Category Archives: SingleisBest

เรียนชีวิตจากการพายเรือ

มาตรฐาน

-นั่งเรือ-

ยายกับตามีบ้านอยู่ริมแม่น้ำตาปี สมัยฉันยังเล็กถนนหลังบ้านยายยังไม่มี การคมนาคมหลักยังอยู่ในแม่น้ำ จึงมีโอกาสโดยสารเรือหลายลำ ตั้งแต่เรือติดเครื่อง เรือพาย ไปจนถึงเรือแจว ซึ่งก็น่าทึ่งไม่ใช่น้อยที่ภาพ เสียง และความรู้สึกระหว่างอยู่ในเรือลำที่ยายขนผัก ดอกบัว และอื่นๆ ไปขายที่ตลาดตอนเช้ามืดยังประทับอยู่ในใจแบบไม่มีอะไรมาเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความมืดตึ้ดตื๋อ ความเย็นของอากาศ กลิ่นและความกว้างของแม่น้ำ ดาวบนฟ้า จังหวะที่เรือโยนตัวขึ้นลงตามคลื่น และเสียงเครื่องเรือกับความเร็วที่พาเราแล่นตัดกระแสน้ำไป

ชีวิตวัยเด็กที่เชียงใหม่ แม้จะอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ชาวเชียงใหม่ถนัดใช้แต่รถแดงกับรถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ได้มาลงเรือกันอีกก็โน่นเลย เรือเฟอรี่สำหรับข้ามไปเที่ยวเกาะสมุยตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.1 เป็นเรือลำใหญ่เท่าตึกที่ให้ความรู้สึกนิ่งมาก เราแทบไม่รู้สึกว่าในทะเลมีคลื่น จนโตกว่านั้น เอ็นท์ฯ ติดธรรมศาสตร์ฯ ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้าง ฉันได้รู้จักกับเรือข้ามฟากครั้งแรกที่ท่าพระจันทร์ ได้เรียนรู้จังหวะการก้าวขึ้นลงระหว่างเรือกับโป๊ะ เป็นพื้นฐานให้การกระโดดลงเรือด่วนเจ้าพระยาในเวลาต่อมา จะใช้เรือด่วนฯ ต้องมีไหวพริบและคล่องแคล่วแพรวพราวกว่าเรือข้ามฟากนะ โดยเฉพาะตอนเรือเพียบคนบนน้ำเต็มฝั่ง และคลื่นลูกโต

บนเรือด่วนเจ้าพระยา ฉันได้เรียนรู้ว่าช่วงเวลาบนนี้คือการเรียนรู้จักการยอมรับและจำนนต่อชะตากรรม เพราะถึงเราจะรีบแค่ไหน พอก้าวลงเรือแล้วเราไม่มีทางไปได้เร็วกว่าที่สายน้ำและคนขับเรือจะเมตตา ฉะนั้น ระหว่างจุดนี้ไปจนถึงจุดหมายปลายท่า สงบใจชิลล์กับวิวสองฟากฝั่งไปจะดีกว่า

ระหว่างเรียนมหา’ลัย แอบหนีไปเที่ยวเกาะกับเพื่อนหลายแห่ง ที่ประทับใจคือเกาะเสม็ด คลื่นลมในทะเลขากลับมันแกว่งไกวจนลืมไม่ลง เราอยู่บนเรือประมงขนาดย่อม ลอยไปบนยอดคลื่น เจอทั้งฝนและแดด ตอนนั้นถึงกับนึกว่า หนีแม่มาเที่ยวคราวนี้ไม่รู้จะรอดกลับไปไหม แต่แล้วก็รอดกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นหวาดเสียวแต่สนุกมาก

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดมาตลอด ถ้าไม่กลัวน้ำเกินไป เรือจะเป็นอีกออปชั่นที่ดีสำหรับการสัญจรอันว่องไว ฉันว่าฉันชอบฟีลลิ่งของการโดยสารเรือในคลองแสนแสบจากท่าผ่านฟ้าไปประตูน้ำนะ ถึงกลิ่นจะแปลกไปจากแม่น้ำ แต่ชีวิตสองฟากคลองมันน่าดู แปลกตรงที่วิวของเส้นทางจากประตูน้ำถึงคลองตัน และคลองตันไปจนสุดสายที่วัดศรีบุญเรืองก็ต่างออกไปอีก น่าสนใจออก และดูเหมือนจะเป็นในคลองแสนแสบนี่แหละที่เป็นการโดยสารเรือที่ตื่นเต้นที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเที่ยวกลับเข้าเมืองตอนเย็นๆ ตอนฝนตกฟ้าคะนอง คลื่นในคลองสูงเกือบเท่าแม่น้ำ เพิ่งสวนกับเรืออีกลำ และกำลังจะผ่านช่องตอม่อใต้สะพานปูน ถ้านั่งหัวเรือ จังหวะที่เรือเงิบขึ้นตามคลื่นแล้วทิ่มหัวลงมานี่ เป็นอะไรที่เสียววาบได้แบบไม่อาจทำใจให้ชิน เรือในคลองแสนแสบเป็นอีกครั้งที่ทำให้ตระหนักว่าหลังจากก้าวลงเรือแล้ว ชีวิตเราอยู่ในมือคนอื่นอย่างแท้จริง

งานที่เคยทำช่วยเปิดประตูประสบการณ์ให้กว้างขึ้นอีกนิด เพราะการทำงาน ทำให้ได้สัมผัสกับเรือหลายประเภท ตั้งแต่แพไม้ไผ่สำหรับล่องลำธาร เรือใบที่แล่นได้ด้วยลม ไปจนเรือยอชท์ สปีดโบ๊ต กระทั่งเรือหัวโทง เรือยางตอนไปเที่ยวทีลอซู อ้อ เรือสำราญจริงๆ ก็เคยขึ้นไปชมมาแล้ว ตอนเรือมาแวะพักที่กรุงเทพฯ ณ ท่าเรือคลองเตย บนนั้นมีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำไปจนโรงละคร

แน่นอนว่าฉันไม่พลาดโอกาสสัมผัสเรือพายสายอีโคทัวริสม์อย่างคายัก เคยพายตอนสาวๆ แต่ไม่ไกลหรือนานพอจะประกาศได้ว่า ฉันพายเรือคายักเป็นจนได้มีโอกาสจับพายคายักจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้เอง

-พายเรือ-

ตอนยังเล็กเห็นผู้ใหญ่พายเรือแล้วชวนให้คิดว่าเรือพายง่าย จริงๆ คือไม่เลย เคยลองหัดพายเรือลำเล็กในท้องร่องที่ดูเหมือนยายจะใช้เก็บบัวหรือใช้รดน้ำผักในท้องร่อง ในความรู้สึกคือไม้พายทั้งใหญ่ ยาว และหนัก ไอ้เราก็ยังตัวเล็ก แค่จะยกจับให้ถนัดยังทำไม่ได้ดี ถ้าไม่มีขอบดินของท้องร่องทำหน้าที่เป็นแทร็กให้ สงสัยมีเป๋ พายวนเป็นวงกลม ก็เลยจบอยู่แค่นั้น พอเขาตัดถนนหลังบ้านยายเรียบร้อย บทบาทของเรือที่บ้านตายายรวมทั้งบ้านอื่นๆ ด้วยก็ลดลง ตาไม่ได้ออกไปหาปลา ยายไม่ได้ไปตลาด เรือลำเล็กๆ หายไปทีละลำ เรือลำใหญ่ถูกถอดเครื่อง ยกขึ้นคาน แล้วฉันเลยไม่ได้หัดพายเรืออีก

พอเจ้หนกชวนไปทริป Smile Riders on Tour ซึ่งคราวนี้จะไม่ได้ไปปั่นจักรยานยิ้มกันเหมือนเคย แต่เป็นการทัวร์วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ย่านอำเภอบางคนที สมุทรสงคราม ด้วยการ “พายเรือคายัก” จากตลาดน้ำท่าคา ลัดเลาะจากคลองท่าคาไปถึงคลองบางน้อย ในลำคลองที่ผู้คนยังคงพายเรือสัญจรกันจริงๆ ..ไม่ต้องจินตนาการกันมากมาย ฉันกด Going อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รอชวนเพื่อน

คายักแบบที่เห็นกันบ่อยๆ เป็นเรือที่ทำจากวัสดุทนทาน ค่อนข้างสมบุกสมบัน และขนย้ายง่าย ฉันพอจะรู้คอนเซ็ปท์ของการพายเรือคายักจากไม้พายที่แตกต่างจากเรืออื่นๆ คือมีพายอยู่ทั้งสองด้าน ปลอยสองข้างของพายก็บิดออกจากไม้พายในองศาที่ต่างกัน ต้องใช้แขนทั้งสองและการบิดข้อมือในการพาย พายข้างซ้ายสลับกับขวา ประมาณนี้ ซึ่งก่อนเอาเรือลงน้ำพี่ทัพ ผู้นำกิตติมศักดิ์ของเราซึ่งไม่เคยจัดคายักทัวร์ในประเทศมาก่อนได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือ พาย หลักในการพาย แต่ในส่วนของเทคนิคนั้น เรียกว่าได้เรียนรู้ระหว่างพายจริง learning by rowing ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อพวกเราขนเรือลงน้ำเรียบร้อยแล้ว

ตอนหัดปั่นจักรยาน (ก็นานจนเกือบลืมละเนอะ) เราต้องเรียนรู้ที่ทรงตัวระหว่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หัดเลี้ยวซ้ายหรือขวา ปรับตัวปรับสมดุลบนอานได้เมื่อไหร่ก็คือปั่นจักรยานเป็น คายักก็เช่นกันนะ ก่อนจะพายไปข้างหน้าอย่างเร็วฉิว เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่การลงเรืออย่างไรไม่ให้คว่ำ ตำแหน่งอันเหมาะสมในการนั่ง นั่งยังไงถึงจะสมดุล พายแล้วได้แรง จับพายยังไงในสถานการณ์แบบต่างๆ ฯลฯ ยิ่งในเรือคายักแบบพายคู่ ก็ต้องมีความสอดคล้องของการพาย (ไม่รู้เหมือนการปั่นจักรยาน Tandem ไหมสิ เพราะยังไม่เคยลองปั่นกับใครเลย) เนื่องจากคนนั่งหน้ากับคนหลังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราแต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองไป เพื่อให้เรือเคลื่อนที่ พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลกดีตอนเรา 14 ลำ เริ่มออกตัวไปในคลองเล็กๆ ด้วยอาการเป่ไปมา เพราะยังหาความสมดุลระหว่างสองข้างของด้ามพาย สมดุลบนตัวเรือ สมดุลของการออกแรง และยังไม่รู้วิธีหยุด ขำกันจะตาย พายไปก็หัวเราะไป บางทีต้องตะโกนบอกลำข้างหน้าบ้าง ข้างๆ บ้าง ให้ระวัง เพราะว่าเรือเรากำลังจะชน จากนั้นก็พาตัวเองไปเสียบเข้าที่ริมตลิ่ง เพื่อที่แป้บเดียวก็พาเรือเป๋ออกมากลางคลอง ไปชนเรือเพื่อสักลำอีก

จนกระทั่งเราเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับทิศทาง คัดท้าย ที่จะตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วด้วยการใช้มือ ใช้ข้อมือ ใช้ลำตัว หรือ core muscle แบบที่พี่ทัพบอกนั่นแหละ เราถึงจะพอควบคุมเรือได้ดังใจ พอพบสมดุลนี้ก็พอจะบอกได้ว่าการพายคายักเป็นการพายที่ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย ต้องเรียนรู้และฝึกประมาณนึง จึงจะรู้สึกสนุก สำหรับฉันซึ่งเป็นคนพายคัดท้าย โดยมีคนข้างหน้าซึ่งหลับหูหลับตาใช้เรี่ยวแรงจ้ำพายอย่างเดียวอย่างเพื่อนอิ๋ว ฉันค้นพบอะไรบางอย่าง คือฉันต้องสังเกตอิ๋วและสังเกตทิศทางของเรือไปในเวลาเดียวกัน แล้วก็คอยขยับร่างกาย ใช้ core muscle บังคับให้หัวเรือเบี่ยงไปทางซ้าย หรือขวาในจังหวะที่เหมาะสม คอยเบรกก่อนเรือจะพุ่งชนตลิ่งหรือเรือลำข้างๆ แล้วก็คอยส่งแรงในจังหวะที่เราสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้ตรงๆ

ตอนที่เริ่มเข้าใจศิลปะในการพายเรือ เริ่มสนุกกับการพายกันแล้ว ตอนนั้นเราอยู่ในคลองที่กว้างขึ้น น่าจะใกล้ถึงคลองบางน้อยเข้าไปทุกที เป็นจังหวะพายตามน้ำที่ไหลเชี่ยว จากน้ำกำลังไหลลงออกคลองหรือแม่น้ำที่ใหญ่กว่าข้างหน้า เรือไหลอย่างเร็ว มันส์มากๆ แล้วลมก็วูบมาอย่างแรง ก่อนที่ฝนซึ่งตั้งเค้าอยู่นานแล้วจะเทกระหน่ำลงมา

เร็วจนหยิบเสื้อกันฝนมาสวมไม่ทัน ตอนนั้นไม้พายถูกวางไว้ตามแนวยาวของเรือ เรือของเราแทบจะออกไปหมุนอยู่กลางคลอง ฉันกับอิ๋วต้องช่วยกันพายและคัดท้าย เลาะเข้ามาเกาะกลุ่มกันเข้าไว้ ตั้งสติกับฝนอยู่แป้บนึงพี่ทัพก็นำไปต่อ เพราะหยุดรอไปก็ไม่ได้ดูปลอดภัยอะไร ตลิ่งสองฟากเป็นเขื่อน ท่าน้ำแถวนั้นก็ไม่มี ผ่านช่วงนั้นมาได้พักนึงเราก็ถึงบางน้อย ขนเรือขึ้นฝั่งแล้วก็เดินเที่ยว ก้นแฉะกันทุกคนเลยตอนเดินตลาด แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกจริงๆ

การพายคายักไม่ได้แค่ทำให้ฉันนึกถึงการปั่นจักรยาน แต่ยังนึกถึงการเต้นรำด้วย การพายเรือคายักคู่เป็นเรื่องที่คนสองคนต้องสื่อสารและทำงานอย่างสอดคล้องกัน กรณีที่ไม่ได้สื่อสารกัน คนนั่งท้ายก็ต้องอ่านคนข้างหน้าให้ออก แล้วเคลื่อนไหวไปตามการนำของคนข้างหน้า คอยแก้ไขสถานการณ์ถ้ามันกำลังจะแย่ และคอยเสริมกำลังในจังหวะที่เหมาะสม

ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเปรียบการพายคายักคู่จะเหมือนชีวิตคู่แบบที่โบราณบอกว่าผัวเมียเหมือน “ลงเรือลำเดียวกัน” ไหม เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่คิดว่าชีวิตคู่ต้องมีคนนำและคนตามชัดเจน หรือต้องติดแหง็กในสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้ขนาดนั้น ในความคิดมันน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายกับการปั่นจักรยานทัวริ่งสองคันร่วมทางกันไป คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนชมวิว กินข้าว จิบกาแฟ ชนกระป๋องเบียร์ คอยฟังตอนอีกคนบ่น ชมดาวชมจันทร์ตะวันขึ้นตะวันตก ฯลฯ เป็นเพื่อนกันตลอดทาง (หรือจนกว่าจะแยกทางกัน) มากกว่า

ฉันคิดว่าการพายเรือคายักคู่สอนเราทุกคนได้อย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก คือการทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภารกิจอะไร หากมันไม่ใช่การโชว์เดี่ยว จะต้องมีการเรียนรู้ถึงการสื่อสารและการประคองจังหวะอันสมดุลในการเคลื่อนที่อย่างสอดคล้องของคนสองคน เพิ่ม และลดให้ถูกจังหวะ เบรกเมื่อสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว อิสระ อินดี้ ไม่มีครอบครัว ไม่มีรูมเมท ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ระเบียบวินัย ไม่ต้องแคร์ใครนอกจากแมว เพราะไม่มีกระทั่งแฟนหรือคนรักอย่างฉันนี่แหละ

The Lobster: จะโสดหรือไม่-เลือกให้สบายใจนะ

มาตรฐาน

TheLobster

บางคนอาจไม่มีโอกาสเลือก แต่สำหรับบางคนที่ได้เลือก นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยเชียว ว่าชีวิตที่เหลือนั้น ควรค่าแก่การอยู่เป็นโสดหรือควรอยู่แบบมีคู่จะดีกว่า

คิดดูแล้ว ถ้าเราหาเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ทำไมเราจะเลือกเองไม่ได้ว่าจะอยู่เดี่ยวแบบไม่คบกับใครเพราะโลกส่วนตัวสูง ปรับตัวไม่เก่ง อยู่เดี่ยวแบบเพื่อนเยอะ หรืออยู่เงียบๆ เพื่อนไม่ต้องมาก อยู่เดี่ยวแบบมีแฟน อยู่กับแฟนแบบมีแผนจะแต่งแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ หรืออยู่อย่างนี้ดีแล้วแหละ ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่แบบตกลงแต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝา นอนเตียงเดียวกันทุกคืน หรือแต่งงานมีลูก แต่แยกห้องกันนอน กระทั่งว่าแต่งไปแล้วชีวิตแย่ ขอแยกทางมาอยู่เดี่ยวเหมือนเดิม ฯลฯ จะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเราล้วนๆ กระทั่งว่าจะคบกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ จะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นรุกหรือรับ หรือมีรสนิยมทางเพศที่ล้ำเกินกว่าจะคิดได้ในตอนนี้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตราบที่ไม่ได้กระทำผิดศีล ผิดข้อห้ามทางศาสนา เราย่อมสามารถใช้ชีวิตของเราไปแบบไม่มีปัญหาอะไรเลย …ถ้าเพียงแค่เราไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความหวังดีจากผู้คนทั้งใกล้ตัวและไกลตัวน่ะนะ

ฉันเลยเชื่อว่าคนเขียนบทและผู้กำกับหนัง The Lobster นี่จะต้องหมั่นไส้แกมรำคาญบรรดาผู้มีความปรารถนาดี อยากให้คนโสดได้พบ ตกหลุมรักและแต่งงาน อยู่กันเป็นคู่ชีวิต ฯลฯ อย่างแม่นมั่นถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางคลอดพล็อตหนังโหดดิบขนาดนี้ อะไรจะประชดประชันความมานะพยายามจนกลายเป็นกระเสือกกระสนจะหาคู่ให้ได้ภายในเวลาที่ (ใคร?) กำหนด ไม่งั้นจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก (อาทิ ล็อบสเตอร์) ไปในที่สุด

ช่างเป็นสถานการณ์สมมติอันร้ายกาจ ตีกรอบขังแน่นหนา อึดอัด ขัดใจอินดี้ผู้ถืออิสรเสรีภาพในการใช้ชีวิตสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดเสียเหลือเกินนน

ครั้นจะแหกกรอบประเพณีสายหลักที่กำหนดว่ามนุษย์ผู้โตเต็มที่แล้วต้องมีคู่อยู่เรียงเคียงหมอน หนีเข้าป่าไปอยู่กับพวกคนโสด ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์ในป่า (ซึ่งมีอดีตชาติเป็นคนโสดหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด) ก็ต้องไปเจออีกกรอบซึ่งกำหนดไว้ว่า คนโสดห้ามมีใจให้กัน ห้ามหลี ห้ามจีบ ห้ามกอดจูบ มีเซ็กซ์ ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักถึงขั้นพบจุดจบในหลุมที่ตัวเองถูกบังคับให้ขุดเตรียมเอาไว้นั่นเลย

โอ้ย จะอะไรนักหนากับชีวิตคะ? ความรักความปรารถนามันไม่ได้ควบคุมกันได้ด้วยการกดปุ่ม on/off ซะเมื่อไหร่ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ออกจากบ้านทุกวัน จะมีสักวันไหมที่ได้เจอคนถูกใจกัน ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอคนที่อยากอยู่ด้วยทุกๆ วันไหม แล้วก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่เคยรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันไปจนตายน่ะ จะเกิดเหม็นเบื่อกันภายในสองปีครึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกลียดกันแบบเกิดมายังไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อนไหม …กระทั่งจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่ได้เจอคนคนนั้นไหมยังไม่อาจรู้ได้เลย แล้วจะไปรู้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรว่าควรเลือกฟากไหน ชีวิตสามัญ มีผัวมีลูกไปตามทำนองคลองธรรม หรือหนีไปอยู่ป่าเร่ร่อนเป็นคนเสรี ไม่อาลัยอาวรณ์กับความรัก ไม่แยแสกับความสัมพันธ์ผูกมัดใดๆ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย เพลงแนว บทพูดมีน้ำหนัก (เหมือนขวานผ่าซาก-ฮา) เป็นหนังที่ทำให้รู้สึก ขมขื่น ขำ และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน แต่ดูแล้วก็อดนึกขอบใจเรื่องเพี้ยนๆ ที่เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้ ด้วยมันช่วยเตือนให้รู้สึกตัวว่า ในเมื่อชีวิตมันมีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปจริงจังอะไรมากกับการมีคู่หรือไม่มีคู่ ในเมื่อการมีคู่ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะได้รับความซื่อสัตย์ ความรักความอบอุ่น จะปราศจากแล้วซึ่งความเหงาเดียวดาย การแต่งงานรึก็ไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะครองคู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเลย ความสัมพันธ์ที่งดงาม บริสุทธิ์ อบอุ่น สว่างไสวยังมีในรูปแบบอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อน พี่น้อง ระหว่างญาติ กระทั่งความรักของแม่กับลูกยังไม่ได้มีข้อแม้เลยว่าต้องมีมนุษย์เพศชายมาแสดงตัวเป็นพ่อด้วยนะ นี่ถึงจะเป็นรักแท้จากแม่

เป็นอย่างที่อยากเป็น เป็นอย่างที่สะดวกจะเป็นเถอะค่ะ ใช้ชีวิตอย่างเคารพตัวเอง หากกาลข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วยอมรับมัน หาความสุขไปตามอัตภาพ แคร์คนไม่รักเราให้น้อยลง อาทรดูแลคนที่รักเราให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ระลึกไว้เสมอว่าแม้ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา แต่ชีวิตเรา เราเป็นคนใช้ ไม่ใช่คนอื่น

 

บันทึก:

-ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ (ฮา) แอบนึกว่าถ้าความเพี้ยนในหนังของพี่เจ้ยมันออกมาสวย และมีตรรกะแบบของมันแบบหนังของ Yorgos Lanthimos อย่างน้อยฉันคงดูรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่พี่เจ้ยอยากบอกมากกว่านี้

-โถ Colin Farrell รูปหล่อของช้านน อุตส่าห์กินจนอ้วนฉุ ใส่แว่นสายตาหนาเตอะให้สมบทบาทผู้ชายที่ (สมควร) โดนทิ้ง

-Rachel Weisz เป็นหญิงโสดสายตาสั้นที่จดไดอารี่ละเอียดมาก เล่นหนังเก่งมาก หุ่นดีมาก อิจฉาเจมส์ บอนด์จริงๆ

-น้อง Lea Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด งานนี้น้องมาพร้อมถุงใต้ตาสามชั้นทรงเสน่ห์ ซิกเนเจอร์ประจำตัว พร้อมความสวย และความสามารถในการแสดงที่เจิดจรัสมากขึ้นทุกที แม้เรื่องนี้น้องจะไม่ได้เมคอัพเลยและเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งแขนเปลือยของน้อง เพียงแค่ริมฝีปากอิ่มไร้สีสันแต่งแต้มของน้องก็แสนจะน่าดู จนความจริงที่ว่าน้องอาจแอบเป็น loner leader เลสเบี้ยนก็ไม่อาจทำให้ความเย้ายวนนั้นลดลงแต่อย่างใด

-ตัวละครอื่นๆ เพอร์ฟอร์มได้เจ๋งโคตร จิตสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวบิสกิตนม สาวไร้หัวใจ หนุ่มเป๋ หรือหนุ่มพูดไม่ชัด เมดสาวผู้ใส่ใจบริการ

-หนังเรื่องนี้มีซีนศพสัตว์เยอะไปหน่อย (มีฉากยิงลาด้วย) ก็รู้นะว่าอาจจะไม่ได้ยิงกันจริงๆ สัตว์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันสะเทือนใจคนโสดรักสัตว์อะ

The Intern: เรื่องของเด็กฝึกหัด

มาตรฐาน

image

หนัง The Intern เล่าถึงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของคนรุ่นนี้ จูลส์ ออสติน (แอนน์ แฮททาเวย์) เปิดบริษัทขายเสื้อผ้าออนไลน์โดยไม่มีหน้าร้าน ขยายขนาดของบริษัทที่เริ่มต้นด้วยคนทำงานแค่สิบกว่าคนเป็นหลักร้อยภายในเวลาปีครึ่ง ด้วยกุญแจของความสำเร็จคือความเข้าใจพฤติกรรมและรสนิยมของคนยุคเดียวกัน เจนเนอเรชันเดียวกัน แถมเป็นผู้หญิงเหมือนกัน

จูลส์ออกมาทำงานข้างนอกโดยมีสามีอาสาเลี้ยงลูกดูแลบ้าน งานของเธอกำลังรุ่ง แต่ที่บ้านกำลังมีปัญหา จูลส์รู้ดี เธอกำลังตัดสินใจว่าจะหาซีอีโอมืออาชีพมาช่วยบริหารดีมั้ย จะได้นอนมากขึ้นอีกนิด แล้วก็มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นอีกหน่อย ขณะเดียวกับที่บริษัทกำลังรับพนักงานฝึกหัดสูงวัย ตามแคมเปญ CSR ของบริษัทพอดี แล้วแบน วิทเทเกอร์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ชายวัยเจ็ดสิบ+ ผู้ตระหนักว่าชีวิตหลังเกษียนที่ไร้ภรรยาคู่คิดนั้นช่างว่างเปล่า ก็ผ่านการสัมภาษณ์ ก้าวเข้ามาในลุคสุภาพบุรุษโอลด์แฟชั่นเต็มรูปแบบ ใส่สูท ผูกไท รองเท้าเงาวับ ผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดรีดเรียบในอกเสื้อ พร้อมด้วยกระเป๋าเจมส์บอนด์หนังใบงาม ตกยุคมาจากยุค ’70s

แม้ว่าตั้งใจเปิดรับ เตรียมมาเรียนรู้เต็มที่ กระนั้นในตอนแรกเบนแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำงานที่นี่ ในขณะที่บริษัทก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรจากเบน แต่พวกเขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ใจดี คิดบวก ก็ต้อนรับลุงเบนและเพื่อนสูงวัยอีกสองชีวิตอย่างดี แจกงานให้ทำพอสวย และด้วยคลิปแนะนำตัวอันน่าประทับใจก็ทำให้เบนได้รับเลือกให้ไปเป็นผู้ช่วยประจำตัวของจูลส์ แม้เธอจะไม่ปลื้มเท่าไหร่

เบนอาจดูเป็นคุณลุงขี้เหงาแต่เขาเป็นคนมีเสน่ห์และเปิดกว้าง ไม่มีการตั้งโต๊ะตำหนิติเตียนพฤติกรรมแห่งยุคสมัยและความ casual จนเกินกาลเทศะของเด็กยุคใหม่ เบนแค่ให้คำแนะนำในเวลาที่เหมาะ เขาเรียกเสียงหัวเราะในตอนแรก เราค่อยๆ รู้สึกว่าเขาเติมอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในบรรยากาศของที่ทำงานแห่งนั้น เริ่มจากคนที่นั่งข้างๆ ไปจนถึงจูลส์ ผู้ยุ่งเสมอ แถมยังพยายามปลีกตัวให้ไกลจากเขาเพราะความเชื่อมั่นว่าเข้ากับคนอื่นได้ยาก โดยเฉพาะคนต่างยุคต่างสมัย ที่แค่ดูจากการแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ก็แทบจะเหมือนพูดกันคนละภาษาแล้ว

งานทำให้จูลส์แทบไม่เหลือเวลาว่างสำหรับสามีลูกและการนอนหลับ และงานเติมเต็มชีวิตที่ว่างเปล่าให้กับเบน แน่นอน เติมหัวใจที่ว่างเปล่าด้วย เขาได้เจอหวานใจคนใหม่จากที่ทำงานนี่แหละ ในฐานะเด็กฝึกงาน เบนไม่ได้เป็นฝ่ายเรียนรู้การทำงานของเด็กยุคนี้เพียงอย่างเดียว เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ถึงศิลปะในการใช้ชีวิตและวิธีจัดการกับปัญหาในสไตล์ของคนยุคเบนด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจเป็นอะไรที่ดูเชย โอลด์แฟชั่น แต่มันเป็นการแก้ปัญหาแบบคลาสสิก ที่มีประนีประนอมอันเด็ดขาด ที่สำคัญ โรแมนติกซะด้วย

เบนกลายเป็นไอดอลของเด็กเนิร์ดหลายคนในออฟฟิศ เขาแนะนำวิธีทรีตสาวที่ทำให้ได้ใจของเธอ เขาทำให้จูลส์วางใจ อย่างเงียบๆ เขาได้รับความไว้วางใจจากเธอ กระนั้นเบนยังอยู่ในขอบเขตของเขา สำหรับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับจูลส์ เบนมองดูห่างๆ อย่างเอาใจช่วย และในที่สุดเธอก็เลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเธอ ครอบครัว และทีมงาน

ฉันไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ขนาดโคตรปลื้ม รักสุดๆ แค่ชอบใจที่ในความเป็นหนังรอม-คอมที่ “ฟีลกู้ด” มันยังอุตส่าห์สะกิดเตือนให้เรา คนยุคนี้ที่เหมือนจะพราวกับความเป็นศูนย์กลางของโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง และความเชื่อมั่นว่าสามารถไขคำตอบทุกอย่างในโลกได้ด้วยอำนาจของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่าที่จริงเราไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง เอาอยู่ สตรอง กับทุกสิ่งทุกอย่าง จะอายุแค่ไหนเราก็ยังเป็นเพียง “เด็กฝึกหัดการใช้ชีวิต” ที่ยังใหม่และอ่อนด้อย น้อยประสบการณ์ชีวิตในมุมแปลกใหม่

หนังไม่ได้โบยตีเราด้วยความจริงข้อนี้แล้วก็ทิ้งเราไว้ตรงกลางทาง แต่ยังให้ตัวช่วยด้วยการบอกว่า ไม่เป็นไรนี่ สำหรับอะไรที่เราไม่รู้ หรือไม่มั่นใจ ลองถามผู้ใหญ่ได้นะ ส่วนพวกผู้ใหญ่ ในประเด็นแปลกใหม่ที่ยังไม่รู้ ลองถามเด็กดู อาจจะได้คำตอบที่ฟังแล้วงง แต่ลองจูนดู เดี๋ยวดีเอง

ฉันยังชอบหนังเรื่องนี้ที่มันพูดถึงการเลือกวิถีการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง เชื่อว่าหลายคนดูแล้วคงอดถามตัวเองไม่ได้ว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว เราจะเลือกอะไรให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด งาน หรือชีวิตครอบครัว หรือจะลองโจทย์ที่ท้าทายในขั้นกว่า คือเลือกที่จะให้อภัย พยายามประนีประนอม ออมชอม ประคับประคองชีวิตทั้งสองส่วนให้มันเดินไปด้วยกัน พร้อมๆ กันได้

อืมม์ ชีวิตฉันตอนนี้ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ไว้ถึงเวลาค่อยปรึกษาผู้มีประสบการณ์ละกันนะ

on reading: ทิฟฟานี่ ทร็อตต์ เดตอย่างไรให้หายโสด

มาตรฐาน

image

ผู้หญิงปกติ หน้าตาไม่ได้ขี้ริ้ว อยากสวยก็แต่งสวยได้ที่เป็นโสดมาจนอายุ 37-38 ปี มันก็ต้องหวั่นไหวบ้างล่ะ อีตอนโดนแฟนทิ้งในวันเกิด (ที่จริงหมอนั่นเป็นเกย์นะยะ ถ้าหล่อนไม่รู้ฉันจะบอกให้!) แล้วเพื่อนฝูงที่รักและหวังดี (เลยอยากให้มีคู่ตุนาหงันไวๆ) พากันมาปลอบอย่างนั้นอย่างนี้ บ้างก็ปลอบดีๆ บ้างก็ขู่แกมปลอบ กดดันให้ออกสังคมต่างๆ นานา จะได้มีโอกาสเจอหนุ่มคนใหม่ที่เข้าตา ฯลฯ พอมาบวกกับแม่ที่คอยปลอบใจเสมอด้วยคำพูดทำนองว่า “แม่เชื่อว่าต้องมีหนุ่มดีๆ สักคนแถวนั้นๆ เดี๋ยวลูกก็เจอเอง”

…มันยิ่งเครียดนะโว้ยยย

คือสาวโสดน่ะ อยู่คนเดียวมานานจนรู้ว่าเป็นโสดมันสบาย บริหารเวลางานและกิจกรรมส่วนตัวสบายๆ ทำได้ทุกอย่างที่อยากทำ อย่างเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระที่จะเดตกับคนที่น่าสนใจ เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจใคร แถมว่างเสมอสำหรับเพื่อนทุกคน …คือโสดน่ะดี แต่ใจคอมันจะพลอยหวั่นไหว เหงาวูบๆ ขึ้นมาเสมอ อีตอนเห็นเพื่อนมีครอบครัว มีเดต ไปงานแต่ง เพื่อนสนิทที่เคยเกือบแต่งงานเก่ากำลังหลงใหลแฟนใหม่หัวปักหัวปำ ยิ่งเวลาไปเจอคนที่ชอบเอามากๆ แต่มารู้ความจริงทีหลังว่าคบกับหมอไม่ได้เพราะว่าหมอมีเมียแล้วนี่มันยิ่งกรี๊ด

ทำไม ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไมฉันถึงจะมีแฟนน่ารักๆ สักคน ที่ตั้งใจจะคบกันจริงจังถึงขั้นแต่งงานกับเขาบ้างไม่ได้?

Isabel Wolff เขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ 1988 ให้ยัย ทิฟฟานี่ ทร็อตต์ สติแตกหลังจากถูกบีบคั้นจากรอบด้าน ฉัน ผู้ซึ่งกำลังหายใจอยู่ในปี 2015 อ่านไปก็ขำนะ บางทีก็นึก ทำไมวะ ความโสดนี่มันเป็นปัญหาสังคมหรือไงวะ ไม่ได้ขึ้นไปนั่งโสดบนบ้านใครนะเฟ่ย! แต่นึกแล้วก็เข้าใจนาง สังคมยุคนั้นคงไม่อาจให้อภัยคนโสด นอกจากนี้ฉันเองก็เคยผ่านภาวะแบบนั้นมาบ้าง ยิ่งนึกถึงเวลาญาติที่นานปีเจอกันทีถามทุกครั้งว่า “เมื่อไหร่จะแต่งงาน” อารมณ์เดียวกับ “เมื่อไหร่แกจะเอ็นท์ฯ ติดวะ?” แล้วอยากจะกรี๊ด

ใครทำให้ป้าเชื่อว่าการหาผัวได้คือใบเซอร์ติฟิเคตของชีวิต? แล้วการที่คนคนนึงมีโอกาสเรียนมหา’ลัยรัฐ มันก็ไม่ได้เป็นการรับประกันดีกรีความเก่งเก๋อะไรเลยนี่ คนไม่ได้เรียนมหา’ลัย แต่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีเยอะไป ฯลฯ

….ปล่าว ฉันไม่ได้กรี๊ดออกไปยาวๆ อย่างนั้นจริงๆ หรอก อย่างมากก็หัวเราะสวยๆ ถือว่าเปิดโอกาสให้ญาติผู้ใหญ่สบายใจที่ได้แสดงออกถึงความห่วงใย ด้วยความไม่ค่อยจะแคร์ ฉันเลยยังไม่เคยจนตรอก ถึงขั้นลงโฆษณาหาคู่ในหนังสือพิมพ์หรือสมัครใช้บริการบริษัทหาคู่อย่างยายทิฟฟานี่ อิอิ

หนังสือเล่มนี้เล่าวีรกรรมตลอด 1 ปี ของทิฟฟานี่ ทร็อตต์ ความพยายามที่จะพบผู้ชายที่ตัวเองชอบสักคน คนที่มีคุณสมบัติเหมาะใจ ใช่ แล้วก็มีโอกาสจะมีความสัมพันธ์ที่พัฒนาได้ ฉันอ่านในวันที่เลยวัยของนางมาแล้ว ในปี ค.ศ. ที่ล้ำสมัยกว่าสมัยของนางมามาก สังคมเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ก็เลยออกจะขำแบบที่หัวเราะไม่เต็มเสียงนัก เพราะพอเข้าใจหัวอกของนางอยู่ อย่างไรก็ตามความเพียรพยายามของนางดูจะให้ผลสัมฤทธิ์ที่น่าพอใจอยู่เหมือนกัน เมื่อในที่สุด ผู้ชายคนที่ตัวเองชอบที่สุดในบรรดาผู้ชายเป็นสิบๆ ที่ออกเดตด้วยเขาก็มีใจให้ และมีอันมาขอคบด้วยจนได้

แทนที่จะคบๆ กับเขา แล้วก็แต่งงานมีบุตรไปได้ใช้ไข่ของตัวเองก่อนหมดอายุอย่างที่เคยฝัน ยัยทิฟฟานี่ ทร็อตต์ ดันตั้งคำถามสำคัญให้กับชีวิตสาวโสดของนางอีกครั้ง ว่าจริงๆ แล้วนางอยากมีครอบครัว (มีผัวน่ะ) มากกกก จนสามารถสละชีวิตโสดที่แสนจะน่าหวงแหนได้จริงหรือ?

กวนตีนจริงๆ นะคนเรา ตอนอยากได้นี่อยากได้แทบจะขาดใจตาย พอจะได้ขึ้นมาดันลังเลง่ายๆ ซะงั้น

on reading: เงาราหู

มาตรฐาน

image

โสภาค สุวรรณ เขียนเงาราหูเขียนตั้งแต่ปี 2516 หรือก่อนนั้นนิดหน่อย (ว้าย ฉันยังไม่เกิด!) ยุคนั้นเขายังสื่อสารกันด้วยจดหมายและโทรเลข (โทรเลขสมัยนี้ไม่มีแล้วนะคะ หนูๆ) เครื่องบินในประเทศไปภูเก็ตมีหรือยังไม่รู้ แต่รู้ว่าจะไป-กลับพังงาต้องใช้รถโดยสารไม่ปรับอากาศ! รถยนต์ติดแอร์นับเป็นของหรู จะโทรศัพท์ทางไกลยังต้องให้โอเปอเรเตอร์ต่อให้ และกิจการเหมืองแร่ยังเป็นข้อบ่งชี้ถึงความร่ำรวยของเศรษฐีหัวเมือง เออ แต่คนรวยเขานิยมส่งลูกเรียนโรงเรียนประจำกันจังนะ

เป็นเรื่องราวในชีวิตของผู้คนที่จะไม่มีอย่างนั้นอีกแล้วในยุคปัจจุบัน (ก็ทุกอย่างเจริญขึ้นมาก สวนทางสุดๆ กับศีลธรรมในตัวคน) เด็กกำพร้าที่มาอยู่ในความอนุเคราะห์ของน้าสาวที่ไม่ใช่ญาติโดยสายเลือด พ่อแม่เลี้ยงมาดีหน่อยก็เลยเป็นเด็กดีอยู่ในลู่ในทางเหมาะสม แม้จะสวยแต่ไม่แร่ด อยากเรียนอักษร แต่เขาอยากให้เรียนบัญชีก็ยอมเรียนบัญชี (หัวดีเรียนอะไรก็ได้เนอะ) จะได้จบออกมาทำบัญชีให้เขา กตัญญูกตเวทีมั่นคงจนยอมทำทุกอย่างไม่ว่าจะร่วมมือในการเบียดบังเงินทองสามีเขา กระทั่งยอมแต่งงานกับคนแก่คราวพ่อเพื่อช่วยขัดดอกเงินกู้ให้เขา

คิดว่าจะสบายแล้วสิ สาวกำพร้า สวย การศึกษาดี ได้เศรษฐีคราวพ่อเป็นสามี ไม่หรอก นี่มันเรื่องของโสภาค สุวรรณ ผู้สนใจเรื่องจิตเวช และนี่ไม่ใช่นิยายโรแมนติก จึงต้องมีเนื้อหาหนักพอควรค่ะ เล่าอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่งมาครึ่งเรื่องละ เครื่องติดซะที ในที่สุดก็ถึงตอนสนุก เศรษฐีหนุ่มใหญ่ที่ครองโสดมาจนอายุป่านนั้นโดยไม่มีแม้แต่บ้านเล็กเป็นบุคลิกที่ควรสงสัยที่สุด (อย่างน้อยที่สุดต้องสงสัยว่าเป็นเกย์ไหม!) แต่ไม่มีใครสงสัยเลย สืบกันแค่มีเมียเป็นตัวตนไหม มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกหรือเปล่า ถ้าแกตายใครจะได้สมบัติ เลยไม่มีใครรู้ว่านี่น้ากำลังส่งหลานไปเป็นเมียคนเซ็กซ์วิตถาร

เออ โสภาคฯ ใช้คำว่าวิตถาร ฉัน ผู้ซึ่งเกิดหลังนิยายเรื่องนี้รวมเล่มหลายปี (อิอิ) ออกจะเห็นว่าไม่ขนาดนั้น เพียงแต่อาจจะผิดฝาผิดตัวไปบ้าง  ถ้าคุณดำเกิงไปจับคู่กับผู้หญิงที่มีรสนิยมทางเพศไปด้วยกันได้ ทำนองหยิน-หยาง ไม่ใช่กับคุณน้องสไบทองผู้สวยงามบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยแปดปื้อนแม้แต่ถูกผู้ชายจับมืออย่างนี้

ก็น่าสงสารอยู่หรอก นึกไม่ออกว่าถ้าฉันเป็นคุณน้องจะถึงกับบ้าไปเลยไหม คงไม่ แต่ก็อาจจะใกล้บ้าได้เหมือนกัน ชีวิตมันโหดร้าย แต่ในนิยายย่อมมีพระเอกเนอะ พระเอกที่ตอนแรกคิดว่าต้องเป็นคนทำร้ายนางเอกแน่กลับกลายเป็นอัศวินมอมแมมช่วยฉุดนางเอกขึ้นมาจากบ่อตมซะงั้น

จบไม่ค่อยโดนใจเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้มันสอนให้รู้ว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเรื่องประเสริฐจริง แต่ในโลกมันมีคนหลายประเภท คุณน้านั้นถึงจะอยู่มานาน อาบน้ำร้อนมาก็มาก แต่ก็ไม่น่าจะรู้จักคนครบทุกประเภท ดังนั้นก็ไม่ใช่ว่าคุณน้าให้แต่งกับใครคุณหลานก็ตอบ “ได้ค่ะ”

ก่อนปลงใจแต่งงานกับใคร ไม่ว่าจะแต่งด้วยความรัก หรือแต่งกับสินสอด ควรศึกษากันจนแน่ใจก่อน ว่ารสนิยมทางเพศไปด้วยกันได้จริง

ไม่อย่างนั้นก็อยู่โสดสวยๆ ไปก่อน แต่งงานไม่ยากหรอก หย่ายิ่งง่าย แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รีบแต่ง รีบหย่านี่คะ

อ้อ ผู้หญิงสมัยนี้นั้นสามารถอยู่เป็นสุขๆ ได้โดยไม่ต้องมีสามีเลยนะ รู้ยัง ตั้งใจเรียนหนังสือไว้ก่อนน่ะถูกแล้ว อย่างน้อยจะได้มีหนทางทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงญาติผู้มีพระคุณและลูก (ถ้ามี)

on reading: ลำเนาป่า

มาตรฐาน

image

เข้าใจว่า “ลำเนาป่า” เป็นหนังสือที่คนรุ่นเดียวกันจำนวนไม่น้อยอ่านจบแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อาจเพราะหนังสือเล่มนี้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน สำหรับกลุ่มเด็กวัย 13-18 ปี ค่าที่ผู้เขียนใช้ศัพท์สำนวนไพเราะนัก

ฉัน ผู้ซึ่งไม่ได้อ่าน แต่ได้ยินเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ พูดถึงกันอย่างหนาหู เมื่อโตขึ้นมาถึงวัยมหา’ลัยจึงไปหาหนังสือเล่มนี้มาไว้บ้าง รู้สึกจะมีฉบับพิมพ์ครั้งแรกกับเขาด้วย แล้วก็ทำหาย จึงซื้อใหม่เป็นปกนี้ จัดว่าเป็นหนังสือที่อยากอ่าน แต่ก็ทิ้งให้มันนอนรอฉันเปิดอ่านอยู่อย่างนี้ จนกระทั่ง. . .

จนกระทั่งผู้ชายคนหนึ่งที่มีโอกาสได้คุยกันในเวลาสั้นๆ โดยยังไม่มีโอกาสเจอกันตัวเป็นๆ มาทักว่า ฉันทำให้เขานึกถึงนางเอกในหนังเรื่อง “คือฉัน” (พ.ศ. 2533) หนังไทยสมัยสันติสุข พรหมศิริ ยังเป็นพระเอกขึ้นหม้อ ซึ่งสร้างมาจาก “ลำเนาป่า” นั่นทำให้ฉันไปค้นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้อ่าน รอให้อ่านเล่มที่ on reading อยู่จริงๆ ขณะนั้นจบเสียก่อน

พอเริ่มก็ใช้เวลาไม่นาน ก็หนังสือมันเล่มนิดเดียว และใจความไม่มีอะไรมากเลย ยิ่งมาอ่าน ณ ตอนที่แก่ป่านนี้แล้วยิ่งรู้สึกสงสัย ว่านอกจากศัพท์สำนวนไพเราะละลานตาเสนาะหูด้วยคลังคำมหาศาลของ ศิเรมอร อุณหธูป แล้ว นอกจากอุดมการณ์และความแน่วแน่ของลำเนาแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีอื่นใดที่คบกริบ น่าจับใจกว่านี้อีกไหม

คิดแล้วก็คงมีเท่านี้

ที่ไม่โดนเท่าไหร่ คงเพราะฉันอ่าน “ลำเนาป่า” ช้าไปมาก คือมาอ่านเอาตอนที่รู้จัก เข้าใจตัวเองดีแล้ว มาอ่านในวันที่บอกตัวเองว่าไม่แคร์แล้วว่าจะหาเจอไหม ผู้ชายคนที่รักและอยากใช้ชีวิตร่วมด้วย ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่ประเด็นแล้วว่าหากได้พบเจอเขาคนนั้น (ผู้ให้เกียรติฉันพอๆ กับที่เขาให้เกียรติตัวเอง) ฉันจะแต่งงานกับเขาดี หรือเราจะอยู่ด้วยกันด้วยความรักและซื่อสัตย์ล้วนๆ ไม่ต้องผูดมัดรัดกันไว้ด้วยทะเบียนสมรส หรือให้กำเนิดชีวิตที่เรียกว่าลูกเพื่อใช้เป็น “โซ่ทองคล้องใจ” อะไรทำนองนั้น

ตัวตนของลำเนาในหนังสือจึงไม่ใช่สิ่งสง่างามยิ่งใหญ่อะไรนักในสายตาผู้หญิงวัยฉัน ยิ่งฉันใช้ชีวิตในสังคมที่พัฒนามาซับซ้อนหลายชั้น ไกลจากโลกวันที่ลำเนารักกับชด ลำเนาที่ฉันเพิ่งรู้จักจึง แน่นอนว่าเป็นผู้หญิงน่านับถือคนหนึ่ง รู้จักตัวเอง มั่นใจในตัวเอง และกล้าพอจะยอมเสียโอกาสที่จะได้อยู่กับคนรัก เพื่อให้ได้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ

แต่ลำเนาไม่ใช่ผู้หญิงแปลก เป็นวีรสตรีเด่นดีอะไร เพราะที่จริงผู้หญิงทุกบนโลกคนควรเลือก และกำหนดชีวิตตัวเองได้แบบลำเนา

แล้วฉันก็มาคิดว่าฉันทำให้เขา (ผู้ซึ่งมีโอกาสคุยกันเพียงผิวเผินแต่ยังไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ) นึกถึงลำเนาตรงไหน เฉพาะเรื่องวัยก็ไกลจากกันมาเยอะแล้ว และฉันก็แค่นักสุขนิยม ติดสุข ไม่มีปัญหากับแสงสี ทำงานในเมือง ไม่เกลียดกรุงเทพ ไม่ได้ชังรถติดขนาดลำเนา เป็นพนักงานบริษัทมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ได้เป็นคนเจ้าอุดมการณ์และเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อคนด้อยโอกาสขนาดลำเนา ส่วนเรื่องความคาดหวังจะได้แต่งงานไหม จะคบกันยังไง ฉันกับเขาก็ยังกันไปไม่ถึงตรงนั้น และเอาเข้าจริงฉันยังไม่รู้หรอกว่าจะออกแบบชีวิตช่วงนั้นอย่างไร (ถ้ามีโอกาสมีนะ) ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีใครกล้ามาขอฉันไปเป็นเมียไหม หุหุ

ก็เลยสงสัยว่าจะมีแค่ผมหยิกฟูนี่ละมั้ง ที่ฉันทำให้เขานึกถึงลำเนา

เป็นเรื่องของ “เปลือก” ล้วนๆ เลยนะนั่น

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (5) : สวนแห่งแรงบันดาลใจ

มาตรฐาน

image

ฉันอยากจะวิ่ง แต่กลัว

เคยวิ่งเมื่อเด็กๆ แต่คงเริ่มแรงไปหน่อย คือเริ่มด้วยการวิ่งจริงๆ เลย ผลปรากฏว่าเหนื่อยเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมากๆ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งคู่นั้นอีกเลย หยิบมาใช้อีกทีพื้นรองเท้าถึงแก่หลุดออกจากกัน

เวลาล่วงเลยมาอีกสิบกว่าปี คิดจะวิ่งอีกครั้ง เพราะมโนไปว่าการวิ่งออกไปเหมือนม้าป่าช่างดูมีอิสระเสรี แข็งแรง แล้วก็ชนะ คือชนะใจตัวเอง ฉันปั่นจักรยานลงถนนได้แล้ว แต่ยังออกวิ่งไม่ได้ ก็น่าจะลองดูไหม คิดไปคิดมากแล้วตัดสินใจกับตัวเอง ว่าจะลองวิ่งดู รองเท้าวิ่งคู่ใหม่ก็ซื้อมานานแล้ว

แต่ฉันก็ยังไม่ลืมกลัวหัวใจจะหลุดออกมาเหมือนวันนั้น จึงบอกตัวเองว่าเรามาเริ่มต้นด้วยการเดิน

ฉันเริ่มเดือนบนสายพานเมื่อวันพุธของอาทิตย์ที่แล้ว เราปรับให้สายพานเคลื่อนเร็วขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ฉันยังปรับสปีดให้เพียงแค่เดินได้ ยังไม่กล้าวิ่ง ความเร็วที่ไม่เกิน 7 กิโลเมตรของชั่วโมง ฉันให้ตัวเองเดินอยู่ 45 นาที และทำอย่างนั้นอีกครั้งในวันต่อมา วันต่อมาต้องหยุดเพราะการทำงานไม่เอื้ออำนวย กับเว้นไปอีก 2 วันเพราะท้องเสีย

เริ่มต้นอาทิตย์นี้อย่างสวยหรูด้วยการเปลี่ยนไปเดินที่สวนเบญจกิติ (ต่อไปนี้ขอเรียกว่าสวนยาสูบ เพราะชอบชื่อนี้มากกว่า) สวนนี้ฉันเคยแวะไปเพื่อปั่นจักรยาน ยังไม่เคยทำกิจกรรมที่ต้องใช้ขาของตัวเอง เช้าวันจันทร์ เพื่อนสาวขับรถมารับแต่เช้า เพราะต้องเผื่อเวลาให้การจราจรและกิจกรรมของเรา เมื่อไปถึง มันเป็นเวลาที่ดี เป็นเช้าที่มีเมฆมากและลมพัดเย็นชื่นตลอดเวลา กัลปพฤกษ์สองสามต้นที่กำลังบานสะพรั่งนั้นเหมือนยืนต้นต้อนรับเรา อากาศโดยรอบหอมชื่นใจนัก ฉันเดินเร็วได้ 2 รอบ เป็นระยะทางใกล้ๆ 4 กิโลเมตร เพื่อนวิ่ง น่าประทับใจมาก นางวิ่ง ฉันเดิน

เช้าวันอังคาร เพื่อนสาวยังมารับแต่เช้า เราตั้งใจจะไปคลาสโยคะร้อน ฉันรู้สึกดี ในคลาสร้อน แต่แสงสวยและรู้สึกสงบมาก ตกเย็นเราไปสวนยาสูบอีก บรรยากาศเปลี่ยนไปจากตอนเช้า ลมยังพัดเย็น แม้ไม่สว่างนัก แต่คึกคักไปด้วยผู้คนที่มีความมุ่งมั่น ทั้งคนเดิน คนวิ่ง คนปั่นจักรยาน ไม่ใช่สวน แต่เป็นผู้คนที่มุ่งมั่นรอบตัวที่ให้แรงบันดาลใจกับฉัน บางคนยังเด็ก บางคนเป็นผู้ใหญ่ บ้างก็มาเป็นคู่ เป็นกลุ่ม ทุกคนล้วนตั้งอกตั้งใจ มองไปข้างหน้า ไม่ได้แข่งกับใครนอกจากตัวเอง เห็นบางคู่ให้กำลังใจกันแล้วฉันรู้สึกดีจัง จำได้ว่าบอกเืพื่อนว่าชอบบรรยากาศที่นี่

เช้าวันพุธ ฉันบอกเพื่อนว่าจะปั่นจักรยานบ้าง ไม่ได้ปั่นหลายวันกลัวจะลืม ที่สำคัญคือ คิดถึง วันพฤหัสบดีฉันตื่นสายและเบี้ยว ไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่หอบรองเท้าวิ่งมาด้วย

เช้าวันนี้ วันศุกร์ ฉันปั่นจักรยานออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ นัดมาพบกับเพื่อนซึ่งขับรถมาที่สวนยาสูบ รู้สึกมีความสุขมาก ดีจริงๆ ที่วันนี้อากาศดีอย่างที่มันควรเป็น แค่ฝนไม่ตก การมีแดดออกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลยสำหรับเช้าวันหนึ่งในฤดูร้อน สวนยาสูบดูสวยสดใสท่ามกลางแสงยามเช้าที่พระอาทิตย์ไม่เอียงขนาดในฤดูหนาว ฉันพบมุมบางมุมที่เป็นเหมือนบันทึกฤดูกาล มองข้ามลานใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่มีดอกสีชมพูกลีบอ่อนบอบบางร่วงราวกับปูพรมไป ในแสงอันอบอุ่น ฉันเห็นคนวิ่งบ้างเดิืนบ้าง นักปั่นปั่นจักรยานคันเล็กบ้าง ใหญ่บ้างไปตามทางทางสำหรับจักรยาน ดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวา

ฉันบันทึุกภาพสวนแห่งนี้ไว้อีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเดิน

เช้านี้เดินไม่ได้นาน ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะว่าแสงแดดหลัง 8 โมงเช้าในเดือนมีนาคมชักจะโหด เราออกจากสวนก่อน 8.30 น. ฉันปั่นจักรยาน เพื่อนขับรถ เราไปพบกันที่ปลายทาง อาบน้ำ สดชื่น หาข้าวกินก่อนเริ่มงาน นี่คือชีวิตแบบที่เราควรจะใช้

อีกไม่นานฉันจะวิ่ง ฉันเชื่อว่าจะวิ่งได้เพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสวนยาสูบ ไม่ใช่จากการจินตนาการขึ้นเองบนลูวิ่ง (แม้ฉันจะรักความรู้สึกบนนั้นเหมือนกัน)