรู้สึกว่า เจย์ แกสบี้เคยมีอยู่จริง  

 

 

 หมายเหตุ:

-ใช่ว่าจะไม่ชอบอะไรจากแกสบี้เวอร์ชั่นปีนี้ ยอมรับว่าชอบฉากสวนกล้วยไม้ขาวในบ้านนิค ตรงนี้ทำให้เชื่อว่าแกสบี้ของเลอห์มานนใจป้ำกว่า

-ตัวละคน ทอม บุคคานัน เวอร์ชั่นนี้ยังหล่อกว่าด้วยสิ

-เรื่องความสวย ขอยกให้มีอา ฟาร์โรว์นะคะ

-เรื่องความหล่อของแกสบี้ จุดนี้คงไม่ต้องบอกสินะ ว่าชอบใคร

Advertisements

On reading: นารีนครา ..คุณค่าที่ผู้หญิงคู่ควร

มาตรฐาน

image

 

 

คุณค่าของนวนิยายแปลจากต้นฉบับภาษาจีนโดย ฉือลี่ ของ “นารีนครา” หาได้มีอยู่เพียงความสละสลวย รื่น และไหล อย่างมีบุคลิกเฉพาะตนของสำนวนพระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่เรารัก แต่เป็นเพราะนี่เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาคู่ควรกับลูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ในโลกที่มีผู้ชายเป็นใหญ่เช่นพวกเราทุกคน

 

ผู้หญิงปรากฏตัวบนโลกในฐานะลูก เติบโตขึ้นก็เป็นคนรัก จากนั้นก็กลายเป็นพ่อแม่  และเป็นทุกๆ อย่างพร้อมๆ กันเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่แรงกดดันจากน้ำหนักของความคาดหวังบนตัวของผู้หญิงนั้นช่างมามายมหาศาลกว่าผู้ชายนัก สังคมคาดหวังเรา แม้แต่เราเองก็คาดหวังกับตัวเอง เยอะ และสูงส่ง กดทับ และบีบอัดจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง ไม่รู้จะเริ่มทำอะไรให้ได้อย่างดีเลิศก่อนเป็นสิ่งแรก

 

ใครจะเข้าใจเราเท่ากับผู้หญิงด้วยกัน

 

ท้ายเล่มเล่าถึงฉือลี่ ผู้เขียนนวนิยายเรื่องนี้ไว้สั้นๆ เธอมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับสังคมยุคปัจจุบัน งานเขียนของเธอจึงเป็นเรื่องปัจจุบันที่เหมือนเปิดหน้าต่างให้เรามองเห็นภาพผู้หญิงในอีกเมืองหนึ่งของโลก อู่ฮั่น นครโบราณที่จำต้องกลายเป็นเมืองใหญ่ทันสมัยเช่นเดียวกับกรุงเทพ เชียงใหม่ และเมืองใหญ่อื่นๆ บทบาทของผู้หญิงเองก็ปรับเปลี่ยนไปมากมาย จากแม่บ้าน แม่เหย้าแม่เรือน ช้างเท้าหลัง ทุกวันนี้หลายคนต้องกลายเป็นแม่บ้านและหัวหน้าครอบครัวในเวลาเดียวกัน ผู้อาวุโสที่เคยอยู่เป็นมิ่งเป็นขวัญให้ลูกหลานกลายเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งของธุรกิจครอบครัว แข็งขันช่วยเลี้ยงดูลูกหลานคนรุ่นต่อไปให้เติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ ผ่านเรื่องราวของฉือลี่ที่ทรงเลือกแปล ฉันเหมือนได้เห็นโลกใบเล็กซ้อนในโลกใบใหญ่ ที่หมุนไปด้วยแรงกำลังของผู้หญิง

 

อ่านนิยายเล่มเล็กเล่มนี้แล้วจึงมีน้ำตาไหล (กว่าอ่านเล่มแปลของ The Bridges of Madison County อีก) ค่าที่เหมือนได้คุยปรับทุกข์กับเพื่อนสนิท ได้เห็นความเป็นนักสู้ของพี่สาว ได้เห็นความโง่ บริสุทธิ์อ่อนต่อโลกของตัวเอง และน้องๆ ที่เด็กกว่า ได้รับคำปลอบใจเงียบๆ จากอาม่าผู้เปี่ยมเมตตา พานรู้สึกรัก เห็นใจ และเคารพในวิถีการสู้ชีวิตอย่างสง่างามของผู้หญิงทุกคนบนท้องถนน ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร

 

รู้สึกภูมิใจและยิ่งใหญ่ที่ได้เกิดเป็นหญิง

 

ยินดีที่ได้อ่าน  ปลื้มใจที่ท่านทรงเลือกเรื่องนี้ และทรงแปลให้เราได้อ่าน

 

 

 

 

โลกนี้ไม่มีขยะ

มาตรฐาน

image

วันเสาร์ที่ผ่านมาฉันโดนน้องสาวจิกไปกินสุกี้ เพื่อความเท่าเทียม เลยลากน้องไปเดินดูงาน Thai Craft Fair ซะก่อน นึกว่าผู้ผลิตมาเอง แต่ไม่ใช่ เป็นแนวผู้ส่งออกชั้นแนวหน้า กำลังทรัพย์ที่มีจึงไม่เพียงพอจะช้อปได้ดังที่ตั้งใจ แต่ก็ได้ติดมือมาบ้าง

ประสบการณ์ที่ได้จากงานนั้นคือมุมมองใหม่ต่อการทำงานฝีมือ ซึ่งที่ฉันกำลังหมกมุ่นอยู่ในตอนนี้คือการถัก ไม่รู้เป็นไง ต้องแวะปากซอยแทบทุกวัน และได้ไหมถักติดมือกลับบ้านมาเรื่อย (จนจะไม่มีที่เก็บอยู่แล้ว!)
ฉันพบว่า แค่เปลี่ยนวัสดุ คิดให้พ้นไปจากกรอบเดิม วัสดุเดิมที่เราคุ้นชินอย่างไหมถัก ก็อาจมีโอกาสได้สร้างสรรค์งานใหม่ที่น่าภูมิใจไม่แพ้กัน

ในงานนี้ฉันเห็นคุณพี่ผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง นั่งประจำโต๊ะงานสานจากการนำกระดาษเนื้อบางมาม้วนให้เป็นคอร์ด ฉันเห็นถาดใบเล็กสีเขียวที่เดาว่าสานจากกระดาษที่เคยเป็นใบปลิวโฆษณาสินค้าลดราคาของไฮเปอร์มาร์เก็ตดังมาก่อน แล้วก็ยังมีสีอื่นๆ อีก บางชิ้นก็เป็นงานสลับสี ทึ่งมาก แทนที่จะขายกันที่ฝีมือประณีตเพียงอย่างเดียว แต่งานของคุณพี่ขายกันที่รสนิยมในการใช้สี สไตล์ของทรง แถมยังมี value added จากการทำขึ้นจากสิ่งที่หลายคนจัดเป็นขยะอีกด้วย

เดินมาที่อีกโต๊ะ เป็นกระเป๋าถัก วัสดุน่าฉงนจนอดใจไม่ลูบดูไม่ได้ มีเสียงอ่อนๆ ที่อ่านใจฉันออกแว่วมา “ถุงพลาสติกค่ะ”
…อั้ยย่ะ! “ถุงหิ้วเอาไปตัดเป็นเส้นอะหรอคะ!” ฉันถาม
“ใช่ค่ะ ถักยาก เจ็บมือเลย” โอ้ นางถักเองด้วย “แบบนี้ก็เป็นถุงพลาสติกที่เพิ่มแถบเทปคาสเซ็ตลงไปให้ดูแววๆ”
ต๊าย! ฉันขนลุก นึกถึงเทปคลาสเซ็ตตลับโปรดมากมายที่ตัวเองยังเก็บงำมาจนถึงวันนี้ โดยที่เครื่องเล่นพังไปแล้ว และตัวเทปเองก็อาจเล่นเพลงไม่ได้อีกต่อไป ของพวกนั้นอาจเกิดประโยชน์อีกครั้งได้เหมือนกันหรือนี่

น้ำตาจะไหล..เสียดายก็เสียดาย แต่กับของที่ใช้การไม่ได้แล้ว หลายคนทิ้งมันเหมือนขยะชิ้นหนึ่งด้วยซ้ำ เราจะเสียดายไปเพื่อ?

สาวคนนี้เธอมีร้านชื่อ Ecomo Craze อยู่ในโซน Capital Zen Zone ชั้น 1 Zen ฉันขอนามบัตรมาเรียบร้อย เผื่ออนาคตจะมีโอกาสได้ทำเรื่องเก๋ๆ ชวนคนไปอุดหนุนสินค้ามากคุณค่าของเธอและเพื่อนบ้าง

จบชาบูมื้ออร่อย ฉันลากร่างอืดๆ ไปแวะร้านอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยเจ้าประจำที่ปากซอยตามเคย จัดการปั๊มกระดุมด้วยผ้าลูกไม้ที่เตรียมจะไปติดลงบนเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สุดเก๋าตัวล่าสุดที่เพิ่งได้มาจากตลาดนัดใกล้ออฟฟิศในราคาเพียง 40 บาท เนื่องจากกระดุมมันหายไปเม็ดนึง จาก 50 บาท จึงถูกต่อลงเหลือ 40 บาทไม่ยาก ด้วยความเซอร์และราคา บางคนอาจมองเสื้อตัวนี้เป็นขยะไปแล้ว แต่ฉันกำลังนึกอยากทำอะไรสนุกๆ กับแจ็คเก็ตยีนส์อยู่ เจอเสื้อแล้วจึงออกอาการยินดีมากกว่ารังเกียจ (ที่จริงฉันไม่เคยมีความคิดเกี่ยวกับเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเก่าแค่ไหน ว่าเป็นขยะเลย)

เสียดายรังดุมเก่าไม่ใหญ่กว่านี้ ไม่อย่างนั้นจะได้กระดุมลูกไม้เต็มๆ เป้งๆ แต่ไม่เป็นไร จากเศษผ้าลูกไม้ที่เตรียมไปฉันจัดกระดุมไซส์เกือบเป้งสุดได้มาอีก 5 เม็ด

และไม่วาย ได้ไหมซัมเมอร์วีนัสสีเหลือบโทนเขียวติดมือกลับมาอีก 1 ม้วน !

image

on reading: The Bridges of Madison County สะพานนี้มีความรัก

มาตรฐาน

image

 

การจัดชั้นหนังสือช่วยรื้อฟื้นความทรงจำได้อย่างซาบซึ้ง

ฉันพบหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ “สะพานนี้มีความรัก” แปลโดยเสรี ปิยะฉัตร จาก The Bridges of Madison County หนังสือโคตรจะขายดีที่ Robert James Waller เขียนขึ้นในปี 1992 และถูกสร้างเป็นหนังโรแมนติกดราม่าชื่อเดียวกัน เรียกน้ำตาเปียกโรง(หนัง)จากการแสดงของป้า Meryl Streep และปู่ Clint Eastwood ซึ่งปู่ลงมือกำกับเองในปี 1995

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2535 เมื่อฉันได้มาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 มันก็กลายเป็นหนังสือเก่าแล้ว มาอยู่กับฉันอีกสิบกว่าปี แม้จะห่อปกไว้แล้ว แต่โฉมหน้าที่แท้จริงของมันก็ยังคงเก่าโทรมไปตามกาลเวลา หม่นและหมอง ตกกระไปด้วยฝุ่น ..แทบจะลืมไปแล้วว่าเคยอ่าน (แต่ไม่ืลืมนะว่าเคยดูหนัง -ดูแล้วอุตริไปซื้อเพลง score มาฟังด้วย)

ฉันแยกมันออกมาเพราะเพิ่งได้ยินเพื่อนรักคนหนึ่งพูดถึงหนัง The Bridges of Madison County เลยว่าจะให้เพื่อนยืมอ่าน พอโพสต์ภาพปกผ่านเฟซบุ๊คไป เพื่อนอีกคนก็มาตอบว่าเพิ่งอ่านจบ เล่นเอาน้ำตาไหลพรากทีเดียว ในขณะที่เพื่อนอีกคนมาทักว่า เศร้าหนิ ฉันจำได้ว่าตอบกลับไปว่า ไม่มีใครตาย แค่ไม่ได้กัน

ตั้งใจเปิดอ่านอีกครั้งก่อนส่งต่อให้เพื่อน ก็ได้น้ำตา แต่ไม่ใช่น้ำตาจากความเศร้า เป็นความซึ้งมากกว่า ทั้งที่ฉันเลยวัยฝันหวานเกี่ยวกับคนรักและชายในฝันมาตั้งนานแล้ว แต่เพราะฉันกำลังใช้ชีวิตอยู่ในปี 2013 หรือเปล่า ที่ทำให้ทึ่งและซึ้งไปกับการรอพบกันของคนสองคนในวัยเลย 40 ไปแล้วได้ขนาดนี้

และฉันยังคงรักหนังสือเล่มนี้ (จำได้แล้วสิว่ารัก) เพราะคนเขียนไม่ได้เขียนให้ฟรานเชสก้าทิ้งลูกผัวหนีไปกับโรเบิร์ต ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นแล้ว ความรักคนคู่นี้้จะน่าประทับใจขนาดนี้ได้อย่างไร

ฉันว่าฉันพอเข้าใจแล้วว่า ทำไมหญิงสาว (อย่างน้อยก็บรรดาที่แวะมาคุยกันเพราะหนังสือและหนังเรื่องนี้) จึงได้ิซาบซึ้งจนไม่อาจห้ามน้ำตา

เพราะว่าผู้หญิงเรา ลึกๆ แล้วก็รอพบกับผู้ชายที่แค่มองเราครั้งแรกก็แทบจะรู้จักตัวตน สัมผัสถึงจิตวิญญาณของเราอย่างแท้จริงแบบนี้ แค่สักครั้งในชีวิต เท่านั้นเอง

 

หมายเหตุ:

เมื่ออ่่านจบครั้งแรก ดูเหมือนฉันเชื่อสนิทใจว่า Robert Kincaid เป็นช่างภาพของ National Geographic จริงๆ เชื่อแบบไม่มีความสงสัยอะไร แต่เมื่อครั้งอ่านจบครั้งล่าสุด เกิดสงสัยเป็นยิ่งนัก อยากรู้จักตัวตนจริงๆ ของคินเคด ก็เซิร์ชกูเกิลค่ะ

…ปรากฏว่า National Geographic ไม่เคยมีช่างภาพชื่อนี้ค่ะ 

Robert James Waller ช่างเก่งจริงๆ เชื่อสนิทใจเลยนะคะ!

 

 

on reading: จื้อไจ้ไทเป ชิลล์ไปในไทเป

มาตรฐาน

image

สุดสัปดาห์ก่อนโน้น ดูเหมือนฉันฝันว่าหัวหน้าให้เลือกว่าจะไปทำงานที่ไหน ระหว่างอียิปต์กับ …ซึ่งจำไม่ได้แล้ว

เป็นฝันที่ทำให้ตื่นขึ้นอย่างลิงโลด เพราะเชื่อว่านี่เป็นลางดี หรือเราจะได้ไปอียิปต์ ออกจะจำได้แม่นขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ปกติเป็นคนฝันแล้วลืมสิ้น จากนั้นก็จิ้น (ตัวย่อของ จินตนาการ) อยู่หนึ่งวันเต็มว่าถ้าได้ไปอียิปต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง ต้องทำการบ้านเรื่องไหนไปบ้าง เอ๊ะ แล้วควรจะไปซื้อกล้องใหม่ไหม ฯลฯ วันต่อมาก็ลืม

สุดสัปดาห์ล่าสุด เพื่อนสาวแสนดีนำหนังสือไกด์บุ๊ค “จื้ไจ้ไทเป ชิลล์ไปในไทเป” กับเล่มเล็กอีกเล่ม (ที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน) มาให้ยืม หลังจากที่ได้ปรึกษาเรื่องแหล่งข้อมูลแนะแนวการศึกษาในไต้หวันกับเธอไป ฉันเลือกเปิดเล่มนี้ก่อน เพราะกราฟฟิกบนปกมันน่าสนใจ ใครจะรู้ว่าเปิดอ่านแล้วติดใจจนจัดให้เป็นหนึ่งในไกด์บุ๊คในดวงใจ ที่สำคัญ อ่านไปยังไม่ถึงครึ่งเล่มก็เกิดอาการตีปีก อยากไปเที่ยวไทเปซะแล้ว

อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี หรือเบียร์ ผู้รวบรวมข้อมูลและเขียนไกด์บุ๊คเล่มนี้คือนักแปลภาษาจีนที่เก่งกาจ ฉันเพิ่งรู้เพราะไม่เคยอ่านเลย (เอ๊ะ หรือเคยอ่านบ้างแต่ไม่จำชื่อคนแปล?) เขาออกจะถ่อมตัวว่าไม่ใช่นักเขียน เพราะแม้จะมีผลงานการแปลเป็นสิบๆ เล่ม แต่ผลงานเขียนยังมีเพียง 3 เล่ม แต่เพราะว่าเป็นนักแปล การงานจึงเปิดโอกาสให้เบียร์ได้กลับไปไทเปซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายรอบ แต่ละครั้งที่กลับไปได้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากการชี้แนะของเพื่อนฝูง รวมทั้งวานวานเจ้าของลายเส้นการ์ตูนน่ารักที่เราคุ้นกันดีคนนั้นด้วย

ฉันว่าเป็นความสามารถทางภาษา ประสบการณ์ และความรู้จริงของเบียร์นี่แหละ เป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้ไกด์บุ๊คเล่มนี้คลอดออกมาอย่างสวยงาม สมบูรณ์ด้วยข้อมูลที่ทั้งเอ็กซ์คลูซีฟและเข้าใจคน(รักแมว)อ่าน สมควรแก่การจ่ายเงินซื้อมาทำการบ้านก่อนออกเดินทางกว่าไกด์บุ๊คชนิดที่คนเขียนเคยไปประเทศนั้นกับทัวร์เพียงครั้งเดียวเป็นไหนๆ

องค์ประกอบอื่นของหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกราฟฟิก และภาพประกอบโดย Y_O_S ก็ล้วนน่ารัก น่าหยิบ สมกับเป็นไกด์บุ๊คที่แนะนำเมืองแห่งศิลปะ เมืองแห่งอิสรเสรีทางความคิด เมืองที่สดใส มองโลกในแง่ดี (แม้จะมีวันที่อากาศไม่ดีบ้าง) แถมมีสตอรี่ความเป็นมาที่ดราม่าชวนให้อิน ให้คนไทยรู้จักไทเปอย่างเป็นทางการเสียที

หนังสือเล่มนี้ช่วยเปิดโลกให้ฉัน

เปิดให้เห็นว่ายังมีจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ และไม่แพงมากรอให้ฉันไปผจญภัย (ทางภาษา) คิดแล้วใจเต้นตุบๆ ทั้งตื่นเต้น ทั้งประหม่า

เอ๊ะ หรือที่ทำงานในฝันอีกที่ซึ่งลืมไปจะเป็นไต้หวันนี่เอง?!?

หนังสือ

มาตรฐาน

image

หนังสือ

บางเล่มอ่านหลายรอบถึงจะจบ
บางเล่มอ่านหลายรอบไม่จบซะที
บางเล่มอ่านจบหลายรอบ
บางเล่มไม่จำเป็นต้องอ่านรอบที่สอง
บางเล่มอ่านบทเดียวก็พอเหอะ

วันนี้ปัดฝุ่นหนังสือจัดใส่ชั้นใหม่ที่เพื่อนยกให้  (เหนื่อยมากกก)

พบว่ายังคงมีหนังสือไม่น้อยที่ยังไม่ได้ขึ้นชั้นวาง

นกสีฟ้าใต้ชายคาบ้านเราเอง

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

หลังจากอ่าน “โตเกียวทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้งคราว” ที่ผู้เขียน ลิลี่ แฟรงกี้ เล่าถึงชีวิตที่เติบโตมากับแม่ ซึ่งแยกทางกับพ่อ เมื่อเขาพูดถึงการมองหาความสุขของครอบครัว มีครั้งหนึ่งได้เปรียบถึงการตามหานกสีฟ้าแห่งความสุข ฉันอ่านฟุตโน้ตจากผู้แปล พบว่า นกสีฟ้าที่ลิลี่กล่าวถึงมาจากบทประพันธ์ L’Oiseau bleu (The Blue Bird) ของนักประพันธ์ชาวเบลเยี่ยม Maurice Maeterlinck ซึ่งดูเหมือนชาวญี่ปุ่นจะรู้จักนกสีฟ้านี้กันเป็นอย่างดี ฉันคิดเอาอย่างนั้นหลังจากนึกได้ว่า เมื่อนานมาแล้วเคยดูหนังเรื่อง青い鳥 (Aoitori แปลตรงตัวเลยแหละว่า นกสีฟ้า) เรื่องราวดราม่าที่เล่าถึงความสุขของแทบจะทั้งโรงเรียนที่หายไปจากการตายของเพื่อนนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่ง การเข้ามารับช่วงตอนกลางเทอมเลยของครูติดอ่าง (ฮิดรชิ เอเบะ ของฉันเอง) เพราะครูคนก่อนทนนักเรียนไม่ไหว โรงเรียนและครูมีความพยายามจะนำความสุขกลับมาสู่ทุกคน ซึ่งในที่สุดหนทางแห่งความสุขก็มาถึงพร้อมข้อความที่ถูกหย่อนลงบนกล่องรับความคิดเห็นชื่อ “นกสีฟ้า”

 

นึกๆ แล้วยังระลึกได้อีกว่านิสสันก็มีรถ Bluebird ยิ่งนึกออกยิ่งสนใจ ทำไมคนญี่ปุ่นผูกพันกับนกสีฟ้าเสียจริง

 

หลังจากจบโตเกียวทาวเวอร์ฯ ไม่นาน ยัังบังเอิญได้ดูหนัง Sing, Salmon Sing หนังเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นอีกเรื่องทางเคเบิล ที่พูดถึงความพยายามเต็มที่ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และการเรียนรู้ที่จะรวมพลังทำงานเป็นทีมมากกว่าจะโชว์เก๋ โชว์เก่ง เด่นอยู่คนเดียว (โดยเฉพาะในวงประสานเสียง) ซึ่งในเรื่องนี้คณะประสานเสียงนักเรียนหญิง ม.ปลายที่เราติดตามเข้าประกวดด้วยเพลง 青い鳥 (Aoitori) อันไพเราะจับใจ (แหม เคเบิลมีแปลเนื้อเพลงให้เสียด้วย)

 

ฟังเพลงประสานเสียงและเพลงเอนด์ไตเติลในเสียงผู้ชายจบแล้วฉันก็ถึงจุดอินร่วมกับชาวญี่ปุ่นทันที  เกิดอยากจะจำลองภาพนกสีฟ้า (แห่งความสุข) ของตัวเองขึ้นมาบ้าง จึงลองวาดรูปนกเป็นครั้งแรก แล้วก็ปักลงไปบนหมวกผ้าเดนิมที่ได้มาจากตลาดที่ผ่านประจำ หลังจากดัดแปลงรายละเอียดนิดหน่อยของหมวกเรียบร้อยแล้ว

เขาว่ากันว่า นกสีฟ้า ไม่ต้องเสียเวลา และเหนื่อยกับการเดินทางออกไปแสวงไกล มองดูให้อาจจะพบว่าใต้ชายคาบ้านเราก็มีทำรังอยู่ (ลิลี่เปรียบไว้เป็นความสุขในบ้านที่มีสมาชิกครบถ้วนไง)

ฉันเองนอกจากขี้เกียจออกไปตามหาแล้ว ที่บ้านยังไม่มีรังนก เพราะมีแมวเฝ้ายามแข็งขัน (ฮา) แต่ก็ได้ปักนกสีฟ้าตัวนี้ลงไปบนหมวกเรียบร้อยแล้ว ยังไงก็หนีกันไปไม่ได้หรอกนะ

คุณนกสีฟ้าแห่งความสุข  

หมายเหตุ:
เจอแล้วจ้า Aoi Tori : The Blue Bird บทความที่เขียนไว้หลังจากดูหนังที่ multiply และได้ย้ายที่เก็บใหม่ไปไว้ที่ Blogger