Category Archives: Yoga

นักเรียนคนแรก

มาตรฐาน

ฉันสมัครเรียนโยคะเพราะอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโยคะอาสนะที่เทียวเข้าเทียวออกสตูดิโอฝึกอยู่เรื่อย ห่างบ้างถี่บ้างตามเวลา โอกาส และแรงฮึด ตอนแรกแค่อยากรู้ว่าจะฝึกกันไปทำไม จะฝึกไปให้ได้อะไร มิได้มีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะ เนื่องจากเล็งแล้วว่าอาชีพครูโยคะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ คนหยาบๆ อย่างฉันคงไม่ไหวจะทน

แต่เมื่อได้ไปเรียน ฉันเห็นสิ่งใหม่ ทั้งครู เพื่อน และเนื้อแท้ของศาสตร์โบราณแห่งโยคะทำให้ฉันมองมนุษย์เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” ยิ่งกว่าที่แผ่เมตตามาตลอดชีวิต

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ อยากจะหยุดหายใจก็ทำไม่ได้ ตอนที่หมดสิทธิ์จะหายใจแล้ว จะเริ่มหายใจอีกครั้งก็ไม่ได้ 
แล้วจะไปอะไรมากมายกับมัน จะสะสมอะไรไปเยอะแยะ จะอยากได้ใคร่ดีอะไรนัก 

ฉันเริ่มอยากทำอะไรบางอย่าง เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นการแบ่งปันกระมัง อยากแบ่งปันสักเสี้ยวส่วนของแก่นแท้อันประเสริฐดีงามของศาสตร์โยคะ ให้กับคนที่ฉันรัก ผูกพัน ได้สัมผัส เรียนรู้ เผื่อเขาจะได้นำไปให้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตใจตัวเอง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบกายของเขา เหมือนที่ฉันได้รับ และอยากแบ่ง

ในขณะที่รอคอยโอกาสนี่อยู่เงียบๆ โอกาสและเวลาของเราก็มาประจวบเหมาะกันนะโอ๋

โอ๋เป็นน้องสาวคนละพ่อแม่ที่เติบโตมาด้วยกัน เราพบ และคบกันมาตั้งแต่โอ๋ยังเป็นสาวน้อย ฉันร่วมเป็นพยานในหลายโอกาสของชีวิตน้อง ตั้งแต่นางเริ่มรู้จักความรัก แต่งงาน มีลูก โอ๋ลูกสองแล้ว ก็เด็กชายทั้งสองในภาพนั่นไง 

เวลาผ่านไปหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกาย โอ๋กำลังตั้งใจแน่วแน่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นางก็เลยได้มาเป็นนักเรียนคนเแรกของฉัน

ดีใจที่โอ๋มาเป็นนักเรียนคนแรก ยินดีที่เห็นความตั้งใจของโอ๋ อยากจะขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ฉันมีวันนี้ วันที่พอมีอะไรจะแบ่งปันให้กับคนที่กำลังมองหา

รักแกนะโอ๋ เรามาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เริ่มรักและเอาใจใส่สังขารกันนะ จะได้อยู่เป็นซิสเตอร์กันอย่างนี้ไปนานๆ

#ฉันอยากแชร์

มาตรฐาน

#missioncompleted แรกของปีนี้!

 

ไม่มีใครบอกให้ทำ อยากทำเอง และกะให้เสร็จก่อนวันเกิด จะได้จัดให้เป็นความสำเร็จใน milestone ของอายุก่อนจะแก่ขึ้นอีกปี (ดู ..ความงี่เง่าของชะนี) เป็นภารกิจที่ทำเงียบๆ ไม่ได้บอกใครมากอีกตามเคย เหตุผลก็เช่นเดียวกับตอนตัดสินใจซ้อมเพื่อไปวิ่งมาราธอนแรก คือ มองว่ามันเป็นความมุ่งมั่น ปรารถนาเล็กๆ ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ต้องขอพลังจากชาวโลก ไม่ต้องมีพยานมาก เพราะถ้ามันมีอันผิดพลาด ทำไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจจะได้ไม่ต้องอายหรือเสียเซลฟ์เพราะดันไปประกาศเอาไว้มากมาย

ฉันสมัครเรียนคอร์สครูโยคะในวิถีของ Mindfulness Yoga กับครูโน้ตไว้ตั้งแต่ปลายปีก่อน ช่วงที่เริ่มซ้อมวิ่งไกลขึ้นเรื่อยๆ จนประสาทแทบจะกิน อุทธรณ์กับชีวิตขึ้นมาในวันหนึ่งว่า นี่หล่อนกำลังทำอะไรอยู่ จะวิ่งทำบ้าอะไรมากมาย ความสมดุลของชีวิตอยู่ตรงไหน ฯลฯ จนมาจบลงที่คำถามว่า แกอยากให้ชีวิตแกเป็นแบบนี้หรอ?

อ่านเพจครูแล้วฉันเลยบอกตัวเองว่า โอเค ถ้าแกไม่เกเร ประคองชีวิตผ่านช่วงนี้ไปได้ จบมันได้อย่างที่แกต้องการ ฉันจะให้แกได้พักอย่างสงบกับโยคะ แกจะได้รู้เสียทีว่าที่แกเข้าคลาสโยคะมาตลอดเนี่ย แค่ช่วยให้แกใช้เป็น cross-training ช่วยยืดเส้นตึงจากการวิ่ง หรือเพื่อให้แกได้ทิ้งตัวพักสัก 2 นาทีในท่าศพ

จะได้มีคำตอบให้คำถามว่า “คนเราเรียนโยคะไปเพื่ออะไร?” ทีแกถามมาตลอด ตอนที่ขากำลังสั่นในท่านักรบ แขนสั่นเหงื่อแตกพลั่กในจตุรังคาสนะนับ 8  ที่ช้าอย่างแทบจะขาดใจเสียก่อนถึง 1 …คำถามคล้ายกับที่แกเคยถามตัวเองว่า “แกอยากมีชีวิตแบบไหน?”
(ฉันไม่ค่อยสนใจคำถามว่า “คนเราเกิดมาเพื่ออะไร” แฮะ)

ฉันเลยสมัครเรียนคอร์สนี้กับครูตั้งแต่ตอนนั้น โดยบอกกับครูไปตามจริงเมื่อได้คุยกันทางโทรศัพท์ครั้งแรก (เออ ฉันนี่ก็กล้าสมัครเรียนคอร์สครูกับครูที่ไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ เลยเนอะ) ว่า ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นครูโยคะหรอก แต่อยากเรียนโยคะให้ลึกซึ้งกว่าในแต่ละชั่วโมงที่ได้ฝึกแต่อาสนะในซีเควนซ์เดิมๆ แบบที่ได้ทำอยู่ อยากรู้ว่าคนเราฝึกโยคะไปเพื่ออะไร แล้วนอกจากอาสนะท่าสวยท่ายากท่าบาลานซ์ที่เราทำกัน มันมีอะไรน่ารู้น่าค้นหาเกี่ยวกับโยคะอีก

 

ถ้าวันนึงเราฝึกจนทำท่าพวกนี้ได้หมดแล้วไงต่อ?

จำได้ว่าบอกครูว่าชอบที่ครูเคยเขียนในเพจวันหนึ่ง ใจความยังติดอยู่ในหัว ครูบอกว่า …เราฝึกโยคะเพื่อลดอัตตา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มอัตตา

ฉันสนใจการลดอัตตา

 

แล้วเมื่อถึงเวลา ฉันก็มาเรียนจริงๆ ด้วยความตั้งใจ อย่างสนุก และอินมาก (นี่ช่างเป็นคอนเทนท์ที่เหมาะกับชีวิตในวัยเท่านี้!)
ใช้เวลาเรียนอย่างเป็นทางการสุทธิ 7 เสาร์-อาทิตย์ และคงรวมชีวิตอีกทั้งชีวิตต่อจากนี้ ถ้าฉันยังสนใจ อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับโยคะและชีวิตต่อไปให้สุดทาง

 

เมื่อวานหลังสอบข้อเขียนและนำสอนเสร็จ ครูโน้ตแจกใบประกาศมาให้ฉันและเพื่อนร่วมรุ่นอีก 20 คนได้สัมผัสก่อน แล้วก็เก็บไว้ให้ จะมอบให้จริงๆ อีกครั้งหลังจากพวกเราเสร็จภารกิจที่ยากกว่าการตื่นตีสี่ พาตัวเองไปถึงโรงเรียนก่อนหกโมงครึ่งทุกเช้าแล้วก็ร่ำเรียนกันไปจนห้าหกโมงเย็น เป็นเวลา 14 วันเสียอีก คือ เราต้องเก็บชั่วโมงสอน 20 ชั่วโมง ปฏิบัติสมาธิ 10 ชั่วโมง  ทำงานอาสา บริการสาธารณะอีก 4 โครงการ

ก็เลยอยากจะบอกเพื่อนๆ ที่รัก ที่สนิทสนมคุ้นเคยทั้งหลาย ใครที่…

  1. ยังไม่เคยเรียนโยคะมาก่อน
  2. อยากรู้ว่าโยคะคืออะไร
  3. อยากฝึกโยคะ

ไม่ต้องอายนะ แค่บอกมา ฉันไม่อายที่จะสอน เธอไม่ต้องอายถ้าอยากเรียน เรามาแบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจต่อกัน ให้สมกับที่เราเป็นปิยมิตร กัลยาณมิตรต่อกัน ให้โอกาสฉันเป็นคนแนะนำเธอให้รู้จักกับสิ่งดีๆ จากการฝึกอาสนะอย่างตื่นรู้ เพื่อที่เธอแต่ละคนจะได้พบกับวิถีในการแสวงหาความสมดุลให้ชีวิตของตัวเอง พึ่งตัวเองได้ เพื่อที่จะเป็นที่พึ่งของคนอื่นต่อไป

#อินบ็อกซ์มานะ ฉันอยากแชร์

#nonofficial200HrYogaTeacher

 

ครบปีที่เริ่มวิ่ง

มาตรฐาน

image

มันจริงหรือเปล่าที่ว่า หลายสิ่งในชีวิตรอเวลาให้เราค้นพบ

หลังจากเดินได้ไม่นาน คนเราก็เริ่มเรียนรู้ที่จะวิ่ง แต่นักวิ่งส่วนใหญ่ไม่ยักเริ่มวิ่งจริงจังตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็น มาเริ่มกันหลังจากนั้นตั้งนมนาม ด้วยสาเหตุแตกต่างกันไป

บางคนวิ่งเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี เป็นพรสวรรค์ เรียกว่าคนกลุ่มนี้มีต้นทุนสูง พอได้รับการส่งเสริม ได้พัฒนาศักยภาพ ก็ไปได้ไกล กลายเป็นนักกีฬาอาชีพ ได้เรียนหนังสือ ได้สร้างชื่อเสียง รับใช้ชาติ แต่บางคนไม่ได้มีต้นทุนสูงขนาดนั้น แต่ได้มาวิ่งเพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคนอื่น วิ่งในแบบของตัวเอง อาจจะไม่ใช่เพื่อรับใช้ชาติเหมือนนักกีฬาทีมชาติ แต่ก็เพื่ออะไรบางอย่าง ที่แต่ละคนก็คงมีคำตอบของตัวเองต่างกันไป

ฉันเองก็คงจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

-ก่อนวิ่ง-

ทุกคนรู้มานานถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย และการวิ่งก็ดูเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องมีองค์ประกอบเยอะยุ่ง ไม่ต้องมีชุดเฉพาะ สนาม หรืออุปกรณ์อย่างว่ายน้ำ ตีเทนนิส ปิงปอง เล่นเรือใบ ชกมวย หรือแม้แต่ตีแบดที่อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนตีด้วย จะวิ่ง เอาจริงๆ แค่มีรองเท้าสักคู่ (บางกรณีไม่ต้องใส่รองเท้าก็ได้ อย่างวิ่งบนหญ้าหรือหาดทราย) ไม่ต้องเป็นรองเท้าวิ่งด้วยซ้ำ แค่นี้ก็วิ่งได้แล้ว

คิดดูก็ง่าย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ไม่ใช่ว่าแค่ใส่รองเท้า ผูกเชือกแล้วออกไปวิ่งกันได้ปร๋อขนาดนั้น

ราวๆ สิบกว่าปีก่อน ฉันเคยคิดว่าเราน่าจะออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง งั้นพรุ่งนี้จะวิ่งละนะ ก็ไปซื้อรองเท้าวิ่งอาดิดาสลดราคามาคู่นึง รุ่งขึ้นก็เริ่มวิ่ง… แต่วิ่งไปได้สัก 200-300 เมตรก็พบว่าหัวใจเต้นแรง ถี่แรงมาก เข้าใจว่านี่คืออาการก่อนหัวใจวายแน่นอน รู้สึกกลัวมาก หลังจากนั้นเลยเก็บรองเท้าลงกล่องเลย เก็บไว้เมื่อเอามาใส่อีกที พื้นรองเท้าหลุดเป็นชิ้นๆ ถึงกาลอวสานไป พร้อมกับบอกตัวเองว่า ตัวเองไม่เหมาะจะวิ่ง จบไปตั้งแต่บัดนั้น

เวลาผ่านไป อายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการเผาผลาญลดลง น้ำหนักตัวมากขึ้น (sad but true) เพื่อนสาวเริ่มวิ่งกัน ไดเอ็ตอดอาหารอดข้าวอดแป้งกันบ้าง ฉันก็ยังเฉย ยังไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเป็นเรื่องราว ที่ปั่นจักรยานบ้างก็เพราะมันช่วยคลายเศร้า ช่วยให้สนุก มีความสุข เพราะจักรยานคือวิถีของการพึ่งตัวเอง คือวิธีเดินทาง ที่ฝึกโยคะบ้าง อันที่จริงน่ะ ฝึกมานานแล้ว แต่ไม่ต่อเนื่องตามประสาคนไม่มีความมุ่งมั่นหวังผลเลิศ ก็เพราะมองว่าการฝึกโยคะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจตัวเอง เป็นเรื่องของสมาธิ เป็นการฝึกฝน และการสื่อสารกับตัวเอง (ก็ไม่ได้พยายามสื่อสารอะไรมากมายหรอก แค่ไม่ได้มองว่ามันคือการเบิร์น คือวิถีแห่งการมีรูปร่างสุดเซี้ยะอะไรแบบที่สาวๆ หลายคนมอง) ส่วนการอดอาหารก็ไม่ใช่แนว ก็ยังคงใช้ชีวิตเรื่อยๆ สบายๆ ไปแบบที่พอใจ ไม่เร่งรัด บังคับตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งโพสต์รูปฉันที่ตัวเองถ่ายแล้ว tag ฉันด้วย …ช่างเป็นรูปพอร์ตเทรตที่ถ่ายได้อ้วนใหญ่มาก มากจนแอบโกรธ แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะโกรธหรอ คือเพื่อนก็คงดูว่าเป็นรูปที่สวย คม องค์ประกอบอื่นๆ ดี ฯลฯ ตัวแบบก็กำลังยิ้มแย้มเฮฮา …แต่กูอ้วนมากไงคะเพื่อน

เกือบทำใจได้ละ ก็ต้องมาโกรธอีกทีตอนผู้ชายอีกคนที่เห็นรูปนี้พูดวิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างของฉัน คือมันมีหลายคำมากที่เสียดแทงใจแม้ว่าเราจะคุยกันในขอบเขตของคำสุภาพ เพราะไม่ได้สนิทกันมากขนาดเพื่อนที่จะพูดอะไรตรงขนาดเพื่อนพูดกับเพื่อน แต่คำที่มันโดนมากแบบจำได้ไม่ลืมเลยคือ “มีน้ำหนักตัวมาก”

ตอนแรกก็ แล้วไง น้ำหนักตัวมาก ก็ไม่ได้ไปอยู่บนหลังเท้าใครป้ะ? แล้วก็เริ่มคิด …ถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนรังเกียจรูปร่างหรือหน้าตาของตัวเอง (จึงไม่เคยคิดจะปรับปรุงส่วนใดๆ อย่างจริงจังด้วยวิธีใดๆ เลยยย) แต่มันก็เออ ในรอบสองปีนี้มันก็มากขึ้นจริงๆ กางเกงยีนส์รุ่นใหม่ๆ เริ่มคับ อย่าว่าไปถึงกางเกงรุ่นเก่าที่ซื้อมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก เพรียวกว่านี้ และถึงแม้จะไม่ได้รังเกียจหุ่นตัวเอง แต่เออ…ฉันรับเซลลูไลต์แถวๆ ต้นขากับสะโพกไม่ได้นะ

บอกตัวเองว่าคนเราไม่ควรมีขาแบบนั้น ถึงขาจะใหญ่ แต่แบบที่ควรจะเป็นคือขาที่มีผิวเรียบตึง ไร้เซลลูไลต์

-เริ่มวิ่ง-

ฉันจึงเริ่ม search จะเริ่มยังไงดีแบบไม่ให้หัวใจวาย รองเท้ามีแล้ว ซื้อเมื่อสองสามปีก่อนหน้านี้ ตอนเริ่มมีกระแสรักเจ็ดปีฯ ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่งไปวิ่งอยู่แล้ว ฉันก็ติดตามอยู่ ได้รองเท้ามาก็ว่าจะวิ่งละ ถามอะไรเขาไปเยอะเหมือนกัน เขาก็แนะนำมาบ้าง ฉันก็ไปสอยรองเท้ามิซูโน่ตามรอยลุงมู (ราคามิ) อยากจะอินไปกับหนังสือของแก แต่ก็ยังไม่ได้ฤกษ์เริ่มวิ่งจริงจัง เหนื่อยไง วิ่งเมื่อไหร่ก็เหนื่อยนะ น่าจะยังไม่ถึงเวลาที่จะเริ่ม จนคราวนี้มา Search เจอโปรแกรมซ้อมให้วิ่งได้ 5K ใน 35 วัน ของครูดิน สถาวร จันทร์ผ่องศรี ก็ได้เริ่มต้นในวันนี้ของปีก่อนเลยแหละ วันที่ 6 มิถุนายน 2558

เริ่มจากการเดิน วันแรกๆ ของโปรแกรมเป็นแบบนั้นเดินช้า เดินช้าสลับกับเดินเร็ว เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินช้า เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินเร็ว ฉันก็ทำตามเป็นวันๆ ไป ตั้งใจพอควรเลยเพราะคิดว่า เอ้อ จบโปรแกรมแล้ว ถ้าเราวิ่ง 5K ได้พลิ้วๆ จะฉลองด้วยการวิ่งไปปากซอย ซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวแล้วขึ้นรถสองแถวกลับมากินบ้าน

ระหว่างโปรแกรม เพื่อนสาวที่วิ่งกันอยู่แล้ว พากันไปสมัครวิ่งฟันรันบ้าง มินิบ้างกันแล้วก็มาชวนไปเรียนกับครูดินที่ลานจามจุรี ก็ไป ก็พบว่า เออ ดีจังที่เราได้มาเรียนตอนที่กำลังเริ่มต้นจะวิ่ง จะได้เริ่มอย่างเหมาะควร และรู้ว่าควรทำอะไร ควรเลี่ยงอะไร ควรระวังอะไร ถึงกับชวนกันสมัครไปคอร์ส “วิ่งกับเพื่อนที่เรารัก” ที่ครูจัดที่นครนายกด้วย ก่อนจะถึงวันเข้าคอร์ส ด้วยความนอยด์ กลัวว่าในคอร์สจะมีการถามถึงประสบการณ์การวิ่ง ซึ่งฉันยังไม่มีเลยสักสนาม ก็เลยไปสมัครฟันรัน 6.2K งานวันแม่ของศูนย์ประชุมฯ ไว้ ซึ่งพอถึงเวลาก็ไปวิ่งสลับกับเดินจนครบระยะ ก็ตอนนั้นพัฒนาการการซ้อมวิ่ง 5K ยังมีแค่วิ่งต่อเนื่องนาน 20 นาทีได้แค่หนเดียวเองมั้ง

เทรนตัวเองตามโปรแกรมวิ่ง 5K มาจนครบ ก็ยังวิ่ง 5K ต่อเนื่องไม่ได้ ก็รู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก ทำไมเราถึงอ่อนอย่างนี้นะ ฯลฯ ภาวะตอนนั้นเหมือนเคว้งนิดๆ ว่า อ้าว จบโปรแกรมนี้แล้วจะฝึกยังไงกันต่อล่ะ พอได้ข่าวว่าครูรับสมัครเข้ากลุ่มวัดใจ ThaiCom10K นี่ก็รีบไปสมัครกับเขาเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสถิติ 5K สักครั้ง แอดมินถามถึงสถิติ 10K ที่ดีที่สุด, 10K ครั้งสุดท้าย เพื่อจะตั้งเป้าเวลาวิ่ง 10K หลังจบโปรแกรม ก็ไม่มีกับเขา กะประมาณเป้าเอาว่า ขอวิ่ง 10K ได้ในเวลา 70 นาทีก็จะดีใจมากแล้ว …แต่คุณพระคุณเจ้า โปรแกรมนี้คือโปรแกรมพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของนักวิ่งที่ควรจะมีประสบการณ์มาส่วนหนึ่งแล้ว โปรแกรมการฝึกถึงได้โหดหิน ยิ่งนัก

จำได้ว่าตามโปรแกรมต้องส่งการบ้านเป็นผลการวิ่ง 10K ครั้งแรกในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ฉันก็ไปลงวิ่ง 10K ครั้งแรกในชีวิตที่งาน “Thai Health Day 10K Run” เพื่อมีการบ้านส่งวันนั้น จากนั้นไม่กี่วัน เสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2558 โปรแกรมซ้อม ให้ไปความเร็วเหนื่อยหอบยาว 13K …โห ก้าวกระโดดม้าก แต่ฉันก็อุตส่าห์วิ่งจนได้ ตั้งใจแค่ไหนคิดดู กลับมาถึงเปิดทีวี เจอข่าววิศกรรมปารีส ลืมไม่ลงทีเดียวล่ะเช้าวันนั้น อีกพักต่อจากนั้นโปรแกรมก็ให้ฉันได้ลองวิ่งไกลออกไปอีก ถึง 15-16K เกินระยะที่เราจะวิ่งกันจริงๆ อีกเสียอีก ช่วงนี้เริ่มมีเจ็บกล้ามเนื้อข้างหน้าแข้งด้านในของขาขวาที่หมอเรียก Shin Splint แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร คิดว่าเป็นอาการเจ็บปกติจากการวิ่ง ก็ยังคงซ้อมไป คงมีความรู้สึกบางอย่างมาช่วยให้ไม่ใส่ใจกับอาการเจ็บด้วย ประมาณเป็นความปลื้มปิติว่า เฮ้ย ด้วยขาของเรา เราพาตัวเองไปได้ไกลขนาดนั้นเลยนะ

วันที่ซ้อม 16K คือออกวิ่งจากบ้านไปจบที่หัวลำโพง (น้ำตาจะไหล วิ่งเสร็จขึ้นรถเมล์ไปสมัครวิ่ง 10K อีกรายการนึงสำหรับการส่งผลการวิ่งครั้งที่ 2 ให้แอดมินด้วย ในหัวตอนนั้นคงมีแต่เรื่องซ้อมกับเรื่องจะวิ่งมั้ง ลืมไปเลยว่าตอนแรกแค่จะวิ่งเพื่อสลายเซลลูไลต์ แต่ก็นะ การพยายามออกมาเดินออกมาวิ่งก็เหมือนน้ำหนักก็ค่อยๆ ลดช้าๆ ช่วงนั้นมีงดโยคะไป เพราะดันปั่นจักรยานไปแหกโค้ง ได้แผลใหญ่ที่หัวเข่า เกรงว่าการฝึกโยคะจะทำให้แผลแยก เลยหายตัวไปจากสตูดิโอเสียนาน มาโผล่ที่เทรดมิลล์กับทางวิ่งริมคลองแถวบ้านแทน เนื่องจากไปวิ่งที่สวนแล้วท้อแท้ ทุกคนวิ่งกันดีมาก วิ่งไม่หยุดเดินสลับกันเลย …ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มสังเกตตัวเอง เฮ้ย ฉันมีความสามารถในการจริงจังกับอะไรได้ต่อเนื่องขนาดนี้ด้วยหรอออ

พอเริ่มเจ็บ Shin Splint มากขึ้นก็เริ่มพบว่า นี่มันต้องเป็นการบาดเจ็บแน่นอน เริ่มหาข้อมูล พอเข้าใจว่าพื้นคอนกรีตริมคลองคงแข็งไป แล้วเราก็คงเร่งซ้อมเกินกว่าที่กล้ามเนื้อจะพัฒนาความแข็งแรงทัน วิ่งเร็วเกินไป เพิ่มระยะเร็วเกินไป แต่ทำไงล่ะ มาถึงขั้นนี้แล้วจะให้หายหน้าไปจากกลุ่มเฉยๆ รึ เกรงใจแอดมินแย่เลย ก็พยายามซ้อมต่อไป แอบเพลาความหนักของการซ้อมลงบ้าง มีโดดในวันที่ไม่ไหวจริง (เวลาที่ปวดมากๆ นี่จะเดินยังแทบต้องลากขานะคะ เรื่องวิ่งลงบันไดลืมไปได้เลย) แต่ก็ยังไปวิ่งเพื่อให้ได้ผลมาส่งแอดมินในครั้งที่ 2 ในรายการ “เดิน-วิ่ง 135 ปี กรมหลวงชุมพร” ในวันที่ 20 ธันวาคม 2558 วิ่งๆ เดินๆ เท่าที่ขากับหัวใจที่ยังไม่แข็งแรงสักทีจะอำนวยอีกตามเคย เป็นเส้นทางวิ่งที่น่าสนใจในความรู้สึกนะ แต่มันโคตรทรมานเลยแหละ เจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่บ่นให้เพื่อนฟังไม่ได้นี่อึดอัดกว่า เพราะถ้าบ่น เพื่อนเป็นต้องบ่นกลับว่าเฮ้ย เจ็บทำไมไม่พัก …ก็ถ้าพักแล้วที่ทำๆ มาจะพังไหม เรียกว่าจุดนั้นทิฐิแนวทำร้ายตัวเองแบบที่นักวิ่งส่วนหนึ่งก็มีเหมือนกันมาเต็มๆ

ด้วยความเจียมองค์ หลังจากครั้งนั้นเลยซ้อมแบบป้อแป้ๆ ถนอมตัวอย่างยิ่ง เพราะมีรายการสำคัญที่ได้สมัครไว้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มซ้อม 5K โน่นนน “จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 31” วันที่ 17 มกราคม 2559 ก่อนวิ่งบอกเลยว่าไม่พร้อม ขายังไม่หายเจ็บ ซ้อมก็น้อย แต่มาถึงขั้นนี้แล้วมันต้องลองดู ด้วยบรรยากาศหรืออุณหภูมิเย็นสบาย หรือมนต์กองเชียร์อะไรสักอย่างของจอมบึงนี่แหละทำให้ฉันวิ่งได้ดีม้ากที่สุดในตอนนั้นเลย วิ่งไปยาวม้ากก ไปหยุดครั้งแรกที่กิโลที่ 6 ได้มั้ง มาเริ่มจะหมดแรงตอนกิโล 8 ตอนนั้นเหมือนเมื่อไหร่จะถึง ดูนาฬิกาทุกนาทีเลยมั้ง มาจบได้ที่เวลาดีกว่าที่ตั้งเป้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ฉันว่าฟีลลิ่งตอนวิ่งจอมบึงมันทำให้รู้สึกดีกว่าเวลาที่ทำได้อีก บอกไม่ถูกเลย

เสร็จจากจอมบึงนี่เหมือนสละแล้วซึ่งความอยากได้ใคร่ดี ไม่ไปวิ่งรายการสุดท้ายที่เป็นการประเมินผลได้มะ? (ไม่ได้สิ หล่อนมาถึงขนาดนี้แล้วต้องทำให้จบนะ) บอกตัวเองว่าพักนิดนึง ให้ขาหายดีขึ้น ก็พยายามซ้อมอยู่ แต่ก็เพลาๆ ลงจากแผน เป็นห่วงขาจะพังไปอีก แต่ระหว่างซ้อม ก่อนจะถึงวันสอบไฟนอลนั้นฉันดันไปบริจาคโลหิตโดยไม่ทันคิด.. เพิ่งรู้ว่าการบริจาคโลหิตจะทำให้เปลี้ยลงขนาดนี้ 10 วันหลังบริจาคโลหิตไปวิ่งรายการ “ThaiCom 10K” นี่ยังเหนื่อยแทบเป็นลมจริงๆ นะ วิ่งได้ไม่นาน ต้องหยุดเดิน เป็นแบบนี้ตลอดทาง เรื่องเวลาหรอคะ แย่มากเลยสิ เกือบ 80 นาทีได้ เลยจากเป้ามาเกือบ 10 นาทีแน่ะ เหนื่อย แต่ก็ดีใจที่ตัวเองยอมมาวิ่ง (เหมือนดีใจหลังซ้อมทุกวันที่ยอมตื่นแล้วลุกมาซ้อม) ดีใจที่พาตัวเองมาจนจบโปรแกรม และดีใจได้รูปสวย (ฮา) และได้เรียนรู้เยอะเลย ได้มีช่วงเวลาที่ดีกับเพื่อนๆ ด้วย

-วิ่ง และวิ่งต่อไป-

หลังจากจบซีรีส์ซ้อมวิ่ง 10K ไป ก็ยังคงวิ่งได้ไม่ดีอะไร ยังวิ่งไม่ได้แบบที่ฝัน ฉันไม่ได้ฝันถึงเพซหรือเวลาที่อยากทำได้นะ แบบที่ฝันคือวิ่งไปได้เรื่อยๆ แบบชิลๆ I just felt like running แบบฟอร์เรสต์ กัมพ์ ไม่ใช่เอะอะก็หยุดเดินๆ แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าบุญหรือกรรม เพราะก่อนจะจบซ้อม 10K ก็ได้ชวนเพื่อนๆ ไปสมัครวิ่งรอบกว๊านพะเยา 26K ไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอยากจะไปเที่ยวพะเยาหรืออยากจะวิ่งมากกว่ากัน แต่หลังพักจนอาการที่หน้าแข้งเริ่มดีขึ้นแล้วก็แอบหาโปรแกรมซ้อมฮาล์ฟมาราธอนสำหรับมือใหม่มาซ้อมดู

แล้วนี่ก็เพิ่งไป “วิ่งรอบกว๊าน” พะเยากันมาเมื่ออาทิตย์ก่อน (29 พฤษภาคม 2559) ไม่ขอพูดถึงผลประกอบการนะ มันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก ความรู้สึกจากการซ้อมไกลที่สุดคือ 21K ซึ่งก็ทำให้แฮ่กมากมายแล้ว ยังไม่เท่าระยะทางรอบกว๊านของจริง มันทั้งไกลและเวิ้งว้างในความรู้สึก ตอนที่ตั้งใจวิ่งไปตามคนข้างหน้าไปเรื่อยๆ นั้นถึงกับคิดว่าจะมีทางไปถึงเส้นชัยไหม จะหมดแรงหลายทีแต่ยังไม่ทันนึกถึงการถอดใจ คงพอดีเจอกองเชียร์ริมกว๊านเสียก่อน เล่นเอาหยุดเดินไม่ได้เลย ต้องวิ่งเหยาะๆ ผ่านไปเรื่อยๆบ้านแล้วบ้านเล่า แล้วเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้แต่มันเป็นไปได้ก็คือ ฉันวิ่งจบรอบกว๊านได้จริงด้วย!

ถ้าไม่นับอากาศดี เย็นฝนและไม่มีแดด นอกนั้นไม่ใช่เรื่องของโชค ฉันเชื่อว่าที่ขาสองข้างพาตัวเองมาถึงกิโลเมตรที่ 26 ได้โดยไม่มีอะไรแตกหักเสียหายนั้นเป็นเพราะว่าเราซ้อมมาแล้ว ซ้อมดีไหมไม่รู้ แต่เรา (ฉันกับร่างกาย) ได้พยายามซ้อมกันมาแล้ว เราค่อยๆ ทำความรู้จักกับระยะที่เพิ่มขึ้นทีละนิด อย่างเชื่องช้าและนิ่มนวลมาก เพราะว่าฉันไม่อยากจะเจ็บ Shin Splint จนอดทุกอย่างอีก

ย้อนกลับมาดูตัวเอง ตอนนี้นอกจากมีรองเท้าวิ่งเพิ่มขึ้นหลายคู่ ฉันยังได้พบว่า ตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก ตั้งแต่เริ่มวิ่งเล็บเท้าหลุดไป 3 เล็บ เพราะติดนิสัยจิกนิ้วลงกับรองเท้าจนช้ำ จากนั้นเล็บจะม่วง ค่อยๆเผยอแล้วหลุด (ไม่เป็นไรนะ ไม่เจ็บมาก แค่ไม่สวย) น้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนหายไปทั้งหมด 7.5 กิโลกรัม และคงที่เท่าเดิมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เนื้อตัว lean เป็นกล้ามมากขึ้น แต่ไม่น่าจะเป็นเพราะวิ่งอย่างเดียว พอแผลที่เข่าหายดี ฉันเข้าคลาาสโยคะเยอะขึ้น เพราะโยคะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังวิ่งได้ดี โยคะหัดให้นิ่ง และสร้างความแข็งแรงมาจากข้างใน กล้ามแขน ปีก และ core muscle ของฉันได้มาจากโยคะ (ในขณะที่เซลลูไลต์ยังไม่ไปไหน!)

ฉันค้นพบว่า ทั้งการวิ่งและโยคะไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น มันเป็นแค่ส่วนกิจกรรมฝึกฝนตัวเอง แบบทำคนเดียว เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นการทบทวนตัวเอง สื่อสารต่อรองกับตัวเอง จะซ้อมไหม จะวิ่งต่อหรือจะเดิน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ละโลกวุ่นวายภายนอก ลืมความเครียดความกดดัน ความทุกข์จากความไม่แน่นอน ความทุกข์จากการไม่อาจเป็นเจ้าของสิ่งไม่เที่ยง ให้มา focus (ครูโยคะชาวอิตาเลียนของฉันอ่านว่า “โฟกุส”) ที่จุดเล็กๆ ข้างในตัวเอง สองกิจกรรมนี้ทำให้เห็นอนิจจัง ฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะ และรู้จัก “อดทน” ทักษะซึ่งตลอดมาฉันแทบไม่เคยมี

สำหรับฉันจึงไม่สำคัญแล้วว่าแต่ละครั้งที่วิ่ง สถิติจะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร การเพิ่มระยะก็ไม่ใช่เรื่องท้าทายเกินไปกว่าความพยายามซ้อมให้ได้อย่างที่ตั้งใจ ฉันเชื่อว่าถ้าเราขยันซ้อม สร้างความพร้อม สักวันหนึ่งเราก็ย่อมพร้อมสำหรับระยะไกลขึ้น สิ่งที่ฉันควรแคร์คือ คุณภาพของการวิ่ง วิ่งให้ข้างนอก คือร่างกายโอเค และข้างใน คือจิตใจโอเค เพื่อนๆ ที่วิ่งด้วยกันก็โอเค นั้นก็นับว่าเป็นการวิ่งที่คุ้มค่า ควรค่าแก่การพอใจแล้ว

นอกจากวิ่ง ชีวิตของฉันยังมีอีกหลายสิ่งในชีวิตที่รอคอยการค้นพบ (ความรักก็เช่นกัน)

ป.ล. ฉันยังคงไม่เคยวิ่ง 5K ไปปากซอยเพื่อซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวกลับมากินบ้าน เพราะวิ่งถึงปากซอยทีไร เป็นเลยออกถนนใหญ่ตลอดสิ

โยคะสอน: อยู่ในที่ที่เราควรจะอยู่

มาตรฐาน

image

ฉันมีโอกาสหัดโยคะตั้งแต่สมัยยังทำงานอยู่บริษัท (มหาชน) สำนักพิมพ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ พี่ที่รักชวนฉันไปเป็นลูกมือช่วยจัดฝึกอบรมโยคะขั้นต้นกับครูเกด เกศสุดา ชาตยานนท์ ต้องเรียนกันสัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 4-5 สัปดาห์ ครั้งนั้นเรียกว่าเป็นการทำความรู้จักกับโยคะ รู้จักกับการหยุดโลกนอกห้อง แล้วค้นพบว่าการหายใจเข้า-ออกแบบโยคะทำอะไรกับร่างกายของเรา แต่ยังจำอะไรไม่ได้ กลับมาฝึกเองที่บ้านย่อมไม่ได้ เพราะอาจจะทำผิดทำถูก จนเกิดอันตรายได้

หลังจากนั้นก็ห่างเหินไปพอควร ย้ายที่ทำงานมาสองสามแห่งจนมาอยู่กลางเมือง ก็ตัดสินใจซื้อสมาชิกคลับผู้หญิงใกล้ที่ทำงาน ซึ่งตอบสนองกลุ่มเป้าหมายโดยจัดให้มีคลาสโยคะตลอดวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและหลังเลิกงาน ฉันสามารถตื่นเช้าขึ้นรถไฟฟ้ามาฝึกโยคะแล้วอาบน้ำเดินมาทำงานได้สบายๆ (ถ้ายอมตื่น) หรือแวะไปฝึกหลังเลิกงาน (ถ้าไม่ขี้เกียจ) ถ้าคลาสเช้าไม่น่าสนใจ หรืออยากจะตามไปเรียนกับครูคนโปรด ก็สามารถขึ้นรถไฟฟ้าไปเรียนตามสาขาต่างๆ ได้ (ถ้าเพียรพอ) แต่เท่าที่จำได้ ฉันเข้าคลาสได้ไม่บ่อยถี่คุ้มกับค่าสมาชิก 1 ปีเท่าไหร่หรอก ที่จริงยังไม่ทันครบปีที่ฉันเป็นสมาชิก คลับสาขานี้ก็ปิดตัวลง และฉันก็ไร้วินัยเกินกว่าจะขึ้นรถไฟฟ้าตระเวนไปเรียนตามคลับอื่นๆ ที่เหลือ พอสมาชิกหมดอายุก็ไม่ได้ต่อ (โชคดีจริง)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกโยคะในช่วงนี้คือ โยคะเป็นภาษาสากล ครูส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ทั้งหมดเป็นผู้ชาย มีครูสาวชาวไทยอยู่บ้างแต่ก็นับว่าน้อยจนจำได้ ครูผู้ชายนั้นฝึกหนัก แม้จะเป็นคลาสยืดเหยียด หรือคลาสสำหรับมือใหม่ ก็ยังไม่ใช่การฝึกสบายๆ กระนั้นฝึกกับครูพวกนี้ก็สนุกดี มีลูกลุ้นให้เราท้าทายตัวเองแบบแปลกๆ ไม่มีจิกกัด ไม่เหน็บแนม เหมือนจะเบลอโฟกัสคนล้มเหลว แต่ก็แอบดูและให้กำลังใจอยู่เนืองๆ

มีครูหุ่นล่ำแบบมะขามข้อเดียวคนหนึ่ง จำได้ว่าอยู่ในคลาสโยคะแนวไดนามิก ส่วนใหญ่เป็นท่ายืน ทรงตัว และมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องตลอดชั่วโมง ซึ่งคนฝึกแน่นมากๆ เพราะเป็นคลาสหลังเลิกงาน มันยาก แม้ครึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นสาวที่เอาจริงเอาจังกับการฝึกโยคะพวกเธอยังต้องแข็งใจ แล้วนับประสาอะไรกับคนฝึกขาอ่อนอย่างฉัน

ครูคนนี้บอกเทคนิคว่าอย่าใจลอย อย่ามัวคิดว่ามันยากไปฉันทำไม่ได้ อย่าตั้งใจทำมากจนลืมหายใจ แต่ให้อยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ อยู่ตลอดเวลา อย่ากลัวอะไร เพราะเมื่อหายใจ เราจะมีพลัง

ฉันลองทำตาม แล้วก็ทำได้มากกว่าที่เคยทำได้ ก็ไม่รู้สินะ อาจจะเพราะว่าการจับอยู่ที่ลมหายใจทำให้เรานิ่ง เมื่อนิ่งก็ทรงตัวได้ ยืนอยู่ได้จนครบตามที่ครูนับกระมัง

“Happiness is here, and now” ครูบอกด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดี้ยน ฉันจำแม่น ถ้าจะฝึกโยคะให้ได้ผลดีแบบไม่เสียเวลา ต้องอยู่ตรงนี้ ที่ลมหายใจ

ยุคหลังจากนั้นเป็นการพเนจรฝึกโยคะตามที่ต่างๆ ตามแต่เพื่อนสาวจะชวน ฉันก็ไปบ้างไม่ไปบ้าง เพราะค่อนข้างเป็นคนเลือกมากเรื่องเยอะ บางสตูดิโอเพดานต่ำไปฉันก็ว่ามันอึดอัด คนเรียนเยอะไปก็อึดอัด แต่การได้เปลี่ยนครูหลายคนก็สนุกดี โยคะเป็นภาษาสากลโดยแท้ ครูแต่ละคนมีสไตล์การสอนต่างกันไป แต่จริงๆ แล้วครูกำลังสอนเรื่องเดียวกันให้กับเรา

สิ่งแปลกใหม่ในการฝึกโยคะของฉันจึงไม่ใช่การเปลี่ยนครู เปลี่ยนเพื่อนร่วมฝึก แต่เป็นการเปลี่ยนสถานที่ฝึก

วันเสาร์ที่ผ่านมาเพื่อนสาวชวนฉันไปฝึกโยคะในสวน กับครูรุ่นน้องที่ฉันไม่ได้สนใจมาก่อนว่าเป็นผู้ชาย ขนาดสวนฉันยังจำว่าเป็นอีกสวนหนึ่ง ไม่ใช่สวนเบญจกิติ และคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าอากาศและบรรยากาศจะดีขนาดนี้

ก่อนหน้านี้ฉันฝึกโยคะในสตูดิโอปรับอากาศ ไม่ปรับให้เย็นก็ปรับให้ร้อน บนพื้นเรียบ สะอาด เป็นไม้ปาเก้บ้าง กระเบื้องยางและวัสดุอื่นบ้าง แต่วันนั้นเราปูเสื่อโยคะลงบนฝืนหญ้า ใต้แนวต้นไม้ เรียงหน้ากระดาน โค้งไปตามองศาของอัฒจรรย์นั้น ลมเย็นโชยให้คลายร้อนเป็นระยะพัดกลิ่นหอมอ่อนของดอกกัลปพฤกษ์ หรืออาจจะเป็นดอกนนทรี แต่บางครั้งฉันแน่ใจว่าเป็นดอกปีบ ที่แน่ๆ มันสะอาด และเป็นมิตร รู้สึกเหมือนสามารถหายใจเอาอากาศแสนสบายปอดนั้นเข้าไปในร่างกายลึกถึงช่องท้องจริงๆ ตอนหลับตาทำสมาธิ ครูนำให้เราใช้ผัสสะส่วนต่างๆ สัมผัสรอบกาย ฉันรู้สึกว่าสามารถสัมผัสสวนแห่งนี้ได้ดีกว่าตอนลืมตาอีก

ครูเฟี๊ยตเป็นหนุ่มกระฉับกระเฉง ฉันเคยบอกไหมว่าฉันชอบมองผู้ชายฝึกโยคะ ฉันชอบที่จะได้เห็นผู้ชายในช่วงเวลาอันสงบ นิ่ง แสดงการฝึกฝนอันแข็งแรง และเปี่ยมพลัง เย็นวันนั้นเป็นโยคะที่เน้นความแข็งแรง ก็เลยเป็นการฝึกที่ค่อนข้างยาก และหนัก นักเรียนเหนื่อยกันมาก แต่ทุกครั้งที่เหยียดกระดูกสันหลัง แหงนหน้าขึ้นฟ้า สิ่งที่ฉันเห็นไม่ใช่ฝ้าเพดานหรือดวงไฟนีออนอีกต่อไป หากเป็นกิ่งก้านต้นไม้พลิ้วไหวไปตามลม บนฟ้ามีนกกำลังบินกลับรัง

ฉันบอกได้ในตอนนั้น นี่เป็นการเรียนโยคะครั้งที่ฉันมีความสุขมากที่สุด หลังจากการฝึก รู้สึกเหนื่อย ตัวเปียกโชก เปื้อนดินและหญ้าเป็นหย่อมๆ แต่สมองปลอดโปร่งกับอากาศถ่ายเท เย็นสบาย ใช่แล้ว… ฉันควรได้รับสิ่งนี้

ที่ที่เราควรจะฝึกโยคะเป็นที่แบบนี้เอง