Monthly Archives: มีนาคม 2013

สู้แล้วรวย

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

ลงจาก(จุดใกล้เคียง)ยอดตึกแฝดอย่างเหน็ดเหนื่อยและหูอื้อในวันนี้ ฉันรู้สึกหิว

ไกด์ พาเราไปปล่อยแถวๆ ห้างพาวิลเลียน ชวนเดินชมทิวทัศน์บนสกายวอล์ก เพราะเย็นวันศุกร์ (มีละหมาด) สุดท้ายของเดือนที่มีฝนตกแถมท้าย รถมันช่างติดเหลือใจ เราลัดเลาะห้างร้านไปจนถึงฟูดคอร์ทใต้ห้างพาวิลเลียน ถึงตรงนั้นไม่ต้องเดินเลือกร้านก็แทบจะตาลายแล้ว

ฉันบอกว่าอยากกินบิบิมบับ อีกสองสาวร่วมคณะก็ใจตรงกัน จึงตรงไปสั่งอาหารเปิ่นๆ เพราะไม่คุ้นเคยที่ร้านอาหารเกาหลี ระหว่างที่กำลังปรึกษากันเรื่องเมนูอาหารนั้น ก็ได้ยินเสียงแปร่งๆ ถามมาอย่างไม่มั่นใจมาจากหนึ่งในสาวคนขาย

“พวกพี่เป็นคนไทยหรอคะ”

จากนั้นก็เกิดอาการกรี๊ดกร๊าดกันขึ้น “อ้าว เป็นคนพม่าหรอกหรอ พูดเก่งจัง เคยทำงานเมืองไทยหรอ” ไกด์ทัก

“หนูคนไทยใหญ่ค่ะพี่ เคยทำงานที่เมืองไทย แต่พูดได้ไม่มากค่ะ” เธอแก้ไขอย่างสุภาพ ถ่อมตัว

“อ้าวแล้วทำไมย้ายมาที่นี่ล่ะ” ฉันถามบ้าง

เธอยิ้มเขิน “ตามเพื่อนมาค่ะ”

“อยู่ที่นี่สบายไหม” เธอยิ้ม พยักหน้า

“ได้ตังค์เยอะกว่าเมืองไทยหรือเปล่า” ฉันยังถามไม่เลิก

“เยอะค่ะ ได้เป็นหมื่น” สาวน้อยยิ้มหน้าแป้น

สาวไทยใหญ่คนนี้สะกิดใจฉันเหมือนกับอีกหลายคนที่ได้พบ บางคนถึงขั้นได้รู้จักในกัวลาลัมเปอร์

ที่นี่ช่างมีแต่คนจากแหล่งอื่นเข้ามาทำมาหากิน ตั้งแต่สมัยที่คนจีนอพยพกันมาขุดหาแร่ดีบุกอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย จนตั้งตัวเป็นเจ้าสัวกันไปตามๆ กัน เรื่อยมาจนทุกวันนี้ ที่ห้างร้านต่างๆ ล้วนมีพนักงานเป็นพม่าบ้าง เวียดนามบ้าง อินเดียบ้าง ไกด์ให้ข้อมูลตรงนี้ว่าเพราะมาเลเซียเองมีประชากรไม่มาก ถ้าจะมีใครอยากเข้ามาทำมาหากินภายใต้กฎหมาย เขาไม่ได้กีดกั้น

ฉันนึกถึงตลาดแรงงานบ้านเราที่ตอนนี้เหมือนถูกครอบครองด้วยแรงงานต่างด้าว เคยได้ยินสาเหตุของปรากฏการณ์นี้เป็นเสียงเม้าธ์ทำนอง โอ๊ย งานแบบนี้คนไทยไม่ทำหรอก แล้วก็สงสัยว่าแล้วคนไทยไปทำงานอะไรกันหมด ขึ้นเครื่องมาทำงานมาเลเซียเหมือนหนุ่มพวกนั้นหรือ? จริงนะ คนไทยบางส่วนก็คงออกไปทำงานต่างถิ่นเหมือนสาวไทยใหญ่ แต่คงไม่ใช่ส่วนใหญ่  

ในเมือทำไมไม่ทำงานที่คนต่างชาติพากันเข้ามาทำแล้วคนไทยทำอะไรอยู่ มัวแต่เรียนหนังสือ อยู่บ้านเฉยๆ รับจ็อบเป็นคนส่งยา (อย่างที่เขาเม้าธ์กันอีก) หรือจริงๆ คนไทยส่วนใหญ่เป็น SME กันไปหมดแล้ว??

ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันอดห่วงไม่ได้ วันนี้เพิ่งได้ยินเรื่องเจ้าสัวเชื้อสายจีนที่อาบเหงื่อต่างน้ำ สร้างตัวจากเหมืองแร่ดีบุกจนสร้างคฤหาสถ์ได้ใหญ่โต ขายต่อเป็นพระราชวังให้สุลต่านประทับตั้งนาน ก่อนที่จะทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังใหม่ที่เราและนักท่องเที่ยวจีนทั้งหลายไปชะแง้ถ่ายรูปกันมา

หนุ่มพม่า สาวไทยใหญ่ คุณพี่อินเดียที่ขยันหมั่นทำงานของตัวเองในมาเลเซียในวันนี้ วันหน้าแม้จะไม่รวยเท่าเจ้าสัวท่านนั้น แต่ชีวิตคงไม่ย่ำแย่เท่าคนเลือกงาน นั่งสงบรอวันดวงขึ้นอย่างเดียว  

ถ้าสู้แล้วต้องมีหวังจะได้รวย

แต่ถ้าไม่สู้ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะรวยนะ ฉันว่า

 

 

 

Advertisements

แีรงบันดาลใจนอกบ้าน

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

การออกนอกบ้าน อาจทำให้เรามองเห็นบ้านตัวเองชัดขึ้น

ทุกทีที่ได้ออกนอกประเทศ จะไปเขมร ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ รวมทั้งมาเลเซียในคราวนี้ เป็นอดเอามาเทียบกับเมืองไทยไม่ได้

ไม่ได้ลำเอียงหรือองุ่นเปรี้ยว แต่ถ้าพูดถึงศักยภาพในการเป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยว เมืองไทยเรามีทรัพยากรออกจะเหลือเฟือ ชนิดที่ไม่ต้องลงทุนสร้างตึกแฝดอลังการ ถึงขั้นทำสถิติโลกอยู่ช่วงหนึ่ง (เพื่อจะถูกทำลายสถิติ แล้วประเทศนี้ก็กำลังจะทำสถิติอีกครั้งด้วยตึกแฝดคู่ใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า) ไม่ต้องสร้างห้างสรรพสินค้ามากมาย ไม่ต้องจัดเทศกาลเซลส์ปีละสองรอบสามรอบ บ้านเราก็ยังมีคนอยากมาเที่ยว (ฉันโคตรเชื่อ เชื่อขนมกินได้เลยด้วยว่า เขาไม่ได้มาเที่ยวผู้หญิงกันทั้งหมดด้วย)

โรงแรมหลายดาวบ้านเราหรือก็สวย ช่วยกันรักษามาตรฐานการบริการ นอกจากเวลคัมดริงค์แล้ว เราแจกยิ้มสยามเป็นของอภินันทนาการทุกครั้งที่พบแขก (ไม่ใช่คนของโรงแรมหลายดาวที่นี่ไม่ยิ้มนะ เขาแค่ไม่มีเวลคัมดริงค์ ไม่มีตะกร้าผลไม้ ไม่มีอะไรเลยในมินิบาร์-นอกจากน้ำ 600 ซีซี 2 ขวด ไม่มีดอกไม้สด ไม่มีปลั๊กอะแดปเตอร์รออยู่ในลิ้นชัก ไม่มีร่ม ไม่มีผ้ารองจาน ไม่ปรี่มาเติมกาแฟ) โรงแรมหลายดาวในไทยแลนด์ไม่เคยให้ลูกค้ายืนรอเช็คอินนานเกือบยี่สิบนาที ไม่เคยมีไดอาล็อกสุดเข้มงวดไร้ความประนีประนอมกับแขก โดยเฉพาะแขกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย -อย่าว่าฉันเยอะ ฉันแค่บังเอิญพอมีประสบการณ์การใช้บริการโรงแรมบ้าง และใครๆ ก็มีสิทธิ์หวังบริการจากโรงแรมสูงส่งเท่ากับจำนวนดาวที่โรงแรมนั้นมีประดับไว้ จริงไหม

 ถ้ามองไปถึงฟีลด์ของ MICE (Meetings, incentives, conferences, and exhibitions) การมามาเลเซียทำให้ฉันตระหนักซึ้งถึงความเลอเลิศของไบเทคบางนา อิมแพคเมืองทองธานี กระทั่งศูนย์ประชุมที่ค่อนข้างจะเก่าไปแล้ว อย่างศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เชื่อเถอะว่าเราพร้อมกว่ามาก ถ้าต้องจัดงานใหญ่ระดับมหึมา ออกาไนเซอร์ รวมทั้งโชว์ในงานของเราฉันก็เชื่อว่าไม่เป็นรองใคร ถ้ามีเงิน มีสไตล์เราทำได้ไม่อายชาวโลกหรอก

สนามบินสุวรรณภูมิของเราก็ดูสวยหรู อลังการ แม้จะทราฟฟิกไปบ้างในบางที แต่ก็ดิวตี้ฟรีสุดเริ่ด สรุปแล้วคูลอะ ไม่ไกลเมืองมากอีกต่างหาก

 

แล้วทำไมพอรวมคะแนนแล้ว มาเลเซียถึงดูเจริญกว่าไทยแลนด์อย่างนี้ล่ะ? จุดนี้ฉันก็ยังคิดไม่ออก

 

สิ่งที่มาเลเซีย โดยเฉพาะในกัวลาลัมเปอร์ ต่างจากเราชัดๆ คือเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของประชากร คือเมืองไทยเราก็หลากหลาย แต่ที่นี่แรงกว่า มีได้มีแค่ทุกสีผิว แต่ทุกศาสนาเลย คนมารวมกันทุกศาสนา พูดกันหลายภาษาเหลือเกิน แต่คนที่นี่อยู่กันได้อย่างกลมเกลียว ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้ง เบาะแว้ง กีดกัน ทุกคนเรียนรู้ภาษาของอีกฝ่าย ทำงานด้วยกัน และเคารพกัน

จุดนี้ต่างกับบ้านเราแล้ว ยิ่งนึกถึงประเทศติดกันทางตะวันตก ฉันยิ่งสะท้อนใจนะ คนเหมือนกัน อยู่ประเทศเดียวกัน ถ้ารักกัน ช่วยกัน สามัคคี ชีวิตของทุกคนน่าจะมีแต่ดีกับดีจริงไหม

อีกอย่างที่เพิ่งถึงบางอ้อในวันนี้คือ รัฐบาล ฉันแค่จะเล่าว่ามีคน 3 คนที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ฉันในงานเปิดเทศกาลรองเท้านานาชาติ (Malaysia International Shoes Festival 2013) สองคนแรกเป็นชาวไทยที่มีผลงานเข้าตา ได้รับเชิญมาโชว์ในงาน ทั้งคู่

พี่สาวคนแรกบ่นว่าเด็กไทยฝีมือดีนะ โรงงานทำรองเท้าไทยฝีมือดีนะ (ก่อนเขาจะพากันย้ายฐาน ทิ้งไปเวียดนาม และจีนตามลำดับ) หนุ่มคนต่อมาพูดยิ้มๆ ว่าน่าเสียดายที่เมืองไทยไม่มีเวทีอย่างนี้

ฟังแล้วจี๊ด ก็คิดดู แค่เห็นตัวเลขบอกว่านักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ไปกับรองเท้า รัฐบาลมาเลเซียหมายมั่นจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตรองเท้า เร่งส่งเสริมการสร้างดีไซเนอร์รองเท้า จัดเวทีให้ได้แสดงออก จัดฉากให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้ซื้อ แล้วก็จัดให้สื่อมวลชนจากหลายประเทศมาเห็น มาสัมภาษณ์นักออกแบบของเขา และกลับไปบอกเล่าให้คนของตัวเองรู้ว่า มาเที่ยวมาเลเซียเถอะจ๊ะ มาซื้อรองเท้ากลับไปด้วยนะจ๊ะ ของเขาดีจริง

อีกคนที่ตอกย้ำถึงความสามารถในการออกแบบและทักษะในการทำรองเท้าของไทยคือ Jimmy Choo นักออกแบบรองเท้าชั้นนำของโลกชาวปีนัง ผู้เป็นความภาคภูมิใจของมาเลเซีย และแทบจะกลายเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของเทศกาลนี้ไปแล้ว จิมมี่ ชู ไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากเปรยเรื่อง ‘แวว’ ในการทำรองเท้าของคนไทย ไม่รู้จะให้ฉันเก็บไปคิดต่อหรือไม่ได้ตั้งใจอะไร แค่เจอคนจากประเทศที่ตัวเองรู้สึกดีด้วยก็อยากจะพูดถึงเรื่องดีๆ ที่ทำให้ทุกคนยิ้ม

ฉันถามเขาถึงแรงบันดาลใจ แต่คำตอบของจิมมี่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันโดยไม่รู้ตัว  เขาบอกว่างานของเขาคือออกแบบสิ่งที่หญิงสาวสวมใส่ แรงบันดาลใจของเขาจึงเป็นหญิงสาว ลักษณะท่าทางของพวกเธอ การแต่งกายของพวกเธอ แพทเทิร์นลายถักของเสื้อ (ว่าแล้วก็จับเสื้อคาร์ดิแกนสีเหลืองมัสตาร์ดตุ่นของฉันเพื่อยกตัวอย่าง) แรงบันดาลใจของเขาจึงมีอยู่รอบตัว ยิ่งออกเดินทางก็ยิ่งพบ ยิ่งเห็นแรงบันดาลใจ

 

จิมมี่ไม่ได้ทำให้ฉันนึกมองหาแรงบันดาลใจจากผู้ชาย เพียงแค่รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสได้เดินทางออกไปจากบ้าน แทนที่จะเศร้าหม่นหมอง วิตกกังวล ก็น่าจะเปิดหูเปิดตา เก็บแรงบันดาลใจไว้กรองเป็นงานดีๆ บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อย และต้องอดทนเป็นอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าเหลือเกิน

ขอบคุณมาก ยินดีที่ได้พบคุณค่ะ จิมมี่ ชู

 

วันที่ฉันป่วย

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

ปกติฉันเป็นคนแข็งแรง ปีหนึ่งจะเป็นหวัดจามน้ำมูกไหลสักหน เป็นไข้นับว่าน้อยครั้งพอกัน ปวดหัวก่อนมีเมนส์นั้นมีบ้าง ไอเจ็บคอก็พอมี แต่ถึงขั้นเป็นไอไม่หยุด เจ็บคอ พร้อมๆ กับเป็นไข้ น่าจะเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในรอบ 3 ปี

อ่วมแท้ๆ ที่รอบ 3 ปี ดันมาตรงกับตอนจำเป็นต้องเดินทางมาไกลบ้านไกลเมืองอย่างตอนนี้

ฉันเริ่มไอคืนก่อนเดินทาง ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วเมื่อมีไอ เจ็บคอ ฉันจะรับมือด้วยยาเม็ดฟ้าทะลายโจรตราใบห่อ กับน้ำมะนาวตอนเช้า และวิตามินซีหลังอาหารเช้า หนักหน่อยต้องใช้มายบาซินอมช่วย ระหว่างวันมียาแก้ไอตราอาปาเช่ แค่นี้ก็พอจะเอาอยู่ แต่คราวนี้ไม่

คืนก่อนเดินทางนอนไม่ค่อยหลับเป็นทุน กังวลหลายอย่าง ทั้งซ้อมเตรียมการดูแลแมวก่อนไป เตรียมของสำหรับเดินทางหลายวัน รวมทั้งยา วันรุ่งขึ้นก็รีบตื่น เครียดกับการเดินทางไปสนามบิน ประสาทกับการมาถึงของเพื่อนร่วมทาง เกรงจะไม่ประสานงานกับการทำงานของ ตม. (แต่หายห่วงได้นะคะชาวไทย ตม. ไทยเวลานี้มีบริการแบบอัตโนมัติแล้ว ส่วน ตม. มาเลย์เซียนั้นถึงขั้นไม่ need การกรอกเอกสารใดๆ เลย ระหว่างการโดยสารมาเลเซียแอร์ไลน์ชั้นประหยัดเราจึงสามารถเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ที่เลือก และอาหารเครื่องดื่มโดยไม่ต้องพะวงกับการกรอกเอกสารเข้าเมือง รวมทั้งไม่ต้องกลัวจะกรอกไม่เหมือนเพื่อนที่มาด้วยกันอีกต่อไป)

ขึ้นเครื่องแล้วก็ยังรู้สึกอึดอัด ตื่นกับบรรดาผู้โดยสารนานาชาติหลากสายพันธุ์ ทั้งฝรั่ง แขก มุสลิม และพวกเราชาวไทย ที่สังเกตได้ว่ามีผู้ชายฉกรรจ์หลายคนขึ้นเครื่องไฟลท์นี้ไปพร้อมเรา เดาว่าเขาคงไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยว

วันธรรมดา มาเลเซียแอร์ไลน์ผู้โดยสารเต็มเปรี๊ยะ

ความรู้สึกป่วยเกิดขึ้นชัดเจนตั้งแต่นั่งรอที่เกต ทวีขึ้นระหว่างชม Music & Lyrics และเริ่มแย่บนรถที่มารับ ท้องฟ้าหม่นหมองที่เกิดจากไฟป่าอินโดนีเซียทำให้จิตตก รถติดก่อนเข้ากัวลาลัมเปอร์ทำให้จมดิ่ง และฝนที่เทกระหน่ำลงมาตอน 5 โมงเย็นทำให้แย่

ฉันเริ่มมีไข้ ไกด์พาไปกินข้าวจีนริมถนน อร่อยมาก แต่ฟินไม่สุดเพราะเจ็บคอ

กังวลว่ามายบาซินอมจะหมด ไกด์พาซื้อยาอมแก้ไอของมาเล 10 เม็ด 2 RM (ตอนนี้ประมาณ 19 บาท-คิดถึงมายบาซิน 10 เม็ด 8 บาทร้านพี่ต่อ) ซื้อน้ำแร่ 1.5 ลิตร 2.8 RM (ประมาณ 27 บาท-คิดถึงน้ำแร่ออร่าขวดละสิบกว่าบาทบ้านเรา) กลับมาถึงโรงแรมกินไทลีนอล 2 เม็ด อาบน้ำนอน

ตื่นเช้าด้วยอาการเมื่อยขบ บอกตัวเองว่ารู้สึกดีขึ้นหลังจากกินข้าวปลาเค็มโรยขิง แต่หลังจากเดินทางไปอีกโรงแรมเพื่อเดินบนรองเท้าส้นสูง นั่งในห้องประชุมแถลงข่าวปรับอากาศเย็นเฉียบหลายชั่วโมง และเดินตรวจร้านผ้าบาติกราคาทำใจไม่ได้ ก็กลับมาถึงโรงแรมพร้อมอาการไข้

ไข้เมื่อบ่ายวันนี้น่ากลัวมาก รู้สึกว่าตัวร้อนผ่าว ลำไส้และกระเพาะอาหารร้อนระอุ แต่มือเืท้าเย็น ห่มผ้าขดตัวกลมก็ยังหนาว คาดว่าไม่ใช่่ไข้สูงนัก ไม่เช่นนั้นคงลุกไม่ขึ้น แต่แค่นั้นก็ทำให้สยอง ฉันจะถึงขั้นต้องไปหาหมอมาเลย์ฯ ป่าวเนี่ย?

ตอนขึ้นรถตู้ไปกินข้าวเย็น เพื่อนร่วมทางฉันอำว่าเขาเริ่มปวดหัว สงสัยจะติดฉันเข้าให้แล้ว

ฉันนึกไปถึงผู้โดยสารทั้งลำ รวมลูกเรือ และเพื่อนร่วมแถลงข่าว ถ้าฉันปล่อยเชื้อที่อันตรายกว่าหวัด คนพวกนั้นจะรอดไหม?

ไกด์คงเวทนาปนสงสาร ก่อนกลับโรงแรมแกพาแวะร้านวัตสัน ถามหายา Panadol ที่แกการันตีคุณภาพ บอกว่ากินเม็ดเดียวหาย ไม่ง่วงด้วย

เพื่อนร่วมทางแยกไปสูดอากาศในที่โล่งระหว่างห้างสรรสินค้าใกล้โรงแรม ขณะที่ฉันซมซานกลับขึ้นห้อง  บอกตัวเองว่าอาการดีกว่าเมื่อบ่าย ลงมือเขียนบล็อกเล่าให้ใครๆ ฟังก่อน เผื่อถ้าเกิดแพ้ยานี่จนตายจะได้ตามมาเก็บศพกันถูก ฉันพักอยู่ที่ Hotel Istana ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ปรากฏตัว โปรดสงสัยว่าฉันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ยานั่นต้องหย่อนลงน้ำอุ่นให้เป็นฟองฟู่ รสชาติไม่เลวหรอก เหมือนกินโซดาช้างรส lime อุ่นๆ ที่เติมรสเค็มลงไปด้วย ซดหมดแก้วแล้วเรอเอิ้ก

(ถ้ากินครั้งเดียวหาย ฉันคิดว่าจะเดินกลับไปร้านวัตสัน ซื้อกลับเมืองไทยเสียเลย)

เย็นวันนี้ไกด์-สาวปีนังคุณแม่ลูกสาวสามพาไปกินบักกุ๊ดเต๋ เธอบอกว่าบักกุ๊ดเต๋มีเครื่องเทศมาก ซดน้ำแกงร้อนๆ เดี๋ยวก็หาย จริงอยู่ ได้กินบั๊กกุ๊ดเต๋๋แล้วฉันรู้สึกดีขึ้น (ที่จริงรู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นด้วยพริกมาเลย์ฯ ในน้ำจิ้ม) แต่น้ำแกงชามนั้นทำให้อดคิดถึงเมื่อเด็กๆ ตอนเป็นไข้เลือดออกไม่ได้ ตอนนั้นแม่พาหาหมอแล้วคอยเรียกกินยา พอเริ่มสร่างแม่เรียกชีวิตชีวาให้ปากคอจืดชืดจากพิษไข้ด้วยต้มยำกุ้งชามนั้น

ต้มยำกุ้งของแม่เป็นต้มยำน้ำใสที่มีรสเปรี้ยวนำเสมอ

 

 

ทำให้เพื่อน

มาตรฐาน

image

สายห้อยบัตรพนักงานสีแดง-น้ำเงิน ปักประกาศชื่อเจ้าของไว้ด้านใน หวังว่ายิ่งใช้จะยิ่งเซอร์นะคะเพื่อน 😉

ถักฝันให้เป็นจริง

มาตรฐาน

 

 

รูปภาพ

 

เห็นเพื่อนรักเจียดเวลาอันน้อยนิดของนางเดินหาสายคล้องบัตรพนักงานห้อยคอเมื่อวันก่อน เลยบอกว่าเดี๋ยวถักให้ แล้วก็กลับมาคิด โจทย์เพื่อนไม่ง่าย นางไม่เอางานถักแบบร้อยลูกปัด ซึ่งเห็นว่าแบ๊วใสเกินไป นางบอกให้ฉันดูหนังหน้านางด้วย ว่าแล้วนางก็ดำริอยากได้สีแดง เพราะเชื่อว่าตัวเองเฮงกับสีนี้ แต่ก็ระบุึมาว่า อยากให้เป็นแดงสลับสีน้ำเงิน (เพื่อนคะ สีแดง-น้ำเงินเนี่ย คงไปได้ดีกับหนังหน้าของเพื่อนนะคะ!)

เมื่อจะต้องถักสายอะไรแบบ ฉันก็พยายามนึกถึงพอร์ตงานถักอะไรเป็นสายๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง

กระเป๋าถักห้อยคอใบนี้ถักใช้เองเมื่อนานมาแล้ว นานกว่ายุคที่เขานิยมห้อยบีบีไว้กับคอ ย้อนไปเกือบถึงยุคที่หลายคนพกเพจเจอร์ได้ละมั้ง ดูเหมือนฉันก็เคยใช้ห้อยโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกยี่ห้อซีเมนส์ มีเสาหัวรีๆ (อย่างไม่อายสายตาใคร) เหมือนกัน

มันเป็นกระเป๋าถักจากไหมซัมเมอร์ สีกะปิ-สีโปรดในตอนนั้น ที่ใส่ยังไงก็ไม่ขึ้น เพราะมันเป็นสีตุ่น ในขณะที่ฉันมีสีผิวสีคล้ำเข้มเกินกว่าจะใส่แล้วผิวดูใสสว่างขึ้นมา แบบถักก็ง่ายๆ ไม่มีแพทเทิร์น ใช้เดาๆ เอาเท่าที่ทักษะมี

ทักษะของฉันไม่ได้เกิดจากการไปร่ำเรียนการถักโครเชต์เป็นเรื่องเป็นราวมาจากไหน ได้แต่เห็นผู้ใหญ่ในบ้านซึ่งก็ไม่ได้ไปเรียนเป็นเรื่องราวมาจากไหนไกลกว่าหน้างานฝีมือของนิตยสารขวัญเรือน/กุลสตรี แล้วก็ง่วนกับการควักเข็มโครเชต์เข้า-ออก ควักไปควักมา แป๊บเดียวเสร็จเป็นดอกสวยๆ ดอกแล้วดอกเล่า เผลออีกแป๊บดอกสวยๆ พวกนั้นก็มาต่อกันเป็นผืน คลุมโต๊ะ คลุมเตียงกันใหญ่โต

จำได้ว่าเมื่อฉันยังเล็กนั้นถึงขั้นมีชุดเดรสลูกไม้โครเชต์แบบกระโปรงบาน ชนิดที่หมุนตัวแล้วกระโปรงบานแฉ่งเป็นกลีบดอกไม้ใส่รับซัมเมอร์ด้วยซ้ำ

เออ..หรือนี่จะเป็นการปลูกฝังให้เด็กชิน แล้วริเริ่มเล่นเข็มโครเชต์บ้าง ฉันเริ่มจับเข็มถักเมื่อกี่ขวบก็ไม่รู้สิ จำไม่ได้ และอาจจะไม่มีใครจำได้แล้ว เอาเป็นว่า ในที่สุด แม่ก็สอนฉันควักเข็มโครเชต์เข้า-ออกจนเป็นลายง่ายๆ พาไปซื้อไหมสีที่อยากได้ และเข็มเบอร์ที่เข้ากับไหมให้ฉันได้เอามาควักเข้าควักออก เปลี่ยนรูปในจินตนาการให้เป็นของที่ใช้ได้จริงๆ ซึ่งไม่ว่าจะฝันไว้เริ่ดหรูสักแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่ฉันจะทำให้มันเรียบง่ายเท่าที่ความสามารถและความอดทนจะอำนวย สวยไม่สวยไม่รู้ รู้ว่าทำให้เสร็จได้ก็ปลื้มแล้ว

 

งานถักก็คือการถักความฝันให้เป็นของจริงที่จับต้องได้ ใช้ได้ แค่ฝันให้สวยยังไม่พอ ต้องการทักษะ เวลาและความอดทน (อย่างมาก) ด้วย เพราะเราจะทำมันไปได้ทีละนิดละหน่อยเท่าที่เวลาและโอกาสจะอำนวย ไม่ก้าวหน้าตูมตามเหมือนงานผ้า ที่อาจจะเสียเวลาในบางขั้นตอนเท่านั้น จึงเป็นธรรมดาที่ฉันทำงานถักไม่ค่อยเสร็จ (:P) ที่คาไม้นิตอยู่ตอนนี้มีตั้งสองงาน นึกถึงผ้าคลุมนั่นคลุมนี่ลายต่อดอกที่แม่กับน้าช่วยกันทำแล้ว ฉันจึงนับถือความอุตสาหะพยายามของสตรีทั้งสองยิ่งนัก

 

คงเป็นโชค ที่ลูกไม้ลูกนี้หล่นไม่ไกลต้นเกินไป ฉันพอจะมีหัวและมีแรงทำงานพวกนี้ได้เหมือนกัน ถึงตอนนี้จะทำไม่ได้ดี แถมอุตสาหะพยายาม และฝันไม่ไกล ใจไม่ถึงเท่าแม่กับน้าในวันนั้น วันข้างหน้าก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างละมั้ง

 

 

Django Unchained : แด่อิสรภาพ

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

-1-

คุยกับเพื่อนคนหนึ่งวันนี้ ถามเขาว่าเป็นยังไง เขาเล่าว่าพักนี้อากาศร้อน แต่ทะเลสวย เขาลงทะเลทุกวัน ตัวดำหมดแล้ว 

 

ฉันฟังแล้วบอกเขาว่าอยากมีอิสรภาพอย่างเขาบ้าง อิสระที่จะเดินบนทราย ฟังสายลม และอ้อยอิ่งกับน้ำทะเล

 

เขาบอกว่าต้องแลกเยอะนะ กว่าจะได้มา

 

ฉันเข้าใจดี จากจุดที่ฉันอยู่ ฉันพอรู้ว่าต้องแลกด้วยอะไรบ้าง แต่เท่าที่รู้ฉันยังแลกไม่ได้

 

 

-2-

อิสรภาพที่ฉันพร่ำเพ้อหาทำให้ฉันนึกถึงหนังเรื่องล่าสุดที่ได้ดูเมื่อวานซืน “Django Unchained” หนังออสการ์ที่สำหรับฉันแล้ว รางวัลที่หนังเรื่องนี้ได้ ไม่ได้ทำให้หนังน่าสนใจมากขึ้นไปกว่าความเป็นหนังเควนติน (Quentin Tarantino กำกับและเขียนเรื่องเอง) /เป็นหนังคาวบอย/และเป็นหนังเจมี่ ฟ็อกซซ์ (Jamie Foxx ซึ่งไม่ใช่เจ้าของรางวัลที่หนังได้รับ) นักแสดงที่ฉันชื่นชม และชอบชม 

 

 

-3-

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของทาส ที่เหมือนจะยอมรับในสถานะที่เป็นทาส แต่ลึกๆ แล้วก็ฝันอยากจะเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง ได้เป็นเสรีชนที่สามารถภาคภูมิใจในความเป็นคนของตัวเองได้เท่าเทียมกับคนอื่นในสังคมเดียวกัน

 

เควนตินทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้ผ่านการกำกับให้เจมี่ ในบทบาทของแจงโก้ (ตัว D ไม่ออกเสียงนะจ๊ะ) ขี่ม้า

 

เจมี่ ฟ็อกซซ์ เป็นนักแสดงชายรูปร่างดีที่ขี่ม้าได้คล่องมากและยังสวยมากอีกด้วย ฉันยิ่งรู้สึกว่าเขาขี่ม้าได้เท่มากเมื่อเห็นเขานั่งหลังตรงสง่าบนหลังม้า ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านชาวเมืองที่มองมาอย่างกับเห็นตัวประหลาด เพราะในยุคนั้น บ้านนั้นเมืองนั้น ม้าไม่ใช่พาหนะของนิโกร

 

ใช่ ในหนังเขาเรียกกันแบบนั้นเลย นิโกร ยุคนั้นมันยิ่งกว่าการเหยียดผิว คนขาวยังค้าทาส ยังทำกับชีวิตคนดำเหมือนไม่ได้มีความเป็นคนเท่ากันอยู่เลย

 

แจงโก้ โชคดีได้เจอ ดร. ชูลท์ (Christoph Waltz เจ้าของรางวัลนักแสดงชายสมทบ) ที่มองเห็นและให้เกียรติในความเป็นของกับเขา ทั้งคู่จึงตกลงเป็นบัดดี้กัน ร่วมกันทำงานทำมาหากินด้วยการล่าหัวคนร้ายที่มีรางวัลนำจับ พร้อมๆ กับสืบหาเมียรักที่พลัดพรากไปของแจงโก้

 

 

-4-

เควนตินทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังบู๊โอเวอร์แอคชั่น เลือดสาดกระจาย และขำตลอดเวลา ตามฟอร์มของเขา ฉันสนุกนะ มันเป็นหนังแอคชั่นที่มีเรื่องราว และประณีต และเควนตินให้แจงโก้ปลดโซ่ตรวนของเขาสำเร็จในตอนท้าย (อย่าหาว่าสปอยล์เลย ชื่อหนังก็บอกแล้ว)

 

 

-5-

ภาพเจมี่ ฟ็อกซซ์ หรือจริงๆ คือแจงโก้ บนหลังม้านั้น สง่างามมาตั้งแต่ต้นจนปลายเรื่อง ฉันเห็นความภาคภูมิใจในตัวเองของตัวละครตัวนี้ทุกครั้งที่เขาขึ้นหลังม้า …นั่นใช่อิสรภาพหรือเปล่า ใช่อิสรภาพที่มีอยู่ แม้จะอยู่ในสถานะที่ไร้อิสรภาพ?

 

ถ้าหากว่าไม่มีใครกักขังเราจากความรู้จักตัวเอง รู้คุณค่าของตัวเอง ความรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรได้อย่างแท้จริง จะเรียกว่าเขากักกันอิสรภาพของเราได้อย่างนั้นหรือ?

 

หรือเป็นตัวของเราเอง ที่พันธนาการตัวเองไว้ด้วยการพร่ำบอกว่า เธอไม่มีอิสรภาพ?

 

 

 

หมายเหตุ

  • หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบมากที่สุดในหนังเควนตินทุกเรื่องที่ดูมา
  • ดูแล้วอยากไปขี่ม้าเที่ยวอเมริกา
  • เจมี่ ฟ็อกซ์ เป็นคนผิวสีที่ขี่ม้าได้เท่ที่สุดเท่าที่เคยเห็น
  • คริสตอฟ วอลตซ์ คู่ควรกับรางวัลแล้ว
  • เควนตินกำกับฉากดราม่าเก่งกว่าที่รู้
  • ลีโอก็เล่นได้เจิดมากๆ  
  • แซมมวล แอล. แจ็คสัน เก่งมาก ฉันเกลียดตัวละครตัวนี้ตั้งแต่เห็นหน้าเลย
  • หนังยาวไปหน่อย หลังจากลุ้นสนุกมาจนถึงตอนยิงถล่มในบ้าน ฉันก็เกือบเงิบหลุดไป แต่ก็กลับมาได้ไวมาก ด้วยซีนห้อยหัว ทรมานแจงโก้
  • มีความรู้สึกว่าบทนางเอกของเรื่อง บางทีก็น่ารำคาญนิดๆ นะ

 

 รูปภาพ

เกิด แล้วดับ แล้วเกิด แล้วดับ

มาตรฐาน

 

 รูปภาพ

 

สถานที่บางแห่งสำหรับฉันเหมือนมีพนักงานต้อนรับที่คอยส่งรอยยิ้มคุ้นเคยมาทักทายกันเสมอ

ไปรษณีย์สวนหลวง อยู่ลึกเข้าไปในซอยอ่อนนุช 28 สักร้อยเมตร  ฉันแวะไปส่งของเป็นครั้งคราว บางช่วงไปถี่ แต่บางทีก็ห่างๆ ไปบ้าง ทุกๆ หน้าร้อน ประมาณตั้งแต่ปลายหนาวไปจนปลายเดือนเมษายน ก่อนถึงไปรษณีย์ จะมีต้นคูณไม่ใหญ่นักต้นหนึ่ง ยืนต้นชิดรั้วบ้านหลังหนึ่ง ผลิดอกกลีบสีเหลืองสดสว่างห้อยเป็นพวง เต็มทุกกิ่งก้านเก้งก้าง บางช่วงบนลำต้นสวยเด่นที่สุดในซอยของเธอไม่มีสิ่งอื่นใด นอกจากกิ่งสีน้ำตาลประดับด้วยดอกสีเหลืองระย้า มีแมลงตัวน้อยๆ คอยตอมเกสรจากดอกนั้นไปดอกนี้ บินทำงานยุ่งไปทั้งต้น  กับนกน้อยสามสี่ตัวที่ถกเถียงอะไรบางอย่างอยู่บนนั้น

เธอเตือนฉันว่าถึงเวลาผลิดอกบานของเธอแล้ว

บานจนเต็มที่แล้วเธอจะค่อยๆ ทิ้งกลีบ เกสรที่ได้รับการผสมก็จะกลายเป็นฝัก ติดอยู่อย่างนั้นสักพักก็ร่วงลงพื้น จากนั้นอาจบังเอิญมีต้นคูณน้อยๆ งอกขึ้นจากเมล็ดที่หล่นลงไม่ไกลต้นของเธอ แล้วเธอก็จะมีเพื่อน

แล้วอาจจะพร้อมๆ กับการมาของฝนที่ใบอ่อนจะถูกผลิขึ้น แล้วเธอจะเปลี่ยนเป็นต้นไม้สามัญที่มีใบเขียวอีกครั้ง

ระหว่างเฝ้าสังเกตเธอ ฉันมองเห็นข้อความที่เธอส่งมา เธอบอกว่านี่เป็นอีกปีที่เธอเติบโต เช่นฉันผู้เฝ้ามอง ที่ก็สูงวัยขึ้น 

ฤดูกาลทำให้เธอเปลี่ยนแปลง ผลิดอกตูม แล้วบาน แล้วโรย กลายเป็นเมล็ด จากนั้นเมื่อฤดูกาลเวียนมาอีกครั้ง ร่างกายของเธอก็จะทำหน้าที่ตามขั้นตอนอีกครั้ง แต่ละปี แต่ละปี เธอแสดงให้ฉันเห็นวงจรของการเกิดและดับ   

ต้นไม้สามัญเช่นเธอแสดงให้เห็นสัจธรรมข้อสำคัญ

บอกง่ายๆ แต่งดงามตามวิถีของเธอเช่นนี้เอง