Monthly Archives: เมษายน 2013

เสน่ห์หนังสือมือสอง

มาตรฐาน

image

 

 

ฉันมักหลงเสน่ห์ของมือสอง

เวลาพบของมือสองถูกใจ ตื่นเต้นราวกับขุดหาดทรายเจอสร้อยมุก  

พวกมันเป็นสิ่งสวยงามและมีเสน่ห์สำหรับฉัน เป็นประดิษฐกรรมจากความมีสไตล์ จากประสบการณ์และทักษะฝีมือของผู้สร้างสรรค์ แม้จะผ่านการใช้งานก็ยังไม่คลายคุณค่า ยิ่งมีร่องรอยการใช้งาน ยิ่งมีเสน่ห์ลึกลับ

ใช่แล้ว เสน่ห์ลึกลับของของมือสอง สำหรับฉันแล้วก็คือเพราะมันล้วนเป็นของที่เคยถูกเลือก และถูกใช้แล้วนั่นเอง  

อย่างหนังสือ เทียบกับสิ่งพิมพ์ยุคปัจจุบันแล้ว จะไม่ให้ฉันหลงรักสิ่งพิมพ์ย้อนยุคอย่างไรได้ เห็นแค่ปกฉันก็หลงรักกลิ่นและสัมผัส พอเปิดดู ยังไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้ แต่ก็ล่องลอยไปกับสไตล์การจัดอาร์ตเวิร์กแบบโบราณ และลีลาเรียงรายของตัวพิมพ์ตะกั่ว การตัดคำ แม้แต่สไตล์ในการใช้ตัวสะกดของยุคนั้น เนื้อกระดาษเหลืองกรอบที่ตอบสนองต่อการกรีดแตะต่างจากเนื้อกระดาษอายุน้อยที่คุ้นเคยมากกว่า ไหนจะข้อความที่เจ้าของเดิมเขียนบันทึกไว้อีกเล่า

Cookies and Candies เล่มนี้ พิมพ์เป็นครั้งที่ 7 ในปี 1969 เข้าใจว่าโดยกองบรรณาธิการนิตยสาร Better Homes and Gardens ซึ่งยังอยู่ยั้งยืนยงมาจนปัจจุบัน ฉันอาจจะเลือกขึ้นมาจากกองหนังสือเพราะปมด้อยที่ยังไม่เคยอบคุกกี้ได้ดังใจ แต่ไม่หรอก เพราะว่าเมื่อหนังสืออยู่ในมือ และฉันได้เปิดเบาๆ พิศดูทีละหน้าแล้วก็ตัดสินใจเลือกมาโดยไม่ได้ตรวจทานด้วยซ้ำว่าสูตรในนั้นบอกไว้ละเอียดแค่ไหน อ่านเข้าใจหรือเปล่า และไม่ได้ใช้สมองทบทวนเลยแต่น้อยว่าทฤษฎีคุกกี้ในอเมริกาจะใช้ได้ดีกับการอบคุกกี้ในไทยแลนด์หรือไม่ รวมทั้งส่วนผสมที่บอกไว้ ณ ทศวรรษที่ 1960s นั้น จะยังหาได้ในปีทศวรรษ 2010s แน่หรือ (ฮา)

คนเรามีจุดอ่อนกันอย่างนี้เอง 

Advertisements

The Place beyond the Pines: แอคชั่น (ดราม่า) ฮีโร่

มาตรฐาน

The-Place-Beyond-The-Pines-22

เราแต่ละคนเหมือนต้นไม้เล็กๆ ที่เติบโตขึ้นมาใต้ร่มเงาของพ่อแม่

จะโตกับพ่อแม่ ถูกพ่อแม่ตายจาก หรือจะทิ้งไปแบบอื่น โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ พ่อแม่ก็ได้ทิ้งอิทธิพลสำคัญไว้กับชีวิตที่เหลือของลูกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เช่นใน The Place beyond the Pines ที่ฉันเสี่ยงไปดูเมื่อวาน

ที่บอกว่าเสี่ยงเพราะแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลย ไม่ได้คลั่งไคล้ใครในบรรดานักแสดงนำ ไม่รู้จักและไม่เคยดูหนังของ Derek Cianfrance ผู้กำกับเรื่องนี้มาก่อน trailer ที่ดูไปเพื่อประกอบการตัดสินใจจะไปดูดีไหมนั้นแทบไม่ช่วยอะไร เพราะดูแล้วคิดว่าเป็นหนังแอคชั่น ซึ่งไม่ใช่แนว ดีที่เชื่อข้อความตรงไหนสักแห่งที่เขียนไว้ว่าเป็นหนัง “crime drama” ก็เลยลองเสี่ยงดู

โชคดีจากการเสี่ยง (ยิ้ม) หนังเรื่องนี้ให้ฉันทึ่งจัด เพราะไม่เคยได้ตระหนักซึ้งถึงความรักระหว่าง พ่อ-กับ-ลูกชาย ขนาดนี้ด้วยหนังเรื่องไหนมาก่อนเลย

มันไม่น่าจะใช่หนังที่ผู้หญิงดูสนุก นึกแบบนี้แล้วก็รู้สึกแก้มแดงๆ ที่ดันชอบใจวิธีการเล่าเรื่องของผู้กำกับ แม้ไม่ลืมที่จะพูดถึงผู้หญิง แต่มันไม่มีการคร่ำครวญ รีดหยดน้ำตาจากความระทมทุกข์เสียสละและความรักแบบไม่ต้องการสิ่งตอบแทน (บลาๆๆ) ของฝ่ายหญิง แต่เล่าเรื่องจากมุมมองของผู้ชายอย่างห้าวเป้ง ถ้าจะมีน้ำตา มันคือน้ำตาเท่ๆ ที่เกิดฉับพลันจากความรู้สึกประหลาดในส่วนลึกของหัวใจ หาใช่น้ำตาที่ถั่งโถม ทะลักออกมาจากความรู้สึกอัดล้นจนปริออกจากใจแบบหนังผู้หญิงบางเรื่องที่ค่อยๆ อัดความรู้สึกลงในหัวใจคนดู

ไม่แปลกเลยถ้าสาวๆ นั่งดูอย่างอึดอัด และเดินออกจากโรงมาด้วยความรู้สึกที่สรุปได้ว่า “ไม่ชอบ” ในขณะที่ฉันนั่งดูอย่างสนใจ อึ้งในตอนแรกกับโครงเส้นบางอย่างบนใบหน้าของ Ryan Gosling จากนั้นก็เริ่มสนใจการเล่าเรื่องผ่านบทที่เดาไม่ถูก การแสดงชั้นเลิศจากการตั้งใจทำงานกันทั้งนักแสดงและผู้กำกับ ลีลาแอคชั่นเป็นอย่างไรจะไม่ขอประเมิน เพราะไม่สันทัด แต่บอกได้ว่าทุกคนในเรื่องเล่นดราม่าได้อย่างน่านับถือ มุมกล้องที่ถ่ายทอดพิกัดความดราม่าก็แสนเจ๋ง บางทีแค่ดูเราก็รู้สึกเศร้าและเหงามากๆ แต่บางทีก็อยากจะอ้วกเพราะเครียดแทน

เป็นหนังที่เท่เหมือนงานแกะสลักหยาบๆ ที่ใช้ความความหยาบหรือความไม่สมบูรณ์นั่นแหละ บอกเล่าอะไรหลายอย่างกับความรู้สึกของคนดู

เสียงใครบางคนถามหลังหนังจบว่า หนังเรื่องนี้จะบอกอะไร(วะ)?

ถ้าจะฟังฉันตอบจริงๆ จากความรู้สึกส่วนตัว ฉันว่าหนังมันไม่ได้พยายามจะบอกเรื่องผลของการทิ้งขว้างลูกจนชีวิตหาดีไม่ได้ ต้องไปเป็นโจรปล้นแบงค์ การทำเกินกว่าเหตุหรือการคอรัปชั่น ปล้นเจ้าทุกข์ของตำรวจ ไม่ได้จะโพนทะนาว่าสังคมมันแย่ ฟอนเฟะ เด็กวัยรุ่นเหลวแหลก เด็กผู้ชายพี้ยา เด็กผู้หญิงแร่ด ฯลฯ อะไรเล้ย

ฉันรู้สึกว่ามันบอกกับฉันถึงความรักที่พ่อมีกับลูกชาย และลูกชายมีต่อพ่อ

ไม่ว่าพ่อจะเลวในสายตาของสังคมแค่ไหน ลูกชาย (ที่จริงลูกสาวด้วยนะ) ทุกคนก็ยังมองพ่อของตัวเองเหมือนมองฮีโร่เสมอ ถึงวันที่ได้เป็นพ่อบ้างจึงไม่ได้อยากเป็นอะไรมากไปกว่า “ฮีโร่” ในสายตาของลูก

The Place beyond the Pines คือหนังรักชัดๆ

หมายเหตุ:

The title is the English meaning of the city of Schenectady, New York, which is derived loosely from a Mohawk word for “place beyond the pine plains.” >>ตามนี้นะคะ

-อยากถามสาวๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาตรงๆ ว่า ระหว่าง Ryan Gosling กับ Bradley Cooper คุณเลือกใคร

-ทึ่งกับ Dane DeHaan ที่เล่นเป็น Jason Glanton ไปหาข้อมูลเพิ่มพบว่าตัวจริงอายุ 27 และหล่อมาก

-คงต้องตามหาหนัง Blue Valentine มาดูแล้วสินะ

on reading : season note หมายเหตุฤดู

มาตรฐาน

IMG_20130411_081445[1]

ฉันเคยวางแผนก่อนไปญี่ปุ่นสองครั้ง แต่ละครั้งทำการบ้านด้วยการอ่านหนังสือหลายเล่ม และได้อ่านหนังสือ คุณหมู อัญชลี ศรีไพศาล เพื่อวางแผนเที่ยวทั้งสองครั้ง

ทริปแรกอ่าน “tokyo tokyo continue” ที่เพื่อนใจดีให้ยืมมา อ่านแล้วมีความรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ minimal จัง มีดีไซน์ ไม่เหมือนหนังสือเตรียมเที่ยวเล่มอื่นๆ ซึ่งมักจัดข้อมูลมาแน่นจนตาลาย แถมเนื้อหาสนุกมาก เหมือนได้เรียนภาษาญี่ปุ่นและเกร็ดวัฒนธรรมไปพร้อมกัน เรื่องที่คุณหมูเล่าไว้นั้นทั้ง inside และ exclusive ไม่ใช่แค่ information แต่เป็นข้อมูลที่ย่อยจนกลายเป็น extract สารสกัดเข้มข้น (และมีรสชาติ) ไปแล้ว สมกับที่เธอได้เรียนรู้และผูกพันกับวัฒนธรรมและความเป็น Japanese มาตั้งแต่ครั้งไปเรียนภาษา เรียนแฟชั่น และเมื่อกลับมาทำงานที่เมืองไทย ก็ยังทำงานที่มีโอกาสได้กลับไป update ข้อมูลน่าสนใจ ทั้งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ สินค้า งานนิทรรศการ ฯลฯ กระทั่งขนม อยู่เสมอ ดังที่เธอเล่าให้อ่านเสมอในบล็อกของเธอ

การวางแผนไปญี่ปุ่นในทริปต่อมา ฉันอ่าน “ท่อมคะนะซะวะ” เพราะคราวนั้นหมาดมาดจะบินไปลงนาโงย่า แวะท่อมคะนะซะวะ ก่อนไปทะคะยะมะ แล้วก็ที่อื่นๆ หนังสือเล่มนั้นทำให้ฉันออกปากกับเพื่อนร่วมวางแผนว่า เราอยู่คะนะซะวะให้นานขึ้นได้ปะ ฉันอยากไปชิมอาหาร ไปเดินดูตามที่คุณหมูบันทึกไว้ให้ครบเลย เพื่อนก็โอนอ่อนแล้วเชียว แต่นาทีสุดท้ายกลายเป็นว่าฉันไม่ได้ไปด้วย ก็ไม่รู้ว่าไปท่อมคะนะซะวะคนเดียวเพื่อนสนุกแค่ไหน ไม่อยากถามให้ปวดใจ

ล่าสุดนี้ฉันได้อ่านหนังสือเล่มที่สามของคุณหมูโดยยังไร้แผนเที่ยว

“season note” เล่มนี้ เห็นภาพปกผ่านเฟซบุ๊คเพื่อนแล้วอดใจไม่ไหว ต้องหามาเป็นของตัวเองบ้าง (ได้ลายเซ็นต์คุณหมูด้วยละ) คุณแมวปิลาร์ ภาวินี ศรีไพศาล วาดรูปพี่สาวในฤดูกาลต่างๆ เป็นการ์ตูนน่ารักเชียว หน้าอื่นๆ ที่เป็นจังหวะทอดพักระหว่างเรื่อง จังหวะโหมโรงก่อนเข้าฤดูใหม่ และภาพจำลองของความประทับใจจากฤดูที่จะผ่านไปก็ล้วนแล้วแต่น่ารัก เป็นลายเส้นเบาสบาย แต่ถ่ายทอดเรื่องราวและเสน่ห์ของฤดูกาลได้เต็มๆ

คุณหมูทำให้ฉันตัวเบาหวิวไปตามตัวหนังสือของเธอ ความประทับใจและความรู้สึกส่วนตัวที่เธอมีกับฤดูทั้งสี่ซึ่งได้ถ่ายทอดออกมานั้น ฉันเห็นเป็นความรักละมุนละไมที่ผู้หญิงช่างสงสัยและช่างสังเกตคนนี้มีต่อประเทศญี่ปุ่น ..หัวใจพลันอ่อนไหว พลอยระริกเต้นตุบ เรียกหาการเดินทางท่องไในญี่ปุ่นอีกสักครั้ง อย่างอดไม่ได้…

ครั้งเดียวในญี่ปุ่นของฉันเป็นตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ ดอกบ๊วยบานแล้ว แต่ดันกลับเสียก่อนได้เห็นกระจะตาตอนซากุระบาน อดรู้ว่าโลกใต้ต้นยามซากุระผลิบานนั้นมีสีอะไร กลิ่นอายในอากาศเป็นแบบไหน เกสรซากุระทำให้คันจริงหรือ ฉันยังไม่รู้ว่าฤดูร้อนที่ทำเอาเชื่องช้าปวกเปียกนั้นแตกต่างกับที่กำลังเป็นในเดือนเมษายนของกรุงเทพฯ ไหม ฝนที่ตกแบบไม่ยอมหยุดก็ยังไม่เคยได้สัมผัส รสชาติของเมลอนกับน้ำแข็งไสในยามอากาศร้อนจะดีมากขึ้นแค่ไหน แล้วเบียร์อีกมากมายที่ออกโปรโมชั่นแข่งกันตอนหน้าร้อนฉันก็ยังไม่ได้ชิมเลย

ยามใบไม้เปลี่ยนสี ฉันอยากเห็นพรมสีเหลืองใต้ต้นแปะก๊วยจัง เฉดต่างๆ ของใบเมเปิ้ลจะสวยแค่ไหนกันนะ แล้วลมตอนนั้นจะเย็นจนต้องใส่เสื้อขนเป็ดเลยหรือยัง หน้าหนาวล่ะ หิมะมีสีขาวจริงหรอ ฉันสงสัยเกี่ยวกับการเดินบนหิมะมาโดยตลอด ที่ว่าลื่น มันลื่นยังไงกัน สกีด้วย สารภาพเลยว่าฉันไม่เคยนึกพิศวาสกีฬาประเภทนี้เลย แต่พออ่านการเรียนรู้จากสกีของคุณหมูแล้ว มีความรู้สึกว่า การเล่นสกีช่างเป็นศาสตร์และศิลป์ล้ำลึก มีเสน่ห์ น่าลองสักหนแฮะ

อ่านจบแล้วอยากวางแผนเที่ยว อยากเขียน list รายการห้ามพลาด

ไปเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีเกี่ยง

ต่อให้เป็นตอนที่ต้องไปเจอพายุ ต้องติดเกาะแบบคุณหมูก็น่าสนุกออก

หมายเหตุ: ถ้าอยากหาหนังสือคุณหมูที่มีคุณแมวเขียนภาพประกอบมาอ่านบ้าง ดูรายการที่ http://www.curiouspig.net/?page_id=47 และสั่งซื้อที่ booktailor@gmail.com นะจ๊ะ

on reading: โตเกียวทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้งคราว

มาตรฐาน

image

…แม้ทั้งสองจะหย่าร้างกัน และในอนาคตอาจไม่พบหน้ากันอีกเลยจนชั่วชีวิต แต่ผมจะยังคงพบคนทั้งสองอยู่ และจะยังคงอยู่เคียงข้างแม่ตลอดไป และหากถูกถามด้วยคำถามไร้สาระว่า ถ้าให้เลือกจะเลือกใคร ผมคงตอบได้โดยไม่ลังเลเลยว่า เลือกแม่

เพราะแม่เป็นเพียงคนเดียวที่เลี้ยงผมมา พ่ออาจจะดูแลบ้าง แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงดูผมเหมือนจอห์น เลนนอน พ่อไม่ได้แบ่งเวลาของตัวเองไว้ให้ผม มีสิ่งอันยิ่งใหญ่ที่ไม่สามารถสื่อกันได้ด้วยเพียงคำพูดและเงินตรา มีสิ่งสำคัญที่สื่อได้ด้วยเวลาและแขนขาเท่านั้น

ชีวิตของพ่อดูเหมือนเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตแม่ดูเล็กนิดเดียวแม้ในสายตาของผมในวัย 18 ปี นั่นคงเป็นเพราะว่า แม่ได้แบ่งส่วนหนึ่งของชีวิตแม่ให้กับผมนั่นเอง…

จาก “โตเกียวทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้งคราว” แปลจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นของ ลิลี่ แฟรงกี้ โดย ทิพย์วรรณ ยามาโมโตะ

หนังสืออัตถชีวประวัติของลูกชายเล่าถึงแม่อย่างอ่อนหวานและเข้าอกเข้าใจที่สุดเท่าที่เคยอ่าน

ลิลี่ซามะ ดิฉันรักสำนวนการเปรียบเทียบของท่านมาก มันเป็นราวบทกวีภาพวาดที่บาดใจจริงๆ

ขอขอบคุณผู้แปล อาจยังไม่ใช่งานแปลที่สมบูรณ์แบบ แต่ขอบคุณที่คุณตั้งใจแปลให้เราอ่าน พยายามต่อไปนะคะ

ป.ล. อยากดูหนังอีกสักครั้ง (หลงรักพระเอกยังไม่หาย)

สายเดี่ยวแห่งความสุข

มาตรฐาน

 

รูปภาพ

การประดิษฐ์สิ่งของที่ทำให้คนใช้มีความสุข สร้างความสุขให้ผู้ประดิษฐ์เช่นฉันเรื่อยมา

แต่คงไม่มีความสุขครั้งไหนอิ่มเอิบ ชุ่มฉ่ำตั้งแต่เริ่มคิดจะทำ เช่นการเย็บเสื้อสายเดี่ยวง่ายๆ สองตัวนี้

เพราะนี่จะเป็นการเย็บเสื้อให้แม่ใส่ครั้งแรกของฉัน

 

 

 

หมายเหตุ:

-ที่จริงเคยเย็บเสื้อให้แม่แล้ว ออกแบบ ประดิดประดอยอย่างที่เห็นว่าดี ว่าสวย แต่แม่ไม่รับ แม่บอกเสื้อคอกระเช้านั้นโป๊ไป แม่ไม่ใส่ ให้เอาไปขาย ได้เงินมาทำบุญกับวัดที่แม่ไปรักษาตัว

-ตอนนี้แม่ต้องการเสื้อใส่สบาย ซักแห้งง่าย และช่วยระบายอากาศ คงไม่มีแบบอื่นเหมาะกว่าสายเดี่ยวผ้าฝ้าย ไม่มีกระดุมและปม ถ้าน้องบอกเวิร์ก ฉันจะกลับมาเปิดโรงงานเย็บผ้าอีกรอบ

-ต้องขอบคุณน้องชายที่เป็นคนบอกให้ฉันเย็บเสื้อให้แม่ ถ้าน้องไม่บอกคนเป็นพี่คงไม่รู้จักคิดจะทำ

-เป็นการเย็บเสื้อที่มีความสุขมาก แม้จะเป็นงานที่เสร็จกับจักรเย็บผ้าถึงร้อยละ 95 ผิดฟอร์มกันสุดๆ

on reading: เขียนนิยายให้ขายดี

มาตรฐาน

รูปภาพ

…วางขุมคำศัพท์ส่วนตัวไว้บนสุดในกล่องเครื่องมือ ไม่ต้องทุ่มเทประดิดประดอยสลักเสลาให้วิจิตรพิสดาร (ถึงตอนอ่านทวนค่อยนำเรื่องนี้มาคิด ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) เรื่องเลวร้ายที่คุณจะรังแกตนเองได้ก็คือ การแต้มแต่งคำศัพท์ให้วิจิตรหรูหรา คุณมองหาเสาะค้นคำยาวคำยาก เพราะคุณอับอายที่ใช้แต่เพียงคำสั้นๆ ซึ่งก็ชวนให้สมเพชเหมือนกับการจับหมาพุดเดิลแสนรักมาแต่งชุดราตรีหรูหรา หมาพุดเดิลอับอา่ยที่แต่งตัวไม่เหมือนหมา เจ้าของผู้ที่ตัดสินใจทำเช่นนี้เพราะคิดว่าสวยดี น่ารักดี ก็ควรจะอายมากกว่าหมา

เตือนตนเองเสมอว่าอย่าได้เลือกคำว่า ’emolument’ มาใช้ ในเมื่อคุณใช้คำว่า ‘tip’ แทนได้อยู่แล้ว…

 

อ่านหนังสือ “เขียนนิยายให้ขายดี” แปลจาก “On Writing” ของ Stephen King โดย นพดล เวชสวัสดิ์

ป.ล. 1 ขำอีตรงคิงก์บอกให้เขียนสั้นๆ ชัดๆ หลีกเลี่ยง passive voice แต่ได้โปรดสังเกตสำนวนเวิ่นเว้อของนพดล)

ป.ล. 2 ไม่เคยอ่านนิยายฉบับภาษาอังกฤษของเขาเลย แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ฉันนึกรักสตีเฟน คิงก์ จนอยากหาอ่านเรื่องของเขาในอวตารดั้งเดิม

ป.ล. 3 ฉันรักสำนวนเวิ่นเว้อของนพดล เวชสวัสดิ์ มาตั้งแต่อ่าน “ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย” งานแปลจาก “Norwegian Wood” ของ ฮารุกิ มูระคามิ ‘หลงใหลหัวปักหัวปำถอนตัวไม่ขึ้น’ ประมาณนั้นเลย 😀

 

คู่กรรมเป็นโจทย์ยาก

มาตรฐาน

 รูปภาพ

ฉันอ่าน “คู่กรรม” จบตั้งแต่สิบกว่าขวบ ช่วงกำลังก้าวขึ้นบันไดขั้นใหม่ของชีวิต จากเด็กประถมเป็นมัธยม

คู่กรรมและหนังสืออีกมากมายวางเรียงรายรอการหยิบอ่านที่ห้องสมุดประชาชนติดแอร์เย็นฉ่ำบนชั้น 3 ของธนาคารศรีนคร ถนนช้างคลาน เดินมาจากบ้านฉันที่อยู่บนถนนเจริญประเทศก็นับว่าไกลไม่น้อย แต่คงเป็นโชคของฉันเองที่สมัยก่อนยังไม่มีที่ให้เด็กที่เริ่มเป็นวัยรุ่นไปแรดมากนัก ยังไม่เข้าโรงเรียนสาธิตฯ ก็ยังไม่ค่อยมีกิจกรรมให้ทำ ฉันเลยมีโอกาสอ่านหนังสือดีฟรีๆ

อ่านคู่กรรมจบสัก 2 รอบได้ สลับกับนิยายอื่นๆ เมื่ออ่านรอบที่ 3 ของการยืมมาอ่าน เป็นการอ่านผ่านๆ แล้วหยุดลงตรงช่วงที่ชอบ อ่านจนแทบจะจำได้ สถิติ 3 รอบนี้ยังคงอยู่ ในเมื่อฉันโตมากลายเป็นคนอ่านฉาบฉวย ยิ่งโต ยิ่งอ่านหนังสือจนจบน้อยลง

อ่านหลายรอบไม่เบื่อเรอะ? บอกได้ว่าไม่ แล้วคู่กรรมมีอะไรดี? บอกสั้นๆ ได้ว่า ไม่ใช่นิยายทุกเรื่องที่จะเขียนให้คนอ่านสร้างภาพยนตร์ของนิยายเรื่องนั้นเป็นส่วนตัว เหมือน คู่กรรม ของ ทมยันตี

หลายคนที่เคยอ่านคู่กรรมมาแล้วคงรู้สึกคล้ายกัน คู่กรรมทั้ง 2 เวอร์ชั่นที่นำเสนอสู่สายตาประชาชนในปีนี้จึงสร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ เม้าธ์กันกว้างขวางไปหลายวงการ

จะขอข้ามละครคู่กรรมเวอร์ชั่นคุณบอย (บี้-หนูนา) ไปเลย เนื่องจากฉันทนดูไม่ได้ (ขอสารภาพ) ที่เหลือทนที่สุดคือมันนานเกินไป กว่าเรื่องจะคืบขยับ อ้าวจบตอนอีกแล้ว แต่จะขอพูดหนังคู่กรรมเวอร์ชั่น เรียว กิตติกร (แบรี่-ริชชี่) ที่ไม่ได้ไปดูเพราะคาดหวังไว้อย่างมากหลังจากได้ดูตัวอย่าง (เหมือนผู้คนเกินครึ่งที่รอดูหนังเรื่องนี้) แต่เพราะอยากจะไปดูให้รู้กับหูกับตาว่าไอ้ที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น …มันขนาดนั้นเลยหรือ

โชคดีที่เพื่อนให้ Voucher มาดูฟรี ฉันจึงชมภาพยนตร์อย่างเกรงใจนิดๆ ไม่เกรี้ยวกราดและคาดหวังเหมือนดูหนังที่จ่ายตังค์ซื้อตั๋วเอง เมื่อดูจบ ฉันถอนหายใจ บอกได้ว่านี่ไม่ใช่คู่กรรมเวอร์ชั่นที่เลวร้ายจนหาข้อดีไม่ได้ อย่างน้อยณเดชน์ก็เล่นเป็นโกโบริได้น่ารัก ได้ใจคนดู มีฉาก CG ที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม (บางฉาก) ทำได้สวยจนเข้าใจละว่าทำไมดู trailer จบ คนแทบจะทั้งเฟสบุ๊คก็แทบจะเพ้อพร้อมๆ กันว่าอยากดูคู่กรรม งานแสดงเรื่องแรกของน้องริชชี่ก็นับว่าไม่เลวร้ายนะ เพียงแต่ถ้าน้องมีประสบการณ์บ้างคงทำได้ดีกว่านี้ 

 

ฉันเข้าใจ ยอมรับ และเคารพนะ ถ้าผู้กำกับคนนี้จะสร้าง “คู่กรรม” ของเขาออกมาแบบนี้ แต่เสียดายจังที่ “คู่กรรม” ของเขา ไม่ใช่เรื่องเดียวกับ “คู่กรรม” ของฉัน

คู่กรรมเป็นโจทย์ยาก ใหญ่ และพิสูจน์คนตอบโจทย์เสมอมา ค่าที่หนังสือเล่มนี้มีคนอ่านมาก และคนอ่านก็ประทับใจกับเรื่องราวในหนังสือมาก แถมแต่ละคนยังมีภาพยนตร์ในใจของตัวเอง โกโบริเป็นคนแบบนี้ อังศุมาลินเป็นคนแบบนี้  พ่อและแม่ของอังศุมาลินเป็นแบบนี้ ทมยันตีสร้างตัวละครเหล่านี้ไว้แนบเนียน หนักแน่น มีเหตุมีผลชนิดที่เราไม่นึกสงสัย แต่ทำไมในหนังของเรียว ตัวละครทุกตัวดูไร้น้ำหนัก ราวกับลอยตุบป่องอยู่ในคลอง (บางกอกน้อย?) เล็กแคบหน้าบ้านอังศุมาลิน  

คนดูไม่รู้ว่าทำไมอังฯ จึงเกลียดญี่ปุ่นนัก งงว่าทำไมอยู่ๆ อังฯ ว่ายน้ำกลางแดดเปรี้ยงไปเกาะเรือที่อู่ต่อเรือ โกโบริกับอังฯ รักกันตอนไหน คนดูสงสัยว่าอังฯ ประกอบอาชีพอะไร ทำไมพูดได้ทั้งญี่ปุ่นและอังกฤษ คนดูไม่ได้เห็นอังฯ ปวดใจกับการตัดสินใจของพ่อ ไม่เข้าใจบุคลิกเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของอังฯ อันที่จริงคนดูยังงงๆ แต่ไม่กล้าถามเพราะเกรงใจมากเลย ว่าทำไมพ่อไม่อยู่บ้านเดียวกับอังฯ  ลุงผลกับลุงบัวที่ไม่มีบทพูดนั่นดูเป็นคนโง่ เพราะไม่มีแม้แต่บทที่บอกว่าแกสองคนกำลังทำอะไรอยู่ แกคั่งแค้นอะไรโกโบริถึงกับต้องดักฟัน กระทั่งบทบาทของตัวละครที่มีหน้าที่สำคัญยายเมี้ยนปากปลาร้าก็ถูกตัดออกไป (ฉันคิดเองโง่ๆ ว่าทุกอย่างถูกตัดเพื่อกระชับเวลา ให้อังฯ ได้มีโอกาสพูดด้วยสายตากลมโตแสนโศก ฉากเข้าพระเข้านางชวนจิ้น และไดอาล็อก- anata wo aishite imasu -ซ้ำๆ ของเธอ)

เรียวละรายละเอียดเล็กๆ ที่มีความสำคัญไปมากมายราวกับสร้างหนังให้คนที่อ่านหนังสือและดูละครคุณบอย (ฉายก่อนและเพียบด้วยรายละเอียด) มาแล้วดู แต่ไหงรายละเอียดที่ไม่น่าละ ถึงไม่ใส่ลงไป ที่ฉันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้คือตอนโกโบริจะตาย ทำไมอังฯ ไม่มีความพยายามจะช่วยคนรักให้ออกมาจากกองวัสดุนั่นเลย ไม่พยายามเอาหัวหนุนตัก ไม่กุมมือไปจนตาย ที่จริงฉันไม่เห็นอังฯ พยายามสัมผัสตัวคนรักด้วยซ้ำ ถามจริงๆ เถอะในชีวิตจริง ถ้าคนที่เรารักสุดหัวจิตหัวใจถูกระเบิดเกือบเละ โดนไม่เสียบ กำลังจะตายมิตายแหล่ คนมีสติดีคงจะพยายามช่วยเหลือมากกว่าจะนั่งพร่ำท่องบอกรักเป็นภาษาญี่ปุ่นกระมัง ถ้าอยากจะบอกให้คนรักชื่นใจก่อนตาย ท่องไปด้วย ลูบหัวเขาไปด้วยจะอ่อนโยนกว่าไหม?  

ยังไม่นับรายละเอียดของสีสันและแพทเทิร์นของเสื้อผ้าอันแสนจะหม่นหมอง ทรงผมและเส้นผมที่ไม่ได้ชวนสัมผัสของอังฯ  ท่าเดินที่ไม่ใช่ไม่สวย แต่ยังเก้งก้างเป็นเด็กอยู่เลย รวมทั้งหมวกแก็บผ้าสักหลาด แฟชั่นยอดฮิตในยุคมาลานำไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2?  เหล่านี้ที่ฉันพยายามขบคิดว่าผู้กำกับกำลังจะบอกอะไร ทว่ายังคงคิดไม่ออก

 

คู่กรรมเป็นโจทย์ยาก (พูดซ้ำ) ยากที่ว่าจะทำออกมาอย่างไรให้ได้ใจคนอ่านหนังสือเรื่องนี้มาแล้ว มีโอกาสชมละครหรือภาพยนตร์ที่คนรุ่นก่อนทำมาแล้ว คนกล้าทำโจทย์แบบคู่กรรมต้องเป็นคนใจถึง และกล้าทำ จริงอยู่ที่การลงมือแก้โจทย์โดยไม่ดูงานของคนอื่นเลยน่าจะทำให้ได้คำตอบบริสุทธิ์ไร้ซึ่งอิทธิพลจากรุ่นพี่ แต่แม้ไม่อ่านคำตอบ อย่างน้อยก็น่าจะอ่านโจทย์ให้ละเอียดลออดีก่อนไหม จะได้ตอบกันให้ถูกจุด กรรมการตรวจคำตอบอย่างคนดูจะได้ไม่เสียเวลา เสียเงินค่าตั๋ว และที่สำคัญ เสียความรู้สึก

นอกจากว่าคนตอบไม่แคร์ที่จะตอบให้ถูก แค่ตอบตามใจ (กู) เพราะอย่างน้อยมันต้องถูกใจใครสักคนสิน่า