Monthly Archives: กรกฎาคม 2013

on reading : การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก

มาตรฐาน

image

1.
ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ฮารูกิ มูราคามิ ทำให้ฉันครุ่นคิดอย่างจริงจัง
มนุษย์เรา ที่จริงแล้วสามารถรักใครคนหนึ่งได้ตลอดไปโดยไม่เปลี่ยนแปลงงั้นหรือ

ความรู้สึกโหยหาใครบางคนที่เป็นมาตลอดชีวิตนั้น เกิดจากความรู้สึกว่าเรายังติดค้างบางอย่างกับเขา
หรือเป็นเพราะเราต้องการเขาคนนั้นอย่างแท้จริง

“นอกใจ” คืออะไร คือการมีสัมพันธ์สวาทกับคนอื่นที่ไม่ใช่ผัวหรือเมีย
หรือที่แค่ใฝ่ฝัน ครุ่นคิดถึง และปรารถนาในตัวคนอีกคน ที่ไม่ใช่ผัวหรือเมียของเรา

2.
ความรัก ช่างเป็นความรู้สึกที่ทำให้เสียสมดุล แม้น้ำเสียง ท่วงท่า กลิ่น กิริยา สัมผัส หรือกระทั่งแค่เงาของคนรัก คือสิ่งกระตุ้นเร้าให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ กระนั้นคนเราก็ยังรอคอยอย่างโหยหาการเติมเต็มความรัก และปริมาณที่มีอยู่แล้วก็ไม่เคยเพียงพอ

มูราคามิ ช่างปั้นแต่งรอยยิ้มของผู้หญิง ผู้ซึ่งที่แท้แล้วคงจะเพียงผู้หญิงสามัญทั่วไป ให้กลายเป็นเหมือนยิ้มปริศนาของโมนาลิซ่าในสายตาชายคนรัก และโตมร ศุขปรีชา ก็ช่างถ่ายทอดออกมาหวานละมุนละไม ราวของหวานรสเลิศที่ปรุงขึ้นอย่างประณีต

ฉันรู้สึกเหมือนได้รู้จักมูราคามิเป็นครั้งแรกผ่านสำนวนแปลของโตมร

ทำไมกันนะ นี่ไม่ได้เป็นการอ่าน “การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก” ครั้งแรกเสียหน่อย

3.
หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้ชายบางคนที่รู้จัก
ชายที่พอใจกับความกลวงเปล่าตลอดมา ยึดร่างกายมีรูกลวงของตัวเองเป็นสรณะ เสพย์ติดความรู้สึกที่มีความว่างเปล่า ขาดหาย ซึ่งผลักดันให้ออกค้นคว้าหารักมาเติมให้เต็มอิ่ม เพียงเพื่อจะปล่อยให้มันรั่วไหลออกไปอีกครั้ง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

ไม่เคยฉุกคิดว่าทั้งหมดที่ปล่อยหลุดไป อาจเป็นทั้งหมดของความรักที่เขาได้รับจากคนอื่น

หมายเหตุ:
นี่เป็นการอ่าน “การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก” เป็นครั้งที่สอง ทั้งสองครั้งเป็นการยืมอ่าน ครั้งนี้ ยืมอ่านจากเพจ ต้นไม้ ตีนดอย มีหนังสือ

ในวัยขนาดนี้ รู้สึกประทับใจจนอยากจะมีเป็นของตัวเองสักเล่ม!

Advertisements

โลกหมุนเชื่องช้าบนอานจักรยาน

มาตรฐาน

image

ฉันมีความผูกพันกับจักรยานอยู่บ้าง แม้ไม่มีภาพในความทรงจำว่าขี่จักรยาน 2 ล้อเป็นกับคันไหน ขณะอายุเท่าใด

ในบ้านของเรา แม่ฉันมีจักรยานเฟสสันขนาด (ล้อ) 24 นิ้วอยู่คันหนึ่ง แรกเลยมันถูกใช้เป็นพาหนะพาตัวแม่และน้องชายคนเล็กไปตลาด ตะกร้าและสองแฮนด์ของรถคันนี้นำกับข้าว ขนม และหนังสือการ์ตูนโดราเอม่อนที่ฉันใช้เป็นแบบเรียนหัดอ่านกลับมา จักรยานของแม่อยู่กับครอบครัวเรานานสักสิบปีเศษ มันจบชีวิต (ถ้าจักรยานมีชีวิต) ไปในกองเพลิงที่เผาผลาญบ้านเราที่เชียงใหม่ ห้องแถวไม้บนถนนเจริญประเทศ ที่มีห้องข้างๆ เป็นร้านซ่อมจักรยาน ใกล้วันคริสมาสต์ ปีที่ฉันจากบ้านไปเริ่มชีวิตนักศึกษาแถวๆ ทุ่งรังสิต

กับรถคันนี้ ฉันเคยปั่นที่บ้านในซอย ม.แกะสลัก ตอนนั้นก้นยังไม่ถึงอาน ล้อ 24 นิ้ว เป็นรถคันโตมากนะสำหรับเด็กกระเปี๊ยก

ก่อนไฟไหม้บ้าน 2-3 ปี แม่เริ่มใช้มอเตอร์ไซค์ มันเบาแรงกว่า จักรยานจึงถูกจอดนิ่งๆ ชีวิตหลังจากเกิดเรื่อง แม่ไม่ได้หาจักรยานคันใหม่มาทดแทน

สมัยเรียนมหา’ลัย เมื่อย้ายมาเรียนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วใครบางคนก็สร้างแรงบันดาลใจกับฉัน เพื่อนผู้ชายเงียบๆ เรียบร้อยในคณะที่ขี่เสือหมอบสีฟ้า (ฉันไม่น่าจำผิด) มาจากหอพักชายของมหา’ลัยแถวๆ สวนดุสิต ฉันมองเขาอยู่เรื่อย รู้สึกศรัทธาในรอยยิ้มเงียบๆ ความอิสระ เป็นตัวของตัวเอง และก็อาจจะสภาพการจราจรสมัยรถไฟฟ้ายังไม่ตั้งไข่ รถราที่ติดแสนติด รถเมล์ก็แน่นเป็นปลากระป๋อง ชวนให้โดดเรียนเรื่อยเพราะเกียจคร้านจะเดินทาง

หลังจากได้ทุนอะไรสักอย่างเป็นเงินก้อนหนึ่ง ฉันจึงนำไปซื้อจักรยานเสือภูเขาสนนราคาหลายพันบาทอยู่ โดยมีความคิดห้าวหาญว่าจะไม่ง้อรถเมล์ และไม่แคร์การจราจรบนท้องถนนแล้ว เะราะฉันจะขี่จักรยานของฉันมาจากหอพักหญิงในซอยงามดูพลี (ไกลกว่าเส้นทางจากหอพักชายเยอะเลย) มาอาบน้ำบนตึกกิจฯ แล้วก็เรียน แล้วเย็นๆ ค่ำๆ ก็ขี่กลับ

..เป็นการกระทำที่หลายคนอึ้ง ผู้ปกครองไม่รับทราบ ตัวฉันเองก็ไม่ทราบว่าขี่ไป-กลับได้อย่างไรตั้งหลายวันโดยไม่ถูกเพื่อนร่วมถนนสอย หรือตกหลุมตกบ่อไปเสียก่อน เพิ่งมาเริ่มกลัวหลังเจอของจริง จากนั้นก็จอดพักจักรยานที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อคันนั้นไว้ แล้วในที่สุดก็ยกให้รุ่นพี่ชายคนหนึ่งไปเฉยๆ อาจเพราะสงสารจักรยานที่แทบไม่เคยได้เคลื่อนออกจากที่

เวลาผ่านไปสักยี่สิบปี ใครหลายคนก็สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันอีก ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิในปี 2010 ทั้งโอซาก้า โกเบ เกียวโต และโตเกียว ผู้คนขี่จักรยานสัญจรไปมาเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่พวกเขาก้าวเข้าออกประตูรถไฟฟ้าหลายประเภทในเครือข่ายการคมนาคม ภาพสาวญี่ปุ่นในเสื้อกันหนาวขนเป็ด เลกกิ้งสีดำ ผ้าพันคอ และรองเท้าบู๊ตส้นสูงสีดำบนหลังอาน มุ่งมั่นปั่นจักรยานแม่บ้านขณะพ่นควันขาวออกจากลมหายใจในตอนเช้าที่ยังไม่สว่างดี ฉันคิดว่าไม่มีอะไรจะหยุดเธอได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศหรืออุปสรรคบนเส้นทางข้างหน้า

ประทับใจ

หลังจากนั้นสองปี เพื่อนใกล้ตัวชวนไปมองหาจักรยานพับสำหรับขี่ออกกำลังกายประจำวัน เธอกำลังห้าว อยากขี่จักรยานมาทำงาน โดยใช้รถไฟฟ้าเป็นเครื่อทุ่นแรง ฉันจับจักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นแบบมีเกียร์แล้วชอบ แต่ก็หยุดไว้แค่นั้น ก็ฉันอยู่ตึก จักรยานแม่บ้านคงจะใหญ่ไปหน่อยสำหรับการขึ้นลงตึกและสถานีบีทีเอส อีกอย่าง ถ้าตัดสินใจซื้อเลย ฉันมิต้องปั่นกลับบ้านจากวิภาวดีรึ? เพื่อนไม่ได้ขับปิ๊คอัพนะ

จนมาเจอคันนี้ ที่รุ่นน้องใกล้ชิดแนะนำให้ เป็นจักรยานพับ (มารู้ขนาดล้อเมื่อซื้อมาแล้วว่า 16 นิ้ว) มือสองจากญีั่ปุ่น น้องบอกเป็นรถน่าใช้ ฉันไปดูของแล้วยอมรับว่าลังเล ฉันเอง ดูจักรยานไม่เป็น แถมตอนนั้นรถยางอ่อน ลองปั่นนิดหน่อยไม่อาจบอกได้ว่าถูกจริตหรือไม่ แต่ก็ตัดสินใจซื้อเพราะคนขายเป็นคนกันเอง และน้องจะเอารถมาส่งให้ที่บ้านด้วย

พอพาขึ้นลิฟต์ จอดหน้าห้อง ฉันตั้งชื่อเลย ว่า minion หาน้ำมันมาหยอดแล้วซักซ้อมการพับ ตื่นเต้นกับทริปแรกที่เพื่อนจะมารับไปขี่จากสวนหลวง ร.9 ไปบึงหนองบอน

หลังจากเพื่อนสูบลมให้เราก็เริ่มการเดินทาง ติดขัดบ้างในช่วงแรก แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แค่เฟรมวงกลมครอบจานถีบแตกออกมาทำให้โซ่หลุด 2 หน ดึงเฟรมนั้นออกไปแล้วก็ปั่นไปได้อย่างราบรื่น

เป็นเช้าที่สดใสในฤดูฝน ผู้คนในสวนยิ้มแย้ม มีความสุข ฉันสูดลมหายใจออก แล้วเข้า แล้วออก ขาก็ปั่นไปข้างหน้า รู้สึกตื่นเต้นเหมือนขึ้นหลังอาน ถีบจักรยานเป็นครั้งแรก

ประสาททุกส่วนในร่างกายตื่นและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ผิวสัมผัสแดดอ่อนอุ่นๆ ส่องผ่านเมฆครึ้ม ลมเย็นๆ ช่วยระบายความร้อน จมูกได้กลิ่นหอมของดินและต้นไม้ กลิ่นราชาวดีที่ประตูสวน ดอกกระถินณรงค์ริมบึง ดอกนนทรีย์ที่เกาะกลาง ซากเน่าเหม็นของร่างที่เคยมีชีวิต ควันรถ กระทั่งกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ยังอ้อยอิ่งหลังเจ้าของบนอานมอเตอร์ไซค์จากไปแล้วตั้ง 30 เมตร และกลิ่นเฉพาะตัวของน้ำจากบึงที่ลมพามา

ฉันเพิ่งเคยเห็นนกพิราบบินเป็นฝูงเหนือบึง นกกระยางสีขาวยืนนิ่งรอกินปลา อีกาขนดำปลาบที่ไม่เคยโจมตีดังที่เรากลัว นกเขา นกกระจิบกัีบธุระในรังบนต้นหูกระจง

โลกเชื่องช้าบนอานจักรยานนั้นเป็นราวประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์สี่มิติระบบเสียง Dolby Atmos

มีความสุขง่ายๆ ในวันที่ร่างกายมีแรงปั่น-ฉันคิดอย่างนั้น

Only God Forgives: กระจ่างในความมึน

มาตรฐาน

Ryan Gosling & Nicolas Winding on set of Only God Forgives

เปิดตาจ้องมอง
เปิดหูสดับเสียง
เพื่อจะทิ้งตัว ล่องไหล ลอยหลงไปตามลำธารจินตนาการเซอเรียลของผู้กำกับ

Only God Forgives ช่างเป็นหนังที่ทำให้นึกถึง No Country for Old Men อะไรอย่างนี้!

หมายเหตุ: ขอบคุณ ชิลล์ชวนชม

on reading: ปาฏิหาริย์บันทึกรัก และ บันทึกถึงแม่

มาตรฐาน

image

ชีวิตของฉันมันมาเรื่อยๆ อย่างราบรื่น จนกระทั่งแม่ของฉันพบว่าตัวเองป่วยในปลายปี 2554 …ปีที่น้ำท่วม

ก่อนน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ เมื่อหน้าน้ำ คือปลายฝนต่อหนาว ในเดือนเมษายนของปีนั้น น้ำได้ท่วมหนักที่บ้านแม่ก่อน บ้านแม่ฉัน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฉันยังคิดเสมอว่าใช่น้ำท่วมไหมที่ทำให้แม่เครียด สุขภาพแย่ลง จนปรากฏเป็นอาการป่วย

ในฟิล์มเอ็กซ์เรย์ใบนั้น แม่พบจุดที่ปอด จุดดำๆ ของเนื้อเยื่อที่ทำให้หมอกังวล กำหนดการผ่าตัดจึงถูกกำหนดอย่างเร่งด่วน นัดผ่าตัดคือปลายเดือนมีนาคม 2555 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ฉันวางแผนไว้ตั้งแต่ปลายปี 2554 ว่าจะไปญี่ปุ่น ก่อนวันแม่รับผลเอ็กซ์เรย์วันเดียว ฉันได้รูดการ์ด ซื้อตั๋วไป-กลับ กรุงเทพฯ-นาโงย่า มันคงเป็นชะตากรรมที่ฉันจะต้องจ่ายเงินค่าตั๋วโดยไม่ได้บินไป

แม่เริ่มรับคีโมครั้งแรกใจเดือนพฤษภา หมอกำหนดให้รับคีโมทั้งสิ้น 4 ครั้ง แม่เสร็จภารกิจยิ่งใหญ่อีกครั้งในชีวิตกับคีโมเธอราปีในเดือนมิถุนายน เราไปช่วยงานแต่งงานน้องสาวกันในเดือนสิงหาคม แต่พอถึงเดือนกันยายน ฉันก็ได้รับข่าวร้าย ว่าแม่เริ่มลืม และมีปัญหากับการใช้ชีวิต

รายละเอียดพวกนั้นมันทำฉันช็อกเสียยิ่งกว่ารู้ว่าแม่เป็นมะเร็งเสียอีก

แม่เริ่มลืมว่าจะพูดอะไรกับใคร ลืมการทอนเงิน ลืมวิธีใช้โทรศัพท์ หนักเข้าแม่ก็กดรับสายไม่ถูก ฉันร้องไห้ตอนโทรคุยกับแม่แล้วแม่สั่งว่าอีกครึ่งชั่วโมงให้โทรมาหาอีก และให้ฉันโทรบอกน้องให้โทรหาด้วย (แม้แม่จะกดรับสายไม่ถูก แต่แม่ก็โทรหาทุกคนไม่ถูกแล้ว) แม่ยังไม่ลืมพวกเรา ลูกหลานและคนสนิท แต่ต่อไปล่ะ?

น้องพาแม่ไปหาหมอประสาทที่คลินิก หลังจากหมอซักถาม และทำการทดสอบเล็กน้อย น้องโทรรายงานฉันว่า หมอสงสัยว่าแม่จะมีอาการสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ฉันตอนนั้นพลันรู้สึกเหมือนยืนอยู่ใต้ไซต์ก่อนสร้างแล้วถูกแท่งซีเมนต์หลุดจากเครนตกลงทับหัว ความคิดความอ่านมันตีบตันไปหมด มองอะไรก็เห็นแต่ความหม่นหมอง กำลังต้องไปทำงานริมทะเล แทนที่ทะเลจะทำให้สดชื่น สดใสเหมือนที่เคย กลับรู้สึกจมดิ่ง พานอยากตายให้พ้น เพราะสงสารแม่

คนคนหนึ่ง จะมีสมบัติใดมีค่าเกินความทรงจำ?

ความจริงแล้วไม่ใช่สมองของแม่ที่เสื่อม แต่เป็นเนื้อร้ายซึ่งลุกลามจากช่วงอกขึ้นไปถึงสมองที่ทำให้แม่ลืม เป็นเนื้องอกในสมองที่หมอไม่อาจผ่าและกำจัดไป ได้แต่ส่งแม่ไปฉายรังสีเพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้องอก เสร็จแล้วแม่ก็ย้ายไปอยู่บ้านน้อง บ้านที่มีคนอยู่เกือบตลอดเวลา แล้วอาการแม่ก็ดีขึ้นจนฉันต้องถามตัวเองว่านี่ฝันไปหรือเปล่า 15 วันเป๊ะหลังจากฉายแสงสุดท้าย แม่เหมือนกลับเป็นคนเดิม เล่าเรื่องละครโทรทัศน์ตอนหัวค่ำได้ พูดคุยฉะฉาน และหมดเปลืองแบตเตอรี่กับค่าโทรศัพท์ไปกับการโทรหาคนโน้นคนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่แม่คิดถึง หรือเป็นห่วง

แล้วก็เป็นอย่างคำพระบอก โลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ความสุขและทุกข์ไม่อยู่กับเรานาน แม่ต้องกลับไปอยู่บ้านน้องชายที่ภูเก็ตอีกครั้งเมื่อเริ่มลืม ใช่ เมื่อหมดฤทธิ์รังสีนอนหลับ เนื้อร้ายก็ตื่นขึ้น น้องพาแม่กลับไปหาหมอที่สุราษฎร์ฯ ตามนัด ทุกสองอาทิตย์ แต่หมอไม่มีอะไรจะเสนอให้อีกแล้ว นอกจากความเห็นอกเห็นใจกับคำแนะนำตามอาการ แม่ลืมมากขึ้น มากจนลืมวิธีเคลื่อนไหว แต่ถึงตอนนั้นแม่ยังไม่ลืมลูก ครั้งหนึ่งที่น้องชายไปรับฉันจากสนามบิน มันดึกแล้ว แม่หลับไปแล้ว เมื่อฉันไปถึง ปลุกแม่เบาๆ แม่ลืมตา แล้วพูด “ม้อยมาแล้วหรอ ..คิดถึงม้อยจังเลย”

น้ำตาฉันไหล จดจำคำพูดกับน้ำเสียงนั้นมายาใจตัวเองเมื่อคิดถึงแม่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้

แม่ไปอยู่บ้านน้องชายคนเล็กของฉันครั้งที่สองในเดือนมกราคม น้องชายดูแลแม่มาจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม แล้วแม่ก็จากพวกเราไปอย่างสงบ

ฉันเคยถามตัวเอง หลังจากที่ช็อกกับอาการลืมของแม่ ว่าแม้สมองถูกทำลาย แต่คนเราสามารถลืมกันได้อย่างเบ็ดเสร็จจริงๆ หรือ? แม่ตายไปแล้ว คือแม่จากโลกนี้ไปพร้อมกับความทรงจำเกี่ยวกับเราใช่ไหม?

ไม่อาจหาคำตอบให้ตัวเอง และแม้จะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้งหลังแม่จากไปแล้ว เพื่อจะอิ่มเอิบกับความรักที่ชายหญิงคู่หนึ่งอาจมีให้กันได้ขนาดนี้จริง ก็ยังไม่กล้าคิดว่าปาฏิหาริย์เช่นที่เกิดกับโนอาห์และแอลลี่จะมีจริง ในโลกของความเป็นจริง การดูแลคนป่วยอัลไซเมอร์คงอยู่ห่างไกลความโรแมนติกอย่างในหนังสือลิบ มันอาจต้องการความอดทนและความเข้าใจมากมาย จากทุกคนที่รายล้อมผู้ป่วย อดทนกับความปวดร้าวที่ต้องเห็นคนที่เรารักค่อยๆ ลืมเราจนสิ้น ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเองเคยเป็นใคร

ฉันเคยคิดถึงข้อนี้ ทว่า เมื่อมาย้อนนึกถึงช่วงเวลาต่างๆ ที่เคยมีแม่อยู่ในชีวิต ก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมีคนจำสองคน คนหนึ่งมีเหตุให้ลืมไปแล้ว แต่อย่างน้อยยังมีอีกคนที่จำได้ ก็คงจะดีกว่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นนั้นไม่มีใครช่วยกันจำ

ฉะนั้นแล้วฉันจึงเชื่อมั่นว่า ตราบที่ฉันยังไม่ลืมแม่ ..แม่ก็ยังอยู่กับฉันเสมอ

หมายเหตุ: ในบรรดานิยายรักน้อยเรื่องของนิโคลัส สปาร์กส ที่เคยอ่านมา ฉันบูชา “ปาฏิหาริย์บันทึกรัก” ที่แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่สุด ค่าที่ในความรู้สึกเป็นเรื่องที่ลงตัวที่สุด เรียงร้อยในภาษาไทยด้วยถ้อยคำงดงาม กินใจที่สุด ใคร่รู้เหมือนกันว่าถ้าอดทนอ่านภาษาต้นฉบับจนจบจะรู้สึกได้ขนาดนี้ไหม

on reading: เม็ดข้าวที่ขอบจาน

มาตรฐาน

image

 

 

ถ้าผู้หญิงที่กำลังสับสนและเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับบทบาทและฐานะของตัวเองในสังคมที่ล้อมรัดอยู่รอบตัวได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ อาจรู้สึกคล้ายฉัน คือ ปิติ ยินดี ที่ได้พบ พูดคุยกับพี่สาวที่เข้าใจโลก และเข้าใจกัน

พี่สาวคนนี้คือ “สีมน” นักเขียนไทย อดีตนักเรียนทุนอินดัสเตรียลดีไซน์ในเยอรมันตะวันตก สะใภ้เยอรมันที่เมื่อตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในปี พ.ศ. 2534 ได้ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นพร้อมลูกและสามีมากว่า 20 ปีแล้ว  บอกกับฉันผ่านตัวหนังสือของเธอว่า คนเราอาจไม่ได้แต่งกันเพราะรัก และคนรักกันอาจไม่ต้องแต่งกัน

“เม็ดข้าวที่ขอบจาน” เล่าเรื่องราวของผู้หญิงไทยที่ไปแต่งกับชายเยอรมัน หลายกรณีเป็นความพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นไปจากชีวิตอันเลวร้าย บางรายไปเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของครอบครัว และก็มีบ้างเหมือนกันที่ไปเพียงเพราะต้องการสัมผัสกับอิสรภาพที่ยังไม่เคยได้จับต้องมาก่อน

เป็นนิยายเล่มเล็กๆ ที่โดนใจ กับคำพูดทุกคำจากปากตัวละคร คำพูดที่เหมือนมาจากก้นบึ้งแห่งหัวอกลูกผู้หญิงอย่างฉัน

ชีวิตที่มี แม้ไม่ใช่ของเรา แต่เมื่อเรามีสิทธิ์ได้ใช้ เราจะใช้อย่างไรดี ลุกขึ้นยืนบนสองขาของตัวเอง ตั้งหลักให้มั่น แล้วจัดสรรชีวิตให้เติบโต งอกงามตามแบบที่เราอยากให้เป็น หรือหาสามีมาเป็นไม้หลักแล้วเลื้อยพันชีวิตอันมั่นคงให้เติบโต ร้อยรัดอยู่กับหลักนั้น? 

ทว่า ไม่ว่าคนเราจะแต่งงานกันเพราะรักหรือไม่รัก ทุกชีวิต (หลังแต่งงาน) ไม่เคยราบเรียบ นุ่มนิ่ม หอมกรุ่น เหมือนพรมปูลาดด้วยกลีบกุหลาย (ถ้าไม่เป็นตามนี้โปรดเถียง) การประคองชีวิตแต่งงานให้เดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น จึงต้องมีการเลี้ยงตัวให้สมดุล …อย่างไรล่ะ?

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ ‘ผู้หญิงทุกคน’ มีสิทธิ์ให้คำตอบอันเหมาะสมกับตัวเอง เพราะแม้จะมีชีวิตตามที่บรรจงเลือก หรือจำใจเลือก ทุกคนยังมีคุณค่าของความเป็นคน เช่นเดียวกับเม็ดข้าวที่กระเด็นออกไปอยู่ที่ขอบจาน ที่ยังมีคุณค่าของความเป็นข้าวครบถ้วน

 

ขอบคุณ: ต้นไม้ ตีนดอย มีหนังสือ ให้ยืมอ่าน

ยินดีมากที่ได้อ่านงานของสีมน อ่านแล้วมีความสุขจัง เจอกันช้าไปหน่อย แต่ชอบนักเขียนคนนี้จริงๆ