Monthly Archives: ธันวาคม 2013

ปั่นจักรยาน จักรยานพาไปหาเพื่อน

มาตรฐาน

image

day 32/49 : จันทร์ 30 ธันวาคม 2556

จริงๆ ถ้านับวันกันจริงจัง ฉันปั่นจักรยานมามากกว่า 32 วัน หลายเท่าตัวแล้ว ยิ่งปั่นก็ยิ่งพบว่าตัวเองเปลี่ยนแปลง

ถ้าจะให้อธิบายกันว่าเปลี่ยนอย่างไรก็คงไม่แคล้วต้องพูดถึง ร่างกาย กับ จิตใจ

ฉันไม่ได้เข้าโปรแกรมปั่นแบบมีเทรนเนอร์และวินัยในการปั่นแบบนักกีฬา แค่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจึงไม่ใช่การเปลี่ยนเชฟเป็นผอม เพรียว สวยขึ้น อะไรอย่างนั้น มันออกไปในทางที่ “แกร่ง” ขึ้นมากกว่า ขนาดอาจไม่ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กล้ามเนื้อของขา หน้าท้อง และแขนดูแข็งแรงกระชับขึ้น เซลลูไลต์ยังอยู่ แต่อยู่อย่างเงียบๆ ไม่ออกหน้าออกตาเหมือนเดิม ความแข็งแรงที่สังเกตได้อีกอย่างคือ จากวันแรกๆ ที่ปั่นซึ่งหายใจไม่ทัน หอบบ้าง ต้องอ้าปากหายใจบ้าง ยิ่งปั่นนานวันก็สามารถหายใจได้ลึกยาวขึ้นได้ เหนื่อยน้อยลง ทำเวลาดีขึ้น (ไม่มากหรอก แต่ดีขึ้น) เพราะเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น เวลาขึ้นบันไดรถไฟฟ้าหรือสะพานลอยก็ทำได้โดยไม่หอบ และแม้จะนอนดึก นอนน้อยเหมือนเดิม แต่ฉันไม่มีอาการไอแห้งเรื้อรังยาวนานแบบที่เคยเป็นอีก

จิตใจดูจะเป็นส่วนที่เปลี่ยนไปชัดกว่าร่างกายอีก เคยมีบางคนบอกว่าการปั่นจักรยานช่วยพัฒนาบุคลิกภาพในแง่ที่ว่ามันทำให้เขากล้าได้กล้าเสียมากขึ้น ฉันเริ่มเข้าใจเมื่อมันเกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่อาจสรุปว่าสิ่งนั้นคือความกล้าได้กล้าเสีย เพียงแต่มองว่ามันคือฝึกคิดคำนวณ ประเมินความปลอดภัย และตัดสินใจอย่างฉับไว การปั่นจักรยานบนท้องถนนในชีวิตประจำวันแบบที่ฉันทำอยู่ช่วยพัฒนาไหวพริบ และช่วยให้ใจนิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตอนที่เราจะปั่นแทรกไปในช่องระหว่างแถวรถที่ติดเป็นแพ ฉันพบว่าเวลาอย่างนั้นใจต้องนิ่ง เย็น มั่นใจ และไม่ว่อกแว่กไปที่อื่น

และไม่รู้เกี่ยวกับการกล้าได้กล้าเสียหรือเปล่านะ ตอนนี้อะไรที่ฉันได้ตัดสินใจไปแล้ว คือตัดสินใจเลย อาจแอบนึกดราม่าบ้างเพราะสันดานเดิมเป็นคนแบบนี้ แต่ฉันไม่ตัดสินใจใหม่ และไม่อ้อยอิ่งอาลัยกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

พ้นไปจากเรื่องของตัวเอง จักรยานยังเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ อีกหลายจุด นอกจากจะพาไปสำรวจความเรียบและแย่ของถนนสายต่างๆ รวมทั้งวิวสองข้างทาง มันยังทำให้ฉันได้เห็นทั้งความงดงามและความโสมมของโลกในมุมใหม่ ได้สัมผัสทั้งน้ำใจจากเพื่อนร่วมถนน และความเห็นแก่ตัวของคนบางคน เพื่อที่จะทำให้ได้คิดว่า ฉันอยากเป็นคนแบบไหนสำหรับเพื่อนร่วมถนน

สิ่งที่น่าประทับใจแบบเหนือความคาดหวัง จนเหมือนเป็นเหมือนโบนัสจากการปั่นจักรยานคือ เพื่อน

แม้ไม่ได้เดบิวต์ในวงการจักรยานด้วยการขยันไปร่วมทริปจักรยานบ่อยๆ เป็นสมาชิกกลุ่มปั่นจักรยานหลายๆ กลุ่ม แค่ปั่นไปเรียบๆ ตามประสาก็ยังอุตส่าห์มีเพื่อนมากขึ้นทุกวัน เป็นเพื่อนที่น่าคบชนิดไม่ต้องคัดทั้งนั้นเลยด้วย

ตัวฉันเมื่อกลางปีคงแทบไม่เชื่อว่าตัวฉันในวันก่อนสิ้นปีจะปั่นจักรยานจากบ้านตามเพื่อนใหม่อีกคน ไปบ้านเพื่อนที่ไม่เคยไปมาก่อน นั่งสังสรรค์เฮฮากันแบบสบาย ไร้รูปแบบ รอเพื่อนใหม่อีกคนที่ปั่นมาสมทบ แล้วเราทั้งหมดก็พากันปั่นลัดเลาะการจราจรติดแช่บนถนนเจริญกรุง ไป Asiatique หาที่จอดจักรยาน 5 คัน แล้วก็เดินหาร้านที่ทุกคนกินด้วยกันได้ โชคดีที่เจอของอร่อย คุยสนุก ถ่ายรูป แล้วก็เดินเที่ยวกันแบบสบายๆ ลื่นไหล แล้วเราก็พาตัวเองออกจากความวุ่นวายตรงนั้นไปที่มุมสวยสงบของวัดยานนาวา ซึ่งฉันเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก ในวิวที่น่าจะเป็นวิวที่หลายคนไม่เคยเห็น ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันกลับ

บนเส้นทางเดียวกับเส้นทางเดิมที่ปั่นเดี่ยวกลับจากดูไฟวันคริสต์มาสอีฟ วันนี้ฉันมีไบค์เมตเจ้าของไฟท้ายสว่างจับตา ปั่นนำในสปีดสบายๆ ทำให้ฉันรู้สึกดีมาก มากกว่าหลับหูหลับตาปั่นให้ถึงบ้านไวๆ จะได้ไม่ต้องลุ้นกับการปั่นคนเดียวเหมือนคืนก่อนโน้นเป็นไหนๆ

คน 5 คนที่แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย กับจักรยาน 5 คันที่ไม่มีความเหมือนกันเลย ใช้เวลาอยู่ด้วยกันได้น้านนานเพราะจักรยาน เริ่มจากเรื่องของจักรยาน คุยยาวไปถึงทริปปั่นจักรยานสไตล์ที่เราชอบ บรรยากาศแบบนี้ทำให้ฉันนึกขอบใจจักรยาน

ขอบใจที่นำฉันไปพบช่วงเวลาดีๆ และมิตรภาพอันอบอุ่นจริงใจแบบที่น่าจะหาไม่ได้ง่ายแล้วในสังคมปัจจุบัน

Advertisements

ทักษะสะสมจากประสบการณ์สินะ

มาตรฐาน

image

day 28/49 : อังคาร 24 ธันวาคม 2556

วันนี้นอกจากเป็นวันเกิดใครคนหนึ่งแล้วยังเป็นคริสต์มาสอีฟที่บางกอกรถติดวินาศสันตะโรเนื่องจากรถไฟฟ้าบีทีเอสเสียแต่เช้า (บางคนบอกว่ารถไฟฟ้าบีทีเอสยางแบน!)

สภาพแบบนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ๆ หลายข้อเลย ได้แก่

1. เลือกรถถูกต้องแล้ว ตอนนี้มีรถจอดที่บ้านสองคันคือคาร์เมนกับแงซาย ดีที่ดูข่าวเนชั่นตอนเช้า เลยรู้เรื่องบีทีเอสเสีย แม้ไม่เชื่อว่ามันจะวิ่งไม่ได้นานปานนั้นแต่ก็เชื่อว่าวันนี้สุขุมวิทไม่ปกติแน่นอน เอาแงซายไปดีกว่า แล้วก็ดีกว่าจริงๆ ถ้าเอาคาร์เมนมาน่าจะเครียดมากกับการเคลื่อนที่ไม่ได้ดังใจ และอาจจะเกิดอันตรายด้วย

2. ในถนนที่มีความกว้างพอดีอย่างถนนอ่อนนุช และมีคนใช้รถยนต์ที่มีวัฒนธรรมพอ มันจะมีเลนแคบๆ พอดีคันสำหรับให้จักรยานและมอเตอร์ไซค์ไปได้ไหลๆ ตรงริมซ้ายสุด กับตรงกลางระหว่างแพรถยนต์ทั้งสองเลน และถ้ารถติดจริงๆ ต่อให้ปั่นจักรยานแม่บ้านเอื่อยๆ ไปในสองเลนนี้ก็จะไปได้เร็วกว่ารถยนต์เหล่านั้น

3. จากแยกอ่อนนุช ถ้าเราหลุดไฟแดงมาพร้อมมอเตอร์ไซค์ในขณะที่บนสะพานพระโขนงรถติดแหงก จะปั่นขึ้นสะพานได้ชิลล์แบบสบายขามาก เพราะพี่มอเตอร์ไซค์ก็ไม่รู้จะรับไล่จี้เราไปไหน ก็ทางข้างหน้ามันไปไม่ได้

4. ถ้ารถมันติดระดับบัดซบ แล้วเราไม่ได้มีนัดที่ต้องไปตรงเวลาขนาดนั้นก็หาเรื่องแวะข้างทางเหอะ จะแวะกินข้าว กินน้ำปั่น หรือแวะธนาคารเอาสมุดไปอัพเดทยอดเงินเข้าอย่างฉันก็แวะเลย อย่าให้ตัวเองต้องเครียดโดยไม่จำเป็น

5. จงหาความกว้างของแฮนด์ให้เหมาะสมกับแพสชั่นในตัวเอง เพราะถึงจะชอบแฮนด์กว้างๆ แต่ถ้าจะใช้รถคันนั้นมุดไหลไปตามสภาพจราจรติดขัด ก็ควรมีแฮนด์ไม่กว้างจนไประรานเหล่าเขาที่จอดติดอยู่ แค่เขาอิจฉาเราที่ไหลไปได้เรื่อยก็แย่แล้ว อย่าเปิดช่องให้เขาเหวี่ยงใส่เราโดยไม่จำเป็น วันนี้ฉันเอาปลายแฮนด์ไปเกี่ยวกระจกมองข้างรถกระบะใช้งานคันหนึ่งด้วย ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรได้ดีเยี่ยมกว่าการหันไปยิ้มหวาน แล้วบอกขอโทษกับคนขับ

6. หลังได้รถมาใช้ ต้องทำความคุ้นเคยและหัดใช้เกียร์ของรถคันนี้ให้เป็นโดยด่วน มีกี่เกียร์ใช้ให้หมด เพราะมันจำเป็นมาก ในการทำความเร็วให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆ บนท้องถนน ตอนไหนต้องออกตัวเบาๆ แบบพุ่งๆ ไม่ให้รถข้างหลังรำคาญ ตอนไหนต้องเร่งทำความเร็วให้ทันไฟเขียว และตอนไหนจะต้องทำความเร็วขึ้นสะพาน

7. ถนนสุขุมวิทแคบ และคนใช้ถนนส่วนใหญ่ก็ใจร้อน ถ้ารถติดจริงปั่นยากมาก จะขึ้นทางเท้าก็น่ารำคาญแผ่นปูพื้น นอกจากนี้คนเดินเอื้อระเหย เม้าแตก แชตไลน์ หรือจีบกัน ยังดีกว่าพวกมอเตอร์ไซค์ที่ไล่กวดจี้เราบนทางเท้าที่มีผิวถนนแย่ๆ

8. สุขุมวิทที่ว่าแคบ ถ้ามาเจอวิทยุต้องหลบทางให้เลย เพราะเส้นนี้มันแคบจนแทบไม่มีพื้นที่ให้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ 1 คัน แต่อย่าเครียด ตั้งสติแล้วปั่นไป แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละอย่าง #อย่าซีเรียส #ให้คิดว่ามันคือความท้าทาย

9. ถนนสาทรเหมือนจะเป็นมิตรกับนักปั่น เพราะค่อนข้างเรียบ และมีทางจักรยานให้  แต่อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงจนกว่าจะได้ลองปั่นตามรถเมล์ เพราะว่าไบค์เลนจะไม่มีประโยชน์ห่าอะไรเลย ถ้ารถเมล์ แท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์วินจะโฉบขึ้นมาทับ ใช้พื้นที่บนทางนี้อยู่ตลอดเวลา ส่วนเจริญกรุงและย่านบางรักเป็นโซนปราบเซียน ต้องตั้งสติ ใช้เบรก เกียร์ และเตรียมพลังดั้งเดิมจากขาทั้งสองข้างไว้ให้ดีๆ

10. ถ้าอยากปั่นจักรยานในกลุ่มแปลกใหม่ให้สนุกว่ากว่านี้ ควรหลอกเพื่อนมาอย่างน้อย 1 คน เสร่อมาปั่นออปเสิร์พกับคอฟฟี่ไบค์วันนี้ก็รู้จักทั้งพี่เต้ยและบรีส แต่รู้สึกขาดขาเม้ามากมาย กระนั้นก็ได้เห็นอะไรแปลกใหม่ดี ทั้งยี่ห้อและรุ่นจักรยาน สไตล์การแต่งตัว ธรรมเนียมปฏิบัติในกลุ่ม รวมทั้งจักรยานแปลกๆ คันนั้นด้วย

คงต้องมีใจรักมาก ถึงจะประกอบรถปั่นยากแบบนี้ขึ้นมาแล้วก็เรียนรู้ที่จะปั่นจริงๆ บนถนนจริง (ฉันเห็นการขึ้นและลงรถของพี่เขาแล้วไม่คิดว่าเหมาะกับตัวฉันเท่าไหร่ แต่ถ้าได้ขึ้นไปชมวิวบนอานจักรยานสูงๆ แบบนี้สักครั้ง น่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจดี)

ก่อนจะได้สัมผัสประสบการณ์แบบนั้น คืนนี้ฉันได้สัมผัสประสบการณ์ดีเยี่ยม ระหว่างปั่นไกลคนเดียวจากบางรักกลับอ่อนนุชตอนสามทุ่มครึ่ง หนีกลับก่อนทริปจบ เพราะห่วงแมว

ฉันว่าการปั่นจักรยานเป็นการเดินทางที่มีอิสรภาพ แม้จะมีไบค์เมตหรือไปพร้อมกันเป็นฝูงอย่างวันนี้ แต่ในความจริงเราก็ปั่นของเราอยู่คนเดียว เราเองที่เป็นคนดูแลสวัสดิภาพความปลอดภัยของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลต่อสวัสดิภาพของเพื่อนร่วมถนน

กระนั้น แม้ฉันจะปีกกล้าขาแรงขึ้นทุกวัน (ละนิดละหน่อย) ก็แอบอยากมีไบค์เมต และใฝ่ฝันถึงการปั่นตามใครสักคนเสมอ เพราะได้ปั่นคนเดียวเมื่อไหร่ฉันลืมตัวทุกที ไม่รู้จะปั่นเร็ว ทรมานสังขารขนาดนั้นไปเพื่ออะไร

วันนี้ยังแอบปั่นเอื่อยๆ ตามจักรยานแม่บ้านคันนึงอยู่ตั้งหลายกิโล

ชอบปั่นกลางคืนแล้วซี

มาตรฐาน

image

day 26/49 : อาทิตย์ 22 ธันวาคม 2556

มีแผนเดิมว่าเย็นๆ จะปั่นไปฟังเพลงในสวน แต่คอนเสิร์ตล่ม แมวก็ตกตึก กระนั้น อากาศช่วงนี้ก็ดีจนไม่อยากจะพลาดการปั่น ใกล้หกโมงเย็นรอมร่อ ก็ยังจิกชวนสมาชิกปั่นไปหาของกินกันที่งานสามแพร่งซึ่งไปมาเมื่อวานแล้ว และชอบบรรยากาศชะมัด (ทำยังกะแถวบ้านไม่มีอะไรกิน)

เป็นอีกคืนที่ปั่นยาวไกล เริ่มจากบ้านตัวเองไปบ้านชมพู่ เนียนเติมพลังข้าวต้มไปกับเขา (เป็นอย่างนี้ตลอด) จากสุขุมวิท 101/1 ปั่นยาวไปท้องฟ้าจำลอง พี่หวานเจี๊ยบมาจากบ้านที่ถนนเลียบทางด่วน รออยู่ที่นั่น ปั่นยาวตามพี่เจี๊ยบ เลาะริมม็อบหลายม็อบ ตั้งแต่สวนเบญจสิริ อโศก ราชประสงค์ สยาม

ได้ตระหนักถึงประสิทธิภาพแห่งการหยุดล้อที่พี่เต้ยจัดให้คาร์เมนหน้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งก่อนถึง รพ. กลาง เจ้าประคู๊ณ ต่อไปลูกจะไม่เบรกขนาดนี้อีกแล้ว น่ากลัวที่สุด คราวนี้รอดมาได้เพราะขาวางลงบนพื้นเรียบร้อยแล้วแท้ๆ (ดูเหมือนวันนี้โชคดีหลายอย่างเลย)

เราหลงนิดหน่อยแต่ก็พาตัวเองไปถึงงานจนได้ ดูพี่เจี๊ยบกับชมพู่ชอบงานไม่น้อย แต่พี่เจี๊ยบขอพาไปกินเย็นตาโฟตี๋เจ้าโปรด เราไม่ขัดศรัทธา เพราะพวกเราขาชิลล์ ไม่ใช่ขาฟิกซ์ อิ่มกายอิ่มใจแล้วก็ปั่นกลับมาเดินจูงรถเที่ยวงานในแพร่งอีกหน มันเริ่มดึกแล้ว และคืนนี้ก็เป็นคืนของม็อบใหญ่ ผู้คนจึงบางตา แต่กระนั้นก็ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศดีๆ ที่น่ารัก อบอุ่น ได้กินขนมและถ่ายรูปสบายๆ ก่อนปั่นกลับแบบยิงยาวรวดเดียวถึง

ทริปแบบนี้ต้องการจักรยานที่ดี เข้าขากับคนปั่น ต้องการไฟ และไบค์เมต ฉันมีจักรยานที่ดีแล้ว ไฟฉันก็มี แม้ยังไม่ดีเท่าที่ควร (ขอบคุณพี่เจี๊ยบให้ยืมขสไฟแคทอาย-คนอะไรพกขาเสียบไฟที่ตัวเองไม่ได้ใช้เป็นอะไหล่ในกระเป๋าทัวริ่งตลอดเวลฯ!) สำหรับไบค์เมตในคืนนี้ก็อุ่นใจดี แม้เราไม่ได้ปั่นตามกันแบบที่คนนำจะส่งสัญญาณบอกทางข้างหน้ากันตลอดเวลา แล้วคนตามก็มีหน้าที่ต้องตามคนนำให้ทัน แต่มันก็ชิลล์ดีที่เราหลงด้วยกัน แล้วก็ช่วยกันถามทางสู่จุดหมายจนได้

ฉันเริ่มชอบปั่นกลางคืนแล้ว นอกจากความสงบที่ได้สัมผัส ฉันว่าในเวลากลางคืนทุกสิ่งอย่างข้างทางดูแปลกตาไป ถนนก็ดูสวยงาม อ่อนหวานน่าปั่นอย่างระวังและทนุถนอมมากขึ้น อากาศก็ดี ไม่ต้องกลัวดำ ความรู้สึกตอนปั่นผ่านสยามคือความฟิน ไม่เคยเห็นหน้าสยามพารากอนที่โล่งแบบนี้มาก่อน นอกจากนี้ในตอนกลางวันเราไม่เคยเห็นต้นคริสต์มาสประดับไฟสวยปาฏิหาริย์เท่านี้ อ้อ มีต้นไม้ทรงสวยที่ถูกจัดให้วางคู่ตึกทรงโมเดิร์นแถวๆ เยื้องกับเอ็มโพเรียม เขาประดับไฟได้ stunning มาก พรุ่งนี้ถ้าไม่พลาดจากแผน ฉันจะขอแวะดูชัดๆ อีกสักที

ดูเหมือนมีข้อเสียของการปั่นกลางคืนอยู่บ้าง คือ คนขับรถตอนกลางคืนดูนิสัยแย่กว่ากลางวัน ฉันว่าคนขับรถซีดานคันใหญ่ๆ ที่ชอบแซงปาดแม้แต่กับจักรยานเนี่ย เป็นคนไม่มีน้ำใจ ไม่น่าคบเท่าไหร่หรอก กับจักรยานยังให้ทางไม่ได้ ใครจะกล้าขอมากกว่านี้ล่ะ

ป.ล. อยากจะบันทึกการเดินทางด้วย app runkeeper เหมือนเคย แต่นางก็แฮ้งก์ไปตั้งแต่กิโลเมตรที่ 18 แถวๆ ใต้สถานีบีทีเอสสนามกีฬาฯ โน่นแล้ว

โลกไม่ยุติธรรม!

ความสุขในการปั่นจักรยาน

มาตรฐาน

image

day 25/49 : เสาร์ 21 ธันวาคม 2556

ใช่ ฉันยังปั่นจักรยานต่อเนื่อง แม้จะปั่นติดต่อกันครบ 21 วันตามโปรเจคท์เปลี่ยนนิสัยแล้ว และตั้งใจจะปั่นให้ครบ 49 วัน ก่อนจบด้วยการไปทำบุญครบ 50 วัน ในวันรุ่งขึ้น ตามที่บอกไว้จริงๆ

วันนี้แม้ไม่ได้ตื่นขึ้นแต่เช้าเพื่อปั่นไปสวนหลวง หรือบึงหนองบอน ตามธรรมเนียมของเช้าวันหยุดที่อากาศดี แต่มีโปรแกรมปั่นยาวแบบหยุดบ่อย ชิลล์ (หมายถึงอากาศ) และสบายๆ ในตอนเย็น

เป็นวันที่พี่เต้ยว่าง จึงนัดกันว่าจะปั่นมิเนียนไปแลกคาร์เมน น้องสาวคนสวยที่ฝากพี่เต้ยไปดูเครื่องเคราหยอดน้ำมันอัดจารบี ฯลฯ มาใช้สลับกับแงซาย ตื่นเต้นมาก ทั้งในส่วนที่ต้องปั่นมิเนียนจากบ้านชมพู่ ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงบางหว้า (ยังไม่เคยไปเลยย) และส่วนที่จะได้เจอคาร์เมน

คาร์เมนสวยเหมือนเดิม รถคันนี้ สำหรับคนไม่คุ้นกัน ถ้าจะมองว่าเป็นรถที่ปั่นยากแสนเข็ญ และวินเทจจนน่าเป็นห่วงในกรณีที่เจ้าของกล้าเอาไปปั่นร่วมขบวนกับรถใหม่ๆ ทั้งหลาย ฯลฯ แต่ก็ยากจะปฏิเสธว่าเป็นจักรยานที่สวย และถ่ายรูปขึ้นมาก

กระนั้นวิศวกรผู้ให้กำเนิดจักรยาน Bridgestone Roadman รุ่นนี้คงไม่ได้สร้างจักรยานคันนี้เพื่อให้คนเป็นเจ้าของถ่ายรูปอัพโชว์ในเฟสบุ๊คหรืออินสตาแกรมเท่านั้น เชื่อฉันสิ ถ้าคุณมีขนาดร่างกายใกล้เคียงกับฉัน และคุณจูนกันติด คาร์เมนจะเป็นจักรยานที่คุณปั่นได้สนุกสุดๆ อีกคัน ขอเพียงแค่เปิดใจให้กว้าง อย่าคาดหวังเอาจากประสบการณ์ในการปั่นอันยอดเยี่ยมที่คุณเคยมีกับจักรยานคันอื่น ประเภทอื่นก่อนหน้านี้

ด้วยประสบการณ์ที่มีกับแงซาย และทริปลำพูน ฉันปั่นคาร์เมนตามเปอโยต์ทัวริ่งคันเทพของพี่เต้ยขึ้นสะพานข้ามแยก และสะพานพุทธฯ ได้ ช้าๆ สวยๆ  โดยไม่ต้องเติมมาแรงๆ สะสมพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ล่วงหน้ามาตั้งแต่ 500 เมตรก่อนถึงตีนสะพานเหมือนเคย และโดยไม่ต้องมีจานหน้า 3 ใบ จานหลัง 8 ใบเหมือนแงซาย แค่ 6 สปีด ของคาร์เมน ฉันไปได้ แน่นอนว่าไม่บู๊กระจายเหมือนแงซาย แต่เป็นการไปในสปีดที่ช้า แต่มั่นคง และนิ่มนวล สมบุคลิกของคาร์เมน

ตอนติดไฟแดง ฉันเลิกกังวลเรื่องการออกตัวด้วยเกียร์ที่เบาสุดๆ แบบที่แงซายมี เพราะฉันจะออกตัวด้วยการยืนเหยียบบันไดถีบ และนั่นส่งให้เราพุ่งไปข้างหน้าได้ ในเกียร์ที่พร้อมทำความเร็ว

ฉันเชื่อว่าถ้าปรับใจให้เย็นลง ฉันใช้คาร์เมนในเมืองได้ เราอาจจะไปถึงช้ากว่าที่เคย แต่ไปพร้อมสัมภาระ และแผ่นหลังที่แห้งสบาย ไม่เปียกเหงื่อจากการแบกเป้

runkeeper ถูกเปิดไว้ตั้งแต่มิเนียนเริ่มออกเดินทาง ไปขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีปุณวิถีถึงบางหว้า เดินทางไปบ้านพี่เต้ย ออกจากบ้านพี่เต้ยด้วยคาร์เมน ตรงไปวงเวียนใหญ่ ลัดเลาะขึ้นสะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานที่มีบรรยากาศอบอุ่นที่สุดแห่งหนึ่ง ข้ามแม่น้ำลงมาเจอความวุ่นวายที่ปากคลองตลาด แวะที่มิวเซียมสยามพักใหญ่ ก่อนหันหัวไปแพร่ง เดินเที่ยวงานรวมมิตรสามแพร่งแล้วลัดเลาะริมม็อบไปหยุดที่ร้านจักรยาน eightraidar ริมคลองผดุงกรุงเกษม ร้านจักรยานที่สวยยังกะ iStudio แต่เจ๋งกว่าอีก เพราะทั้งหอมอโรมาเธอราปี ทั้งเพราะเพลงแจ๊สอย่างมีสไตล์ ฉันได้ถุงมือปั่นคู่ใหม่ที่นี่ เราปั่นผ่านอีกหลายไฟแดง กลับมาขึ้นรถไฟฟ้าราชเทวี แยกกับพี่เต้ยที่สถานีสยาม ฉันกับคาร์เมนโดยสารมาถึงสถานีอ่อนนุช แล้วจึงปั่นกลับบ้าน

การเดินทางไกลเกือบ 60 กิโลเมตร ในเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ซึ่งฉันไปมาตั้งหลายที่ โดยการปั่นบ้าง ไปกับรถไฟฟ้า และเดินจูงบ้าง เป็นช่วงเวลาที่ดี ในวันที่อากาศดี มีไบค์เมตที่ดี ในวันเวลาที่เราสะดวก ปลอดกังวล การไปด้วยเรี่ยวแรงของตัวเอง ได้ไปดู ไปเห็นไปชิมของกิน ไปมีส่วนร่วมในงานเทศกาลที่ผู้คนยิ้มแย้ม มีความสุข และเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ทำให้ฉันมีความสุข

ถ้าไม่ได้กลับมาปั่นจักรยาน ถ้าไม่ได้ซื้อจักรยานทั้งสองคัน คือมิเนียนกับคาร์เมน ถ้าไม่ได้พบกับอาจารย์กุ้งที่แนะนำให้รู้จักพี่เต้ย คงไม่ได้เจอกับแงซาย มีโอกาสเป็นเจ้าของจักรยานคันที่สาม และได้สัมผัสกับความสุขเรียบง่าย ประหยัด แข็งแรง และอบอุ่นจากการใช้จักรยาน อย่างที่รู้สึกทุกวันนี้

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง และอะไรก็ตามที่นำพาชีวิตฉันมาทางนี้
ขอบคุณมากๆ

คืนนี้พระจันทร์ไม่กลม แต่สวยจริงๆ

🙂

การเดินทางของโปสการ์ด

มาตรฐาน

image

คนเคยดูหนัง Amelie ยังจำป้าคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนบ้านในอพาร์ทเม้นท์เดียวกับ Amelie ได้ไหม คนที่ดูเพี้ยนๆ เพราะเมื่อยังสาวถูกสามีทิ้งไปกับสาวเอ๊าะๆ จากนั้นก็หายเงียบไปเพราะตายจากหรืออะไรสักอย่าง ยาย Amelie อาจจะรู้สึกว่าเรื่องของป้าไม่ควรจะจบอย่างนั้นเลยยื่นมือเข้าไปจุ้นตามประสา แล้ววันหนึ่งป้าก็ได้จดหมายที่การไปรษณีย์ฝรั่งเศสต้องขอโทษขอโพยยาวยืด ด้วยว่าจดหมายนี้ตกค้างอยูในเครื่องบินซึ่งตกจมกองหิมะอยู่ในเทือกเขาแอล์ป (ประมาณนั้นนะ จำไม่แม่น)

เนื้อความในจดหมายที่มาถึงคนรับช้าไปหลายสิบปี ซึ่ง Amelie จัดขึ้นช่างกินใจอดีตภรรยาที่ใช้ชีวิตหลังสามีทิ้งไปโดยหวังว่าสามียังรัก นางอ่านมันทั้งน้ำตา ฉันเชื่อว่า หลังได้รับจดหมายฉบับนี้ แม้จะถึงเวลาต้องตาย นางป้าก็คงตายเยี่ยงหญิงอิ่มรัก หาใช่ภรรยาผู้ว้าเหว่เพราะถูกสามีทอดทิ้ง

จะเรียกว่าจดหมายกำมะลอฉบับนี้เป็นจดหมายเดินทางช้าที่มาถูกเวลาได้ไหม?

หนุ่มสาวสมัยปู่ย่ารอคอยจดหมายจากคนรักด้วยหัวใจเปี่ยมความหวัง เมื่อมันมาถึง พวกเขาค่อยๆ แกะซองออก อ่านช้าๆ ซ้ำไปมาหลายรอบ มองหาความนัยที่แนบมาในระหว่างบรรทัดของจดหมาย ไม่ว่าจะตอบกลับหรือไม่ พวกเขาจะเก็บงำจดหมายจากคนรักไว้อย่างดี และพร้อมจะนำออกมาอ่านอีกเสมอ เพื่อบำรุงหัวใจของพวกเขาให้เต้นตุบ สูบฉีดอย่างอบอุ่น

แล้วหนุ่มสาวสมัยนี้เล่า ยังอดทนรอคอยข่าวสารที่เดินทางเชื่องช้าเช่นนั้นไหวไหม ในเมื่อผู้คนยุคนี้สมัยส่งข่าวมัลติมีเดียถึงผู้รับภายในพริบตา ไม่ต้องแต่งประโยค ไม่แม้กระทั่งลงมือเขียนตัวอักษร หรือบรรจงกับการเว้นวรรค พวกเขายังยินดีกับข้อความในจดหมายหรือโปสการ์ดที่ใช้เวลาเดินทางเป็นเดือนก่อนที่พวกเขาจะได้อ่านเพียงใด

ยิ่งความรู้สึกที่บอกมาในนั้นก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว เขายังจะซาบซึ้งกับมันอยู่หรือ?

หนึ่งเดือนที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ จากประเทศชาติที่สงบสุข กลายเป็นเมืองอกแตกเพราะซูเปอร์ไต้ฝุ่น จากรัฐบาล กลายเป็นอดีตรัฐบาล จากเพื่อน กลายเป็นคนรู้จัก

กว่าข้อความในโปสการ์ดจะเดินทางมาถึงผู้รับ มันอาจกลายเป็นเพียงข่าวสารเก่าๆ พลัดยุคพลัดสมัย ตลก เปิ่นเท่อ ไม่เข้ากับความรู้สึก ความเป็นไป และความสัมพันธ์ระหว่างคนส่งกับคนรับไปเสียแล้ว

โปสการ์ดบางฉบับเดินทางช้าเสียจนเมื่อมันมาถึงก็กลายเป็นส่วนเกินของเวลาปัจจุบัน

ปั่น 21 วัน เปลี่ยนฉันให้เป็น… (day 21/21)

มาตรฐาน

image

day 21/21 : อังคาร 17 ธันวาคม 2556

วันสุดท้ายของการปั่นรวด 21 วัน เป็นวันที่ดี
ลมฝนจากทิศเหนือเดินทางมาถึงบางกอกตั้งแต่เมื่อคืน อากาศเย็นลงชัดๆ เช้านี้แค่เลื่อนประตูระเบียงก็สัมผัสได้ ในขณะที่แสงแดดแจ่มใส เหมือนยิ้มแย้มต้อนรับการมีชีวิตอยู่อีกวันของเรา

ฉันปั่นจักรยานไปทำงาน รู้สึกดีกับชีวิต ขอบคุณร่างกายที่ยังให้แรงปั่น
ถึงที่ทำงานไม่เช้านัก แต่อากาศยังสดชื่น และเพราะว่าเป็นวันอังคารจึงมีอาหารอร่อยรออยู่ที่ตลาดนัดประสานมิตร

นั่งทำงานจนเกือบสองทุ่ม รู้สึกดีที่ได้ปลดงานที่ค้างคาลงทีละก้อน ฉันว่าฉันทำงานได้ดีในบรรยากาศอย่างนี้ ภายใต้แรงกดดันของการปิดเล่ม (ฮา)

ตั้งแต่เช้า ลงจากตึกหนึ่งครั้งราวบ่ายสี่โมง ตอนนั้นอากาศข้างล่างแม้มีแดดบ่ายฤดูหนาวอาบ  ฉาบไปทั่ว แต่ก็เย็นเหมือนมีคนเปิดเครื่องปรับอากาศ ทึ่งแท้ๆ กับความกดอากาศจากทางเหนือ ตอนสายยังไม่เย็นเท่านี้เลย

ก่อนสองทุ่ม ตอนที่ฉันจะกลับบ้าน อากาศเย็นลงอีก ใกล้ความ “เฉียบ” เข้าไปทุกที ซึ่งดี เพราะการปั่นจักรยานจะช่วยให้อุ่นขึ้น และเราจะเหงื่อไหลแบบสวยๆ ไม่ถึงกับโทรม

รู้สึกเพลินกับบรรยากาศ คืนที่อากาศเย็น พระจันทร์สวยแบบนี้ เป็นเวลาพิเศษของการอยู่คนเดียว เพราะถ้าเราไม่ได้อยู่คนเดียวเราอาจสนใจคนที่อยู่ด้วยมากกว่าอุณหภูมิของอากาศและพระจันทร์

ยังนึกไม่ออกว่า 21 วันที่ปั่นจักรยานติดต่อกันเปลี่ยนแปลงฉันไปอย่างไร จึงตัดสินใจจะปั่นต่อไปจนกว่าจะสรุปได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

ป.ล. ข่าวดีของวันที่ 21 คือ แงซายจะมาอยู่กับฉันจริงๆ แล้ว ดีใจจัง (ขอบคุณพี่เต้ยค่ะ)  ปั่นจักรยานติดต่อกัน 21 วัน ฉันเปลี่ยนไปอย่างไรยังไม่รู้แน่ แต่รู้ว่าแงซายนี่แหละ ที่เปลี่ยนแปลงฉัน

ปั่น 21 วัน เปลี่ยนฉันให้เป็น… (day 20/21)

มาตรฐาน

image

day 20/21 : จันทร์ 16 ธันวาคม 2556

อากาศร้อนอ้าวติดกันมา 2-3 วันแล้ว และฉันได้ปั่นจักรยานเพียงเล็กน้อยในตอนเช้า คือปั่นไปตลาดทางทิศใต้ ซื้อปาท่องโก๋เจ้าที่ชอบ เสร็จแล้วก็ย้อนมาทางทิศเหนือ อยากได้น้ำเต้าหู้เจ้าโปรดที่ต้องใช้เวลาตั้งหลายสิบปีถึงจะรู้ว่า ชอบแบบนี้ รสนี้ เสียดายพี่คนสวยหยุดขายเลยอดกิน

ไม่ได้ปั่นไปทำงาน เนื่องจากตอนเย็นมีนัดดูหนังกับเพื่อน แอบคิดว่ากรณีแบบนี้ถ้ามีรถพับ (ที่เล็งไว้) แล้ว ก็ดีสินะ เช้าปั่นไปทำงานได้ เย็นปั่นไปโรงหนัง แล้วพับลงไปอยู่ท้ายรถเพื่อน กินข้าว ดูหนัง แล้วติดรถเพื่อนกลับบ้านเหมือนเคย

ถ้าเป็นอย่างนั้น การใช้จักรยานเดินทางในชีวิตจริงก็จะไม่ได้ทำให้เรากับเพื่อนห่างกัน และข้อจำกัดในการปั่นจักรยานของเราก็จะลดลงจนเกือบไม่มี

จากที่ดูๆ อยู่นานฉันว่าฉันมีใจให้รถยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ (ในรูป) เพราะดูจะเหมาะ รถไซส์มินิเวโลพับตอนเดียว พับแล้วไม่เล็กนัก แต่เพราะพับแบบนี้ ก็เลยให้ความรู้สึกที่แน่นกว่ารถพับคอรุ่นอื่นๆ ที่เคยลองแล้วมักจะติดกับความรู้สึกว่าหน้าไวไป ฉันสามารถเข็นขึ้นตึกที่ทำงานได้ ถ้าอยากจะทิ้งรถไว้ที่ทำงาน รวมทั้งสามารถหนีบจักรยานโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟ รถทัวร์ รถเมล์ เรือด่วนเจ้าพระยาได้ หรือแม้แต่เครื่องบินได้อย่างไร้ปัญหา

เรื่องกระเป๋าใส่จักรยานอย่าไปแคร์ เพราะฉันทำของฉันเองได้นินา

พูดถึงเรื่องการซื้อจักรยาน เมื่อวานได้คุยกันในกลุ่มปั่นยิ้มเรื่องร้านจักรยานใช้แล้วที่มีคนขายช่วยเลือกรถซึ่งมีขนาดเหมาะ สอดรับพอดีกับขนาดร่างกาย และไลฟ์สไตล์ของคนปั่น นอกจากนั้นยังเป็น community ที่กรุ่นกลิ่นด้วยกาแฟและโฮมเมดเบเกอรี่อร่อยๆ มีประสบการณ์อันมีค่าในการปั่นและดูแลจักรยานจากนักปั่นรุ่นพี่รอคอยต้อนรับนักปั่นหน้าใหม่ที่ยังสับสนและสงสัยต่อการปั่น(เช่นที่ฉันเคยเป็น)อย่างอบอุ่น

อาจเป็นฝันที่อาจจะยากต่อการตอบโจทย์ทางธุรกิจ และทำให้รวยไม่ได้ แต่ฉันว่ามันมีคุณค่าสาธารณะ และมันน่าภูมิใจ

คุ้มค่าที่จะฝัน

you may say I ‘m a dreamer 😉