Monthly Archives: กันยายน 2012

ปาดังเบซาร์: แม่ น้า และ พี่ น้อง

มาตรฐาน

แม้ไม่ใช่ปลากระป๋อง แต่คนเราก็มีวันหมดอายุ

เราจะสะดุ้งแล้วก็ตระหนักถึงสิ่งนี้เมื่อความตายของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือเพื่อน เฉียดกรายเข้ามาใกล้ แต่แม้ยังไม่มีโอกาสเช่นนั้นก็อาจสะดุ้งเบาๆ ได้จากการดูหนัง “ปาดังเบซาร์”

เบื้องหลังความตาย มีความเศร้าเสียใจและความรู้สึกผิดของคนที่อยู่ข้างหลัง พี่ รู้สึกผิดที่ทำให้แม่เสียใจแล้ว และกลับมาไม่ทันดูใจแม่ ส่วนน้อง นอกจากรู้สึกผิดที่ปล่อยให้แม่ไปอย่างเดียวดายแล้ว ยังรู้สึกโกรธพี่สาวตัวเองไม่น้อย

ในครอบครัว มักมีเรื่องที่เราไม่เข้าใจและปล่อยค้างไว้ไม่ได้เคลียร์ให้หายข้องใจเสมอ ไม่รู้ว่าเรากลัวคนที่เรารักจะรับเหตุผลของเราไม่ได้ หรือกลัวตัวเองจะรับไม่ได้ที่เขารับไม่ได้ จึงมักจะดองความข้องใจนั้นไว้ใต้พรม แล้วก็ทำเป็นลืมไปว่ามันอยู่ตรงนั้น จนใครๆ ในบ้านเดินสะดุดพรมปูด เจ็บตัวอยู่เป็นนาน ถึงจะแคะมันออกมาสะสาง ทำความสะอาด

ต้องรอให้แม่ไม่อยู่เสียก่อน พี่น้องถึงจะได้เปิดใจคุยกัน เพียงเพื่อจะได้เข้าใจและปลอบโยนกัน

ในครอบครัวของฉันก็มีเรื่องที่ฉันซุกไว้ใต้พรม ที่ฉันไม่พยายามจะอธิบายให้น้องเข้าใจนั้นไม่ใช่อะไร แค่เพราะไม่คิดว่าน้องจะเข้าใจ (ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่มั่นใจหรอกว่ามันจะไม่เข้าใจ ที่จริงๆ มันอาจจะเข้าใจก็ได้) เรื่องมันเล็ก แต่มันแหลมคม โดนทิ่มเมื่อไหร่เป็นร้องกรีดกันทุกคนไป

ฉันไม่แน่ใจว่าจะหวังได้ไหม ว่าเรา พี่ น้อง จะเข้าใจ และเคารพในเหตุผลของกันและกันได้ก่อนแม่ตาย แม่ของฉันอาจไม่จากเราไปกะทันหันเหมือนแม่ของ พี่ น้อง ในเรื่อง แต่ความตายของแม่คล้ายเมฆฝนทะมึน มันเริ่มปรากฏตัวที่ขอบฟ้าด้านโน้นแล้วสิ

หมายเหตุ:

1.ปาดังเบซาร์ (I Carried You Home) เขียนบทและกำกับโดย ต้องปอง จันทรางกูร ได้รับเกียรติให้ฉายโชว์ในเทศกาลหนังชั้นนำมาแล้วทั่วโลก นำแสดงโดยอคัมย์สิริ สุวรรณศุข, อภิญญา สกุลเจริญสุข

2. เพื่อนรักที่นั่งข้างกันในโรงหนังสงสัยว่า แม่ตาย ทำไมตัวน้าถึงร้องไห้หนักกว่าลูกนัก เว่อร์ไปหรือเปล่า

ฉันคิด แล้วบอกเพื่อนว่าฉันไม่รู้สึกแปลกใจที่น้องร้องไห้ขนาดนั้นให้กับการจากไปของพี่ “ไม่รู้สิ” ฉันบอกเพื่อน “อาจจะเพราะพี่น้องที่โตมาด้วยกันผูกพันกันแบบมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน เด็กมาด้วยกัน เป็นสาวด้วยกัน พอพี่มีลูก น้องก็ยังช่วยเลี้ยงอีก

“แล้วที่ลูกไม่ร้องไห้ฟูมฟาย ก็ไม่ได้แปลว่าลูกไม่เสียใจกับการสูญเสียแม่เลย ไม่ใช่หรือ”

ความสูญเสียพ่อแม่สำหรับลูกมันเศร้ากว่าน้ำตาไหลนะ ฉันว่า

3. ข่าวว่าหนังมีกำหนดฉาย 20 กันยายนนี้ เฉพาะโรงในเครือเอส เอฟ เวิลด์ และลิโด้ เท่านั้น

4. ภาพประกอบจาก http://www3.truecorp.co.th/investor/entry/601

Advertisements

Eternal Sunshine of the Spotless Mind: อยากลืมกันจริงๆ หรือ?

มาตรฐาน

ESSM

    Apr 16, ’08 11:34 AM
for manois ‘s contacts

Category: Movies
Genre: Drama

คุณเคยอยากลืมใครสักคนไหม?

ใคร ที่อาจจะทำให้คุณโกรธ ทำให้เจ็บช้ำ หรือรู้สึกผิดมากจนไม่อยากเหลือความทรงจำเกี่ยวกับเขาอีกต่อไป ไม่ แม้กระทั่งเรื่องดีๆ ที่เขาเคยทำ

ใครสักคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวที่คุณอยากให้มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ดิฉันเองก็เคย

การ โคจรมาพบกันของเราเกิดขึ้นในวันที่มวลอากาศร้อนในอกดิฉันลอยตัวสูง เปิดช่องให้มวลอากาศเย็นจากไหนก็ไม่รู้ก็พาเมฆและไอน้ำเคลื่อนเข้าแทนที่ อย่างเร็ว

“พายุฤดูร้อน” นำพาความชุ่มชื้นและเม็ดฝนมาก็จริง แต่ขณะเดียวกันก็มาพร้อมลูกเห็บ ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ในความเร็วลมที่พร้อมพัดทำลายของที่ขวางหน้าอยู่ได้ราบเป็นหน้ากลอง

ตั้งนาน กว่าลม ฝน จะสงบ ฟ้าจะแจ่ม แล้วก็ทิ้งซากสภาพหลังพายุไว้ให้ช้ำใจ

บาง ทีถ้าดิฉันไม่ยอมให้มวลอากาศเย็นถาโถมเข้าใส่แบบนี้ แล้วเลือกอดทนอยู่นิ่งๆ สักพัก รอให้ความร้อนมันคลาย ละลายหายไปเอง ชีวิตก็อาจดำเนินไปได้อย่างสงบ แน่นอนว่าอาจจะไม่มีต้นไม้ใหม่แตกหน่อ ผลิดอก แทงยอดใหม่ หลังได้น้ำฝน แต่ต้นเก่าๆ ที่ยืนต้นมาหลายปีก็คงไม่หักโค่น เสียหาย ไม่มีซากปรักหักพัก รก สกปรก รอวันสะสางให้สะอาดเอี่ยม (เก็บมาตั้งนานแล้วยังไม่เอี่ยมเสียที)

การมาของพายุฤดูร้อนจึงไม่รู้ว่าเป็นการสร้างสรรค์หรือทำลายมากกว่ากัน

ตอน ที่คนเราอยากตัดใจจากเรื่องบางเรื่อง ก็คงจะเข้าอีหรอบเดียวกับการเลิกจากอะไรบางอย่าง เช่น บุหรี่ กาแฟ แม้แต่เหล้า บางคนก็ใช่เทคนิคค่อยๆ ลด แล้วจึงเลิก บางคนก็หักดิบซะเลย

สำหรับ ดิฉันเอง พบว่า เวลาจะยุติความสัมพันธ์กับใครสักคนนั้น ใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้ เพราะมันไม่ทันใจ ไม่เด็ดขาด และจะทำให้ตัดขาดไม่ได้เสียที ต้องใช้วิธีหักอกหักใจ ตัดกันไปเลย แรกๆ อาจแย่สักหน่อย แต่ถ้าทำได้ก็จะ recover จิตใจได้เร็ว

แต่อุปสรรค ของการหักอกหักใจไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความทรงจำ มันทั้งซึมซอกซ่อนอยู่ตามสมองในซอกหลืบต่างๆ ของสมอง (มักจะโผล่ออกมาหลอกหลอนเป็นประจำในยามหลับ และเมื่อเผลอไผลในยามตื่น) กับอีกที่ปรากฏตัวในรูปของสิ่งมีตัวตนอย่างบันทึก ไฟล์ภาพถ่าย รูปที่อัดมาแล้ว โน้ตที่เขาเขียนเขียนให้ ลูกบิดประตูห้องที่เขามาติดให้ แก้วที่เขาทำคู่ของมันแตก แม้กระทั่งแก้วกาแฟที่เคยชงให้เขากิน เพลงบางเพลง รวมทั้งเบอร์ของเขาที่เมมฯ ไว้ในโทรศัพท์เรา และทางกลับบ้านที่เคยเดินด้วยกัน

ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ทำให้นึกถึงเรื่องเก่า แต่ดิฉันก็ไม่ได้ทิ้งมันไป ยังคงเก็บไว้ทรมานใจตัวเองเล่นๆ อย่างนั้น

เมื่อ ได้ดู Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ในวันที่อาการข้างเคียงจากปฏิบัติการหักอกหักใจเริ่มดีขึ้นนิดหน่อย ก็เลยเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้ามีบริการ erase ใครบางคนออกไปจากความจำของเราจริงๆ อย่างในหนังแล้ว จะมีใครสักกี่คนที่อยากจะไปลบคนบางคนให้หายเกลี้ยงไปจากความจำ

เพราะ เอาเข้าจริงแล้ว ความทรงจำที่แสนทรมานเหล่านั้นมันเป็นเรื่องที่เราหวงแหน อยากจะเก็บไว้ทรมานใจตัวเองเล่นๆ ในวันข้างหน้า จะอ้างว่าเอาไว้เป็นบทเรียนเตือนใจตัวเอง หรือเพื่อระลึกถึงวัยใสไร้เดียงสา อ่อนต่อโลกและความรักก็ตามแต่

ลึกๆ แล้วเราก็ยังอยากจะเก็บมันไว้กับเรา

แม้จะไม่ทราบว่าคนที่เราเคยอยากลืมเขา (แต่ยังไม่ลืม) จะลืมเราไปแล้วหรือไม่ก็ตาม

บันทึก:
Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)
เป็น หนังที่ดูได้รอบแล้วรอบเล่าโดยไม่มีเบื่อ เพราะแต่ละรอบที่ดูก็จะพบรายละเอียดเพิ่มขึ้น และรายละเอียดเหล่านั้นก็ทำให้คนดูผู้มีประสบการณ์ร่วมยิ่งดิ่งลึกสู่ห้วง ความรู้สึกของตัวเองเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่หนังที่ทำให้คน ผิดหวังจากความรักเศร้ารันทดกว่าเดิม ในทางตรงกันข้าม มันจะช่วยเตือนให้เรากลับไปค้นหาความรู้สึกดีๆ ในความสัมพันธ์ สะกิดให้นึกถึงความประทับใจเมื่อแรกรู้จักกัน วันที่ต่างรู้สึกต่อกันโดยบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีข้อแม้ หรืออีโก้เข้ามาข้องเกี่ยว วันที่ยังไม่มีใครทำให้อีกคนเจ็บปวด ยังไม่คำพูดเชือดเฉือนทำร้ายความรู้สึกกัน

ดูหนังเรื่องนี้แล้ว บางทีคนที่เอาแต่จ้องจะตำหนิติเตียน บ่นว่าคนรักอยู่ตลอดเวลาจะได้ฉุกใจคิดว่า เออ ที่จริงที่เรารักเขาที่ตัวเขา ไม่ได้รักที่ความสมบูรณ์แบบซะหน่อย ดีไม่ดี จากที่อยากลืมๆ กันไป อาจจะอยากเริ่มต้นใหม่ดีๆ อีกสักหน (เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง)

คุณ ค่าของหนังเรื่องนี้ยังอยู่ที่ความประณีตบรรจงในการร้อยเรียง เล่าเรื่องราว ผ่านบทภาพยนตร์อันยอดเยี่ยม (Charlie Kaufman) ที่มาจากพล็อตกินใจ และวลี Eternal Sunshine of the Spotless Mind จากบทกวีชื่อ ‘Eloisa to Aberlard’ ของ Alexander Pope เทคนิค สัญลักษณ์ และภาพที่เล่าเรื่องได้อย่างสุดเท่ เจ็บปวด และถึงความรู้สึก (เป็นการพิสูจน์ข้อปรามาสในตอนต้นว่า Michel Gondry ก็แค่ผู้กำกับ MV) การแสดงที่น่าประทับใจของทุกตัวละคร (ความสวยของ Kate Winslet และ Kirsten Dunst ) รวมทั้งเพลงประกอบด้วย

Eternal Sunshine of the Spotless Mind จึงเป็นหนังอีกเรื่องที่น่าลงทุนซื้อ DVD ติดบ้านไว้

สำหรับดูเพื่อเตือนความทรงจำบางอย่าง

ดื่มเบียร์ที่มุมบาร์

มาตรฐาน
  Nov 3, ’08 12:00 AM
for manois ‘s friends & their friends and manois ‘s family & their family

Category: Books
Genre: Literature & Fiction
Author: Charles Bukowski/แปล อาณัติ มาตรคำจันทร์
ตอนแรกคิดอยากจะรายงานว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว กรี๊ดเรื่อง “คุณจูบนังลิลลี่” ดังที่สุด
แต่พอได้อ่าน “ล้างหน้าไก่” ก็อยากจะกรี๊ดให้หนักกว่าเดิม 
ด้วยว่ามันช่างกระแทกใจดิฉันอย่างจัง

“คุณจูบนังลิลลี่” เป็นเรื่องของความหึงผัวแบบไร้สติของผู้หญิงวัยทอง (ต๊าย เปล่ากระแทกใคร แม้แต่ตัวเองนะฮะ อ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนเกิดปัญหาชีวิตล่าสุดแล้วละฮะ) คือคุณป้าเธอฝังใจเรื่องที่ผัวเคยจูบผู้หญิงชื่อลิลลี่ แม้จะเป็นเวลา ๕ ปีผ่านมาแล้ว แต่เธอก็ยังไม่หยุดถามผัว กระแทก เหน็บแนมผัวถึงจูบอันแสนหวานกับผู้หญิงชื่อลิลลี่ 

อันว่าผัวเมีย ถ้าไร้ซึ่งความไว้วางใจในกันและกันแล้ว คงยากที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบและสันติ 
หลังจากทะเลาะกัน (ตามเคย) คุณลุงผู้ผัวก็หลับไปอย่างรวดเร็ว คุณป้าก็เกิดบ้าขึ้นมา คว้าปืนมายิงผัว แล้วบูคาวสกี้ก็จบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างคาดไม่ถึงอีกตามเคย 

ส่วน “ล้างหน้าไก่” กระแทกใจกว่าอีก 
เพราะมันสะท้อนชีวิตเฮงซวยและความเบื่อผัวของสตรีที่มีอาชีพเป็นเมียมา ๓ ปี ตื่นเช้าขึ้นมา ปวดขี้ปวดเยี่ยวยังไงผัวไม่สน ถ้าอยากเอา ต้องได้เอา เสร็จแล้วก็ต้องเตรียมอาหารเช้าให้ผัว ผัวหาอะไรไม่เจอก็ถาม พอแสดงความหงุดหงิดบ้างก็โดนผัวตบ… ช่างเขียนได้ยังกะเป็นเมียแสนซวยคนนั้นเสียเอง

“คืนหนาว” เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึก..โหวง
ส่วน “หายตัว” นั่น ตอนแรกคิดว่าจะเป็นเรื่องอีโรติกดีๆ แล้วเชียว อ่านไปๆ กลับปล่อยก๊ากออกมาได้ 

……………………
ด้วยความเคารพ
อิฉันได้หนังสือเล่มนี้มาด้วยโชคและวาสนา
ตอนที่แวะไปเยี่ยมมิโดริจังที่บูธงานสัปดาห์หนังสือเมื่อกลางเดือนตุลาที่ผ่านมา 
ในครั้งที่สองที่ไปนั้น ปรากฏว่าเจอนางาซาว่าคุง และนางาซาว่าคุงก็ได้ให้หนังสือเล่มนี้กลับมาอ่าน
แถมด้วยลายเซ็นสุดเท่ (เห็นแล้วเปรี้ยวปากทุกที) 
ถ้าจำไม่ผิด เจ้าตัวบอกว่า ‘ไม่มีสาระอะไรหรอก แต่อาจจะชอบ’

ปรากฏว่าชอบจริงๆด้วยแหละฮะ
มันมันดี แดกดี มึนดี อย่าไปมองหาตรรกะเลย เพราะนี่คือรวมเรื่องสั้นที่ออกแนวเซอร์เรียล (แบบลุงๆ )
ตอนที่อ่านบทแรกน่ะ กะจะแซวนางาซาว่าคุงว่าที่เลือกเรื่องนี้มาแปล เพราะว่าอ่านแล้วมันมีฟิลลิ่งของงาน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผสมกับน้าชาติ กอบจิตติ ใช่ไหม ปรากฏอ่านๆ ไป มีกลิ่นเรื่องแฟนตาซีแบบมูราคามิโชยออกมาได้อีก 
สรุปแล้วลุงนักเขียนขี้เมา (รวมคนแปลด้วยไหมฮะ?) ช่างเป็นคนที่เขียนเรื่องที่อ่านแล้วหดหู่ก็หดหู่ จะเพ้อฝันก็เพ้อได้น่าเวทนาเชียว จะประชดชีวิตก็ทำได้อย่างแสนขมขื่น บทจะเขียนให้ lost ก็ lost ไปได้อย่างกู่ไม่กลับ หาความ lust ไม่เจอเลย
ใครชอบอ่านเรื่องแนวนี้ลองหามาอ่านดูฮะ ถ้าหายากนัก แนะนำให้สั่งซื้อทางไปรษณีย์ที่ http://www.wekluay.com ฮะ

ดีใจจัง ที่ได้อ่าน
^__^ 

The Fall: ได้รักรั้งไว้ ไม่ให้หล่น

มาตรฐาน
  Nov 5, ’08 6:43 PM
for manois ‘s friends & their friends and manois ‘s family & their family

Category: Movies
Genre: Drama
นึกว่าจะพลาด แต่ก็ไม่พลาด
ได้ดู The Fall (2008) หนังของ Tarsem Singh ผู้กำกับติสต์ตัวพ่อ รอบเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะเพื่อนโปรแกรมเมอร์เลือกหนังเรื่องนี้
คนเพิ่งเจอกัน ต้องตามใจกันหน่อย

เป็นหนังที่ดูโดยไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับมันอีกตามเคย (ก็ไม่มากกว่าที่ได้อ่านจากบล็อกของอาอิหรอก) ทำให้รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย เท่าที่สภาพโทรมๆ ของสังขารที่ได้นอนไม่พอ เพราะหลับๆ ตื่นๆ กับฝันตลอดคืนวันเสาร์จะตื่นเต้นไหว 

ไตเติลขึ้นปุ๊บรู้เลย… นี่หนังติสท์ 

เออ รักไตเติลหนังเรื่องนี้จัง ดีใจด้วยที่ตอนนี้ชอบเสียงเครื่องสายแล้ว 

หนังเล่าถึงการหล่นจากที่สูงสารพัดแบบ..มิน่า ถึงได้ชื่อ the Fall 

รอย สตั๊นท์หนุ่มเลิฟเฮิร์ตส์ที่เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลเพราะการฆ่าตัวตายโดยการแสดงฉากขี่ม้ากระโดดลงจากสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำสูงประมาณ ๒๕ เมตรได้มั้ง ลงน้ำ (…ม้าที่เขาควบในฉากก็คงจะ..ตายใช่ไหม?) 

เป็นการฆ่าตัวตายที่เจ๋งจิงๆ ภาพสวย มีพยานเพียบ แล้วก็ได้งานอีกตะหาก

พยายามมาหลายหน รวมทั้งหนนี้ แต่รอยไม่ได้ตายสมใจเสียที รอบนี้เขาเข้ามานอนตายท่อนล่างอยู่ในโรงพยาบาล แล้วก็ได้เจอกับยัยอ้วนวัย ๕ ขวบ นาม อเล็กซานเดรีย ที่เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลเพราะแขนหัก ก็หล่อนตกลงมาจากต้นส้มหรืออะไรเนี่ย แม่หล่อนมีอาชีพเก็บส้ม

เขา (ผู้กำกับซิฮะ) ทำให้เราหลงรักยัยอ้วนฟันหลอที่ไม่มีวี่แววจะโตมาเป็นสาวสวยแต่อย่างใดคนนี้ ด้วยการให้เธอเล่นเป็นชาวต่างชาติ-ดูเหมือนจะเป็นโรมาเนีย (ความรู้ทางภาษาไม่ได้เริ่ดขนาดนั้น ก่อนเขียนอ่านๆ เรื่องย่อนิดหน่อยอะ) ความสามารถทางภาษาอังกฤษของยัยอ้วนก็เลยอยู่ประมาณระดับเดียวกับอิฉัน.. อดเอ็นดูหล่อนไม่ได้เล้ย

แรกๆ รอยคงเหงา เลยหลอกให้เด็กมาติดด้วยการเล่านิทานแฟนตาซี แต่หลังๆ คงอยากจะใช้เพื่อนเด็กอ้วนให้เป็นประโยชน์โดยการให้ไปจิ๊กมอร์ฟีนในห้องเก็บยามาให้ (ก็เพราะเขาติดยาน่ะสิ)

ความใสของเด็ก ๕ ขวบ ทำให้ยัยอ้วนติดเรื่องเล่าแฟนตาซี (ภาพสวยจะขาดใจ) ที่รอยเอาประสบการณ์เจ็บปวด(ใจ)ของคนเล่า มาเบลนด์กับจินตนาการใสๆ คนฟังอย่างงอมแงม ติดหนึบจนต้องมาทุกวัน ตอนที่ไม่ได้มาก็คิดฟุ้งซ่านไปตามเรื่อง 

แล้วด้วยความอยากรู้ อยากฟังเรื่องต่อไวๆ หล่อนก็เลยทำการใหญ่ ไปขโมยมอร์ฟีนอีก

เกิดเรื่องละซี

คราวนี้ยัยอ้วนพลาดตกลงมาหัวกระแทกพื้น (คุณผู้กำกับฮะ การเล่าเรื่องตอนนี้สยองมาก แต่ไม่โหด ชอบมากฮะ) แล้วรอยก็ลากสังขารมาเยี่ยมยัยอ้วนถึงข้างเตียง

ยัยอ้วนในผ้าพันหัว (เห็นแล้วเจ็บเว้ย) ขอร้องให้รอยเล่าตอนจบ ชีเอ็กซ์เป็กว่ามันจะจบแบบแฮปปี้ แต่รอยทำไม่ได้ เขาไม่อาจทรยศความรู้สึก แต่งเรื่องให้ตัวละครจบชีวิตด้วยการร่วงหล่นบ้าง ถูกธนูเสียบบ้าง ถูกตีจนตายบ้าง คนแล้วคนเล่า 

ยัยอ้วนปวดใจเหลือคณนา…คนดูด้วย

รอยกำลังจะเล่าให้ตัวเองตาย…รักแท้โดนทรยศแล้วจะตูอยู่สู้หน้าตัวเองได้ไง ประมาณนั้น

แต่ยัยอ้วนไม่ยอม

แล้วก็ถึงฉากที่ ถ้าต้องเสียน้ำตากันบ้าง ก็คงจะเสียกันตอนนี้

ยัยอ้วนคร่ำครวญน้ำตาไหล บอกว่า ไม่ยอมให้รอยตาย… เพราะอะไรนะ? (เพราะว่าหนูรักพ่อใช่ไหม?)

เออ…นั่นแหละ ไอ้รอยมันถึงได้ตาสว่าง ว่าเออ โลกนี้ใช่จะไร้สิ้นซึ่งคนรัก 

อย่างน้อย เด็กอ้วนฟันหลอที่นอนร้องไห้เพราะอยากฟังนิทานที่จบแบบแฮปปี้คนนี้ก็รักเขา (รักจริงๆ เราเชื่อ) 

เรียกว่ารักของยัยอ้วนมาห้ามไม่ให้รอย (ในเรื่องเล่า-ซึ่งแน่นอนว่าเป็นภาพสะท้อนของรอยในชีวิตจริง) ไม่ได้ Fall หรือตายไป อย่างที่เขาอยากจะตาย แต่ต้องอยู่เพื่อคนที่รักเขา

นั่นแหละ แล้วเรื่องเล่าของรอยก็จบลง

…เรื่องจริงในชีวิตจริงในหนังยังดำเนินต่อ ยัยอ้วนกลับไปเก็บส้มเหมือนเดิม แต่ชียังไม่ทันโตเป็นผู้ใหญ่ปุบปับหรอก ชียังมีชีวิตใสๆ ขำๆ ไปตามประสา 

…แต่รอยสิ ไม่รู้ว่าที่สุดแล้ว ฆ่าตัวตายสำเร็จไหม?

บันทึก:
-หนังเรื่องนี้น่าซื้อดีวีดี จะได้ดูซีนสวยๆ ซ้ำแล้ว-ซ้ำอีก ใช้สร้างแรงบันดาลใจเก็บเงินเที่ยวก็ได้
-ช่างเป็นหนังที่เต็มไปภาษาสัญลักษณ์ ที่ต้องใช้สติปัญญาในการแปล
-แอบหลับไปตอนต้นเรื่อง แต่ยังกลับมาดูรู้เรื่อง…ฉลาดซะไม่มี
-ว่าแต่ว่า เราดู the Cell หรือยังฟะ? นึกไม่ออก
-เจอกันครั้งแรกดันดูหนังติสท์แตกเรื่องนี้ด้วยกัน แถมยังอภิเชษฐ์ด้วยกันทั้งคู่ สงสัยจะคบกันได้นะฮะ
-หนังเรื่องนี้(น่าจะ)ยังฉายอยู่ที่ลิโด้ เช็ครอบที่ โทร. 0 2252 6498

Ladies in Lavender : สัจธรรมเกี่ยวกับเด็กหนุ่ม

มาตรฐาน
  Nov 23, ’08 9:09 PM
for everyone

Category: Movies
Genre: Drama

หยิบหนังเรื่องนี้มาดูเพราะคิดถึงป้าอ้อย

ไม่ใช่เพราะป้าอ้อยคือพี่สาว(โสด)ที่เคยเป็นบัดดี้ไปไหนมาไหนด้วยกัน แถมมีแนวโน้มจะไม่เอาสามีมาเป็นภาระกับชีวิตอย่างเดียวเท่านั้นดอก
แต่เป็นเพราะตอนนี้ป้าเค้าย้ายไปหนาวอยู่ถึงเมืองลีดส์โน่น

แต่เรื่องราวในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลายปีอยู่ ณ คอร์นวอลล์ เมืองริมทะเลของอังกฤษ ในฤดูร้อน (หรือสปริงก็ไม่แน่ใจ) แต่เป็นฤดูที่คุณป้าสองพี่น้องจูงมือกันลงไปเดินเล่นที่ชายหาด (แม่เจ้า.. เต็มไปด้วยหิน) กันอย่างร่าเริง ก่อนที่พายุจะเข้าในคืนนั้น 

แล้วพัดเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาเกยตื้นในเช้าวันต่อมา

แล้วชีวิตรูทีนแสนสงบสุขของสองป้าก็เปลี่ยนไป

เด็กหนุ่มชาวโปล(ลิช) หน้าตาโซโซ (ไม่หล่อ มีดีแค่ความหนุ่ม) พูดอังกฤษไม่ได้ กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของสองป้า (รวมคุณเมดด้วยอ้ะ) จะกินจะนอน จะหิว จะอิ่ม สามป้ากระวีกระวาดจัดการให้ทั้งสิ้น

แค่นั้นไม่พอ สองพี่น้องยังแอบหวั่นไหวกับความสดใสของเด็กหนุ่มกันไปไม่น้อย ออกจะเป็นหนักในกรณีของป้าเออร์ซูล่าคนน้อง ที่ยังโสด และสดทั้งแท่ง ต่างกับป้าเจเน็ตที่เคยมีฝาละมีมาแล้ว เลยพอมีวุฒิภาวะบ้าง และที่เอ็นดูเด็กหนุ่ม บางทีก็ออกจะเหมือนแม่เอ็นดูลูก

แต่ป้าเออร์ซูล่าสิ (แสดงเก่้งชิบ) แกจำแลงกายเป็นสาวน้อยผู้หวั่นไหวกระนั้นเลย
(เด็กหนุ่มจะสังเกตเห็นก็หาไม่)

วันหนึ่ง ทุกคนก็ค้นพบอัจฉริยภาพ (สมัยนี้เค้าใช้คำนี้กัน) ทางดนตรี (ไวโอลิน) ของเด็กหนุ่มแอนเดรีย ก็ที่มาเกยตื้นน่ะ เป็นเพราะเขาโดยสารเรือจะไปแสวงโชคในอเมริกา แต่เรือดันมาแตกเสียก่อนน่ะสิ

เสียงเพลงของแอนเดรียยิ่งทำให้ป้าเป็นหนัก หลงกว่าเดิม ปลื้มกว่าเดิม ถึงขั้นหวง ไม่อยากบอกใคร ไม่อยากให้เด็กหนุ่มจากไปไหน

แต่เด็กหนุ่มก็คือเด็กหนุ่ม มันยังมีไฟ มีไดรฟ์ มีความทะเยอทะยาน มันไม่อยากมาหมกตัวอยู่ในบ้านนอก วันๆ มีป้าแก่ ๒ คนที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง (ก็พูดกันคนละภาษา) คอยล้อมหน้าล้อมหลังเอาใจหรอก

พอได้รู้จักกับศิลปินสาว(สวย) น้องสาวของอัจฉริยะนักไวโอลิน เด็กหนุ่มก็เลยตามสาวสวยนางนั้นไปฝากตัวกับพี่ชายของหล่อนโดยไม่ต้องคิดกันมาก

ยังความปวดใจให้สองป้ายิ่งนัก

ป้าเออร์ซูล่าถึงกับเหม่อลอยด้วยความเศร้าสร้อย ละห้อยหาด้วยความหวามไหว ก็ก่อนหน้านี้เธอถึงขั้นฝันถึงฉากโรมานซ์ระหว่างตัวเอง (เมื่อยังสาวสะพรั่ง) กับเด็กหนุ่มเชียว

โอ…มันช่างน่าเศร้า

จนกระทั่งวันหนึ่ง สองป้าได้รับพัสดุจากลอนดอน เป็นภาพพอร์เทรตของเด็กหนุ่ม วาดโดยศิลปินสาว(สวย) ที่เขาหนีตามไป พร้อมจดหมายอธิบายความและขอโทษที่จากไปอย่างกระทันหัน 
เขาบอกว่า… 

ขอบคุณที่สองป้ามอบชีวิตใหม่ให้เขา
และนี่ไง เขากำลังจะใช้มันแล้ว

(T-T) 

เขากำลังจะแสดงสด ถ่ายทอดทางวิทยุ

สองป้าจึงตัดสินใจเข้าลอนดอน ไปฟังเด็กหนุ่มสีไวโอลินถึงในฮอลล์
เด็กหนุ่มทำคนในฮอลล์ตะลึง
และวันนั้น สองป้าก็เข้าใจ ว่า ที่ไหน ที่เด็กหนุ่มควรจะอยู่

หนังจบด้วยภาพด้านหลังสองป้าพี่น้องจูงมือกันเดินกลับ
(T_T)

บันทึก:
-เด็กหนุ่มหน้าเสื่อมมั่ก
-แต่เล่นไวโอลินดีจริงๆ
-เพลงที่เล่นในฮอลล์เพราะมาก ไม่รู้ชื่อเพลงอะไร ไม่ได้ตั้งใจดู
-ป้าเจเน็ต (Maggie Smith) และป้าเออร์ซูล่า (Judi Dench) เล่นดีจริงๆ
-คนเขียนบทช่างเข้าใจหัวอกสาวแก่
-อีกหน่อย เราอาจจะเป็นแบบป้า
-แต่สัญญาว่า เราจะไม่หลงรักเด็กหนุ่มหน้าเสื่อมๆ อย่างนี้เด็ดขาด

Ladies in Lavender : สัจธรรมเกี่ยวกับเด็กหนุ่ม

มาตรฐาน
  Nov 23, ’08 9:09 PM
for everyone

Category: Movies
Genre: Drama

หยิบหนังเรื่องนี้มาดูเพราะคิดถึงป้าอ้อย

ไม่ใช่เพราะป้าอ้อยคือพี่สาว(โสด)ที่เคยเป็นบัดดี้ไปไหนมาไหนด้วยกัน แถมมีแนวโน้มจะไม่เอาสามีมาเป็นภาระกับชีวิตอย่างเดียวเท่านั้นดอก
แต่เป็นเพราะตอนนี้ป้าเค้าย้ายไปหนาวอยู่ถึงเมืองลีดส์โน่น

แต่เรื่องราวในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลายปีอยู่ ณ คอร์นวอลล์ เมืองริมทะเลของอังกฤษ ในฤดูร้อน (หรือสปริงก็ไม่แน่ใจ) แต่เป็นฤดูที่คุณป้าสองพี่น้องจูงมือกันลงไปเดินเล่นที่ชายหาด (แม่เจ้า.. เต็มไปด้วยหิน) กันอย่างร่าเริง ก่อนที่พายุจะเข้าในคืนนั้น 

แล้วพัดเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาเกยตื้นในเช้าวันต่อมา

แล้วชีวิตรูทีนแสนสงบสุขของสองป้าก็เปลี่ยนไป

เด็กหนุ่มชาวโปล(ลิช) หน้าตาโซโซ (ไม่หล่อ มีดีแค่ความหนุ่ม) พูดอังกฤษไม่ได้ กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของสองป้า (รวมคุณเมดด้วยอ้ะ) จะกินจะนอน จะหิว จะอิ่ม สามป้ากระวีกระวาดจัดการให้ทั้งสิ้น

แค่นั้นไม่พอ สองพี่น้องยังแอบหวั่นไหวกับความสดใสของเด็กหนุ่มกันไปไม่น้อย ออกจะเป็นหนักในกรณีของป้าเออร์ซูล่าคนน้อง ที่ยังโสด และสดทั้งแท่ง ต่างกับป้าเจเน็ตที่เคยมีฝาละมีมาแล้ว เลยพอมีวุฒิภาวะบ้าง และที่เอ็นดูเด็กหนุ่ม บางทีก็ออกจะเหมือนแม่เอ็นดูลูก

แต่ป้าเออร์ซูล่าสิ (แสดงเก่้งชิบ) แกจำแลงกายเป็นสาวน้อยผู้หวั่นไหวกระนั้นเลย
(เด็กหนุ่มจะสังเกตเห็นก็หาไม่)

วันหนึ่ง ทุกคนก็ค้นพบอัจฉริยภาพ (สมัยนี้เค้าใช้คำนี้กัน) ทางดนตรี (ไวโอลิน) ของเด็กหนุ่มแอนเดรีย ก็ที่มาเกยตื้นน่ะ เป็นเพราะเขาโดยสารเรือจะไปแสวงโชคในอเมริกา แต่เรือดันมาแตกเสียก่อนน่ะสิ

เสียงเพลงของแอนเดรียยิ่งทำให้ป้าเป็นหนัก หลงกว่าเดิม ปลื้มกว่าเดิม ถึงขั้นหวง ไม่อยากบอกใคร ไม่อยากให้เด็กหนุ่มจากไปไหน

แต่เด็กหนุ่มก็คือเด็กหนุ่ม มันยังมีไฟ มีไดรฟ์ มีความทะเยอทะยาน มันไม่อยากมาหมกตัวอยู่ในบ้านนอก วันๆ มีป้าแก่ ๒ คนที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง (ก็พูดกันคนละภาษา) คอยล้อมหน้าล้อมหลังเอาใจหรอก

พอได้รู้จักกับศิลปินสาว(สวย) น้องสาวของอัจฉริยะนักไวโอลิน เด็กหนุ่มก็เลยตามสาวสวยนางนั้นไปฝากตัวกับพี่ชายของหล่อนโดยไม่ต้องคิดกันมาก

ยังความปวดใจให้สองป้ายิ่งนัก

ป้าเออร์ซูล่าถึงกับเหม่อลอยด้วยความเศร้าสร้อย ละห้อยหาด้วยความหวามไหว ก็ก่อนหน้านี้เธอถึงขั้นฝันถึงฉากโรมานซ์ระหว่างตัวเอง (เมื่อยังสาวสะพรั่ง) กับเด็กหนุ่มเชียว

โอ…มันช่างน่าเศร้า

จนกระทั่งวันหนึ่ง สองป้าได้รับพัสดุจากลอนดอน เป็นภาพพอร์เทรตของเด็กหนุ่ม วาดโดยศิลปินสาว(สวย) ที่เขาหนีตามไป พร้อมจดหมายอธิบายความและขอโทษที่จากไปอย่างกระทันหัน 
เขาบอกว่า… 

ขอบคุณที่สองป้ามอบชีวิตใหม่ให้เขา
และนี่ไง เขากำลังจะใช้มันแล้ว

(T-T) 

เขากำลังจะแสดงสด ถ่ายทอดทางวิทยุ

สองป้าจึงตัดสินใจเข้าลอนดอน ไปฟังเด็กหนุ่มสีไวโอลินถึงในฮอลล์
เด็กหนุ่มทำคนในฮอลล์ตะลึง
และวันนั้น สองป้าก็เข้าใจ ว่า ที่ไหน ที่เด็กหนุ่มควรจะอยู่

หนังจบด้วยภาพด้านหลังสองป้าพี่น้องจูงมือกันเดินกลับ
(T_T)

บันทึก:
-เด็กหนุ่มหน้าเสื่อมมั่ก
-แต่เล่นไวโอลินดีจริงๆ
-เพลงที่เล่นในฮอลล์เพราะมาก ไม่รู้ชื่อเพลงอะไร ไม่ได้ตั้งใจดู
-ป้าเจเน็ต (Maggie Smith) และป้าเออร์ซูล่า (Judi Dench) เล่นดีจริงๆ
-คนเขียนบทช่างเข้าใจหัวอกสาวแก่
-อีกหน่อย เราอาจจะเป็นแบบป้า
-แต่สัญญาว่า เราจะไม่หลงรักเด็กหนุ่มหน้าเสื่อมๆ อย่างนี้เด็ดขาด

Henry & June : ร้อยชู้หรือจะสู้ผัว

มาตรฐาน
  Jan 2, ’09 9:46 PM
for everyone

Category: Movies
Genre: Drama
ศุกร์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๒

สองสามวันมานี้ดูหนังที่สร้างจากหนังสือของ Anaïs Ninไป ๒ เรื่อง คือ Delta of Venus เมื่อวันก่อน กับ Henry & June (1990) ในวันนี้ และตัดสินใจว่าจะเขียนถึงเรื่องหลังนี้เรื่องเดียว

Anaïs Nin คือนักเขียนเรื่องอีโรติกหญิงคนสำคัญ เธอทำงานในยุคแกสบี้ ก็ช่วงปีทศวรรษที่ 1930’s หรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั่นแหละ อิฉันว่ายุคนี้มันสำมะคันทีเดียวทั้งในยุโรปและอเมริกา เพราะเป็นช่วงที่หนุ่มสาวปัญญาชนและคนชั้นกลางเริ่มเสาะแสวงหาความหมายของการมีชีวิต เริ่มตั้งคำถามที่เป็นปรัชญาหัวข้อเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ การแสวงหาความสุข (คนยุคนี้เค้าเล่นฝิ่นกัน) หาสารพันวิธีมาปรนเปรอตัวเอง แต่งตัวกันสวยงาม ผลิตเพลงดีๆ ที่เป็นแม่ของแจ๊ซ พร้อมๆ ไปกับการมุ่งมั่นตามหาความฝันของตัวเอง 
(อิฉันว่าบรรยากาศของยุคนี้มันเหมือนฟองสบู่สวยๆ ลวงๆ ที่พองขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะแตกโพละเพราะการบุกยุโรปของเยอรมันน่ะ-ก็ไม่รู้ถูกหรือเปล่าหรอก) 

Henry & June เป็นบันทึกของอนาอิส สาวช่างฝันที่มีพรสวรรค์ในการเขียน แรกเริ่มเดิมที่เธอก็คงจะเป็นผู้หญิงใสๆ มองโลกในแง่ดีประสาคนมีชีวิตไม่ลำบาก แต่สงสัยเพราะเธอเดาะหัวก้าวหน้า หยิบวรรณกรรมลามกจกเปรตน่ารังเกียจ ฯลฯ จนคนยุคนั้นต้องห้ามไม่ให้พิมพ์ ของ D.H. Lawrence มาอ่าน (โธ่เอ๊ย กะอีแค่ชู้รักเลดี้แชตเตอร์เลย์ แค่นี้ต้องห้ามอ่านด้วย) ก๊อเลยทำตัวก้าวหน้า อยากจะเป็นนักเขียนหญิงที่เขียนหนังสือแก้ต่างให้คุณลอเรนซ์นักเขียนที่เธอบูชาซะหน่อย

คุณบรรณาธิการจอมฉวยโอกาสคงเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ จึงสั่งสอนให้ว่า ถ้าอยากจะรู้เรื่องเซ็กซ์มากๆ ต้องหาประสบการณ์ (ถึงจะอยากด่าคุณบอกอจอมหื่นมาก แต่อิฉันขอยกย่องทัศนคติต่อเรื่องนี้ของอนาอิส เธอว่าเธอสงเคราะห์)

แล้วอนาอิสกับสามีผู้แสนดี คือฮูโก ก็ได้รู้จักกับ Henry Miller นักเขียนอเมริกันไส้แห้ง ผู้มีอุดมการณ์เดียวกันกับลอว์เรนซ์และอนาอิส ว่าเซ็กซ์มันคือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องน่าละอายต้องที่ต้องแอบทำกันเงียบๆมืดๆ (ฮ่าฮ่า) อนาอิสถูกชะตาเฮนรี่อย่างแรง แรงขับทางเพศมันคงจะโดนกันล่ะอิฉันว่า ยิ่งเธอรู้ว่าเฮนรี่มีแรงบันดาลใจเป็นจูน เมียคนสวยเจ้าอารมณ์แล้ว เธอยิ่งชอบใจ พาตัวเข้าไปสนิทสนมกับสองผัวเมียนี้ลึดขึ้นทุกที

ถ้าจะถามว่ากรณีนี้ อนาอิสหลงรักผัว หรือหลงรักเมียมากกว่ากัน อิฉันคงตอบยาก แต่บอกได้ว่า เธอ passion กับทั้งสองคนไปคนละแนว คนนึง อย่างที่ผู้หญิงจะดึงดูดกัน และอีกคน ในแบบหญิงชายที่ตื่นเต้นได้อารมณ์สุดเหวี่ยง ในแบบที่สามีไม่เคยริอ่านป้อน

อนาดิสหลงจูน เพราะจูนคือผู้หญิงที่ทำให้เธอทึ่ง จูนมีชู้รักเป็นผู้หญิง จูนปั่นหัวผู้ชาย เธอทึ่ง แล้วเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นอย่างนั้นบ้าง พอดีกับที่เฮนรี่มาหลงเธอ เลยทำให้เธอเป็นชู้กับเขาไปซะงั้น (สถานการณ์อย่างนั้นมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วค่ะ คุณขา) 

อิฉันเองก็คอยดูอยู่ว่า แล้วคุณฮูโกผู้สามีจะรู้ไหมว่าเมียแอบไปนอนกับชายอื่นทุกบ่อยๆ อิฉันว่าเธอรู้นะ แต่ว่า เธอรักเมีย และก็ไม่ได้รักอย่างหัวปักหัวปำด้วย อนาอิสเองก็ไม่ได้หลงชู้จนหน่ายผัว เธอยังรักผัวเหมือนเดิม นำประกายไฟสวาทที่ชู้จุดให้มาเผื่อแผ่ผัว คุณผัวก็รู้ว่าเมียเปลี่ยนไป (ในทางที่ยั่วขึ้น) ก็เลยยิ่งเครซี่คุณเมียใหญ่

การค้นหาความหมายของการเป็นผู้หญิง ซึ่งที่จริงมันก็คือการหาประสบการณ์ในการเป็นนักเขียนอีโรติกของอนาอิสดำเนินไปอย่างหวือหวา แต่ผู้กำกับ Philip Kaufman ไม่ได้เล่าในแบบแฟนตาซีจนเซอร์เรียล
ฉากรักล้วนสวยงาม ใช้บอกเล่าความรู้สึกที่ตัวละครมีต่อกันได้อย่างชัดเจน (โดยไม่ต้องโป๊ขนาด Lust Caution….แต่เรื่องนั้นมันก็สมเหตุสมผลของมันนะฮะ) 

ความฝันของอนาอิสเกือบเป็นจริงแล้ว (ฝันของเธอคือการร่วมรักกับจูนฮะ) แต่ดันหลุดปากบอกจูนไปว่าเคยนอนกะผัวของชีไปเสียก่อน ก็เลยอด อดไม่พอ หัวใจของผู้หญิงสองคนนี้แตกสลายทั้งคู่

รวมทั้งเฮนรี่ซึ่งต้องเสียทั้งเมียทั้งชู้ในเวลาเดียวกัน…แหม๋ มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้ายังทนอยู่กันต่อไปจะมีความสุขไหมฮะเนี่ย

ตอนอนาอิสถือต้นฉบับออกจากอพาร์ตเม้นต์ชู้ในเช้ารุ่งขึ้น เธอเดินออกมา น้ำตากลบตา แต่หูได้ยินเสียงแตรรถ 
…ใครจะเชื่อว่าผัวมารับ พร้อมถามว่าโอเคไหม?…โอว อิฉันซึ้งใจพี่ฮูโกจริง

หนังจบตรงนี้ ในฉากที่อนาอิสนั่งเคียงผัวอยู่บนรถเปิดประทุน น้ำตาไหล ผัวไม่ถามอะไร แต่ขอมือไปจับ ชอบเสียง voice over ของอนาอิสตอนนี้ฮะ

That morning I wept
I wept because I loved the streets that took me away from Henry
And would lead me back to him
I wept because the process by which I had become a woman was painful
I wept because from now on I would weeps less
I wept because I had lost my pain and was not yet accustomed to its absence

บันทึก
• เคยอ่านเรื่องสั้นแปลของอนาอิสตั้งแต่ยังเป็นเด็กแบเบาะในทางวรรณกรรมอีโรติก
• หนังสือรวมเรื่องสั้นแปลของอนาอิส (โดยพี่บาฟ) เล่มเดียวที่มีอยู่ที่แม่ลูกหมู
  ยืมชั้นไปนานกว่าอายุลูกหมูตั้งปี (เมื่อไหร่แกจะคืนยะ??)
• ชอบเรื่องของอนาอิสที่มันคลาสซี่ ไม่โจ๋งครึ่มจนดูหื่นต่ำอย่างเรื่องของนักเขียนหญิงอื่นที่เคยอ่าน
• เรื่องนี้อูม่าสาวมาก สวยมาก เป็นผู้หญิงที่สวยทั้งปาก และตา หน้าอก และขา (โอ้ย แล้วยังจะบลอนด์ยั่วๆ นั่นอีก!)
• อูม่าในบท June เป็นแค่ supporter แต่แค่นั้นก็เล่นดีมากแล้วนะ ทั้งบทดราม่าและอีโรติกเลย
• Maria de Medeiros เล่นเป็นอนาอิสก็เล่นดีมาก เธอเป็นผู้หญิงธรรมดาที่มีรูปร่างสวยมากด้วย (อูม่าเป็นนางแบบไง)
• หนังเรื่องนี้เพลงเพราะมาก ชอบที่เขาเอาเพลง Edith Pief มาใช้ มันเหมาะเลยล่ะ
• พอเอา Henry & June มาเทียบกันแล้ว หนัง Delta of Venus เลยกลายเป็นหนังอาร์ธรรมดาๆ ไร้เรื่องราว โปรดักชั่นก็งั้นๆ เล่าเรื่องก็งั้นๆ ไปซะงั้น
• คำถามเก่าผุดขึ้นมา…หรือที่จริงแล้วเราสามารถรักคนสองคนได้ในเวลาเดียว?