Author Archives: Friday Pinyosamosorn

About Friday Pinyosamosorn

women and cats will do as they please

เทรล 21K แรก (ที่ผ่านไปแล้ว)

มาตรฐาน

tum 4695

แล้วมันก็ผ่านไปเหมือนวันอื่นๆ

เหมือนว่าฉันได้ใช้ความตื่นเต้นส่วนใหญ่ที่มีไปกับการวิ่งมาราธอนแรก จึงเหลือความตื่นเต้นกับการวิ่งหลังจากนั้นเพียงพอประมาณ อาจยังคาดหวังกับการไปวิ่ง และผลการวิ่งบ้าง แต่บางงานก็ “เท” เอาง่ายๆ ไม่ได้เอาเป็นเอาตายกับมันจนนอนไม่หลับขับถ่ายไม่สะดวกเหมือนสมัยรอวันวิ่งมาราธอนแรก เพราะประจักษ์แล้วว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็แค่ทำมันให้ให้เต็มที่และดีที่สุดสำหรับตอนนั้น เพื่อจะไม่นึกเสียใจเมื่อเวลาล่วงไปแล้ว ว่าเรายังทำได้ไม่สุด 

เพราะมันจะผ่านไปเหมือนวันอื่นๆ

การวิ่งเทรล 21K โดยซ้อมไปแค่ระยะฟันรันในครั้งนี้ก็เช่นกัน (ฮา)

บอกตรงๆ ก่อนไปก็ยังไม่แน่ใจนะว่าจะวิ่งจบไหม เพราะยังไม่เคยเห็นเส้นทาง ยังไม่รู้ว่าฝนจะตกไหม (วิ่งอะไรก็ตามถ้าฝนตก ต้องคูณความยากกับบวกความอึดอดทนอีกหลายเท่าทั้งกาย และทางใจ) แถมฉันกับเพื่อนไม่ได้พยายามจะหาที่พักเลย เพราะโจทย์เราคือเราไม่มีรถ ได้ที่พักแล้วไง จะไปที่พักยังไง จะเดินทางจากที่พักมางานยังไง เลยคิดว่า เออ ไปรถตู้โดยสารแล้วนอนเต็นท์ที่งานก็ได้วะ (แม้จะแอบคิดว่า ถ้าฝนตกก็คงไม่ได้นอน-เดชะบุญที่ในที่สุดก็ได้เพื่อนอีกคู่หนึ่งช่วยอนุเคราะห์อุปการะด้านที่พัก) ตอนแรกเหมือนการไปวิ่งงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเรื่องสะดวกเลย ยิ่งใกล้วันงานก็ยิ่งมีดราม่า เรื่องยากันยุงบ้าง เสื้อบ้าง อันโน้นอันนี้ ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ ไม่รู้เพราะอยากจะลองไปวิ่งดูจริงๆ หรือเสียดายตังค์ค่าสมัครกันแน่ วันเดินทางก็ยังออกไปทำธุระตามปกติ ถึงเวลาก็จัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า แวะกินพิซซ่าตามธรรมเนียมแล้วก็ไป รถตู้ก็ทั้งแน่นและแคบ วิ่งช้า เพราะรถติด แล้วก็แวะจัง แต่ก็ยังไม่งอแงอะไร

พอไปถึงงานแล้วกลับรู้สึกดีมากที่ไม่เท ไปรับบิบกันอย่างงงๆ แล้วไปเลือกเสื้อที่เหลือๆ มาอย่างงงๆ (ฉันไม่ได้ซื้อ เพื่อนฉันซื้อ) ระหว่างนั้นก็โดนยุงกัดไป 2 ตัว (นี่ขนาดฉีดยากันยุงแล้วนะ) เพื่อนฉันคู่ที่มาถึงก่อนแล้ว วิ่งเสร็จไปแล้วในบ่ายวันนั้นอุตส่าห์ย้อนมารับ พาไปกินโหลดคาร์บเพิ่ม แล้วก็พามาพักผ่อน หลับสบายเต็มอิ่มยังกับนอนบ้าน เช้าก็พากันไปวิ่ง การวิ่งก็ผ่านไปอย่างดี ความทุกข์อย่างมากก็แค่หิว ไม่ถึงกับมีการปวดอึหรือฉี่ระหว่างทาง แดดร่มดี ฝนไม่ตก ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยกว่า ถ้าฝนตกคือเละ และลื่น จะวิบากกว่านี้อีกหลายเท่า รองเท้าเทรลราคาไม่แพงที่เพิ่งซื้อมาโอเคมาก ซัพพอร์ตข้อเท้าแน่นดี พื้นก็เกาะดีทุกสภาพ ไม่ว่าจะเป็นกรวด ดินลูกรัง ทราย หรือหิน (แต่ฝนยังไม่ตกก็อย่าเพิ่งไปการันตีว่าดีเลิศเนอะ เหอเหอ) เสียแต่ว่าแผ่นรองด้านในที่มากับรองเท้านิ่มยวบไป แต่แค่ยืมแผ่นรองของอีกคู่ที่เล็กกว่าครึ่งเบอร์มาใส่ แค่นี้ก็อยู่ ที่สำคัญรองเท้าคู่ไม่ทำให้เกิดตุ่มน้ำที่เท้าเหมือนคู่อื่นๆ ที่มักทำเจ็บเสมอ เมื่อใส่วิ่งนานๆ

ความไม่มีแรงจะวิ่งเร็วและไกล (ซ้อมน้อยไงอย่าลืมสิ) ก็เลยวิ่งไปเรื่อยๆ การไปเรื่อยๆ สลับเดินยาวๆ ก็ช่วยให้ไม่บาดเจ็บอะไรตรงไหน จบงานนี้เดินกลับยิ้มๆ ไม่เจ็บอะไรเลย นอกจากปวดเมื่อย กับระบมปลายนิ้วชี้ทั้งสองเท้าที่เผลอจิกลงกับพื้นอีกแล้ว เป้น้ำที่ลองใช้วิ่งไกลขนาดนี้ครั้งแรกก็ดีมาก ขอบคุณคนขายที่แนะนำรุ่นนี้ เพราะมันพอดีกับสรีระผู้หญิงมากกว่ารุ่นผู้ชาย (ที่มีราคาถูกกว่า น่าซื้อกว่า) น้ำหนักในเป้ที่กระชับกับตัวเหมือนไม่ใช่ภาระ รู้สึกคล่องตัว สบายตัวกว่ากระเป๋าคาดเอวที่เสียบกระติกได้ เหมือนแบบนั้นวิ่งจบแล้วมักจะเมื่อยๆ หลังข้างนึง เทรกกิ้งโพลที่เพิ่งสอยมาเตรียมสำหรับงานปีนเขา ลองเอามาใช้ครั้งแรกในเทรลนี้ พับแล้วถือวิ่งไป 10 โลแรกก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร เบาและถือง่ายกว่าขวดน้ำที่เคยถือวิ่งตอนซ้อมอีก (ว่าแต่ทำไมไม่เอาลงเป้?)

ส่วนที่ประทับใจคือเส้นทาง แม้บางช่วงจะมีฝุ่นมาก จากคนหลายร้อยออกวิ่งไปพร้อมๆ กันบนถนนลูกรัง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าฝนตกจะดราม่ากว่านี้ เส้นทางในป่านี้คือดีงาม เย็นตาเย็นกายเย็นใจ แม้ทางวกวนไปมา แต่ถ้าวิ่งไปตามริบบิ้นไม่มีทางหลง เขาเตรียมเส้นทางไว้ดีจริง บริหารจัดการเรื่องสวัสดิการก็ดี น้ำเย็นมีเพียบ เพียงพอทุกจุด เกลือแร่มีพอ ผลไม้ก็มีให้เลือก เราไม่กินแตงโมก็ยังมีกล้วยน้ำว้าให้กิน วิ่งเสร็จก็มีข้าวแกงแบบจอมบึงให้ตักกินตามความพอใจ กลับมาที่ป่า ป่าที่นี่ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่ยากเกินไป ไม่ง่ายเกินไป คือไม่ถึงกับเป็นป่าทึบที่เราไม่ควรเข้าไปรบกวน แต่ก็รกครึ้ม ร่มเย็น มีหลายนิเวศน่าสนใจ ทั้งป่าไผ่ ป่าโปร่งๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ ป่าเถาวัลย์ ที่สำคัญมันไม่ได้เป็นผืนใหญ่ ลึกจนรถเข้าไม่ได้ วิ่งๆ ไปจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ห่างถนนใหญ่เท่าไหร่นัก ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน จะไม่ต้องกลัวเลย ใกล้จุดให้น้ำ ใกล้ถนนใหญ่  มีที่ไม่ค่อยชอบใจก็แค่ช่วงที่ต้องเข้าไปวิ่งวนในสวนสัตว์ สงสารพวกนั้น มันอยู่ในกรงเล็กแค่นั้นเอง ยังต้องตกใจกับกลิ่นมนุษย์หลายร้อยที่บุกเข้าไปเกือบพร้อมกัน

ฉันว่าฉันชอบวิ่งเทรลนะ มันเหมือนชีวิตดี เราออกเดินทาง ผ่านสองข้างทางที่มีทั้งพอใจ และไม่พอใจ ปลอดภัย และเสี่ยง ผ่านพบเรื่องราวที่ทำให้เราย้อนกลับมาดูตัวเอง บนเส้นทางนี้เราจะเอาแต่ใจเราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับใจไปตามปัจจัยในตอนนั้นๆ บนทางเรียบทางตรง วิ่งได้ก็วิ่งไป แต่พอถึงทางชันก็ต้องเพลาลง สลับเดินบ้าง บนถนนที่ไม่ราบเรียบ ก็หยุดปาดเหงื่อเมื่อเหนื่อย พักกับน้ำและอาหารเมื่อร่างกายต้องการ ได้เรียนรู้หลายอย่างผ่านภูมิประเทศหลากหลายตลอดการเดินทาง ไปพร้อมเพื่อนก็อุ่นใจดี มีเพื่อนคุย แต่ถ้าพลัดกับเพื่อน เราก็ต้องมั่นใจถ้าจะไปต่อ หรือถ้าจะรอก็ต้องใจเย็นๆ ชอบที่ได้เรียนรู้จากการรอคอย คอยเพียงเพื่อปีนขึ้นที่สูงที่ชวนเป็นลมมากๆ แล้วในที่สุดก็ต้องลงมา เพราะชีวิตจริงของเรามันรออยู่ข้างล่าง

ผลประกอบการวิ่งอาจไม่งดงาม แต่ดีใจที่ตัดสินใจไป ได้ไปรู้ไปเห็นอะไรที่ดีกับตัว ดีใจด้วยที่จบมันลงโดยไม่เจ็บ

ดีใจแต่ก็ไม่อะไรมาก

เพราะที่สุดแล้ววันนี้ก็จะผ่านไป เหมือนวันอื่นๆ

 

 

ป.ล. Shutterunning โปรฯ มาก ลองเข้าไปดูสิ แต่ละคนได้รูปดีๆ ทั้งนั้นเลย

นักเรียนคนแรก

มาตรฐาน

ฉันสมัครเรียนโยคะเพราะอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโยคะอาสนะที่เทียวเข้าเทียวออกสตูดิโอฝึกอยู่เรื่อย ห่างบ้างถี่บ้างตามเวลา โอกาส และแรงฮึด ตอนแรกแค่อยากรู้ว่าจะฝึกกันไปทำไม จะฝึกไปให้ได้อะไร มิได้มีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะ เนื่องจากเล็งแล้วว่าอาชีพครูโยคะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ คนหยาบๆ อย่างฉันคงไม่ไหวจะทน

แต่เมื่อได้ไปเรียน ฉันเห็นสิ่งใหม่ ทั้งครู เพื่อน และเนื้อแท้ของศาสตร์โบราณแห่งโยคะทำให้ฉันมองมนุษย์เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” ยิ่งกว่าที่แผ่เมตตามาตลอดชีวิต

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ อยากจะหยุดหายใจก็ทำไม่ได้ ตอนที่หมดสิทธิ์จะหายใจแล้ว จะเริ่มหายใจอีกครั้งก็ไม่ได้ 
แล้วจะไปอะไรมากมายกับมัน จะสะสมอะไรไปเยอะแยะ จะอยากได้ใคร่ดีอะไรนัก 

ฉันเริ่มอยากทำอะไรบางอย่าง เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นการแบ่งปันกระมัง อยากแบ่งปันสักเสี้ยวส่วนของแก่นแท้อันประเสริฐดีงามของศาสตร์โยคะ ให้กับคนที่ฉันรัก ผูกพัน ได้สัมผัส เรียนรู้ เผื่อเขาจะได้นำไปให้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตใจตัวเอง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบกายของเขา เหมือนที่ฉันได้รับ และอยากแบ่ง

ในขณะที่รอคอยโอกาสนี่อยู่เงียบๆ โอกาสและเวลาของเราก็มาประจวบเหมาะกันนะโอ๋

โอ๋เป็นน้องสาวคนละพ่อแม่ที่เติบโตมาด้วยกัน เราพบ และคบกันมาตั้งแต่โอ๋ยังเป็นสาวน้อย ฉันร่วมเป็นพยานในหลายโอกาสของชีวิตน้อง ตั้งแต่นางเริ่มรู้จักความรัก แต่งงาน มีลูก โอ๋ลูกสองแล้ว ก็เด็กชายทั้งสองในภาพนั่นไง 

เวลาผ่านไปหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกาย โอ๋กำลังตั้งใจแน่วแน่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นางก็เลยได้มาเป็นนักเรียนคนเแรกของฉัน

ดีใจที่โอ๋มาเป็นนักเรียนคนแรก ยินดีที่เห็นความตั้งใจของโอ๋ อยากจะขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ฉันมีวันนี้ วันที่พอมีอะไรจะแบ่งปันให้กับคนที่กำลังมองหา

รักแกนะโอ๋ เรามาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เริ่มรักและเอาใจใส่สังขารกันนะ จะได้อยู่เป็นซิสเตอร์กันอย่างนี้ไปนานๆ

#ฉันอยากแชร์

มาตรฐาน

#missioncompleted แรกของปีนี้!

 

ไม่มีใครบอกให้ทำ อยากทำเอง และกะให้เสร็จก่อนวันเกิด จะได้จัดให้เป็นความสำเร็จใน milestone ของอายุก่อนจะแก่ขึ้นอีกปี (ดู ..ความงี่เง่าของชะนี) เป็นภารกิจที่ทำเงียบๆ ไม่ได้บอกใครมากอีกตามเคย เหตุผลก็เช่นเดียวกับตอนตัดสินใจซ้อมเพื่อไปวิ่งมาราธอนแรก คือ มองว่ามันเป็นความมุ่งมั่น ปรารถนาเล็กๆ ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ต้องขอพลังจากชาวโลก ไม่ต้องมีพยานมาก เพราะถ้ามันมีอันผิดพลาด ทำไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจจะได้ไม่ต้องอายหรือเสียเซลฟ์เพราะดันไปประกาศเอาไว้มากมาย

ฉันสมัครเรียนคอร์สครูโยคะในวิถีของ Mindfulness Yoga กับครูโน้ตไว้ตั้งแต่ปลายปีก่อน ช่วงที่เริ่มซ้อมวิ่งไกลขึ้นเรื่อยๆ จนประสาทแทบจะกิน อุทธรณ์กับชีวิตขึ้นมาในวันหนึ่งว่า นี่หล่อนกำลังทำอะไรอยู่ จะวิ่งทำบ้าอะไรมากมาย ความสมดุลของชีวิตอยู่ตรงไหน ฯลฯ จนมาจบลงที่คำถามว่า แกอยากให้ชีวิตแกเป็นแบบนี้หรอ?

อ่านเพจครูแล้วฉันเลยบอกตัวเองว่า โอเค ถ้าแกไม่เกเร ประคองชีวิตผ่านช่วงนี้ไปได้ จบมันได้อย่างที่แกต้องการ ฉันจะให้แกได้พักอย่างสงบกับโยคะ แกจะได้รู้เสียทีว่าที่แกเข้าคลาสโยคะมาตลอดเนี่ย แค่ช่วยให้แกใช้เป็น cross-training ช่วยยืดเส้นตึงจากการวิ่ง หรือเพื่อให้แกได้ทิ้งตัวพักสัก 2 นาทีในท่าศพ

จะได้มีคำตอบให้คำถามว่า “คนเราเรียนโยคะไปเพื่ออะไร?” ทีแกถามมาตลอด ตอนที่ขากำลังสั่นในท่านักรบ แขนสั่นเหงื่อแตกพลั่กในจตุรังคาสนะนับ 8  ที่ช้าอย่างแทบจะขาดใจเสียก่อนถึง 1 …คำถามคล้ายกับที่แกเคยถามตัวเองว่า “แกอยากมีชีวิตแบบไหน?”
(ฉันไม่ค่อยสนใจคำถามว่า “คนเราเกิดมาเพื่ออะไร” แฮะ)

ฉันเลยสมัครเรียนคอร์สนี้กับครูตั้งแต่ตอนนั้น โดยบอกกับครูไปตามจริงเมื่อได้คุยกันทางโทรศัพท์ครั้งแรก (เออ ฉันนี่ก็กล้าสมัครเรียนคอร์สครูกับครูที่ไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ เลยเนอะ) ว่า ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นครูโยคะหรอก แต่อยากเรียนโยคะให้ลึกซึ้งกว่าในแต่ละชั่วโมงที่ได้ฝึกแต่อาสนะในซีเควนซ์เดิมๆ แบบที่ได้ทำอยู่ อยากรู้ว่าคนเราฝึกโยคะไปเพื่ออะไร แล้วนอกจากอาสนะท่าสวยท่ายากท่าบาลานซ์ที่เราทำกัน มันมีอะไรน่ารู้น่าค้นหาเกี่ยวกับโยคะอีก

 

ถ้าวันนึงเราฝึกจนทำท่าพวกนี้ได้หมดแล้วไงต่อ?

จำได้ว่าบอกครูว่าชอบที่ครูเคยเขียนในเพจวันหนึ่ง ใจความยังติดอยู่ในหัว ครูบอกว่า …เราฝึกโยคะเพื่อลดอัตตา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มอัตตา

ฉันสนใจการลดอัตตา

 

แล้วเมื่อถึงเวลา ฉันก็มาเรียนจริงๆ ด้วยความตั้งใจ อย่างสนุก และอินมาก (นี่ช่างเป็นคอนเทนท์ที่เหมาะกับชีวิตในวัยเท่านี้!)
ใช้เวลาเรียนอย่างเป็นทางการสุทธิ 7 เสาร์-อาทิตย์ และคงรวมชีวิตอีกทั้งชีวิตต่อจากนี้ ถ้าฉันยังสนใจ อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับโยคะและชีวิตต่อไปให้สุดทาง

 

เมื่อวานหลังสอบข้อเขียนและนำสอนเสร็จ ครูโน้ตแจกใบประกาศมาให้ฉันและเพื่อนร่วมรุ่นอีก 20 คนได้สัมผัสก่อน แล้วก็เก็บไว้ให้ จะมอบให้จริงๆ อีกครั้งหลังจากพวกเราเสร็จภารกิจที่ยากกว่าการตื่นตีสี่ พาตัวเองไปถึงโรงเรียนก่อนหกโมงครึ่งทุกเช้าแล้วก็ร่ำเรียนกันไปจนห้าหกโมงเย็น เป็นเวลา 14 วันเสียอีก คือ เราต้องเก็บชั่วโมงสอน 20 ชั่วโมง ปฏิบัติสมาธิ 10 ชั่วโมง  ทำงานอาสา บริการสาธารณะอีก 4 โครงการ

ก็เลยอยากจะบอกเพื่อนๆ ที่รัก ที่สนิทสนมคุ้นเคยทั้งหลาย ใครที่…

  1. ยังไม่เคยเรียนโยคะมาก่อน
  2. อยากรู้ว่าโยคะคืออะไร
  3. อยากฝึกโยคะ

ไม่ต้องอายนะ แค่บอกมา ฉันไม่อายที่จะสอน เธอไม่ต้องอายถ้าอยากเรียน เรามาแบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจต่อกัน ให้สมกับที่เราเป็นปิยมิตร กัลยาณมิตรต่อกัน ให้โอกาสฉันเป็นคนแนะนำเธอให้รู้จักกับสิ่งดีๆ จากการฝึกอาสนะอย่างตื่นรู้ เพื่อที่เธอแต่ละคนจะได้พบกับวิถีในการแสวงหาความสมดุลให้ชีวิตของตัวเอง พึ่งตัวเองได้ เพื่อที่จะเป็นที่พึ่งของคนอื่นต่อไป

#อินบ็อกซ์มานะ ฉันอยากแชร์

#nonofficial200HrYogaTeacher

 

วิ่งมาราธอนแล้วได้อะไร?

มาตรฐาน
img_20161218_110016.jpg

เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน มาราธอนแรก 18/12/2016

ฉันเพิ่งจบมาราธอนครั้งแรกในชีวิตไปเมื่อวันอาทิตย์ 18 ธันวาคม 2559 ด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย

กระทั่งเหตุผลตอนที่ตัดสินใจว่าจะลองวิ่งดู ก็ยังบอกกล่าวได้ยาก

หลังจากที่ตัดสินใจจะวิ่งมาราธอนแรกที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองที่มีความผูกพันเป็นการส่วนตัว ฉันก็สมัครไปเงียบๆ ก่อนจะบอกเจ้นางด้วยซ้ำ พอเจ้นางตัดสินใจจะวิ่งด้วย ก็พากันไปขอตารางซ้อมจากพี่ภู แล้วก็ซ้อมกันไปเงียบๆ ไม่ประกาศ ไม่สัญญาอะไรกับใคร เพราะส่วนหนึ่งฉันคิดว่าการที่เราตั้งใจจะทำเรื่องยากๆ ที่ดูเพี้ยนในสายตาชาวบ้าน (เพราะเขาไม่ได้นิยมทำกัน) ให้สำเร็จให้ได้ มันก็เป็นแค่ mission ส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจเพื่อสังคมเพื่อชาติ  ก็เลยทำมันไปแบบทำเรื่องส่วนตัว กะว่าถ้าทำได้จริงแล้วค่อยเล่าให้เพื่อนฟัง

สองวันหลังจากที่ทำสำเร็จ พอตั้งสติได้ ฉันก็บอกกล่าวกับญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รู้ข่าวเรื่องนี้จากฉันมาก่อนเลย ดูเหมือนแกจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันวิ่ง

ฉัน: ม้อยเพิ่งวิ่งมาราธอนมาล่ะ
ญผญ: …
ฉัน: มาราธอนที่ต้องวิ่ง 42 โลอะ
ญผญ: แล้ว?
ฉัน: …
ญผญ: นอกจากสุขภาพดีแล้วได้รางวัลอะไรมาบ้าง?
ฉัน: ….

ฉันเนียนชิ่งออกมาจากบทสนทนานั้นมา เพราะนอกจากเหรียญกับเสื้อ finisher ที่แกคงได้ไม่ให้ราคาอะไรนัก ฉันก็ไม่ได้รางวัลอะไรเป็นชิ้นอันอะไรกลับมาอีก เรื่องสุขภาพ ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าระยะทางวิ่งของมาราธอนช่วยส่งเสริม หรือทำลายสุขภาพกันแน่

เท่าที่รู้คือ สิ่งที่ได้จากการวิ่งมาราธอน ซึ่งก่อนจะวิ่งได้ต้องผ่านการซ้อมอันยาวนานนั้นมีมากมาย แต่บอกไปก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบที่กินใจคนทุกคน

สำหรับฉัน การวิ่งมาราธอนไม่ได้มีแค่ระยะทาง 42 กิโลเมตรที่เราต้องไปให้ถึงภายในเวลาคัตออฟของการแข่งขัน แต่ยังรวมเวลาหลายเดือนนับจากตัดสินใจว่าจะวิ่ง หลายร้อยกิโลเมตรของการซ้อม ชั่วโมงยาวนานของการออกกำลังบริหารร่างกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้พร้อมสำหรับการวิ่งไกลขนาดนั้น ความ ‘พร้อม’ หมายถึงคุณภาพของการพักผ่อน คุณภาพของอาหารการกิน ว่าไปถึงการทำใจให้พร้อมสำหรับทุกๆ ครั้งของการซ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่ไกลออกไปทุกทีในเดือนท้ายๆ แม้ฝนจะตก แม้แดดจะแรง อากาศอบอ้าว แม้จะนอนน้อย แม้จะมีเมนส์ ซึ่งระหว่างนั้นเราก็ต้องใช้ชีวิตของเราไปด้วย เราทำงานหาเลี้ยงชีพ โดนออกจากงานก็ต้องหางานใหม่ ปรับตัวเข้ากับงานใหม่พร้อมกับซ้อมไปด้วย ยังคงมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ไปกินข้าวกับผู้ชาย ทะเลาะกัน จนเลิกคบเลิกคุยกัน แต่ก็ยังซ้อมวิ่ง  นอกจากนี้เรายังต้องเตรียมใจรับผลของความอุตสาหะยาวนานตลอดหลายเดือน ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นบวกหรือลบ เรายังซ้อมต่อไปให้ถึง ซ้อมให้พอ แม้เวลาในการซ้อมจะแย่จนไม่กล้าคาดเดาเวลาวิ่งวันจริง เราก็ยังซ้อม

ระหว่างที่รวบรวมกำลังผลิตความพยายามเพื่อจะซ้อม ระหว่างจุดใดจุดหนึ่งจะมีความจิตตกเกิดขึ้น บางจุดก็แย่มากจนเราต้องหาทางออกให้ตัวเอง ด้วยการค้นพบสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการ ‘ปลง’

ปลงคือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชื่นบาน อย่างแข็งแรง ยอมรับทุกสิ่งในแบบที่มันเป็น ไม่งอแงถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิด เข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง ชื่นชมและเคารพทุกคนที่สู้ด้วยความพยายาม

ช่วงเตรียมตัวไปวิ่งมาราธอนจึงเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความอดทน ใช้ความพยายาม และสงบอย่างน่าแปลกใจ ถ้าพิจารณาจากความจริงว่าฉันเป็นคนมีความพยายามต่ำ ความอดทนน้อย และถึงจุด ‘ปรี๊ด’ ง่ายเพียงใด

สุดท้าย เมื่อฉันถามตัวเองระหว่างซ้อมวิ่งไกลครั้งสุดท้าย ตอนที่เหนื่อยจนยกขาแทบไม่ขึ้น เมื่อยระบมไปตั้งแต่ลาดไหล่ลงไปถึงปลายเท้า -นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ก็ตอบตัวเองว่า กำลังซ้อมจะไปลองวิ่งมาราธอนสักครั้งไง -เฮ้ยเราต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยหรอ จะวิ่ง วิ่งแค่ 10 กิโลก็ดีต่อหัวใจพอแล้วไหม -มาถึงขั้นนี้แล้วลองดูสักครั้งเหอะ จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง ต้องตั้งใจด้วยนะแก นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวที่มีโอกาสทำก็ได้ ต่อไปจะได้วิ่งอีกหรือเปล่ายังไม่รู้นะเว้ย -…เค เอาก็เอา แล้วก็กัดฟัน ขยับขา วิ่งไป

แล้วก็นึกถึงคำพูดของพี่อ้วนในวันที่ฉันบอกว่าจะไปวิ่งมาราธอนแรกที่เชียงใหม่ว่า ‘มาราธอนแรกมีครั้งเดียว จบดีๆ นะเว่ย’ พี่อ้วนห่วงเรื่องความพร้อม ตอนนั้นฉันเริ่มวิ่งได้ยังไม่ทันครบปี พี่อ้วนไม่อยากให้รีบร้อนไปวิ่งมาราธอน ด้วยกลัวว่าถ้าเจ็บจะกลายเป็นความทรงจำอันโหดร้าย พี่อ้วนพูดไม่มาก แต่ฉันจำแม่น พอนึกขึ้นมาทีไรก็จะมโนเถียงไปว่า จริงๆ แล้วการวิ่งแต่ละครั้งมันก็มีแค่ครั้งเดียวป่าววะพี่อ้วน คือถ้าเราพลาดซ้อมจนวิ่งไม่ได้ มันก็กลับมาวิ่งซ่อมไม่ได้อีกแล้ว .. เออ ชั้นจะตั้งใจซ้อม

หลังจากนั้น แต่ละครั้งที่วิ่ง ฉันจะวิ่งโดยดึงความคิดให้อยู่กับปัจจุบันขณะมากที่สุด เพราะนี่จะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวสำหรับการวิ่งครั้งนั้น ตั้งแต่ออกตัวตอนตีสี่หนึ่งนาทีเช้าวันนั้น ฉันก็อยู่กับแต่ละก้าววิ่ง ไม่ได้ปล่อยใจให้วอกแวกไปที่ความเหนื่อย หรือท้อถอยนาน มีไหลไปกับความทรงจำตามเส้นทางที่วิ่งผ่านบ้าง แต่ไม่หลง ฉันรีบดึงใจกลับมากำกับก้าววิ่ง วางเท้าอย่างนุ่มนวล วิ่งเรื่อยๆ ไม่เร่ง หยุดตามระยะ หายใจเข้าออกยาว ดื่มน้ำและเกลือแร่ ถนอมเท้า ขา และร่างกายให้วิ่งได้ครบ 42 กิโล โชคดีที่ขาฉันแค่ตึง กล้ามเนื้อไม่ถึงกับหดเกร็งเป็นตะคริว ฉันไม่เจอกำแพง ไม่พบปิศาจ เห็นแต่บรรยากาศสนุกสนานของนักวิ่งจีนที่มากันทุกวัยเลย ตั้งแต่หนุ่มสาวถึงลุงป้า ที่ขอโทษ หลายคนวิ่งเร็วและทนกว่าฉันเยอะ ได้เห็นน้ำใจที่นักวิ่งมีต่อกัน ได้กินกล้วยไข่วิเศษลูกนั้น ได้กิน m&m ที่อร่อยที่สุด ได้เจอเพื่อนมัธยมตรงกลางทางตอนจะหมดแรง ได้จบ 42 กิโลเมตรโดยไม่บาดเจ็บ และในที่สุดก็ได้เจอเพื่อนที่จุด Finish แถมยังมีโอกาสไปยืนรอรับเจ้นาง ซึ่งวิ่งมาถึงโดยไม่บาดเจ็บเสียด้วย

มีหลายคนและหลายสิ่งที่ต้องขอบคุณ ทั้งกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่รู้เรื่อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันยึดเป็นที่พึ่งทางใจ ขอบคุณเวียงเจียงใหม่ กับอากาศเย็นสบาย และแดดหนาวที่ส่องผ่านหมอกมาอย่างเมตตา ขอบคุณเจ้นาง เพื่อนร่วมทางที่อยู่ด้วยกันตลอดทางอย่างสบายใจ ดีใจที่ได้ที่พักทำเลโอเค มีเตียงที่ฉันหลับสบายได้ในคืนก่อนมาราธอน ขอบคุณพิซซ่าร้าน by Hand ขอบคุณสปอนเซอร์ทุกราย อาหารอันเพียบพร้อมทั้งกล้วยหอมลูกโต เบอร์เกอร์แมค ข้าวไข่เจียว และ 100+

“นี่เป็นมาราธอนครั้งแรกที่ดีมาก” ฉันน่าจะบอกกับทุกคนได้อย่างนี้ โดยไม่ต้องสนใจเลยว่าตัวเองใช้เวลาวิ่งไปนานแค่ไหน 

คงไม่ต้องถามกันเรื่องความเหนื่อย แต่ถ้ามีคนถามว่าวิ่งมาราธอนสนุกไหม ฉันคงตอบได้ว่า เฮ้ย ก็สนุกดีนะ! 😆

(ตอนพี่ภูหันมาบอกตอนรอปล่อยตัวว่า ‘วิ่งให้สนุก อย่ากดดันตัวเอง’ นั่นฉันยังนึกไม่ออกเลย ว่าคนเราจะวิ่งมาราธอนโดยไร้ความกดดันและสนุกกับมันได้อย่างไร)

เรียนชีวิตจากการพายเรือ

มาตรฐาน

-นั่งเรือ-

ยายกับตามีบ้านอยู่ริมแม่น้ำตาปี สมัยฉันยังเล็กถนนหลังบ้านยายยังไม่มี การคมนาคมหลักยังอยู่ในแม่น้ำ จึงมีโอกาสโดยสารเรือหลายลำ ตั้งแต่เรือติดเครื่อง เรือพาย ไปจนถึงเรือแจว ซึ่งก็น่าทึ่งไม่ใช่น้อยที่ภาพ เสียง และความรู้สึกระหว่างอยู่ในเรือลำที่ยายขนผัก ดอกบัว และอื่นๆ ไปขายที่ตลาดตอนเช้ามืดยังประทับอยู่ในใจแบบไม่มีอะไรมาเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความมืดตึ้ดตื๋อ ความเย็นของอากาศ กลิ่นและความกว้างของแม่น้ำ ดาวบนฟ้า จังหวะที่เรือโยนตัวขึ้นลงตามคลื่น และเสียงเครื่องเรือกับความเร็วที่พาเราแล่นตัดกระแสน้ำไป

ชีวิตวัยเด็กที่เชียงใหม่ แม้จะอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ชาวเชียงใหม่ถนัดใช้แต่รถแดงกับรถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ได้มาลงเรือกันอีกก็โน่นเลย เรือเฟอรี่สำหรับข้ามไปเที่ยวเกาะสมุยตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.1 เป็นเรือลำใหญ่เท่าตึกที่ให้ความรู้สึกนิ่งมาก เราแทบไม่รู้สึกว่าในทะเลมีคลื่น จนโตกว่านั้น เอ็นท์ฯ ติดธรรมศาสตร์ฯ ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้าง ฉันได้รู้จักกับเรือข้ามฟากครั้งแรกที่ท่าพระจันทร์ ได้เรียนรู้จังหวะการก้าวขึ้นลงระหว่างเรือกับโป๊ะ เป็นพื้นฐานให้การกระโดดลงเรือด่วนเจ้าพระยาในเวลาต่อมา จะใช้เรือด่วนฯ ต้องมีไหวพริบและคล่องแคล่วแพรวพราวกว่าเรือข้ามฟากนะ โดยเฉพาะตอนเรือเพียบคนบนน้ำเต็มฝั่ง และคลื่นลูกโต

บนเรือด่วนเจ้าพระยา ฉันได้เรียนรู้ว่าช่วงเวลาบนนี้คือการเรียนรู้จักการยอมรับและจำนนต่อชะตากรรม เพราะถึงเราจะรีบแค่ไหน พอก้าวลงเรือแล้วเราไม่มีทางไปได้เร็วกว่าที่สายน้ำและคนขับเรือจะเมตตา ฉะนั้น ระหว่างจุดนี้ไปจนถึงจุดหมายปลายท่า สงบใจชิลล์กับวิวสองฟากฝั่งไปจะดีกว่า

ระหว่างเรียนมหา’ลัย แอบหนีไปเที่ยวเกาะกับเพื่อนหลายแห่ง ที่ประทับใจคือเกาะเสม็ด คลื่นลมในทะเลขากลับมันแกว่งไกวจนลืมไม่ลง เราอยู่บนเรือประมงขนาดย่อม ลอยไปบนยอดคลื่น เจอทั้งฝนและแดด ตอนนั้นถึงกับนึกว่า หนีแม่มาเที่ยวคราวนี้ไม่รู้จะรอดกลับไปไหม แต่แล้วก็รอดกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นหวาดเสียวแต่สนุกมาก

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดมาตลอด ถ้าไม่กลัวน้ำเกินไป เรือจะเป็นอีกออปชั่นที่ดีสำหรับการสัญจรอันว่องไว ฉันว่าฉันชอบฟีลลิ่งของการโดยสารเรือในคลองแสนแสบจากท่าผ่านฟ้าไปประตูน้ำนะ ถึงกลิ่นจะแปลกไปจากแม่น้ำ แต่ชีวิตสองฟากคลองมันน่าดู แปลกตรงที่วิวของเส้นทางจากประตูน้ำถึงคลองตัน และคลองตันไปจนสุดสายที่วัดศรีบุญเรืองก็ต่างออกไปอีก น่าสนใจออก และดูเหมือนจะเป็นในคลองแสนแสบนี่แหละที่เป็นการโดยสารเรือที่ตื่นเต้นที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเที่ยวกลับเข้าเมืองตอนเย็นๆ ตอนฝนตกฟ้าคะนอง คลื่นในคลองสูงเกือบเท่าแม่น้ำ เพิ่งสวนกับเรืออีกลำ และกำลังจะผ่านช่องตอม่อใต้สะพานปูน ถ้านั่งหัวเรือ จังหวะที่เรือเงิบขึ้นตามคลื่นแล้วทิ่มหัวลงมานี่ เป็นอะไรที่เสียววาบได้แบบไม่อาจทำใจให้ชิน เรือในคลองแสนแสบเป็นอีกครั้งที่ทำให้ตระหนักว่าหลังจากก้าวลงเรือแล้ว ชีวิตเราอยู่ในมือคนอื่นอย่างแท้จริง

งานที่เคยทำช่วยเปิดประตูประสบการณ์ให้กว้างขึ้นอีกนิด เพราะการทำงาน ทำให้ได้สัมผัสกับเรือหลายประเภท ตั้งแต่แพไม้ไผ่สำหรับล่องลำธาร เรือใบที่แล่นได้ด้วยลม ไปจนเรือยอชท์ สปีดโบ๊ต กระทั่งเรือหัวโทง เรือยางตอนไปเที่ยวทีลอซู อ้อ เรือสำราญจริงๆ ก็เคยขึ้นไปชมมาแล้ว ตอนเรือมาแวะพักที่กรุงเทพฯ ณ ท่าเรือคลองเตย บนนั้นมีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำไปจนโรงละคร

แน่นอนว่าฉันไม่พลาดโอกาสสัมผัสเรือพายสายอีโคทัวริสม์อย่างคายัก เคยพายตอนสาวๆ แต่ไม่ไกลหรือนานพอจะประกาศได้ว่า ฉันพายเรือคายักเป็นจนได้มีโอกาสจับพายคายักจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้เอง

-พายเรือ-

ตอนยังเล็กเห็นผู้ใหญ่พายเรือแล้วชวนให้คิดว่าเรือพายง่าย จริงๆ คือไม่เลย เคยลองหัดพายเรือลำเล็กในท้องร่องที่ดูเหมือนยายจะใช้เก็บบัวหรือใช้รดน้ำผักในท้องร่อง ในความรู้สึกคือไม้พายทั้งใหญ่ ยาว และหนัก ไอ้เราก็ยังตัวเล็ก แค่จะยกจับให้ถนัดยังทำไม่ได้ดี ถ้าไม่มีขอบดินของท้องร่องทำหน้าที่เป็นแทร็กให้ สงสัยมีเป๋ พายวนเป็นวงกลม ก็เลยจบอยู่แค่นั้น พอเขาตัดถนนหลังบ้านยายเรียบร้อย บทบาทของเรือที่บ้านตายายรวมทั้งบ้านอื่นๆ ด้วยก็ลดลง ตาไม่ได้ออกไปหาปลา ยายไม่ได้ไปตลาด เรือลำเล็กๆ หายไปทีละลำ เรือลำใหญ่ถูกถอดเครื่อง ยกขึ้นคาน แล้วฉันเลยไม่ได้หัดพายเรืออีก

พอเจ้หนกชวนไปทริป Smile Riders on Tour ซึ่งคราวนี้จะไม่ได้ไปปั่นจักรยานยิ้มกันเหมือนเคย แต่เป็นการทัวร์วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ย่านอำเภอบางคนที สมุทรสงคราม ด้วยการ “พายเรือคายัก” จากตลาดน้ำท่าคา ลัดเลาะจากคลองท่าคาไปถึงคลองบางน้อย ในลำคลองที่ผู้คนยังคงพายเรือสัญจรกันจริงๆ ..ไม่ต้องจินตนาการกันมากมาย ฉันกด Going อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รอชวนเพื่อน

คายักแบบที่เห็นกันบ่อยๆ เป็นเรือที่ทำจากวัสดุทนทาน ค่อนข้างสมบุกสมบัน และขนย้ายง่าย ฉันพอจะรู้คอนเซ็ปท์ของการพายเรือคายักจากไม้พายที่แตกต่างจากเรืออื่นๆ คือมีพายอยู่ทั้งสองด้าน ปลอยสองข้างของพายก็บิดออกจากไม้พายในองศาที่ต่างกัน ต้องใช้แขนทั้งสองและการบิดข้อมือในการพาย พายข้างซ้ายสลับกับขวา ประมาณนี้ ซึ่งก่อนเอาเรือลงน้ำพี่ทัพ ผู้นำกิตติมศักดิ์ของเราซึ่งไม่เคยจัดคายักทัวร์ในประเทศมาก่อนได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือ พาย หลักในการพาย แต่ในส่วนของเทคนิคนั้น เรียกว่าได้เรียนรู้ระหว่างพายจริง learning by rowing ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อพวกเราขนเรือลงน้ำเรียบร้อยแล้ว

ตอนหัดปั่นจักรยาน (ก็นานจนเกือบลืมละเนอะ) เราต้องเรียนรู้ที่ทรงตัวระหว่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หัดเลี้ยวซ้ายหรือขวา ปรับตัวปรับสมดุลบนอานได้เมื่อไหร่ก็คือปั่นจักรยานเป็น คายักก็เช่นกันนะ ก่อนจะพายไปข้างหน้าอย่างเร็วฉิว เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่การลงเรืออย่างไรไม่ให้คว่ำ ตำแหน่งอันเหมาะสมในการนั่ง นั่งยังไงถึงจะสมดุล พายแล้วได้แรง จับพายยังไงในสถานการณ์แบบต่างๆ ฯลฯ ยิ่งในเรือคายักแบบพายคู่ ก็ต้องมีความสอดคล้องของการพาย (ไม่รู้เหมือนการปั่นจักรยาน Tandem ไหมสิ เพราะยังไม่เคยลองปั่นกับใครเลย) เนื่องจากคนนั่งหน้ากับคนหลังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราแต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองไป เพื่อให้เรือเคลื่อนที่ พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลกดีตอนเรา 14 ลำ เริ่มออกตัวไปในคลองเล็กๆ ด้วยอาการเป่ไปมา เพราะยังหาความสมดุลระหว่างสองข้างของด้ามพาย สมดุลบนตัวเรือ สมดุลของการออกแรง และยังไม่รู้วิธีหยุด ขำกันจะตาย พายไปก็หัวเราะไป บางทีต้องตะโกนบอกลำข้างหน้าบ้าง ข้างๆ บ้าง ให้ระวัง เพราะว่าเรือเรากำลังจะชน จากนั้นก็พาตัวเองไปเสียบเข้าที่ริมตลิ่ง เพื่อที่แป้บเดียวก็พาเรือเป๋ออกมากลางคลอง ไปชนเรือเพื่อสักลำอีก

จนกระทั่งเราเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับทิศทาง คัดท้าย ที่จะตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วด้วยการใช้มือ ใช้ข้อมือ ใช้ลำตัว หรือ core muscle แบบที่พี่ทัพบอกนั่นแหละ เราถึงจะพอควบคุมเรือได้ดังใจ พอพบสมดุลนี้ก็พอจะบอกได้ว่าการพายคายักเป็นการพายที่ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย ต้องเรียนรู้และฝึกประมาณนึง จึงจะรู้สึกสนุก สำหรับฉันซึ่งเป็นคนพายคัดท้าย โดยมีคนข้างหน้าซึ่งหลับหูหลับตาใช้เรี่ยวแรงจ้ำพายอย่างเดียวอย่างเพื่อนอิ๋ว ฉันค้นพบอะไรบางอย่าง คือฉันต้องสังเกตอิ๋วและสังเกตทิศทางของเรือไปในเวลาเดียวกัน แล้วก็คอยขยับร่างกาย ใช้ core muscle บังคับให้หัวเรือเบี่ยงไปทางซ้าย หรือขวาในจังหวะที่เหมาะสม คอยเบรกก่อนเรือจะพุ่งชนตลิ่งหรือเรือลำข้างๆ แล้วก็คอยส่งแรงในจังหวะที่เราสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้ตรงๆ

ตอนที่เริ่มเข้าใจศิลปะในการพายเรือ เริ่มสนุกกับการพายกันแล้ว ตอนนั้นเราอยู่ในคลองที่กว้างขึ้น น่าจะใกล้ถึงคลองบางน้อยเข้าไปทุกที เป็นจังหวะพายตามน้ำที่ไหลเชี่ยว จากน้ำกำลังไหลลงออกคลองหรือแม่น้ำที่ใหญ่กว่าข้างหน้า เรือไหลอย่างเร็ว มันส์มากๆ แล้วลมก็วูบมาอย่างแรง ก่อนที่ฝนซึ่งตั้งเค้าอยู่นานแล้วจะเทกระหน่ำลงมา

เร็วจนหยิบเสื้อกันฝนมาสวมไม่ทัน ตอนนั้นไม้พายถูกวางไว้ตามแนวยาวของเรือ เรือของเราแทบจะออกไปหมุนอยู่กลางคลอง ฉันกับอิ๋วต้องช่วยกันพายและคัดท้าย เลาะเข้ามาเกาะกลุ่มกันเข้าไว้ ตั้งสติกับฝนอยู่แป้บนึงพี่ทัพก็นำไปต่อ เพราะหยุดรอไปก็ไม่ได้ดูปลอดภัยอะไร ตลิ่งสองฟากเป็นเขื่อน ท่าน้ำแถวนั้นก็ไม่มี ผ่านช่วงนั้นมาได้พักนึงเราก็ถึงบางน้อย ขนเรือขึ้นฝั่งแล้วก็เดินเที่ยว ก้นแฉะกันทุกคนเลยตอนเดินตลาด แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกจริงๆ

การพายคายักไม่ได้แค่ทำให้ฉันนึกถึงการปั่นจักรยาน แต่ยังนึกถึงการเต้นรำด้วย การพายเรือคายักคู่เป็นเรื่องที่คนสองคนต้องสื่อสารและทำงานอย่างสอดคล้องกัน กรณีที่ไม่ได้สื่อสารกัน คนนั่งท้ายก็ต้องอ่านคนข้างหน้าให้ออก แล้วเคลื่อนไหวไปตามการนำของคนข้างหน้า คอยแก้ไขสถานการณ์ถ้ามันกำลังจะแย่ และคอยเสริมกำลังในจังหวะที่เหมาะสม

ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเปรียบการพายคายักคู่จะเหมือนชีวิตคู่แบบที่โบราณบอกว่าผัวเมียเหมือน “ลงเรือลำเดียวกัน” ไหม เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่คิดว่าชีวิตคู่ต้องมีคนนำและคนตามชัดเจน หรือต้องติดแหง็กในสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้ขนาดนั้น ในความคิดมันน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายกับการปั่นจักรยานทัวริ่งสองคันร่วมทางกันไป คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนชมวิว กินข้าว จิบกาแฟ ชนกระป๋องเบียร์ คอยฟังตอนอีกคนบ่น ชมดาวชมจันทร์ตะวันขึ้นตะวันตก ฯลฯ เป็นเพื่อนกันตลอดทาง (หรือจนกว่าจะแยกทางกัน) มากกว่า

ฉันคิดว่าการพายเรือคายักคู่สอนเราทุกคนได้อย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก คือการทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภารกิจอะไร หากมันไม่ใช่การโชว์เดี่ยว จะต้องมีการเรียนรู้ถึงการสื่อสารและการประคองจังหวะอันสมดุลในการเคลื่อนที่อย่างสอดคล้องของคนสองคน เพิ่ม และลดให้ถูกจังหวะ เบรกเมื่อสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว อิสระ อินดี้ ไม่มีครอบครัว ไม่มีรูมเมท ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ระเบียบวินัย ไม่ต้องแคร์ใครนอกจากแมว เพราะไม่มีกระทั่งแฟนหรือคนรักอย่างฉันนี่แหละ

อย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ

มาตรฐาน

6972

 

“ตื่นเต้นไหม?”

ก่อนถึงวันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในรายการนาวิกโยธินมาราธอน 2016 ที่สัตหีบ วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนที่จะไปวิ่งด้วยกัน แต่สำหรับเขาเป็นฮาล์ฟฯ ครั้งที่สองแล้วถาม

จริงๆ ต้องตอบว่าตื่นเต้นมาตลอด ตั้งแต่ก่อนวิ่งรอบกว๊านพะเยาราวหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้  ในวันที่ 29 พฤษภาคมแล้ว ตอนนั้นซ้อมไปก็ใจกล้าๆ กลัวๆ  รับ BIB เสร็จนั่งรถวนรอบกว๊าน สำรวจเส้นทาง บอกตรงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จะวิ่งจบไหม วันรุ่งขึ้นก็วิ่งไปทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะวิ่งจบไหม แต่ขอลองดูก่อน ปรากฏว่าวิ่งจบโดยไม่บาดเจ็บ (มีแค่เล็บช้ำกับตุ่มน้ำ) ดีใจมาก ตอนนั้นเชื่อเลยว่าวิ่งได้เพราะซ้อมมาอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายพร้อม  สำคัญคือมีกองเชียร์ช่วง 5 กิโลสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ถ้าไม่มีเสียงเชียร์ เป็นได้ว่าอาจถอดใจเดินมาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 19 แล้ว

จากนั้นกราฟของความรู้สึกบางอย่างก็ตกลงมาหน่อย ส่งผลต่อการซ้อมเตรียมไปฮาล์ฟฯ แรกพอควร รอบก่อนเคยซ้อมได้ครบถ้วนตามเป้า รอบนี้กลายเป็นซ้อมไม่ครบ หมดแรงกาย  เพลีย ไม่แน่ใจว่ายังไม่หายเหนื่อย หรือเพราะ passion ที่เคยมีอยู่พร่องไป ระหว่างนั้นก็มีประเด็นเรื่องงานที่ชวนลุ้นอย่างหวาดเสียวแทรกเข้ามาอีก เป็นภาวะที่เบียดเบียนการซ้อมกลายๆ ความพร้อมก่อนลงสนามวิ่ง 21K เลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่

ก่อนออกเดินทางเพื่อไปวิ่ง 1 วัน กลายเป็นวันแรกในที่ทำงานใหม่ หลังจากวันก่อนหน้านั้นเพิ่งเก็บกวาดโต๊ะทำงานในที่ทำงานเก่ามาหมาดๆ ความรู้สึกหลายอย่างยังประดังประเด ทั้งกังวล สับสนและ ฯลฯ จนต้องบอกตัวเองว่าพอแล้ว กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ “รอเจอมันเลยเหอะ” กับทุกๆ เรื่อง รวมทั้งฮาล์ฟฯ แรกด้วย จากนั้นก็ปล่อยๆ บอกตัวเองว่าจะจบหรือไม่จบ เวลาจะได้เท่าไหร่อย่าไปสนเลย วิ่งให้สนุก เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ กันดีกว่า

แล้วฉันก็ได้พบประสบการณ์ใหม่ในสนามนี้จริงๆ

ตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็นตัวเป็นตนมา ยังไม่เคยยอมสมัครใจวิ่งตากฝน กลัวฟ้าผ่าบ้าง กลัวลื่นล้มบ้าง กลัวป่วย กลัวโป๊ กลัวนั่นกลัวนี่ แต่หลักๆ คือไม่อยากให้รองเท้าเลอะสกปรก และพังเร็ว แต่งานนี้เราเจอฝนกันตั้งแต่ตื่น ฝนตกจริงจัง เป็นเม็ดๆ ทำให้พื้นเปียก มีน้ำขัง และทำให้คนทั้งเปียกและหนาว ตกมานานก่อนปล่อยตัว ปล่อยตัวแล้วยังตกอย่างนั้นอยู่เกือบสี่สิบห้านาทีได้ ปล่อยตัวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นทางขึ้นเขา อย่างชัน ขึ้นแล้วก็ลงมา แล้วก็ขึ้นอีก แล้วก็ลง แล้วก็ขึ้น ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้อยู่พักใหญ่ ฉันยังก็ยังพอวิ่งไปได้โดยการไต่ขึ้นช้าๆ อาศัยแรงไหลจากช่วงลงเนินไต่ขึ้นเนินต่อไป แล้วก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาดจากรองเท้าที่น่าจะเกิดจากน้ำระหว่างพื้นรองเท้ากับแผ่นรอง เรียกว่าการวิ่งครั้งนี้ นอกจากมีเสียงหายใจออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก็ยังมีเสียงแฟ่ดๆ จากพื้นรองเท้าดังเป็นจังหวะเป็นเพื่อนไปแทบจะตลอดการวิ่ง

ลงจากเขา ก็เจอเนินซึม ขึ้นบ้าง ลงบ้าง  ข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ฉ่ำตา ชวนให้นึกว่าเวลาปกติเราไม่ยักออกมาเดินเล่นตากละอองฝนชมนกชมไม้ ได้กลิ่นดอกหอมๆ ของประดู่กับมะขามอย่างนี้บ้าง พอฝนเบาลงไป  แรงก็เริ่มหมด เริ่มเดิน เริ่มหิว เริ่มหยิบกล้วยตากที่เหน็บกระเป๋าข้างขากางเกงออกมากิน  พร้อมๆ กับรู้สึกว่าฝ่าเท้าเริ่มทะเลาะกับแผ่นรองรองเท้า สงสัยจะผูกเชือกรองเท้าแน่นไป และเริ่มมีอาการแหม่งๆ ที่นิ้วเดียวกันของเท้าอีกข้าง ช่วงที่พาตัวเองวิ่งเลาะดงตาลไปกลับตัวครั้งแรกริมอ่าวดงตาลนี่บอกเลยแรงจะหมดแล้ว ปกติระแวงแตงโมมาก แต่คราวนี้เจอแล้วกินเลย ต้องการเรี่ยวแรง

กลับตัวแล้วก็พยายามวิ่งเรื่อยๆ เหนื่อยจนคิดว่าไม่ไหวก็เดิน  แต่พอเริ่มวิ่งอีกก็จะรู้สึกระบมที่เท้าและนิ้วเท้าเจ้าปัญหาเหล่านั้นเป็นพิเศษ พานให้เกิดอาการงอแง ไม่ยอมวิ่งต่อเนื่องได้ยาวๆ (คือมันก็เหนื่อยด้วยแหละ) เลยหยุดเดินอีกเรื่อยๆ แต่ก็พยายามละ แต่ดียังพอหากำลังใจได้จากนักวิ่งอื่นๆ เป็นคุณลุงที่วิ่งอย่างสตรองบ้าง คนวัยเดียวกันหรือเด็กกว่าที่ดูพยายามวิ่งมากๆ บ้าง

ฉันพยายามพาตัวเองไปข้างหน้าด้วยการวิ่งมากกว่าเดินจนมองเห็นอ่าวเตยงามอยู่ข้างหน้า  นั่นคือจะถึงเส้น finish แล้วใช่ไหม แต่ทำไมนาฬิกาบอกระยะอยู่แค่ประมาณ 17 โลกว่าๆ  หรือ GPS เพี้ยน ฯลฯ …ที่ไหนได้ ต้องเลี้ยวขวาไปกลับตัวอีกเกือบสองโลจ้า โอย แรงจะหมดแล้วๆ วิวช่วงนี้สวยมาก เป็นช่วงน้ำลงเห็นก้นอ่าวแห้งๆ โล่งๆ ยาวจากฝั่งหลายร้อยเมตร ก็อยากจะหยุดถ่ายรูปเหมือนบางคน แต่กลัวเครื่องดับจริง เลยแค่เก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

วิ่งผ่านบ้านพักริมอ่าวเตยงามอีกครั้งก็จำได้ว่า ดงเตยทะเลตรงนี้นี่เองที่เราเคยมาพักกับเพื่อนวารสารฯ ยังจำได้เลยว่าทะเลสัตหีบสะอาดและสวยมาก แดดจัด เลยได้เห็นว่าน้ำทะเลทั้งลึกและใส

วันนี้แม้สัตหีบจะมีฝนตกยาวมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่ฝนตก  ฟ้าหม่น เพราะถ้าแดดออก ฟ้าใส เหมือนสัตหีบในความทรงจำ ฉันคงจะจอดตั้งแต่กลางทาง หรือไม่ก็อาจจะจบด้วยการเดิน

วิ่งฮาล์ฟฯ ครั้งแรกในสภาพตากฝนขึ้นเขา บรรยากาศเทาหม่นดูเย็นชา แต่ไม่หรอก นั่นคือความปราณีจากดินฟ้าอากาศต่างหาก

เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับฝนแล้วเลิกกลัวฝนได้เสียที 😉

 

 

ป.ล. ฮาล์ฟมาราธอนแรกทำเวลาไม่ดีเท่าวิ่ง 26K แรก แต่ประทับใจทั้งสองรายการ ดีใจที่ตั้งใจจะมาวิ่ง ดีที่ตั้งใจซ้อม โล่งใจที่ไม่บาดเจ็บ ยินดีจริงๆ ที่มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้แบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

ครบปีที่เริ่มวิ่ง

มาตรฐาน

image

มันจริงหรือเปล่าที่ว่า หลายสิ่งในชีวิตรอเวลาให้เราค้นพบ

หลังจากเดินได้ไม่นาน คนเราก็เริ่มเรียนรู้ที่จะวิ่ง แต่นักวิ่งส่วนใหญ่ไม่ยักเริ่มวิ่งจริงจังตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็น มาเริ่มกันหลังจากนั้นตั้งนมนาม ด้วยสาเหตุแตกต่างกันไป

บางคนวิ่งเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี เป็นพรสวรรค์ เรียกว่าคนกลุ่มนี้มีต้นทุนสูง พอได้รับการส่งเสริม ได้พัฒนาศักยภาพ ก็ไปได้ไกล กลายเป็นนักกีฬาอาชีพ ได้เรียนหนังสือ ได้สร้างชื่อเสียง รับใช้ชาติ แต่บางคนไม่ได้มีต้นทุนสูงขนาดนั้น แต่ได้มาวิ่งเพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคนอื่น วิ่งในแบบของตัวเอง อาจจะไม่ใช่เพื่อรับใช้ชาติเหมือนนักกีฬาทีมชาติ แต่ก็เพื่ออะไรบางอย่าง ที่แต่ละคนก็คงมีคำตอบของตัวเองต่างกันไป

ฉันเองก็คงจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

-ก่อนวิ่ง-

ทุกคนรู้มานานถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย และการวิ่งก็ดูเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องมีองค์ประกอบเยอะยุ่ง ไม่ต้องมีชุดเฉพาะ สนาม หรืออุปกรณ์อย่างว่ายน้ำ ตีเทนนิส ปิงปอง เล่นเรือใบ ชกมวย หรือแม้แต่ตีแบดที่อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนตีด้วย จะวิ่ง เอาจริงๆ แค่มีรองเท้าสักคู่ (บางกรณีไม่ต้องใส่รองเท้าก็ได้ อย่างวิ่งบนหญ้าหรือหาดทราย) ไม่ต้องเป็นรองเท้าวิ่งด้วยซ้ำ แค่นี้ก็วิ่งได้แล้ว

คิดดูก็ง่าย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ไม่ใช่ว่าแค่ใส่รองเท้า ผูกเชือกแล้วออกไปวิ่งกันได้ปร๋อขนาดนั้น

ราวๆ สิบกว่าปีก่อน ฉันเคยคิดว่าเราน่าจะออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง งั้นพรุ่งนี้จะวิ่งละนะ ก็ไปซื้อรองเท้าวิ่งอาดิดาสลดราคามาคู่นึง รุ่งขึ้นก็เริ่มวิ่ง… แต่วิ่งไปได้สัก 200-300 เมตรก็พบว่าหัวใจเต้นแรง ถี่แรงมาก เข้าใจว่านี่คืออาการก่อนหัวใจวายแน่นอน รู้สึกกลัวมาก หลังจากนั้นเลยเก็บรองเท้าลงกล่องเลย เก็บไว้เมื่อเอามาใส่อีกที พื้นรองเท้าหลุดเป็นชิ้นๆ ถึงกาลอวสานไป พร้อมกับบอกตัวเองว่า ตัวเองไม่เหมาะจะวิ่ง จบไปตั้งแต่บัดนั้น

เวลาผ่านไป อายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการเผาผลาญลดลง น้ำหนักตัวมากขึ้น (sad but true) เพื่อนสาวเริ่มวิ่งกัน ไดเอ็ตอดอาหารอดข้าวอดแป้งกันบ้าง ฉันก็ยังเฉย ยังไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเป็นเรื่องราว ที่ปั่นจักรยานบ้างก็เพราะมันช่วยคลายเศร้า ช่วยให้สนุก มีความสุข เพราะจักรยานคือวิถีของการพึ่งตัวเอง คือวิธีเดินทาง ที่ฝึกโยคะบ้าง อันที่จริงน่ะ ฝึกมานานแล้ว แต่ไม่ต่อเนื่องตามประสาคนไม่มีความมุ่งมั่นหวังผลเลิศ ก็เพราะมองว่าการฝึกโยคะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจตัวเอง เป็นเรื่องของสมาธิ เป็นการฝึกฝน และการสื่อสารกับตัวเอง (ก็ไม่ได้พยายามสื่อสารอะไรมากมายหรอก แค่ไม่ได้มองว่ามันคือการเบิร์น คือวิถีแห่งการมีรูปร่างสุดเซี้ยะอะไรแบบที่สาวๆ หลายคนมอง) ส่วนการอดอาหารก็ไม่ใช่แนว ก็ยังคงใช้ชีวิตเรื่อยๆ สบายๆ ไปแบบที่พอใจ ไม่เร่งรัด บังคับตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งโพสต์รูปฉันที่ตัวเองถ่ายแล้ว tag ฉันด้วย …ช่างเป็นรูปพอร์ตเทรตที่ถ่ายได้อ้วนใหญ่มาก มากจนแอบโกรธ แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะโกรธหรอ คือเพื่อนก็คงดูว่าเป็นรูปที่สวย คม องค์ประกอบอื่นๆ ดี ฯลฯ ตัวแบบก็กำลังยิ้มแย้มเฮฮา …แต่กูอ้วนมากไงคะเพื่อน

เกือบทำใจได้ละ ก็ต้องมาโกรธอีกทีตอนผู้ชายอีกคนที่เห็นรูปนี้พูดวิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างของฉัน คือมันมีหลายคำมากที่เสียดแทงใจแม้ว่าเราจะคุยกันในขอบเขตของคำสุภาพ เพราะไม่ได้สนิทกันมากขนาดเพื่อนที่จะพูดอะไรตรงขนาดเพื่อนพูดกับเพื่อน แต่คำที่มันโดนมากแบบจำได้ไม่ลืมเลยคือ “มีน้ำหนักตัวมาก”

ตอนแรกก็ แล้วไง น้ำหนักตัวมาก ก็ไม่ได้ไปอยู่บนหลังเท้าใครป้ะ? แล้วก็เริ่มคิด …ถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนรังเกียจรูปร่างหรือหน้าตาของตัวเอง (จึงไม่เคยคิดจะปรับปรุงส่วนใดๆ อย่างจริงจังด้วยวิธีใดๆ เลยยย) แต่มันก็เออ ในรอบสองปีนี้มันก็มากขึ้นจริงๆ กางเกงยีนส์รุ่นใหม่ๆ เริ่มคับ อย่าว่าไปถึงกางเกงรุ่นเก่าที่ซื้อมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก เพรียวกว่านี้ และถึงแม้จะไม่ได้รังเกียจหุ่นตัวเอง แต่เออ…ฉันรับเซลลูไลต์แถวๆ ต้นขากับสะโพกไม่ได้นะ

บอกตัวเองว่าคนเราไม่ควรมีขาแบบนั้น ถึงขาจะใหญ่ แต่แบบที่ควรจะเป็นคือขาที่มีผิวเรียบตึง ไร้เซลลูไลต์

-เริ่มวิ่ง-

ฉันจึงเริ่ม search จะเริ่มยังไงดีแบบไม่ให้หัวใจวาย รองเท้ามีแล้ว ซื้อเมื่อสองสามปีก่อนหน้านี้ ตอนเริ่มมีกระแสรักเจ็ดปีฯ ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่งไปวิ่งอยู่แล้ว ฉันก็ติดตามอยู่ ได้รองเท้ามาก็ว่าจะวิ่งละ ถามอะไรเขาไปเยอะเหมือนกัน เขาก็แนะนำมาบ้าง ฉันก็ไปสอยรองเท้ามิซูโน่ตามรอยลุงมู (ราคามิ) อยากจะอินไปกับหนังสือของแก แต่ก็ยังไม่ได้ฤกษ์เริ่มวิ่งจริงจัง เหนื่อยไง วิ่งเมื่อไหร่ก็เหนื่อยนะ น่าจะยังไม่ถึงเวลาที่จะเริ่ม จนคราวนี้มา Search เจอโปรแกรมซ้อมให้วิ่งได้ 5K ใน 35 วัน ของครูดิน สถาวร จันทร์ผ่องศรี ก็ได้เริ่มต้นในวันนี้ของปีก่อนเลยแหละ วันที่ 6 มิถุนายน 2558

เริ่มจากการเดิน วันแรกๆ ของโปรแกรมเป็นแบบนั้นเดินช้า เดินช้าสลับกับเดินเร็ว เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินช้า เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินเร็ว ฉันก็ทำตามเป็นวันๆ ไป ตั้งใจพอควรเลยเพราะคิดว่า เอ้อ จบโปรแกรมแล้ว ถ้าเราวิ่ง 5K ได้พลิ้วๆ จะฉลองด้วยการวิ่งไปปากซอย ซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวแล้วขึ้นรถสองแถวกลับมากินบ้าน

ระหว่างโปรแกรม เพื่อนสาวที่วิ่งกันอยู่แล้ว พากันไปสมัครวิ่งฟันรันบ้าง มินิบ้างกันแล้วก็มาชวนไปเรียนกับครูดินที่ลานจามจุรี ก็ไป ก็พบว่า เออ ดีจังที่เราได้มาเรียนตอนที่กำลังเริ่มต้นจะวิ่ง จะได้เริ่มอย่างเหมาะควร และรู้ว่าควรทำอะไร ควรเลี่ยงอะไร ควรระวังอะไร ถึงกับชวนกันสมัครไปคอร์ส “วิ่งกับเพื่อนที่เรารัก” ที่ครูจัดที่นครนายกด้วย ก่อนจะถึงวันเข้าคอร์ส ด้วยความนอยด์ กลัวว่าในคอร์สจะมีการถามถึงประสบการณ์การวิ่ง ซึ่งฉันยังไม่มีเลยสักสนาม ก็เลยไปสมัครฟันรัน 6.2K งานวันแม่ของศูนย์ประชุมฯ ไว้ ซึ่งพอถึงเวลาก็ไปวิ่งสลับกับเดินจนครบระยะ ก็ตอนนั้นพัฒนาการการซ้อมวิ่ง 5K ยังมีแค่วิ่งต่อเนื่องนาน 20 นาทีได้แค่หนเดียวเองมั้ง

เทรนตัวเองตามโปรแกรมวิ่ง 5K มาจนครบ ก็ยังวิ่ง 5K ต่อเนื่องไม่ได้ ก็รู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก ทำไมเราถึงอ่อนอย่างนี้นะ ฯลฯ ภาวะตอนนั้นเหมือนเคว้งนิดๆ ว่า อ้าว จบโปรแกรมนี้แล้วจะฝึกยังไงกันต่อล่ะ พอได้ข่าวว่าครูรับสมัครเข้ากลุ่มวัดใจ ThaiCom10K นี่ก็รีบไปสมัครกับเขาเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสถิติ 5K สักครั้ง แอดมินถามถึงสถิติ 10K ที่ดีที่สุด, 10K ครั้งสุดท้าย เพื่อจะตั้งเป้าเวลาวิ่ง 10K หลังจบโปรแกรม ก็ไม่มีกับเขา กะประมาณเป้าเอาว่า ขอวิ่ง 10K ได้ในเวลา 70 นาทีก็จะดีใจมากแล้ว …แต่คุณพระคุณเจ้า โปรแกรมนี้คือโปรแกรมพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของนักวิ่งที่ควรจะมีประสบการณ์มาส่วนหนึ่งแล้ว โปรแกรมการฝึกถึงได้โหดหิน ยิ่งนัก

จำได้ว่าตามโปรแกรมต้องส่งการบ้านเป็นผลการวิ่ง 10K ครั้งแรกในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ฉันก็ไปลงวิ่ง 10K ครั้งแรกในชีวิตที่งาน “Thai Health Day 10K Run” เพื่อมีการบ้านส่งวันนั้น จากนั้นไม่กี่วัน เสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2558 โปรแกรมซ้อม ให้ไปความเร็วเหนื่อยหอบยาว 13K …โห ก้าวกระโดดม้าก แต่ฉันก็อุตส่าห์วิ่งจนได้ ตั้งใจแค่ไหนคิดดู กลับมาถึงเปิดทีวี เจอข่าววิศกรรมปารีส ลืมไม่ลงทีเดียวล่ะเช้าวันนั้น อีกพักต่อจากนั้นโปรแกรมก็ให้ฉันได้ลองวิ่งไกลออกไปอีก ถึง 15-16K เกินระยะที่เราจะวิ่งกันจริงๆ อีกเสียอีก ช่วงนี้เริ่มมีเจ็บกล้ามเนื้อข้างหน้าแข้งด้านในของขาขวาที่หมอเรียก Shin Splint แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร คิดว่าเป็นอาการเจ็บปกติจากการวิ่ง ก็ยังคงซ้อมไป คงมีความรู้สึกบางอย่างมาช่วยให้ไม่ใส่ใจกับอาการเจ็บด้วย ประมาณเป็นความปลื้มปิติว่า เฮ้ย ด้วยขาของเรา เราพาตัวเองไปได้ไกลขนาดนั้นเลยนะ

วันที่ซ้อม 16K คือออกวิ่งจากบ้านไปจบที่หัวลำโพง (น้ำตาจะไหล วิ่งเสร็จขึ้นรถเมล์ไปสมัครวิ่ง 10K อีกรายการนึงสำหรับการส่งผลการวิ่งครั้งที่ 2 ให้แอดมินด้วย ในหัวตอนนั้นคงมีแต่เรื่องซ้อมกับเรื่องจะวิ่งมั้ง ลืมไปเลยว่าตอนแรกแค่จะวิ่งเพื่อสลายเซลลูไลต์ แต่ก็นะ การพยายามออกมาเดินออกมาวิ่งก็เหมือนน้ำหนักก็ค่อยๆ ลดช้าๆ ช่วงนั้นมีงดโยคะไป เพราะดันปั่นจักรยานไปแหกโค้ง ได้แผลใหญ่ที่หัวเข่า เกรงว่าการฝึกโยคะจะทำให้แผลแยก เลยหายตัวไปจากสตูดิโอเสียนาน มาโผล่ที่เทรดมิลล์กับทางวิ่งริมคลองแถวบ้านแทน เนื่องจากไปวิ่งที่สวนแล้วท้อแท้ ทุกคนวิ่งกันดีมาก วิ่งไม่หยุดเดินสลับกันเลย …ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มสังเกตตัวเอง เฮ้ย ฉันมีความสามารถในการจริงจังกับอะไรได้ต่อเนื่องขนาดนี้ด้วยหรอออ

พอเริ่มเจ็บ Shin Splint มากขึ้นก็เริ่มพบว่า นี่มันต้องเป็นการบาดเจ็บแน่นอน เริ่มหาข้อมูล พอเข้าใจว่าพื้นคอนกรีตริมคลองคงแข็งไป แล้วเราก็คงเร่งซ้อมเกินกว่าที่กล้ามเนื้อจะพัฒนาความแข็งแรงทัน วิ่งเร็วเกินไป เพิ่มระยะเร็วเกินไป แต่ทำไงล่ะ มาถึงขั้นนี้แล้วจะให้หายหน้าไปจากกลุ่มเฉยๆ รึ เกรงใจแอดมินแย่เลย ก็พยายามซ้อมต่อไป แอบเพลาความหนักของการซ้อมลงบ้าง มีโดดในวันที่ไม่ไหวจริง (เวลาที่ปวดมากๆ นี่จะเดินยังแทบต้องลากขานะคะ เรื่องวิ่งลงบันไดลืมไปได้เลย) แต่ก็ยังไปวิ่งเพื่อให้ได้ผลมาส่งแอดมินในครั้งที่ 2 ในรายการ “เดิน-วิ่ง 135 ปี กรมหลวงชุมพร” ในวันที่ 20 ธันวาคม 2558 วิ่งๆ เดินๆ เท่าที่ขากับหัวใจที่ยังไม่แข็งแรงสักทีจะอำนวยอีกตามเคย เป็นเส้นทางวิ่งที่น่าสนใจในความรู้สึกนะ แต่มันโคตรทรมานเลยแหละ เจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่บ่นให้เพื่อนฟังไม่ได้นี่อึดอัดกว่า เพราะถ้าบ่น เพื่อนเป็นต้องบ่นกลับว่าเฮ้ย เจ็บทำไมไม่พัก …ก็ถ้าพักแล้วที่ทำๆ มาจะพังไหม เรียกว่าจุดนั้นทิฐิแนวทำร้ายตัวเองแบบที่นักวิ่งส่วนหนึ่งก็มีเหมือนกันมาเต็มๆ

ด้วยความเจียมองค์ หลังจากครั้งนั้นเลยซ้อมแบบป้อแป้ๆ ถนอมตัวอย่างยิ่ง เพราะมีรายการสำคัญที่ได้สมัครไว้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มซ้อม 5K โน่นนน “จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 31” วันที่ 17 มกราคม 2559 ก่อนวิ่งบอกเลยว่าไม่พร้อม ขายังไม่หายเจ็บ ซ้อมก็น้อย แต่มาถึงขั้นนี้แล้วมันต้องลองดู ด้วยบรรยากาศหรืออุณหภูมิเย็นสบาย หรือมนต์กองเชียร์อะไรสักอย่างของจอมบึงนี่แหละทำให้ฉันวิ่งได้ดีม้ากที่สุดในตอนนั้นเลย วิ่งไปยาวม้ากก ไปหยุดครั้งแรกที่กิโลที่ 6 ได้มั้ง มาเริ่มจะหมดแรงตอนกิโล 8 ตอนนั้นเหมือนเมื่อไหร่จะถึง ดูนาฬิกาทุกนาทีเลยมั้ง มาจบได้ที่เวลาดีกว่าที่ตั้งเป้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ฉันว่าฟีลลิ่งตอนวิ่งจอมบึงมันทำให้รู้สึกดีกว่าเวลาที่ทำได้อีก บอกไม่ถูกเลย

เสร็จจากจอมบึงนี่เหมือนสละแล้วซึ่งความอยากได้ใคร่ดี ไม่ไปวิ่งรายการสุดท้ายที่เป็นการประเมินผลได้มะ? (ไม่ได้สิ หล่อนมาถึงขนาดนี้แล้วต้องทำให้จบนะ) บอกตัวเองว่าพักนิดนึง ให้ขาหายดีขึ้น ก็พยายามซ้อมอยู่ แต่ก็เพลาๆ ลงจากแผน เป็นห่วงขาจะพังไปอีก แต่ระหว่างซ้อม ก่อนจะถึงวันสอบไฟนอลนั้นฉันดันไปบริจาคโลหิตโดยไม่ทันคิด.. เพิ่งรู้ว่าการบริจาคโลหิตจะทำให้เปลี้ยลงขนาดนี้ 10 วันหลังบริจาคโลหิตไปวิ่งรายการ “ThaiCom 10K” นี่ยังเหนื่อยแทบเป็นลมจริงๆ นะ วิ่งได้ไม่นาน ต้องหยุดเดิน เป็นแบบนี้ตลอดทาง เรื่องเวลาหรอคะ แย่มากเลยสิ เกือบ 80 นาทีได้ เลยจากเป้ามาเกือบ 10 นาทีแน่ะ เหนื่อย แต่ก็ดีใจที่ตัวเองยอมมาวิ่ง (เหมือนดีใจหลังซ้อมทุกวันที่ยอมตื่นแล้วลุกมาซ้อม) ดีใจที่พาตัวเองมาจนจบโปรแกรม และดีใจได้รูปสวย (ฮา) และได้เรียนรู้เยอะเลย ได้มีช่วงเวลาที่ดีกับเพื่อนๆ ด้วย

-วิ่ง และวิ่งต่อไป-

หลังจากจบซีรีส์ซ้อมวิ่ง 10K ไป ก็ยังคงวิ่งได้ไม่ดีอะไร ยังวิ่งไม่ได้แบบที่ฝัน ฉันไม่ได้ฝันถึงเพซหรือเวลาที่อยากทำได้นะ แบบที่ฝันคือวิ่งไปได้เรื่อยๆ แบบชิลๆ I just felt like running แบบฟอร์เรสต์ กัมพ์ ไม่ใช่เอะอะก็หยุดเดินๆ แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าบุญหรือกรรม เพราะก่อนจะจบซ้อม 10K ก็ได้ชวนเพื่อนๆ ไปสมัครวิ่งรอบกว๊านพะเยา 26K ไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอยากจะไปเที่ยวพะเยาหรืออยากจะวิ่งมากกว่ากัน แต่หลังพักจนอาการที่หน้าแข้งเริ่มดีขึ้นแล้วก็แอบหาโปรแกรมซ้อมฮาล์ฟมาราธอนสำหรับมือใหม่มาซ้อมดู

แล้วนี่ก็เพิ่งไป “วิ่งรอบกว๊าน” พะเยากันมาเมื่ออาทิตย์ก่อน (29 พฤษภาคม 2559) ไม่ขอพูดถึงผลประกอบการนะ มันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก ความรู้สึกจากการซ้อมไกลที่สุดคือ 21K ซึ่งก็ทำให้แฮ่กมากมายแล้ว ยังไม่เท่าระยะทางรอบกว๊านของจริง มันทั้งไกลและเวิ้งว้างในความรู้สึก ตอนที่ตั้งใจวิ่งไปตามคนข้างหน้าไปเรื่อยๆ นั้นถึงกับคิดว่าจะมีทางไปถึงเส้นชัยไหม จะหมดแรงหลายทีแต่ยังไม่ทันนึกถึงการถอดใจ คงพอดีเจอกองเชียร์ริมกว๊านเสียก่อน เล่นเอาหยุดเดินไม่ได้เลย ต้องวิ่งเหยาะๆ ผ่านไปเรื่อยๆบ้านแล้วบ้านเล่า แล้วเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้แต่มันเป็นไปได้ก็คือ ฉันวิ่งจบรอบกว๊านได้จริงด้วย!

ถ้าไม่นับอากาศดี เย็นฝนและไม่มีแดด นอกนั้นไม่ใช่เรื่องของโชค ฉันเชื่อว่าที่ขาสองข้างพาตัวเองมาถึงกิโลเมตรที่ 26 ได้โดยไม่มีอะไรแตกหักเสียหายนั้นเป็นเพราะว่าเราซ้อมมาแล้ว ซ้อมดีไหมไม่รู้ แต่เรา (ฉันกับร่างกาย) ได้พยายามซ้อมกันมาแล้ว เราค่อยๆ ทำความรู้จักกับระยะที่เพิ่มขึ้นทีละนิด อย่างเชื่องช้าและนิ่มนวลมาก เพราะว่าฉันไม่อยากจะเจ็บ Shin Splint จนอดทุกอย่างอีก

ย้อนกลับมาดูตัวเอง ตอนนี้นอกจากมีรองเท้าวิ่งเพิ่มขึ้นหลายคู่ ฉันยังได้พบว่า ตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก ตั้งแต่เริ่มวิ่งเล็บเท้าหลุดไป 3 เล็บ เพราะติดนิสัยจิกนิ้วลงกับรองเท้าจนช้ำ จากนั้นเล็บจะม่วง ค่อยๆเผยอแล้วหลุด (ไม่เป็นไรนะ ไม่เจ็บมาก แค่ไม่สวย) น้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนหายไปทั้งหมด 7.5 กิโลกรัม และคงที่เท่าเดิมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เนื้อตัว lean เป็นกล้ามมากขึ้น แต่ไม่น่าจะเป็นเพราะวิ่งอย่างเดียว พอแผลที่เข่าหายดี ฉันเข้าคลาาสโยคะเยอะขึ้น เพราะโยคะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังวิ่งได้ดี โยคะหัดให้นิ่ง และสร้างความแข็งแรงมาจากข้างใน กล้ามแขน ปีก และ core muscle ของฉันได้มาจากโยคะ (ในขณะที่เซลลูไลต์ยังไม่ไปไหน!)

ฉันค้นพบว่า ทั้งการวิ่งและโยคะไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น มันเป็นแค่ส่วนกิจกรรมฝึกฝนตัวเอง แบบทำคนเดียว เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นการทบทวนตัวเอง สื่อสารต่อรองกับตัวเอง จะซ้อมไหม จะวิ่งต่อหรือจะเดิน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ละโลกวุ่นวายภายนอก ลืมความเครียดความกดดัน ความทุกข์จากความไม่แน่นอน ความทุกข์จากการไม่อาจเป็นเจ้าของสิ่งไม่เที่ยง ให้มา focus (ครูโยคะชาวอิตาเลียนของฉันอ่านว่า “โฟกุส”) ที่จุดเล็กๆ ข้างในตัวเอง สองกิจกรรมนี้ทำให้เห็นอนิจจัง ฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะ และรู้จัก “อดทน” ทักษะซึ่งตลอดมาฉันแทบไม่เคยมี

สำหรับฉันจึงไม่สำคัญแล้วว่าแต่ละครั้งที่วิ่ง สถิติจะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร การเพิ่มระยะก็ไม่ใช่เรื่องท้าทายเกินไปกว่าความพยายามซ้อมให้ได้อย่างที่ตั้งใจ ฉันเชื่อว่าถ้าเราขยันซ้อม สร้างความพร้อม สักวันหนึ่งเราก็ย่อมพร้อมสำหรับระยะไกลขึ้น สิ่งที่ฉันควรแคร์คือ คุณภาพของการวิ่ง วิ่งให้ข้างนอก คือร่างกายโอเค และข้างใน คือจิตใจโอเค เพื่อนๆ ที่วิ่งด้วยกันก็โอเค นั้นก็นับว่าเป็นการวิ่งที่คุ้มค่า ควรค่าแก่การพอใจแล้ว

นอกจากวิ่ง ชีวิตของฉันยังมีอีกหลายสิ่งในชีวิตที่รอคอยการค้นพบ (ความรักก็เช่นกัน)

ป.ล. ฉันยังคงไม่เคยวิ่ง 5K ไปปากซอยเพื่อซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวกลับมากินบ้าน เพราะวิ่งถึงปากซอยทีไร เป็นเลยออกถนนใหญ่ตลอดสิ