Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2014

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (4) : เริ่มต้นพึ่งตัวเองด้วยการหัดปะยาง

มาตรฐาน

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

image

ติดกระเป๋าทัวริ่งให้คาร์เมนแล้วไปปั่นลองกันเมื่อเย็นวันเสาร์ กลับบ้านมา ยางหลังคงค่อยๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้เอาตอนค่ำๆ ว่าแบนแต๊ดแต๋ไปแล้วเรียบร้อย

คิดๆๆ จะถอดล้อหลังยังไง ต้องใช้ประแจใช่ไหม ไหนจะต้องใส่คืนเข้าไปอีก …อืมม์
แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าไม่ต้องถอดล้อหรอกก็แงะยางนอกออกมาจุ่มยางในแช่น้ำ หาจุดรั่ว ปะซะ แล้วก็ใส่ยางกลับ เออ …ใช่ ยางแบนอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ต้องรีบถอดล้อมาเปลี่ยนยางในเพื่อให้ไปต่อได้เร็วๆ  แล้วค่อยเก็บยางเส้นเดิมมาปะเหมือนกรณียางแบนตอนกำลังปั่นนี่นา

ทำใจอยู่ 3 คืน ก่อนจะตัดสินใจลงมือคืนนี้

แวะซื้อกาวปะยางแบบเป็นกระป๋อง น้องสาวร้านอุปกรณ์ก่อสร้างในซอยแนะนำว่าใช้แบบหลอดดีกว่า (ถึงจะโคตรแพงกว่า) เพราะกระป๋องถ้าใช้ไม่ทันมันจะแห้งซะก่อน รักน้องที่รู้จักสินค้าและรู้จักแนะนำ เลยขนซื้อมาทั้งกาว แผ่นแปะ และกระดาษทรายน้ำ ทั้งๆ ที่ของทั้งหมดนั้นที่บ้านก็มีอยู่บาน (มีแต่คนให้) ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปการปะยางสำหรับฉันมันจะง่ายเหมือนบีบสิวเลย อุปกรณ์ขอมีเยอะไว้ให้อุ่นใจละกัน

เริ่มไงดี ไล่ลมที่เหลือออกมา บีบนวดยางนอกให้นิ่ม (คิดเองอะ) แล้วเริ่มงัด

คือ ล้อที่ยังติดอยู่กับรถช่างงัดยาก น้ำตาจะไหล เจ็บมือ กลัวที่งัดยางหักกระเด็นใส่หน้า เลยหลับหูหลับตางัดไป งัดด้านซ้ายไม่ได้ ย้ายมางัดด้านขวา เออออก อ้าว แต่มันติดเบรก ซวยละ เบรกแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะแกะยังไง นี่ต่อให้ตัดสินใจถอดล้อตอนนี้ก็ปลดเบรกไม่เป็นนะเนี่ย!

เลยงมแงะยางในออกมาจากยางนอกทั้งๆ ที่ล้อยังอยู่กับตัวรถไปด้วยวิธีง่อยๆ ที่คงไม่มีใครเคยโพสต์ไว้ในยูทูบ มันก็แงะได้อยู่ แต่เสียเวลาและไม่ถนัดสุดๆ

พอยางในออกมาหมด ลองสูบลมเข้าไปก็ได้ยินเสียง..ฟี้…ถนัดชัดโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ รูเล็กๆ ถัดจากขอบแผลเดิมมาหน่อย เอ อย่างนี้จะเป็นได้ว่าด้านในของยางนอกบริเวณนี้มีเศษอะไรเล็กๆ ฝังอยู่แล้วคอยตำยางในหรือเปล่า

แต่ลูบแล้วก็ไม่เจออะไรนี่นะ

จากนั้นก็ขัดรอบๆ แผลด้วยกระดาษทราย (ทั้งหมดใช้ชุดที่พี่เต้ยให้มา-ถามว่าแล้วเธอจะซื้อของใหม่มาเพื่อ? …อ๋อ ก็น้องเขาคนขายน่ารัก!) แล้วปะ

การปะยางเป็นอะไรที่ง่ายจะตาย ถ้าเทียบกับการถอดล้อ งัดยาง ใส่เข้าไปใหม่ให้จุกลมมันตั้งตรง แล้วก็ประกอบล้อกลับที่เดิมโดยเบรกและระบบเกียร์ไม่เดี้ยงอะนะ

เพราะกระบวนการพวกนั้นมันต้องการความเข้าใจเรื่องกลไก ทักษะการใช้เครื่องมือ การออกแรงอย่างแม่นยำ และต้องการมือที่แข็งแรงๆ ฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลยเจ็บมือไปหมดแล้ว

เริ่มลงมือใกล้สามทุ่ม กว่าจะเสร็จสี่ทุ่มครึ่ง

ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองมันไม่ง่าย แต่ถ้าได้ทำบ่อยขึ้นก็คงเก่งขึ้น เหมือนทุกวันนี้ที่ปั่นจักรยานบ่อยขึ้น ฉันก็ปั่นเก่งขึ้น เรี่ยวแรงคงตัวขึ้น

ฝันสวยๆ ว่าถ้าตัวเองจัดการกับปัญหาเรื่องยางแบนยางแตกได้เหมือนบีบสิวเมื่อไหร่จะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวที่ที่อยากไป

ถึงตอนนั้นไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อน (ช่วยปะยาง) ฉันก็คงไม่แคร์!

#ยักไหล่

Advertisements

21 days, my journey back to life (day 21/21)

มาตรฐาน

day 21: ศุกร์ 21 กุมภาพันธ์ 2557

image

สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ

เพราะไม่ว่าเป็นอะไรที่เกิดขึ้น เราย่อมได้เรียนรู้จากมัน ยิ่งเรียนรู้อย่างเข้าใจ ยิ่งได้กำไร และแม้สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เจ็บก็ย่อมเป็นประสบการณ์ที่ไม่สูญเปล่า

ที่จริงถ้าเรื่องมันเกิดอย่างปกติสามัญเช่นความสัมพันธ์กับผู้ชายรายอื่น คือเริ่มขึ้นเนียนๆ ดำเนินไปอย่างเป็นส่วนตัว ฉันก็คงเลือกเจ็บแบบส่วนตัว เศร้าไปให้พอใจ ไม่ต้องพยายามฟื้นฟูกายใจ เพราะไม่มีใครรู้เรื่อง ไม่มีคนเป็นห่วงมากนัก นอกจากเพื่อนกลุ่มสนิทชิดใกล้

แต่ความจริงคือแต่เริ่มเดิมทีฉันไม่คิดว่าเขาจะคิดกับฉันแบบนั้น ฉันคิดว่าเขาประทับใจบุคลิกฉัน เหมือนที่เคยมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงประทับใจ มาคุยกันเรื่องอาหารการกิน เรื่องปั่นจักรยาน มาชอบกันเพราะอ่านบล็อกที่ฉันเขียนเรื่องปั่นจักรยาน 21 วัน อย่างที่เขาบอกจริงๆ แล้วก็เข้ามาสนิทด้วยแบบคนติดพี่สาว เพราะฉันดูเท่ ห้าว ยอมรับว่าฉันถึงกับคิดว่าเขาอาจจะเป็ยเกย์ เลยไม่ได้ระวังว่าเขาจะเข้ามาแบบนี้ เราพบกันบ่อยเพราะใช้ชีวิตอยู่โซนเดียวกัน เล่นสนุกกับเฟซบุ๊คมากไปหน่อย ถ่ายรูปกันบ่อย แทกกัน mention ถึงกัน และคุยกันตลอด เพื่อนๆ จึงฉันรู้เรื่องเยอะ ยุ่งรู้ถี่ก็ยิ่งยินดีประสาเพื่อน ยินดีที่ฉันมีคนมาติดตามดูแล เอาใจ และตามใจ

เพื่อนคอยลุ้น พูดอย่างนี้ได้

เขาตอนนั้นดูจริงจังมาก ไม่มีใครเลยที่จะเอะใจว่าจู่ๆ เขาจะเปลี่ยนใจ ตัวฉันเองยังเพิ่งรู้สึกตะหงิดๆ แค่ 2 วัน ก่อนเขาชิ่งไป จึงไม่ใช่ฉันคนเดียวที่อกหัก แต่เพื่อนๆ ก็พลอยเป็นไปด้วย เพื่อนเสียใจ เสียความรู้สึก แล้วเพื่อนก็เป็นห่วง ฉันเองก็เสียใจทั้งกับตัวเองและเพื่อน ที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ฉันได้รู้ว่าที่จริงฉันมีสมบัติมากมายเป็นเพื่อนใกล้เพื่อนไกล เพื่อนรุ่นพี่ เพื่อนรุ่นน้องที่เป็นห่วงอย่างจริงใจ เขาอาจจะไม่ได้ถามกันทุกคน แต่ก็แสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยและปลอบใจกันในรูปแบบของตัวเอง แม้แต่คนที่ไม่ได้คุยกันนานแล้วยัง inbox มาถามว่าเกิดอะไรขึ้น โอเคไหม ฉันจึงคิดว่าควรส่งข่าวบอกเพื่อน (และบอกตัวเองด้วย) ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความรู้สึกฉันไม่ได้แย่ขนาดนั้น และมันดีขึ้นทุกวัน (จริงๆ นะ) ผ่านการเล่าเรื่องติดต่อกัน ซึ่งเมื่อจบ 21 วันนี้แล้ว ฉันก็อยากจะโฟกัสไปที่เรื่องอื่นบ้างซะที เบื่อตัวเองแล้ว

เขาทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับการคบคนนะ แต่ก่อนค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนจับผิดเก่ง มีเซนส์ดี มองโลกในแง่ร้ายและค่อนข้างเท่าทันคน ..แต่ไหงไม่รู้จักเขาเลย อ่านไม่ออก ไม่ทันเกม แถมไม่รู้ตัวก่อนเขาจะไปอีก ไม่ทันตั้งตัวก่อนเขาทิ้ง เสียท่าสุดๆ เห็นจะต้องปรับจูนการมองคนใหม่ ให้อยู่บนความจริงยิ่งขึ้น ใช้เหตุผลให้มากกว่าเดิม สร้างขอบเขตความเป็นส่วนตัวให้ชัดเจนกว่าเดิม รักใครก็รักแค่ครึ่งใจ ที่สำคัญต้องตั้งคำถามกับอะไรที่เร่งรีบ เร่งรัดผิดปกติ ความสัมพันธ์ต้องการองค์ประกอบที่ลงตัวของจังหวะและเวลา แบบที่ฉันเรียนรู้แล้วจากการอบขนมปัง

นอกจากนี้ให้ระวังเด็กเอาไว้ให้ดี

ถ้าเด็กคือการเข้ามาพร้อมการประจบเอาใจให้เรารักสงสาร แต่สับสน ไม่รู้ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร ไร้ความพร้อมสำหรับความสัมพันธ์อันมั่นคง แต่กลับพร้อมจะเปลี่ยนใจ แถมไม่กล้าบอกกันตรงๆ ผู้ชายแบบนี้ควรคบกันในรูปแบบอื่น จะเรียกว่าพี่ก็ยินดี แต่อย่าคิดว่าฉันจะอยากได้เป็นคนรัก ฉันไม่อยากเป็นพี่เลี้ยงเด็กอีกแล้ว

ใช่เลย การเข้ามาทำเรื่องป่วนของเขาทำให้ฉันได้เรียนรู้หลายอย่าง รวมทั้งทำให้ได้คิดด้วยว่า คบกันได้ไม่นานก็ถูกทิ้ง แล้วได้รู้หลังจากนั้นว่าเขาทิ้งไปก็ดีแล้วนั้น ยังดีกว่าคบกันไปนานๆ เพื่อจะรู้ว่าเราไม่อยากคบกับคนแบบนี้เลย แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นทิ้งเขาอย่างไร

ชักรู้สึกดีกับการเป็นคนถูกทิ้งแล้วสิ

21 days, my journey back to life (day 20/21)

มาตรฐาน

day 20: พฤหัสบดี 20 กุมภาพันธ์ 2557
image

เกลียดกันได้ขนาดนั้นเลยหรือ?

หลังหายอึ้งที่ถูกเขา block ในเฟซบุ๊ค ฉันเริ่มคิด และถามตัวเอง

วันนี้เป็นวันที่ 20 ที่ฉันถูกขอจบความสัมพันธ์ผ่านการส่ง message ในเฟซบุ๊ค ด้วยเหตุผลว่าเขากลัวความสัมพันธ์ กลัวความผูกพัน กลัวความพลัดพราก แล้วฉับพลันนั้นเขาก็เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ เลิกติดต่อฉัน ไม่โทร ไม่ inbox ไม่ tag ไม่มีคอมเมนต์ และไม่มีเงาของเขาในเฟซบุ๊คของฉันอีกต่อไป

…แต่เรายังเป็นเพื่อนกัน ฉันคิดโง่ๆ ตามสถานะในเฟซบุ๊คที่คอยเช็กทุกวัน โดยการเข้าไปที่ timeline ของเขา เพื่อจะดูว่าคำว่า friend ยังอยู่ตรงนั้น ข้างๆ กับคำว่า message ซึ่งยังเป็นช่องทางที่เราอาจส่งข่าวหากัน หากต้องการ

แต่ขอสารภาพความจริงว่าเมื่อเข้าไปแล้วฉันไม่ได้ดูเฉพาะคำคำนั้นหรอก ฉันยังดูเรื่องราวที่เขาเล่าสู่โลกเท่าที่เขาจะอนุญาตให้ “เพื่อน” ระดับฉันรับรู้ได้ด้วย

แม้ฉันจะโอเคขึ้นมากแล้ว ใกล้คำว่าหายดีเข้าไปทุกที แต่ผู้หญิงเราเป็นแบบนี้แหละ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นคนขอจบความสัมพันธ์ ฉันสารภาพ ฉันดูเฟซบุ๊คเขาทุกวัน

เขาไม่ได้ unfriend และแม้ฉันเคยคิดว่าจะ unfriend เขาเองหลังได้ของคืน แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะยังอยากรู้ว่าชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็มันน่าสนใจจริงๆ

สาบานว่าฉันได้แต่ดู ไม่เคยแสดงความคิดเห็นหรือก้าวก่ายชีวิตใหม่ของเขากับผู้หญิงอีกคน ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีฉันรวมอยู่ด้วย ดูทุกวัน จนเห็นว่ามันเป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดาสามัญที่มีความต้องการความรักและการยอมรับ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ และตัวฉันเอง

เริ่มชาชินและรู้สึกว่าเรื่องราวของเขาเกือบกลายเป็นเรื่องราวของคนรู้จักแต่ไม่สนิทนักซึ่งมีชีวิตอยู่ใน friend list ของเรา และเราจะบังเอิญรู้เรื่องของในชีวิตเขาผ่าน news feed ในเฟซบุ๊ค เช่นเดียวกับเพื่อนกลุ่มนี้อีกนับสิบๆ คน

แต่วันนี้แปลกไป ฉันไม่สามารถหาเฟซบุ๊คของเขาพบ มันขึ้นคำแปลกๆ และมีอาการแปลกๆ ฉันรีบกลับไปที่ timeline ตัวเอง พบว่าในอัลบั้ม photo of you ไม่เหลือรูปถ่ายของเขาที่เคย tag ฉันแล้ว

ฉันเริ่มแน่ใจว่าเขา block ฉัน

แปลกดี ไม่ได้เริ่มต้นที่การ unfriend เพื่อจำกัดสิทธิ์ในการเข้าสู่โลกเฟซบุ๊คของเขา แต่ไปสู่ขั้นของการ block เพื่อไม่ให้สิทธิ์ในการมองเห็นเขาอีกต่อไปเลย

เพื่ออะไร? ฉันคิด ถ้าไม่อยากให้ฉันรู้เรื่องของเขาอีก แค่ unfriend ก็พอ เออ แต่ต้องเซ็ต privacy ไม่ให้อยู่ที่ public ด้วยนะ

ฉันเชื่อว่าการ block ที่จริงไม่ได้เป็นการป้องกันไม่ให้ฉันเห็นเรื่องราวของเขาหรอก เฟซบุ๊คไม่เคยเก็บความลับให้ใคร ถ้าฉันคลั่งอยากรู้เรื่องของเขาจริงๆ ไม่ต้องพัฒนาตัวเองให้ถึงขั้น stalker เลย แค่ sign up อีกบัญชีหนึ่ง ฉันก็ยังเข้าถึงเรื่องราวที่เขา public ได้อยู่ดี

ไม่ใช่ เขาไม่ได้ block เพื่อการนั้น แต่เพื่อเป็นการ delete tag ทั้งในส่วนของรูป และ status จำนวนมากมายในเวลาสั้นๆ เพียงเกินเดือนมานิดหน่อย ทำให้มันหายไป เพื่อตัวเอง หรือเพื่อคนอื่นไม่รู้ แต่เรื่องนั้นฉันไม่สนใจแล้ว

ง่ายดี ..เขาเข้าใจคิด ฉันเชื่อว่านี่อาจไม่ใช่เทคนิคใหม่อะไร ด้วยวิธีเดียวกันนี้เขาอาจจะเคยใช้แล้ว เพื่อลบร่องรอยผู้หญิงเก่าๆ ออกไปจากเฟคบุ๊คของตัวเองอย่างรวดเร็ว …ก็ไม่แน่ใจนักในข้อสันนิษฐานนี้ เพราะตอนคบกัน ฉันไม่เคยติดจะตรวจเฟซบุ๊คของเขา
(แต่เราสามารถติดตามได้ว่าเขาจะใช้มุกนี้อีกไหม เมื่อเขาเจอผู้หญิงคนที่ใหม่กว่าผู้หญิงคนนี้ ก็แค่ดูว่า อยู่ๆ เรื่องราวของเธอคนนี้จะหายไปจากเฟซบุ๊คเขาอย่างไร้ร่องรอยหรือเปล่า-แต่ฉันบอกเลยว่าต่อจากนี้ฉันคงไม่สนใจแล้วล่ะ)

ฉันสงสัยว่าเขาจะเกลียดฉันจนไม่อยากเหลือความทรงจำที่เกี่ยวกับฉันอีกต่อไป

เสียใจนิดเดียว เขาน่าจะเข้าใจ-เท่าที่เขารู้จักฉัน-นะ ว่าฉันไม่ได้เป็นผู้หญิงถูกทิ้งที่น่ารำคาญนัก แรกๆ ฉันอาจจะช็อคและงอแงบ้าง แต่ก็แข็งแรงพอจะตั้งสติได้ในเวลาไม่นาน และที่จริงฉันเป็นคนพูดรู้เรื่อง

กลับมา ณ จุดที่ฉันยืนอยู่ ไม่มีเขา แต่ฉันยังแวดล้อมด้วยผู้คนที่รักและเห็นค่าของฉัน รวมแมวอีกสองตัว

มีคนเกลียดแค่คนเดียว มันจะเป็นอะไรนักหนาเชียว?

21 days, my journey back to life (day 19/21)

มาตรฐาน

day 19: พุธ 19 กุมภาพันธ์ 2557
image

 

วันวานฉันได้ชิมปลาทูน่าที่ปรุงด้วยการ  Sear หรือการนำปลาทูน่าสดชิ้นหนาใหญ่ไปนาบกับกระทะร้อนให้สุกเฉพาะผิวนอก แล้วอาจจะมีการเสริมรสชาติสดหวานฉ่ำของเนื้อปลาด้วยซอสสูตรของใครของมัน เป็นวิธีปรุงที่ให้เนื้อทูน่าที่อร่อย ยิ่งถ้าเป็นปลาสด ชิ้นหนา เนื้อส่วนกลางชิ้นที่ยังไม่สุกจะยังคงหวานฉ่ำ

แต่เนื้อปลาที่หนาขนาดนี้มาจากทูน่าตัวใหญ่แค่ไหนกัน เมื่อเช้าเพิ่งเปิดสารคดีในห้องน้ำ แว่วว่า Bluefin Tuna กำลังจะสูญพันธุ์ ยังดีที่ได้รู้ว่าที่กินไปนี่เป็น Yellowfin Tuna

 

ไม่ใช่แค่เนื้อทูน่าครีบเหลือง วันวานฉันยังได้ชิมแซลมอนเกรดซาชิมิชิ้นเบ้งที่ทั้งหวานทั้งมัน หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวใหญ่ และสแกลลอปตัวใหญ่กว่าจากน่านน้ำไหนไม่รู้ มาในวันนี้ ยังต้องไปสำรวจอีกร้านอาหาร เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่เสิร์ฟปลาหิมะชิ้นใหญ่เสียจนนึกไม่ออกเลยว่าเจ้าของเนื้อชิ้นนี้มีขนาดลำตัวหนักกี่กิโลกรัม ขนาดเชฟบอกว่าเป็นปลาหิมะตัวเล็กซึ่งให้เนื้อที่อร่อยกว่าตัวใหญ่ฉันยังเชื่อว่ามันต้องใหญ่มากอยู่ดี นอกจากนั้นยังมีเชพเพิร์ดสพายสไตล์ฝรั่งเศสจากเนื้อน่องเป็ดตุ๋นในน้ำมันที่อุณหภูมิต่ำ ท็อปปิ้งด้วยฟัวกราส์กริลล์มาอย่างสวยอีกจาน  กับเอสการ์โกต์กรุบอวบฉ่ำอยู่ในเนื้อมะเขือเทศที่แต่งรสด้วยชิ้นไส้กรอกโซริโซจากสเปนอีกจาน

 

เพื่อนร่วมโต๊ะชวนคุยอย่างเกรงใจว่าอร่อยไหม ฉันตอบว่าอร่อย ถามว่าฉันชอบกินไหม ฟัวกราส์ หรือตับห่าน เนี่ย ฉันตอบว่าที่จริงก็ไม่ได้ชอบหรอก ไม่เคยหากินเอง ไม่เคยสั่ง แต่ถ้ามีโอกาสกินก็จะกินให้หมด ยิ่งรู้ว่ามนุษย์เราโหดแค่ไหนกับห่าน ที่มีชีวิตในโลกเพื่อจะสละตับอวบๆ ให้เชฟมาปรุงเป็นอาหารจานเลิศ กับสละอุยขนตรงหน้าอก ให้คนถอนไปยัดเป็นไส้เสื้อกันหนาว ก็ยิ่งต้องกินตับของมัน และใช้เสื้อกันหนาวขนห่านที่ซื้อมาแล้วตัวนั้นอย่างรู้คุณ

 

คุณค่าของชีวิตคืออะไรกัน ต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าปลาหิมะและทูน่าครีบเหลืองในท้องทะเล รวมทั้งแซลมอนในฟาร์มจะโตขนาดนี้ กว่าห่านหนึ่งตัวจะมีตับที่โตพอจะทำฟัวกราส์ชิ้นสวย

 

ถ้ามนุษย์ต้องกินปลา ตับห่าน หอยทาก สุนัข เสือ และสัตว์อื่นๆ ที่เรายังไม่รู้เพื่อมีชีวิตอยู่ ชีวิตของมนุษย์ก็ควรสำคัญและมีคุณค่ามากกว่าชีวิตของสิ่งที่เป็นอาหาร แต่แล้วมนุษย์ซึ่งถือว่าตัวเองสูง เรียนรู้ได้ มีการศึกษา มีศาสนา มีศีลธรรม มีวัฒนธรรม มีรสนิยม มีอุดมการณ์ทางการเมือง มีสารพัดที่สัตว์ไม่มี ก็คร่าชีวิตกันเองง่ายๆ ด้วยเครื่องทุ่นแรงบ้าง อาศัยแรงคนอื่นบ้าง จากสาเหตุเบลอๆ อย่าง “ความเกลียดชังกัน” หรือ “ความเห็นไม่ตรงกัน” อย่างนั้นหรือ?

 

ต่อจากชิมอาหารฝรั่งเศส ฉันจับรถไฟฟ้าใต้ดินไปดูหนังรอบพิเศษ Pompeii เป็นภาพยนตร์ Visual Effect สุดอลังการที่ไม่ได้เล่าเรื่องซับซ้อนอะไร แค่ฉายภาพชีวิตของผู้คนในเมืองปอมเปอีก่อนภูเขาไฟวิสุเวียตจะพ่นลาวาออกมากลบเมืองทั้งเมืองให้สุกตายไปพร้อมกันในปี ค.ศ. 79

 

สิ่งที่จุดประกายขึ้นในความคิดของฉันคือการตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิต

 

เรามีเวลากันคนละเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เราแค่ใช้เวลาของเราไป โอ้เอ้ อ้อยสร้อยบ้าง หยุดพักข้างทางบ้าง เจ่าจ่อมอยู่กับความผิดพลาด ความโกรธ บ้างก็ความบ้า ต้องให้สัญญานเตือนระวังเวลาชีวิตหมดดังขึ้นก่อน จึงจะรู้ตัวว่ามีอีกหลายอย่างที่อยากทำ คิดจะทำ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ภารกิจที่เหลืออยู่ จะเป็นภารกิจต่อสู้เพื่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี อิสรภาพ เพื่อเงิน ความรัก หรือเพื่ออะไรก็ตาม ถ้าถึงเวลาต้องตาย ก็คือหมดเวลาทำ ดังนั้น ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็น่าจะมีชีวิตให้สมศักดิ์ศรีกันหน่อย

 

อย่างน้อยอย่าให้อายปลา ห่าน หมู หมา เสือ กระทั่งหอยทากเอสการ์โกต์ ที่ยังได้ชื่อว่าสละชีวิตให้มนุษย์กินเพื่อจะมีชีวิตอยู่

 

 

21 days, my journey back to life (day 18/21)

มาตรฐาน

image

วันนี้เป็นวันสำรวจร้านอาหาร มีนัดทำงานนอกสถานที่เช้าแห่ง บ่ายแห่ง ล้วนแต่ไกล และไปกันคนละทิศ จึงไม่ได้ปั่นจักรยาน

ร้านแรกอยู่เลยหมู่บ้านสัมมากรไป เป็นฟาร์มปลูกผักไฮโดรโปนิกที่มีร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์โฮมเมดตกแต่งแบบอิงลิชคันทรีอยู่ติดกัน เจ้าของร้านเล่าว่าเริ่มปลูกผักกินเองตอนตั้งท้องลูกคนแรก เธอระวังและคัดสรรอาหารการกิน ซึ่งลูกในท้องจะได้กินไปด้วยกัน ปลูกเยอะเข้าก็นำไปแจกจ่ายเพื่อนฝูงพร้อมน้ำสลัดสูตรทำเองที่ได้จากประสบการณ์ด้านรสชาติที่เธอเก็บเกี่ยวไว้เมื่อครั้งเดินทางทำงานแถบยุโรป แล้วในที่สุดจึงเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ ไม่คิดจะทำเป็นธุรกิจให้ร่ำรวย หวังให้เป็นแค่งานอดิเรกที่สนุกและมีความสุข ทำอาหารด้วยวัตถุดิบและรสชาติแบบที่ทำให้คนในครอบครัวกิน ไม่คาดว่าได้รับการตอบรับมากมายจนร้านต้องขยายขนาด เวลาผ่านไป 5 ปี เธอกำลังมีแผนจะขยายขนาดของร้านอีกครั้ง แต่บอกว่าไม่คิดจะขยายสาขาไปที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่เข้าห้าง

เพราะอาหารของเธอเป็น slow-food ต้องปรุงใหม่เป็นจานๆ ไป ลูกค้าต้องรอ แต่ร้านเล็กๆ ในห้างลูกค้าคงไม่อาจรอแบบสบายๆ ได้แบบนี้

ผักของร้านนี้สดมาก ส่วนผสมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปลา ไก่ หมู หรืออาหารทะเล กระทั่งเครื่องปรุงรสก็เลือกมาอย่างดี ใช้วัตถุดิบดีเยี่ยมไม่ต้องปรุงอะไรให้พิสดารเลิศเลออาหารก็อร่อยจะแย่ แต่เชฟร้านนี้เขามีฝีมือไม่ใช่น้อย แถมยังมีสูตรที่ดี กับความตั้งใจที่จะทำอาหารให้คนกินกินได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่คิดจาก  ราคาขาย จำนวนขาย และต้นทุน เพื่อคำนวณหากำไร อาหารเลยอร่อยเต็มๆ ทุกจาน

ร้านตอนบ่ายอยู่ที่อีกมุมของเมือง แถวๆ วงเวียนนครอินทร์ แตกต่างจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง ร้านนี้ขายอาหารไทย มีพื้นที่น้อย แต่จัดซอยสัดส่วน สร้างซอกมุมได้น่าสำรวจ น่าสนใจ แน่นไปด้วยรายละเอียดที่ทำให้เราถวิลหาบรรยากาศบางอย่าง อาจจะเป็นบ้านหลังเก่าที่เคยอยู่เมื่อเด็กๆ ยามบ่ายของวันปิดเทอมฤดูร้อน

นิตยสารสะท้อนบุคลิกบรรณาธิการฉันใด ร้านอาหารก็สะท้อนตัวตนของเจ้าของร้านฉันนั้น เจ้าของร้านนี้ทำงานตกแต่งสไตล์วินเทจไทย มีพร็อบและของสะสมมากมาย และเขาชอบกินอาหารไทย ซึ่งเปี่ยมไปด้วยรสชาติ อาหารของร้านจึงออกมาแบบนั้น และเขาอาจจะไม่ใช่คนดื่มเหล้า จึงตั้งใจทำร้าน “กินข้าว” ที่เปิดตั้งแต่ก่อนเที่ยง ยาวไปจนสี่ทุ่มเท่านั้น

อาหารร้านนี้ก็อร่อย เป็นอาหารมีกลิ่นและรสแบบไทยๆ จากเครื่องเทศ เครื่องปรุงรสที่เราคุ้นเคย ในรสชาติที่ทำให้กินข้าวได้มาก

ทั้งสองร้านประเคนยกอาหารเมนูแนะนำมาร้านละ 4-5 เมนู ล้วนแต่เป็นของดีเด็ดที่ตั้งใจจัดวางให้สวยงามสำหรับการถ่ายรูปเสียด้วย

ฉันสัมผัสได้ถึงรสชาติที่ดี แต่มันคงมากไปสำหรับฉันที่จะอินและนิ่งอยู่กับอาหารหลายจานเหล่านั้น ซึ่งวางเรียงตรงหน้ารอให้ตักชิม

เมื่อสามสี่วันก่อน หลังกลับมาอบขนมปังเป็นครั้งแรกในรอบปีได้ ฉันรำพึงขึ้นมาว่า…
: เชื่อว่าความสัมพันธ์ก็เหมือนการปรุงอาหาร
ต้องการส่วนผสม องค์ประกอบ จังหวะ และเวลาที่เหมาะสม
จะปรุงอาหารให้อร่อยไม่มีทางลัด ความสัมพันธ์อันดีงามและยั่งยืนก็เร่งกันไม่ได้
ต้องรู้จักสังเกต แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อดทน ใจเย็น และรอคอย…

…การกินอาหาร ดูเหมือนก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่า ความสอดคล้องและพอดี

มันสำคัญตั้งแต่เมื่อเราเลือกสั่งอาหาร เราต้องนึกถึงองค์ประกอบของมิติแห่งรสชาติ สีสัน และสัมผัสจากอาหารจานนั้น เราอาจจะชอบกินอาหารรสจัด แต่ถ้าสั่งแต่ของเผ็ดร้อน ปากลิ้นของเราจะเจ็บแสบเกินกว่าจะสัมผัสได้ถึงมิติที่ละเอียดอ่อนและอยู่ลึกที่สุดของรสชาติอาหารจานนั้น ตาและจมูกจะพรั่งพรูขับของเหลวออกมาจนมองไม่เห็นความน่ากินและหมดสิทธิ์ได้กลิ่นหอมหวนของสมุนไพรเพียงเล็กน้อยที่อยู่ในเครื่องแกง แล้วอาหารแสนอร่อยทั้งโต๊ะก็จะพลอยเสียคุณค่า หมดราคา

ในบรรดารายชื่ออาหารอร่อยในเมนู เราต้องมีศิลปะในการคัดสรรรสชาติที่ไปด้วยกันได้ รสจัดกับรสเบา น้ำกับแห้ง เนื้อกับผัก เย็นกับอุ่น มื้อที่มีอาหารรสชาติเผ็ดร้อนจึงควรมีไข่เจียวหรือหมูหวานคอยดึงไม่ให้เสียกระบวนรส เช่นอาการปักษ์ใต้รสจัดต้องจัดมากับผักเหนาะสารพัด

ที่นึกมาทั้งหมดไม่ใช่อะไร เพียงแค่รายการอาหารที่ได้ชิมในตอนเช้าและบ่ายไม่ได้เป็นอาหารที่เลือกสั่งเอง แต่เป็นเมนูที่ร้านอาหารจัดมาให้ว่าอร่อย ควรเรคคอมเมนด์ แต่เมื่อทุกจานถูกเสิร์ฟพร้อมกัน รสชาติที่สัมผัสได้มันกลับเยอะเกินความพอดี

เกินพอดีทั้งความอร่อยและความอิ่ม มื้อที่ควรจะดีก็เลยไม่ดีเท่าที่ควรจะดีไปเสียอย่างนั้น

21 days, my journey back to life (day 17/21)

มาตรฐาน

Day 17: จันทร์ 17 กุมภาพันธ์ 2557

 

image

แปลกดีที่เรายินดีจะตื่นเช้าในวันหยุด แต่ไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่ที่จะต้องตื่นในเวลาที่ควรตื่นในเช้าวันจันทร์ ฉัน นอกจากจะตื่นสายแล้วยังโอ้เอ้ กว่าจะออกจากบ้านได้ก็สายมาก เลยคิดว่าวันนี้ไม่แวะฟิตเนส เข้าออฟฟิศแล้วเช็ดตัวก็พอ แล้วออกไปกับแงซาย ก็เกรงใจซีรีนเหมือนกันที่พักนี้ใช้แต่แงซาย แต่อยากจะรู้ว่าถ้าสะพายเป้หนักๆ ปั่นแงซายจะเจ็บหลังตรงใกล้ๆ เอวไหม

เจ้ากรรมที่เลือกเส้นทางไปทำงานที่ผ่านหลังตึกแกรมมี่พอดี เลยแวะซะหน่อย ฝากแงซายกับเพื่อนแล้วนั่งเม้าธ์ระหว่างจิบน้ำนมข้าวโพดของเพื่อนตั้งพักนึงก่อนจะได้ฤกษ์ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วจึงยุรยาตรไปทำงาน ก่อนถึงตึกยังมีหน้าแวะซื้อแซนด์วิชที่เซเว่นอีก

บางทีฉันก็เกรงใจคนอื่นนะที่เป็นคนมีงานทำที่ทำตัวได้ชิลล์เวอร์ราวกับคนไม่มีงานทำ …แต่ฉันก็ทำงานนะ ไม่ใช่ไม่ทำ

 

การจับจ่ายเงินซื้อของให้ตัวเองช่วยให้ความรู้สึกบางอย่างดีขึ้น ไม่รู้คนอื่นๆ เป็นเหมือนกันไหม ตั้งแต่เกิดเรื่องฉันรูดการ์ดไปเยอะเหมือนกัน ทั้งสมัครฟิตเนส เพื่อ.. หลักๆ ก็เอาไว้อาบน้ำหลังปั่นมาทำงานตอนเช้า แต่ถ้าสามารถเข้าคลาสโยคะในบางวัน และเทรนตัวเองให้วิ่งบนเทรดมิลล์ได้บ้างก็คงถือเป็นกำไร ฉันจะใช้เงินที่ลงทุนค่าสมาชิกฟิตเนสได้คุ้มแค่ไหน คงอยู่ที่ตัวเอง จะมีวินัยของตัวเอง จะขี้เกียจไหม หรือจะอึดวิ่งจนติดได้ไหม ถ้าเมื่อไหร่ติดวิ่งได้เหมือนติดปั่นจักรยานก็คงไม่ต้องเคี่ยวเข็ญกันอีกต่อไป

เมื่อวานฉันซื้อมือถือ ซื้อเพาเวอร์แบงค์แพงๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ชีวิต ซื้อรองเท้า รองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ดที่ออกแบบมาให้สวมสบาย เดินสะดวก สำหรับบางวันที่อยากสวมส้นสูง วันนี้ก็ยังอยากจะจ่ายเงินอีกสักเล็กน้อย ซื้อของให้ตัวเอง โดยใช้ข้ออ้างว่าการปั่นจักรยานช่วยประหยัดเงินในส่วนที่ต้องใช้เดินทางได้ไม่น้อย ฉะนั้นถ้าจะช้อปปิ้งของในตลาดนัดบ้างก็ซื้อไปเหอะ ระวังอย่าให้มันเยอะจนล้นบ้านก็แล้วกัน

ฉันเตร่ไปดูแผงดีวีดี ยังไม่มีเรื่องที่ต้องการดู แวะไปดูร้านเสื้อแขก แล้วคิดว่ามันสวย มันใช่ แต่มันไม่ทนทาน แล้วก็ได้กางเกงกระโปรงมาตัวหนึ่ง จากคนขายที่ทำให้คิดอะไรบางอย่าง เราคุยกันแล้วเขาบอกว่าค่าแผงที่ตลาดนัดนั้นเป็นเงินเท่าไหร่ ฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันมากแค่ไหน แต่ถ้าเขาขายของราคาประมาณนั้น โดยไม่ได้มีคนซื้อแบบรุมเลือกซื้อ ฉันว่านี่อาจจะเป็นการเจอกันครั้งแรก และครั้งเดียวที่ตลาดนัดแห่งนี้ ชีวิตการทำงานของคนอื่นดูไม่ได้ชิลล์อย่างฉัน แม้งานของเขาจะทำให้ได้อยู่กับสิ่งที่รัก เป็นอิสระ แต่ก็คงมีความเครียดจากความไม่มั่นคงสินะ

อยากกินข้าวไข่เจียวแหนม แต่แหนมหมด หลังจัดการข้าวไข่เจียวกุ้งที่แม่ครัวจัดมาให้อย่างเต็มขีดของความกรอบก็ได้เสื้อยืดอีกตัว แล้วก็มะม่วงปั่นกับเสาวรสเบาๆ อีกแก้ว รู้สึกขอบคุณชีวิตที่พอหาความสุขทางวัตถุตามที่ต้องการได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถพอใจในวัตถุเท่าที่หาให้ตัวเองได้ด้วย

ยังดีที่ความสุขไม่ได้มาจากการนำเงินไปแลกมาเท่านั้น บางทีคนเราก็มีความสุขจากการค้นพบและรู้จักตัวเอง พอใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เพราะตราบใดที่เรายังหาตัวเองไม่เจอ ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่สามารถเป็นเพื่อนที่เข้าใจตัวเองที่สุด ไม่ได้ให้ความรักและโอบกอดตัวเองอย่างแนบแน่นเพียงพอ ต่อให้แสวงหาวัตถุมาปรนเปรอตัวเองมากเท่าไหร่ แพงเท่าไหร่ ของพวกนั้นก็ไม่สามารถจะทำให้เราหายขาดจากความรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียวในโลกได้ และไม่มีทางถมโพรงแห่งความพร่องอะไรบางอย่างในใจของเราได้เต็ม

 

การปั่นจักรยานทำให้ห่างหายการแวะซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วซื้อของใช้ทีละเยอะๆ กระดาษทิชชูที่บ้านจึงหมดโดยไม่รู้ตัว (ที่จริงมีอาหารเม็ดของแมวด้วยที่หมด) ขากลับ ฉันแวะ Max Valu กลางซอย หยิบเบียร์อาซาฮีมาปรนเปรอความสุขทางใจให้ตัวเองอีก 2 กระป๋อง เบียร์สิงห์อีก 1 ถ้าฉันมีกระเป๋าทัวริ่งอาจได้จำนวนเบียร์อาซาฮีมากกว่านี้ ฐานที่ไม่ได้เห็นแบบกระป๋องแช่ขายปลีกในร้านสะดวกซื้อแบบนี้นานแล้ว

ของทุกอย่าง ยกเว้นแพคกระดาษทิชชู ลงไปอัดแน่นในเป้ ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป้ใบนี้เล็กไป ควรหาใบใหม่ในขนาดที่เหมาะกว่านี้ และถ้าเป็นไปได้ อาจจะเป็นเป้แบบที่สะพายแล้วไม่ร้อนหลัง …เอ๊ะ หรือฉันควรเอาแงซายไปหาตะแกรงหลังแล้วลงทุนซื้อกระเป๋าทัวริ่งเหมาะๆ สักคู่ดี จะได้ไม่ต้องซื้อเป้ใหม่ และไม่ต้องสะพายเป้เก่าให้ร้อนหลังอีก (อิอิ)

ยังไงก็ตาม แงซายที่เขาส่งกลับมาพร้อมสเต็มยาวๆ กับเบาะทรงแปลกๆ ที่ทำให้ต้องก้มและยืดแขนออกไปมากขึ้นตอนปั่น ไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บหลังช่วงเหนือเอวในวันที่ปั่นโดยมีเป้หนักๆ บนหลังแต่อย่างใด

ไว้จะขอบใจเขาในฝัน ถ้าเรามีโอกาสพบกันอีก

 

 

 

 

 

   

21 days, my journey back to life (day16/21)

มาตรฐาน

day 16: อาทิตย์ 16 กุมภาพันธ์ 2557
image

เมื่อคืนฝนตกเหมือนฟ้ารั่ว ตื่นเช้ามากระถางต้นไม้ที่ระเบียงยังเปียกอยู่เลย ชักไม่อยากเลอะ ที่คิดจะปั่นไปศูนย์ประชุมฯ เปลี่ยนแผน นั่งรถเมล์บ้างดีกว่า

 

ถ้าจะเดินทางด้วยรถเมล์ เหมือนว่าจะเหนื่อยน้อยกว่าและไม่ต้องกลัวดำเท่าปั่นจักรยาน แต่ที่จริงเราต้องเผื่อเวลาไม่ใช่น้อย ทั้งเวลาในการเดินทางไปรอรถสายที่เราต้องการ และเผื่อรถติด อีตอนยืนรอรถกับตอนเดินนี่ ถ้าคนมันจะดำ มันก็ดำได้ ฉะนั้น ฉันบอกตัวเองว่าถ้าไม่อยากเสียเวลามาก แล้วปัจจัยดีพอ ไม่มีฝน ไม่ปวดหัว ปวดตา ปวดท้อง มีที่จอดแบบไม่เครียด มีห้องน้ำสำหรับจัดการกับเหงื่อและแต่งองค์ทรงเครื่อง เตรียมตัวให้รอบคอบแล้วก็ปั่นจักรยานไปเหอะ เอาเวลาที่จะแช่อยู่บนท้องถนนนอนเล่นเฟซบุคอยู่บ้านยังจะดีเสียกว่า

 

อย่างไรก็ตาม บนเก้าอี้ยาวแถวหลังรถเมล์ร่วมบริการสาย 46 วันนี้ฉันได้แรงบันดาลใจบางอย่างจากป้าที่นั่งใกล้ๆ กัน เราไม่ได้นั่งติดกัน เพราะนี่เป็นสายวันอาทิตย์ในวันหยุดยาว รถโล่ง ป้านั่งริมหน้าต่างด้านซ้ายของตัวรถ มีแดดสายๆ ส่องเข้ามาจากหน้าต่างและด้านหลัง ป้าดูชิลล์มาก นั่งแทะข้าวโพดต้มตลอดทาง ข้าวโพดข้าวเหนียวกลิ่นหอม ฉันว่าบางฝักมันดูแข็ง แต่ป้าแทะอย่างเพลิน สงสัยจะชอบกินข้าวโพด

 

ป้าทำให้ฉันคิดถึงแม่ แม่ฉันฟันไม่ค่อยดี เมื่อเด็กๆ แม่ต้มข้าวโพดหวานให้ลูกกินบ่อย ทีละหม้อๆ ให้พอกับลูกสามคน แต่ไม่ค่อยแทะข้าวโพดแบบนี้ให้เราเห็น แม่คงเห็นว่ามันไม่งามนัก แต่เมื่อเห็นแม่ หรือป้าคนนี้ก็ตามแทะข้าวโพด มันดูมีฟิลลิ่ง มันดูอร่อย ฟิน ดูเป็นอิสระจากการบังคับตัวเองให้อยู่ในกรอบที่คิดว่าคนอื่นคาดหวังให้เป็น ใช่ ป้าดูอินดี้มาก ป้าเป็นไอดอลของฉัน!

วันนี้มีงานมหกรรมขายมือถือ ฉันนัดเพื่อนให้ไปช่วยเลือกมือถือ เวลาฉันจะซื้ออุปกรณ์สื่อสารฉันต้องเคี่ยวเข็ญเพื่อนคนนี้ให้มาช่วยดู ช่วยเลือก และช่วยตรวจของให้ตลอด เพื่อนอาจจะทำอิดออดบ้าง แต่ก็ช่วยซื้อมา 2-3 เครื่องแล้ว แท็บเล็ตอีกเครื่อง รู้สึกดีจังที่มีเพื่อนพึ่งพา ไม่ต้องคอยพึ่งผู้ชายที่มาคบกันชั่วคราวตอนนั้นๆ เพราะคนพวกนี้ไม่คบกับฉันนานเหมือนที่เพื่อนคบ ใช้มือถือไปสักพัก ถ้าเริ่มมีปัญหา คนพวกนี้มักไม่อยู่ให้บ่นแล้ว แต่เพื่อนยังอยู่

ฉันมีตัวเลือกไม่มากรุ่น แต่มีให้เลือกซื้อหลายร้านจนแทบจะตาลาย ถ้ามากับผู้ชาย บรรยากาศคลาคล่ำด้วยผู้คน เสียงดังๆ และโปรโมชั่นชวนลังเลแบบนี้ ต้องทำให้มีคนหมดความอดทนก่อนจะเลือกของได้และตัดสินใจซื้อ ไม่ฉันก็เขา (ไม่ได้จิ้น ฉันเคยเจอมาแล้วในงานสัปดาห์หนังสือ) แต่เพื่อนฉันคนนี้คงเป็นโรคจิตเล็กๆ เขามีความพากเพียรในการหาร้านที่ขายของราคาดีที่สุด และให้ของแถมเยอะที่สุด แต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องช่วยฉันกลั่นกรองและตรวจสอบเสียก่อนว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่

แน่นอนว่าฉันอยากได้มือถือที่ถ่ายรูปได้ดี เดิมฉันใช้ Sony Ericsson Xperia Ray ฉันชอบหลายๆ อย่างในความเป็นมือถือเครื่องนั้น รวมทั้งคุณภาพของภาพถ่าย (ไม่รวมภาพจากกล้องหน้านะ) เมื่อฉันมีประสบการณ์ดีๆ กับโซนี่ งานนี้จึงมีช้อยส์เป็น Sony Xperia Z กับ Z1 แต่ใจฉันดันปันไปให้ Nokia Lumia 1020 ฉันชอบอะไรที่หนักๆ ปึ้กๆ งานประกอบดีๆ สีเหลืองนั่นก็เข้าตา ที่สำคัญราคาโนเกีย ที่มาพร้อมกล้องความละเอียด 41 ล้านพิกเซล แพงกว่า Z1 แค่พันบาทเอง

ยืนดูเขาสาธิตกล้องโนเกีย เกือบจะตัดสินใจแล้ว ถ้าไม่ลืมนึกถึงการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ในโลก

เพราะความเป็นวินโดว์โมบายของโนเกียนั่นเองที่ทำให้ฉันสรุปได้ ตกลงใจเลือก Z1 สมาร์ทโฟนที่มีกล้องความละเอียดแค่ครึ่งเดียวของ Lumia 1020 และเลือกอยู่กับแอนดรอยด์เหมือนเดิม

เพื่อนช่วยหาร้านที่ได้ของแถมเจ๋งๆ มาเพียบ ไม่พอ ไปเป็นเพื่อนติดฟิล์ม เดินหาซื้อพาวเวอร์แบงค์ ซึ่งกว่าจะเลือกได้ เดินอยู่ประมาณ 5 ร้าน เดินไปรับของแถม และให้ยืมเงิน (สด) ซื้อรองเท้าส้นสูง (ใครจะคิดว่าในงานมือถือมีขายทั้งรองเท้าส้นสูงและชุดชั้นใน) อีก ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันอย่างอ่อนเพลีย

ไม่ต้องคิดว่าจะกินอะไรกันดี หรือไปไหนกันต่อ ไม่ต้องคอยมาช่วยฉันถือของ (ที่จริงฉันไม่ค่อยวางใจให้ใครถือของให้ แม้แต่คนเป็นแฟนก็เหอะ) ไม่ต้องคอยดูอารมณ์กันว่าตอนนี้ดีไหม กำลังจะบูดแล้ว ต้องเติมหรือพร่องอะไร กับเพื่อน ฉันแค่เกรงใจนิดหน่อยกับวันอาทิตย์ครึ่งวันที่เพื่อนสละให้ ส่วนสำหรับเพื่อน การมาเลือกมือถือเป็นเพื่อนฉัน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องสนุกๆ (ถ้าเขาว่างพอดี) อีกส่วนก็คงเป็นการบริการ และสงเคราะห์ เพื่อนฉันคนนี้ใจดี ชอบบริการเขาไปทั่วอยู่แล้ว กินยากินิคุด้วยกันมันยังเป็นคนย่างเนื้อให้คนทั้งโต๊ะเลย

ทำไมผู้ชายเวลาคบกันเป็นเพื่อนถึงประเสริฐอย่างนี้ล่ะ?

เพราะการคบกันแบบเพื่อนมัน “สบายสบาย” กว่า? เพราะระหว่างคบกันไม่มีการคาดหวังว่าเขาควรรักเรา เทคแคร์เรา? ไม่ต้องเกร็งว่าเราเทคแคร์เขาพอไหม หรือมีอะไรที่ยังพร่อง แต่ต่างคนต่างเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ แบบหัวเราะได้เต็มเสียง ไม่ต้องกลัวจะเสียกริยา ยิ้มกว้างได้สุดระยะฟัน ไม่ต้องระแวงว่ามีผักติดฟันหรือเปล่า ริ้วที่หางและใต้ตาโอเคไหม?

ก็ถ้าเป็นเพื่อนกันมันดีกว่า แล้วผู้หญิงเราจะเป็นแฟนกับผู้ชายไปทำไม?