Category Archives: ได้คิด

เทรล 21K แรก (ที่ผ่านไปแล้ว)

มาตรฐาน

tum 4695

แล้วมันก็ผ่านไปเหมือนวันอื่นๆ

เหมือนว่าฉันได้ใช้ความตื่นเต้นส่วนใหญ่ที่มีไปกับการวิ่งมาราธอนแรก จึงเหลือความตื่นเต้นกับการวิ่งหลังจากนั้นเพียงพอประมาณ อาจยังคาดหวังกับการไปวิ่ง และผลการวิ่งบ้าง แต่บางงานก็ “เท” เอาง่ายๆ ไม่ได้เอาเป็นเอาตายกับมันจนนอนไม่หลับขับถ่ายไม่สะดวกเหมือนสมัยรอวันวิ่งมาราธอนแรก เพราะประจักษ์แล้วว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง เราก็แค่ทำมันให้ให้เต็มที่และดีที่สุดสำหรับตอนนั้น เพื่อจะไม่นึกเสียใจเมื่อเวลาล่วงไปแล้ว ว่าเรายังทำได้ไม่สุด 

เพราะมันจะผ่านไปเหมือนวันอื่นๆ

การวิ่งเทรล 21K โดยซ้อมไปแค่ระยะฟันรันในครั้งนี้ก็เช่นกัน (ฮา)

บอกตรงๆ ก่อนไปก็ยังไม่แน่ใจนะว่าจะวิ่งจบไหม เพราะยังไม่เคยเห็นเส้นทาง ยังไม่รู้ว่าฝนจะตกไหม (วิ่งอะไรก็ตามถ้าฝนตก ต้องคูณความยากกับบวกความอึดอดทนอีกหลายเท่าทั้งกาย และทางใจ) แถมฉันกับเพื่อนไม่ได้พยายามจะหาที่พักเลย เพราะโจทย์เราคือเราไม่มีรถ ได้ที่พักแล้วไง จะไปที่พักยังไง จะเดินทางจากที่พักมางานยังไง เลยคิดว่า เออ ไปรถตู้โดยสารแล้วนอนเต็นท์ที่งานก็ได้วะ (แม้จะแอบคิดว่า ถ้าฝนตกก็คงไม่ได้นอน-เดชะบุญที่ในที่สุดก็ได้เพื่อนอีกคู่หนึ่งช่วยอนุเคราะห์อุปการะด้านที่พัก) ตอนแรกเหมือนการไปวิ่งงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเรื่องสะดวกเลย ยิ่งใกล้วันงานก็ยิ่งมีดราม่า เรื่องยากันยุงบ้าง เสื้อบ้าง อันโน้นอันนี้ ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ ไม่รู้เพราะอยากจะลองไปวิ่งดูจริงๆ หรือเสียดายตังค์ค่าสมัครกันแน่ วันเดินทางก็ยังออกไปทำธุระตามปกติ ถึงเวลาก็จัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า แวะกินพิซซ่าตามธรรมเนียมแล้วก็ไป รถตู้ก็ทั้งแน่นและแคบ วิ่งช้า เพราะรถติด แล้วก็แวะจัง แต่ก็ยังไม่งอแงอะไร

พอไปถึงงานแล้วกลับรู้สึกดีมากที่ไม่เท ไปรับบิบกันอย่างงงๆ แล้วไปเลือกเสื้อที่เหลือๆ มาอย่างงงๆ (ฉันไม่ได้ซื้อ เพื่อนฉันซื้อ) ระหว่างนั้นก็โดนยุงกัดไป 2 ตัว (นี่ขนาดฉีดยากันยุงแล้วนะ) เพื่อนฉันคู่ที่มาถึงก่อนแล้ว วิ่งเสร็จไปแล้วในบ่ายวันนั้นอุตส่าห์ย้อนมารับ พาไปกินโหลดคาร์บเพิ่ม แล้วก็พามาพักผ่อน หลับสบายเต็มอิ่มยังกับนอนบ้าน เช้าก็พากันไปวิ่ง การวิ่งก็ผ่านไปอย่างดี ความทุกข์อย่างมากก็แค่หิว ไม่ถึงกับมีการปวดอึหรือฉี่ระหว่างทาง แดดร่มดี ฝนไม่ตก ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยกว่า ถ้าฝนตกคือเละ และลื่น จะวิบากกว่านี้อีกหลายเท่า รองเท้าเทรลราคาไม่แพงที่เพิ่งซื้อมาโอเคมาก ซัพพอร์ตข้อเท้าแน่นดี พื้นก็เกาะดีทุกสภาพ ไม่ว่าจะเป็นกรวด ดินลูกรัง ทราย หรือหิน (แต่ฝนยังไม่ตกก็อย่าเพิ่งไปการันตีว่าดีเลิศเนอะ เหอเหอ) เสียแต่ว่าแผ่นรองด้านในที่มากับรองเท้านิ่มยวบไป แต่แค่ยืมแผ่นรองของอีกคู่ที่เล็กกว่าครึ่งเบอร์มาใส่ แค่นี้ก็อยู่ ที่สำคัญรองเท้าคู่ไม่ทำให้เกิดตุ่มน้ำที่เท้าเหมือนคู่อื่นๆ ที่มักทำเจ็บเสมอ เมื่อใส่วิ่งนานๆ

ความไม่มีแรงจะวิ่งเร็วและไกล (ซ้อมน้อยไงอย่าลืมสิ) ก็เลยวิ่งไปเรื่อยๆ การไปเรื่อยๆ สลับเดินยาวๆ ก็ช่วยให้ไม่บาดเจ็บอะไรตรงไหน จบงานนี้เดินกลับยิ้มๆ ไม่เจ็บอะไรเลย นอกจากปวดเมื่อย กับระบมปลายนิ้วชี้ทั้งสองเท้าที่เผลอจิกลงกับพื้นอีกแล้ว เป้น้ำที่ลองใช้วิ่งไกลขนาดนี้ครั้งแรกก็ดีมาก ขอบคุณคนขายที่แนะนำรุ่นนี้ เพราะมันพอดีกับสรีระผู้หญิงมากกว่ารุ่นผู้ชาย (ที่มีราคาถูกกว่า น่าซื้อกว่า) น้ำหนักในเป้ที่กระชับกับตัวเหมือนไม่ใช่ภาระ รู้สึกคล่องตัว สบายตัวกว่ากระเป๋าคาดเอวที่เสียบกระติกได้ เหมือนแบบนั้นวิ่งจบแล้วมักจะเมื่อยๆ หลังข้างนึง เทรกกิ้งโพลที่เพิ่งสอยมาเตรียมสำหรับงานปีนเขา ลองเอามาใช้ครั้งแรกในเทรลนี้ พับแล้วถือวิ่งไป 10 โลแรกก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร เบาและถือง่ายกว่าขวดน้ำที่เคยถือวิ่งตอนซ้อมอีก (ว่าแต่ทำไมไม่เอาลงเป้?)

ส่วนที่ประทับใจคือเส้นทาง แม้บางช่วงจะมีฝุ่นมาก จากคนหลายร้อยออกวิ่งไปพร้อมๆ กันบนถนนลูกรัง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าฝนตกจะดราม่ากว่านี้ เส้นทางในป่านี้คือดีงาม เย็นตาเย็นกายเย็นใจ แม้ทางวกวนไปมา แต่ถ้าวิ่งไปตามริบบิ้นไม่มีทางหลง เขาเตรียมเส้นทางไว้ดีจริง บริหารจัดการเรื่องสวัสดิการก็ดี น้ำเย็นมีเพียบ เพียงพอทุกจุด เกลือแร่มีพอ ผลไม้ก็มีให้เลือก เราไม่กินแตงโมก็ยังมีกล้วยน้ำว้าให้กิน วิ่งเสร็จก็มีข้าวแกงแบบจอมบึงให้ตักกินตามความพอใจ กลับมาที่ป่า ป่าที่นี่ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่ยากเกินไป ไม่ง่ายเกินไป คือไม่ถึงกับเป็นป่าทึบที่เราไม่ควรเข้าไปรบกวน แต่ก็รกครึ้ม ร่มเย็น มีหลายนิเวศน่าสนใจ ทั้งป่าไผ่ ป่าโปร่งๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ ป่าเถาวัลย์ ที่สำคัญมันไม่ได้เป็นผืนใหญ่ ลึกจนรถเข้าไม่ได้ วิ่งๆ ไปจะพบว่าเราไม่ได้อยู่ห่างถนนใหญ่เท่าไหร่นัก ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน จะไม่ต้องกลัวเลย ใกล้จุดให้น้ำ ใกล้ถนนใหญ่  มีที่ไม่ค่อยชอบใจก็แค่ช่วงที่ต้องเข้าไปวิ่งวนในสวนสัตว์ สงสารพวกนั้น มันอยู่ในกรงเล็กแค่นั้นเอง ยังต้องตกใจกับกลิ่นมนุษย์หลายร้อยที่บุกเข้าไปเกือบพร้อมกัน

ฉันว่าฉันชอบวิ่งเทรลนะ มันเหมือนชีวิตดี เราออกเดินทาง ผ่านสองข้างทางที่มีทั้งพอใจ และไม่พอใจ ปลอดภัย และเสี่ยง ผ่านพบเรื่องราวที่ทำให้เราย้อนกลับมาดูตัวเอง บนเส้นทางนี้เราจะเอาแต่ใจเราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับใจไปตามปัจจัยในตอนนั้นๆ บนทางเรียบทางตรง วิ่งได้ก็วิ่งไป แต่พอถึงทางชันก็ต้องเพลาลง สลับเดินบ้าง บนถนนที่ไม่ราบเรียบ ก็หยุดปาดเหงื่อเมื่อเหนื่อย พักกับน้ำและอาหารเมื่อร่างกายต้องการ ได้เรียนรู้หลายอย่างผ่านภูมิประเทศหลากหลายตลอดการเดินทาง ไปพร้อมเพื่อนก็อุ่นใจดี มีเพื่อนคุย แต่ถ้าพลัดกับเพื่อน เราก็ต้องมั่นใจถ้าจะไปต่อ หรือถ้าจะรอก็ต้องใจเย็นๆ ชอบที่ได้เรียนรู้จากการรอคอย คอยเพียงเพื่อปีนขึ้นที่สูงที่ชวนเป็นลมมากๆ แล้วในที่สุดก็ต้องลงมา เพราะชีวิตจริงของเรามันรออยู่ข้างล่าง

ผลประกอบการวิ่งอาจไม่งดงาม แต่ดีใจที่ตัดสินใจไป ได้ไปรู้ไปเห็นอะไรที่ดีกับตัว ดีใจด้วยที่จบมันลงโดยไม่เจ็บ

ดีใจแต่ก็ไม่อะไรมาก

เพราะที่สุดแล้ววันนี้ก็จะผ่านไป เหมือนวันอื่นๆ

 

 

ป.ล. Shutterunning โปรฯ มาก ลองเข้าไปดูสิ แต่ละคนได้รูปดีๆ ทั้งนั้นเลย

Advertisements

นักเรียนคนแรก

มาตรฐาน

ฉันสมัครเรียนโยคะเพราะอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโยคะอาสนะที่เทียวเข้าเทียวออกสตูดิโอฝึกอยู่เรื่อย ห่างบ้างถี่บ้างตามเวลา โอกาส และแรงฮึด ตอนแรกแค่อยากรู้ว่าจะฝึกกันไปทำไม จะฝึกไปให้ได้อะไร มิได้มีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะ เนื่องจากเล็งแล้วว่าอาชีพครูโยคะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ คนหยาบๆ อย่างฉันคงไม่ไหวจะทน

แต่เมื่อได้ไปเรียน ฉันเห็นสิ่งใหม่ ทั้งครู เพื่อน และเนื้อแท้ของศาสตร์โบราณแห่งโยคะทำให้ฉันมองมนุษย์เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” ยิ่งกว่าที่แผ่เมตตามาตลอดชีวิต

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ อยากจะหยุดหายใจก็ทำไม่ได้ ตอนที่หมดสิทธิ์จะหายใจแล้ว จะเริ่มหายใจอีกครั้งก็ไม่ได้ 
แล้วจะไปอะไรมากมายกับมัน จะสะสมอะไรไปเยอะแยะ จะอยากได้ใคร่ดีอะไรนัก 

ฉันเริ่มอยากทำอะไรบางอย่าง เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นการแบ่งปันกระมัง อยากแบ่งปันสักเสี้ยวส่วนของแก่นแท้อันประเสริฐดีงามของศาสตร์โยคะ ให้กับคนที่ฉันรัก ผูกพัน ได้สัมผัส เรียนรู้ เผื่อเขาจะได้นำไปให้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตใจตัวเอง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบกายของเขา เหมือนที่ฉันได้รับ และอยากแบ่ง

ในขณะที่รอคอยโอกาสนี่อยู่เงียบๆ โอกาสและเวลาของเราก็มาประจวบเหมาะกันนะโอ๋

โอ๋เป็นน้องสาวคนละพ่อแม่ที่เติบโตมาด้วยกัน เราพบ และคบกันมาตั้งแต่โอ๋ยังเป็นสาวน้อย ฉันร่วมเป็นพยานในหลายโอกาสของชีวิตน้อง ตั้งแต่นางเริ่มรู้จักความรัก แต่งงาน มีลูก โอ๋ลูกสองแล้ว ก็เด็กชายทั้งสองในภาพนั่นไง 

เวลาผ่านไปหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกาย โอ๋กำลังตั้งใจแน่วแน่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นางก็เลยได้มาเป็นนักเรียนคนเแรกของฉัน

ดีใจที่โอ๋มาเป็นนักเรียนคนแรก ยินดีที่เห็นความตั้งใจของโอ๋ อยากจะขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ฉันมีวันนี้ วันที่พอมีอะไรจะแบ่งปันให้กับคนที่กำลังมองหา

รักแกนะโอ๋ เรามาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เริ่มรักและเอาใจใส่สังขารกันนะ จะได้อยู่เป็นซิสเตอร์กันอย่างนี้ไปนานๆ

เรียนชีวิตจากการพายเรือ

มาตรฐาน

-นั่งเรือ-

ยายกับตามีบ้านอยู่ริมแม่น้ำตาปี สมัยฉันยังเล็กถนนหลังบ้านยายยังไม่มี การคมนาคมหลักยังอยู่ในแม่น้ำ จึงมีโอกาสโดยสารเรือหลายลำ ตั้งแต่เรือติดเครื่อง เรือพาย ไปจนถึงเรือแจว ซึ่งก็น่าทึ่งไม่ใช่น้อยที่ภาพ เสียง และความรู้สึกระหว่างอยู่ในเรือลำที่ยายขนผัก ดอกบัว และอื่นๆ ไปขายที่ตลาดตอนเช้ามืดยังประทับอยู่ในใจแบบไม่มีอะไรมาเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความมืดตึ้ดตื๋อ ความเย็นของอากาศ กลิ่นและความกว้างของแม่น้ำ ดาวบนฟ้า จังหวะที่เรือโยนตัวขึ้นลงตามคลื่น และเสียงเครื่องเรือกับความเร็วที่พาเราแล่นตัดกระแสน้ำไป

ชีวิตวัยเด็กที่เชียงใหม่ แม้จะอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ชาวเชียงใหม่ถนัดใช้แต่รถแดงกับรถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ได้มาลงเรือกันอีกก็โน่นเลย เรือเฟอรี่สำหรับข้ามไปเที่ยวเกาะสมุยตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.1 เป็นเรือลำใหญ่เท่าตึกที่ให้ความรู้สึกนิ่งมาก เราแทบไม่รู้สึกว่าในทะเลมีคลื่น จนโตกว่านั้น เอ็นท์ฯ ติดธรรมศาสตร์ฯ ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้าง ฉันได้รู้จักกับเรือข้ามฟากครั้งแรกที่ท่าพระจันทร์ ได้เรียนรู้จังหวะการก้าวขึ้นลงระหว่างเรือกับโป๊ะ เป็นพื้นฐานให้การกระโดดลงเรือด่วนเจ้าพระยาในเวลาต่อมา จะใช้เรือด่วนฯ ต้องมีไหวพริบและคล่องแคล่วแพรวพราวกว่าเรือข้ามฟากนะ โดยเฉพาะตอนเรือเพียบคนบนน้ำเต็มฝั่ง และคลื่นลูกโต

บนเรือด่วนเจ้าพระยา ฉันได้เรียนรู้ว่าช่วงเวลาบนนี้คือการเรียนรู้จักการยอมรับและจำนนต่อชะตากรรม เพราะถึงเราจะรีบแค่ไหน พอก้าวลงเรือแล้วเราไม่มีทางไปได้เร็วกว่าที่สายน้ำและคนขับเรือจะเมตตา ฉะนั้น ระหว่างจุดนี้ไปจนถึงจุดหมายปลายท่า สงบใจชิลล์กับวิวสองฟากฝั่งไปจะดีกว่า

ระหว่างเรียนมหา’ลัย แอบหนีไปเที่ยวเกาะกับเพื่อนหลายแห่ง ที่ประทับใจคือเกาะเสม็ด คลื่นลมในทะเลขากลับมันแกว่งไกวจนลืมไม่ลง เราอยู่บนเรือประมงขนาดย่อม ลอยไปบนยอดคลื่น เจอทั้งฝนและแดด ตอนนั้นถึงกับนึกว่า หนีแม่มาเที่ยวคราวนี้ไม่รู้จะรอดกลับไปไหม แต่แล้วก็รอดกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นหวาดเสียวแต่สนุกมาก

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดมาตลอด ถ้าไม่กลัวน้ำเกินไป เรือจะเป็นอีกออปชั่นที่ดีสำหรับการสัญจรอันว่องไว ฉันว่าฉันชอบฟีลลิ่งของการโดยสารเรือในคลองแสนแสบจากท่าผ่านฟ้าไปประตูน้ำนะ ถึงกลิ่นจะแปลกไปจากแม่น้ำ แต่ชีวิตสองฟากคลองมันน่าดู แปลกตรงที่วิวของเส้นทางจากประตูน้ำถึงคลองตัน และคลองตันไปจนสุดสายที่วัดศรีบุญเรืองก็ต่างออกไปอีก น่าสนใจออก และดูเหมือนจะเป็นในคลองแสนแสบนี่แหละที่เป็นการโดยสารเรือที่ตื่นเต้นที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเที่ยวกลับเข้าเมืองตอนเย็นๆ ตอนฝนตกฟ้าคะนอง คลื่นในคลองสูงเกือบเท่าแม่น้ำ เพิ่งสวนกับเรืออีกลำ และกำลังจะผ่านช่องตอม่อใต้สะพานปูน ถ้านั่งหัวเรือ จังหวะที่เรือเงิบขึ้นตามคลื่นแล้วทิ่มหัวลงมานี่ เป็นอะไรที่เสียววาบได้แบบไม่อาจทำใจให้ชิน เรือในคลองแสนแสบเป็นอีกครั้งที่ทำให้ตระหนักว่าหลังจากก้าวลงเรือแล้ว ชีวิตเราอยู่ในมือคนอื่นอย่างแท้จริง

งานที่เคยทำช่วยเปิดประตูประสบการณ์ให้กว้างขึ้นอีกนิด เพราะการทำงาน ทำให้ได้สัมผัสกับเรือหลายประเภท ตั้งแต่แพไม้ไผ่สำหรับล่องลำธาร เรือใบที่แล่นได้ด้วยลม ไปจนเรือยอชท์ สปีดโบ๊ต กระทั่งเรือหัวโทง เรือยางตอนไปเที่ยวทีลอซู อ้อ เรือสำราญจริงๆ ก็เคยขึ้นไปชมมาแล้ว ตอนเรือมาแวะพักที่กรุงเทพฯ ณ ท่าเรือคลองเตย บนนั้นมีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำไปจนโรงละคร

แน่นอนว่าฉันไม่พลาดโอกาสสัมผัสเรือพายสายอีโคทัวริสม์อย่างคายัก เคยพายตอนสาวๆ แต่ไม่ไกลหรือนานพอจะประกาศได้ว่า ฉันพายเรือคายักเป็นจนได้มีโอกาสจับพายคายักจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้เอง

-พายเรือ-

ตอนยังเล็กเห็นผู้ใหญ่พายเรือแล้วชวนให้คิดว่าเรือพายง่าย จริงๆ คือไม่เลย เคยลองหัดพายเรือลำเล็กในท้องร่องที่ดูเหมือนยายจะใช้เก็บบัวหรือใช้รดน้ำผักในท้องร่อง ในความรู้สึกคือไม้พายทั้งใหญ่ ยาว และหนัก ไอ้เราก็ยังตัวเล็ก แค่จะยกจับให้ถนัดยังทำไม่ได้ดี ถ้าไม่มีขอบดินของท้องร่องทำหน้าที่เป็นแทร็กให้ สงสัยมีเป๋ พายวนเป็นวงกลม ก็เลยจบอยู่แค่นั้น พอเขาตัดถนนหลังบ้านยายเรียบร้อย บทบาทของเรือที่บ้านตายายรวมทั้งบ้านอื่นๆ ด้วยก็ลดลง ตาไม่ได้ออกไปหาปลา ยายไม่ได้ไปตลาด เรือลำเล็กๆ หายไปทีละลำ เรือลำใหญ่ถูกถอดเครื่อง ยกขึ้นคาน แล้วฉันเลยไม่ได้หัดพายเรืออีก

พอเจ้หนกชวนไปทริป Smile Riders on Tour ซึ่งคราวนี้จะไม่ได้ไปปั่นจักรยานยิ้มกันเหมือนเคย แต่เป็นการทัวร์วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ย่านอำเภอบางคนที สมุทรสงคราม ด้วยการ “พายเรือคายัก” จากตลาดน้ำท่าคา ลัดเลาะจากคลองท่าคาไปถึงคลองบางน้อย ในลำคลองที่ผู้คนยังคงพายเรือสัญจรกันจริงๆ ..ไม่ต้องจินตนาการกันมากมาย ฉันกด Going อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รอชวนเพื่อน

คายักแบบที่เห็นกันบ่อยๆ เป็นเรือที่ทำจากวัสดุทนทาน ค่อนข้างสมบุกสมบัน และขนย้ายง่าย ฉันพอจะรู้คอนเซ็ปท์ของการพายเรือคายักจากไม้พายที่แตกต่างจากเรืออื่นๆ คือมีพายอยู่ทั้งสองด้าน ปลอยสองข้างของพายก็บิดออกจากไม้พายในองศาที่ต่างกัน ต้องใช้แขนทั้งสองและการบิดข้อมือในการพาย พายข้างซ้ายสลับกับขวา ประมาณนี้ ซึ่งก่อนเอาเรือลงน้ำพี่ทัพ ผู้นำกิตติมศักดิ์ของเราซึ่งไม่เคยจัดคายักทัวร์ในประเทศมาก่อนได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือ พาย หลักในการพาย แต่ในส่วนของเทคนิคนั้น เรียกว่าได้เรียนรู้ระหว่างพายจริง learning by rowing ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อพวกเราขนเรือลงน้ำเรียบร้อยแล้ว

ตอนหัดปั่นจักรยาน (ก็นานจนเกือบลืมละเนอะ) เราต้องเรียนรู้ที่ทรงตัวระหว่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หัดเลี้ยวซ้ายหรือขวา ปรับตัวปรับสมดุลบนอานได้เมื่อไหร่ก็คือปั่นจักรยานเป็น คายักก็เช่นกันนะ ก่อนจะพายไปข้างหน้าอย่างเร็วฉิว เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่การลงเรืออย่างไรไม่ให้คว่ำ ตำแหน่งอันเหมาะสมในการนั่ง นั่งยังไงถึงจะสมดุล พายแล้วได้แรง จับพายยังไงในสถานการณ์แบบต่างๆ ฯลฯ ยิ่งในเรือคายักแบบพายคู่ ก็ต้องมีความสอดคล้องของการพาย (ไม่รู้เหมือนการปั่นจักรยาน Tandem ไหมสิ เพราะยังไม่เคยลองปั่นกับใครเลย) เนื่องจากคนนั่งหน้ากับคนหลังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราแต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองไป เพื่อให้เรือเคลื่อนที่ พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลกดีตอนเรา 14 ลำ เริ่มออกตัวไปในคลองเล็กๆ ด้วยอาการเป่ไปมา เพราะยังหาความสมดุลระหว่างสองข้างของด้ามพาย สมดุลบนตัวเรือ สมดุลของการออกแรง และยังไม่รู้วิธีหยุด ขำกันจะตาย พายไปก็หัวเราะไป บางทีต้องตะโกนบอกลำข้างหน้าบ้าง ข้างๆ บ้าง ให้ระวัง เพราะว่าเรือเรากำลังจะชน จากนั้นก็พาตัวเองไปเสียบเข้าที่ริมตลิ่ง เพื่อที่แป้บเดียวก็พาเรือเป๋ออกมากลางคลอง ไปชนเรือเพื่อสักลำอีก

จนกระทั่งเราเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับทิศทาง คัดท้าย ที่จะตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วด้วยการใช้มือ ใช้ข้อมือ ใช้ลำตัว หรือ core muscle แบบที่พี่ทัพบอกนั่นแหละ เราถึงจะพอควบคุมเรือได้ดังใจ พอพบสมดุลนี้ก็พอจะบอกได้ว่าการพายคายักเป็นการพายที่ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย ต้องเรียนรู้และฝึกประมาณนึง จึงจะรู้สึกสนุก สำหรับฉันซึ่งเป็นคนพายคัดท้าย โดยมีคนข้างหน้าซึ่งหลับหูหลับตาใช้เรี่ยวแรงจ้ำพายอย่างเดียวอย่างเพื่อนอิ๋ว ฉันค้นพบอะไรบางอย่าง คือฉันต้องสังเกตอิ๋วและสังเกตทิศทางของเรือไปในเวลาเดียวกัน แล้วก็คอยขยับร่างกาย ใช้ core muscle บังคับให้หัวเรือเบี่ยงไปทางซ้าย หรือขวาในจังหวะที่เหมาะสม คอยเบรกก่อนเรือจะพุ่งชนตลิ่งหรือเรือลำข้างๆ แล้วก็คอยส่งแรงในจังหวะที่เราสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้ตรงๆ

ตอนที่เริ่มเข้าใจศิลปะในการพายเรือ เริ่มสนุกกับการพายกันแล้ว ตอนนั้นเราอยู่ในคลองที่กว้างขึ้น น่าจะใกล้ถึงคลองบางน้อยเข้าไปทุกที เป็นจังหวะพายตามน้ำที่ไหลเชี่ยว จากน้ำกำลังไหลลงออกคลองหรือแม่น้ำที่ใหญ่กว่าข้างหน้า เรือไหลอย่างเร็ว มันส์มากๆ แล้วลมก็วูบมาอย่างแรง ก่อนที่ฝนซึ่งตั้งเค้าอยู่นานแล้วจะเทกระหน่ำลงมา

เร็วจนหยิบเสื้อกันฝนมาสวมไม่ทัน ตอนนั้นไม้พายถูกวางไว้ตามแนวยาวของเรือ เรือของเราแทบจะออกไปหมุนอยู่กลางคลอง ฉันกับอิ๋วต้องช่วยกันพายและคัดท้าย เลาะเข้ามาเกาะกลุ่มกันเข้าไว้ ตั้งสติกับฝนอยู่แป้บนึงพี่ทัพก็นำไปต่อ เพราะหยุดรอไปก็ไม่ได้ดูปลอดภัยอะไร ตลิ่งสองฟากเป็นเขื่อน ท่าน้ำแถวนั้นก็ไม่มี ผ่านช่วงนั้นมาได้พักนึงเราก็ถึงบางน้อย ขนเรือขึ้นฝั่งแล้วก็เดินเที่ยว ก้นแฉะกันทุกคนเลยตอนเดินตลาด แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกจริงๆ

การพายคายักไม่ได้แค่ทำให้ฉันนึกถึงการปั่นจักรยาน แต่ยังนึกถึงการเต้นรำด้วย การพายเรือคายักคู่เป็นเรื่องที่คนสองคนต้องสื่อสารและทำงานอย่างสอดคล้องกัน กรณีที่ไม่ได้สื่อสารกัน คนนั่งท้ายก็ต้องอ่านคนข้างหน้าให้ออก แล้วเคลื่อนไหวไปตามการนำของคนข้างหน้า คอยแก้ไขสถานการณ์ถ้ามันกำลังจะแย่ และคอยเสริมกำลังในจังหวะที่เหมาะสม

ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเปรียบการพายคายักคู่จะเหมือนชีวิตคู่แบบที่โบราณบอกว่าผัวเมียเหมือน “ลงเรือลำเดียวกัน” ไหม เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่คิดว่าชีวิตคู่ต้องมีคนนำและคนตามชัดเจน หรือต้องติดแหง็กในสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้ขนาดนั้น ในความคิดมันน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายกับการปั่นจักรยานทัวริ่งสองคันร่วมทางกันไป คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนชมวิว กินข้าว จิบกาแฟ ชนกระป๋องเบียร์ คอยฟังตอนอีกคนบ่น ชมดาวชมจันทร์ตะวันขึ้นตะวันตก ฯลฯ เป็นเพื่อนกันตลอดทาง (หรือจนกว่าจะแยกทางกัน) มากกว่า

ฉันคิดว่าการพายเรือคายักคู่สอนเราทุกคนได้อย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก คือการทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภารกิจอะไร หากมันไม่ใช่การโชว์เดี่ยว จะต้องมีการเรียนรู้ถึงการสื่อสารและการประคองจังหวะอันสมดุลในการเคลื่อนที่อย่างสอดคล้องของคนสองคน เพิ่ม และลดให้ถูกจังหวะ เบรกเมื่อสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว อิสระ อินดี้ ไม่มีครอบครัว ไม่มีรูมเมท ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ระเบียบวินัย ไม่ต้องแคร์ใครนอกจากแมว เพราะไม่มีกระทั่งแฟนหรือคนรักอย่างฉันนี่แหละ

อย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ

มาตรฐาน

6972

 

“ตื่นเต้นไหม?”

ก่อนถึงวันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในรายการนาวิกโยธินมาราธอน 2016 ที่สัตหีบ วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนที่จะไปวิ่งด้วยกัน แต่สำหรับเขาเป็นฮาล์ฟฯ ครั้งที่สองแล้วถาม

จริงๆ ต้องตอบว่าตื่นเต้นมาตลอด ตั้งแต่ก่อนวิ่งรอบกว๊านพะเยาราวหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้  ในวันที่ 29 พฤษภาคมแล้ว ตอนนั้นซ้อมไปก็ใจกล้าๆ กลัวๆ  รับ BIB เสร็จนั่งรถวนรอบกว๊าน สำรวจเส้นทาง บอกตรงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จะวิ่งจบไหม วันรุ่งขึ้นก็วิ่งไปทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะวิ่งจบไหม แต่ขอลองดูก่อน ปรากฏว่าวิ่งจบโดยไม่บาดเจ็บ (มีแค่เล็บช้ำกับตุ่มน้ำ) ดีใจมาก ตอนนั้นเชื่อเลยว่าวิ่งได้เพราะซ้อมมาอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายพร้อม  สำคัญคือมีกองเชียร์ช่วง 5 กิโลสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ถ้าไม่มีเสียงเชียร์ เป็นได้ว่าอาจถอดใจเดินมาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 19 แล้ว

จากนั้นกราฟของความรู้สึกบางอย่างก็ตกลงมาหน่อย ส่งผลต่อการซ้อมเตรียมไปฮาล์ฟฯ แรกพอควร รอบก่อนเคยซ้อมได้ครบถ้วนตามเป้า รอบนี้กลายเป็นซ้อมไม่ครบ หมดแรงกาย  เพลีย ไม่แน่ใจว่ายังไม่หายเหนื่อย หรือเพราะ passion ที่เคยมีอยู่พร่องไป ระหว่างนั้นก็มีประเด็นเรื่องงานที่ชวนลุ้นอย่างหวาดเสียวแทรกเข้ามาอีก เป็นภาวะที่เบียดเบียนการซ้อมกลายๆ ความพร้อมก่อนลงสนามวิ่ง 21K เลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่

ก่อนออกเดินทางเพื่อไปวิ่ง 1 วัน กลายเป็นวันแรกในที่ทำงานใหม่ หลังจากวันก่อนหน้านั้นเพิ่งเก็บกวาดโต๊ะทำงานในที่ทำงานเก่ามาหมาดๆ ความรู้สึกหลายอย่างยังประดังประเด ทั้งกังวล สับสนและ ฯลฯ จนต้องบอกตัวเองว่าพอแล้ว กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ “รอเจอมันเลยเหอะ” กับทุกๆ เรื่อง รวมทั้งฮาล์ฟฯ แรกด้วย จากนั้นก็ปล่อยๆ บอกตัวเองว่าจะจบหรือไม่จบ เวลาจะได้เท่าไหร่อย่าไปสนเลย วิ่งให้สนุก เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ กันดีกว่า

แล้วฉันก็ได้พบประสบการณ์ใหม่ในสนามนี้จริงๆ

ตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็นตัวเป็นตนมา ยังไม่เคยยอมสมัครใจวิ่งตากฝน กลัวฟ้าผ่าบ้าง กลัวลื่นล้มบ้าง กลัวป่วย กลัวโป๊ กลัวนั่นกลัวนี่ แต่หลักๆ คือไม่อยากให้รองเท้าเลอะสกปรก และพังเร็ว แต่งานนี้เราเจอฝนกันตั้งแต่ตื่น ฝนตกจริงจัง เป็นเม็ดๆ ทำให้พื้นเปียก มีน้ำขัง และทำให้คนทั้งเปียกและหนาว ตกมานานก่อนปล่อยตัว ปล่อยตัวแล้วยังตกอย่างนั้นอยู่เกือบสี่สิบห้านาทีได้ ปล่อยตัวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นทางขึ้นเขา อย่างชัน ขึ้นแล้วก็ลงมา แล้วก็ขึ้นอีก แล้วก็ลง แล้วก็ขึ้น ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้อยู่พักใหญ่ ฉันยังก็ยังพอวิ่งไปได้โดยการไต่ขึ้นช้าๆ อาศัยแรงไหลจากช่วงลงเนินไต่ขึ้นเนินต่อไป แล้วก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาดจากรองเท้าที่น่าจะเกิดจากน้ำระหว่างพื้นรองเท้ากับแผ่นรอง เรียกว่าการวิ่งครั้งนี้ นอกจากมีเสียงหายใจออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก็ยังมีเสียงแฟ่ดๆ จากพื้นรองเท้าดังเป็นจังหวะเป็นเพื่อนไปแทบจะตลอดการวิ่ง

ลงจากเขา ก็เจอเนินซึม ขึ้นบ้าง ลงบ้าง  ข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ฉ่ำตา ชวนให้นึกว่าเวลาปกติเราไม่ยักออกมาเดินเล่นตากละอองฝนชมนกชมไม้ ได้กลิ่นดอกหอมๆ ของประดู่กับมะขามอย่างนี้บ้าง พอฝนเบาลงไป  แรงก็เริ่มหมด เริ่มเดิน เริ่มหิว เริ่มหยิบกล้วยตากที่เหน็บกระเป๋าข้างขากางเกงออกมากิน  พร้อมๆ กับรู้สึกว่าฝ่าเท้าเริ่มทะเลาะกับแผ่นรองรองเท้า สงสัยจะผูกเชือกรองเท้าแน่นไป และเริ่มมีอาการแหม่งๆ ที่นิ้วเดียวกันของเท้าอีกข้าง ช่วงที่พาตัวเองวิ่งเลาะดงตาลไปกลับตัวครั้งแรกริมอ่าวดงตาลนี่บอกเลยแรงจะหมดแล้ว ปกติระแวงแตงโมมาก แต่คราวนี้เจอแล้วกินเลย ต้องการเรี่ยวแรง

กลับตัวแล้วก็พยายามวิ่งเรื่อยๆ เหนื่อยจนคิดว่าไม่ไหวก็เดิน  แต่พอเริ่มวิ่งอีกก็จะรู้สึกระบมที่เท้าและนิ้วเท้าเจ้าปัญหาเหล่านั้นเป็นพิเศษ พานให้เกิดอาการงอแง ไม่ยอมวิ่งต่อเนื่องได้ยาวๆ (คือมันก็เหนื่อยด้วยแหละ) เลยหยุดเดินอีกเรื่อยๆ แต่ก็พยายามละ แต่ดียังพอหากำลังใจได้จากนักวิ่งอื่นๆ เป็นคุณลุงที่วิ่งอย่างสตรองบ้าง คนวัยเดียวกันหรือเด็กกว่าที่ดูพยายามวิ่งมากๆ บ้าง

ฉันพยายามพาตัวเองไปข้างหน้าด้วยการวิ่งมากกว่าเดินจนมองเห็นอ่าวเตยงามอยู่ข้างหน้า  นั่นคือจะถึงเส้น finish แล้วใช่ไหม แต่ทำไมนาฬิกาบอกระยะอยู่แค่ประมาณ 17 โลกว่าๆ  หรือ GPS เพี้ยน ฯลฯ …ที่ไหนได้ ต้องเลี้ยวขวาไปกลับตัวอีกเกือบสองโลจ้า โอย แรงจะหมดแล้วๆ วิวช่วงนี้สวยมาก เป็นช่วงน้ำลงเห็นก้นอ่าวแห้งๆ โล่งๆ ยาวจากฝั่งหลายร้อยเมตร ก็อยากจะหยุดถ่ายรูปเหมือนบางคน แต่กลัวเครื่องดับจริง เลยแค่เก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

วิ่งผ่านบ้านพักริมอ่าวเตยงามอีกครั้งก็จำได้ว่า ดงเตยทะเลตรงนี้นี่เองที่เราเคยมาพักกับเพื่อนวารสารฯ ยังจำได้เลยว่าทะเลสัตหีบสะอาดและสวยมาก แดดจัด เลยได้เห็นว่าน้ำทะเลทั้งลึกและใส

วันนี้แม้สัตหีบจะมีฝนตกยาวมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่ฝนตก  ฟ้าหม่น เพราะถ้าแดดออก ฟ้าใส เหมือนสัตหีบในความทรงจำ ฉันคงจะจอดตั้งแต่กลางทาง หรือไม่ก็อาจจะจบด้วยการเดิน

วิ่งฮาล์ฟฯ ครั้งแรกในสภาพตากฝนขึ้นเขา บรรยากาศเทาหม่นดูเย็นชา แต่ไม่หรอก นั่นคือความปราณีจากดินฟ้าอากาศต่างหาก

เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับฝนแล้วเลิกกลัวฝนได้เสียที 😉

 

 

ป.ล. ฮาล์ฟมาราธอนแรกทำเวลาไม่ดีเท่าวิ่ง 26K แรก แต่ประทับใจทั้งสองรายการ ดีใจที่ตั้งใจจะมาวิ่ง ดีที่ตั้งใจซ้อม โล่งใจที่ไม่บาดเจ็บ ยินดีจริงๆ ที่มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้แบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

If Cats Disappeared from the World: จะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีแมว

มาตรฐาน

image

ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากเกี่ยวข้องกับอะไร แต่ตลอดชีวิตคนเราต้องมีความผูกพันกับอะไรหลายอย่างนะ ไม่กับคน สัตว์ ก็สิ่งของ

เช้านี้เพิ่งคุยกับญาติที่เคารพซึ่งส่งรูปดอกไม้สีตามวันมาทักทายกันทุกวัน แซวไปว่า แหมวันนี้ส่งเร็ว (เมื่อวานกว่าแกจะส่งรูปมาเย็นโขแล้ว) แกบอกว่าอือ เหงา ก็บอกว่าเลี้ยงแมวหรือหมาสิ จะได้มีความสุข หายเหงา แกบอก มันเป็นภาระอย่างหนึ่ง จะไปไหนก็ต้องเอาไปฝากเขาเลี้ยง

ก็นึกถึงตัวเองกับแมวอีก 2 ตัวที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา 6-7 ปีแล้ว ถามว่าเป็นภาระไหม? ก็คงแล้วแต่คนจะเรียกคำมาใช้ ส่วนหนึ่งต้องนึกภาพว่าการเลี้ยงแมวของฉัน ฉันไม่ได้ปล่อยให้แมวหากินเอง ฉันดูแลอาหาร น้ำ ที่นอน และที่ขับถ่ายให้มัน ก็เป็นกิจวัตรที่ทำมานานแล้วชินแล้ว เหมือนตัวเองตื่นนอนขึ้นมาต้องดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ (เสร็จแล้วก็ต้องไปกวาดกระบะทรายแล้วเสิร์ฟอาหารแมว เพราะแมวมันก็หิวเหมือนเรา) เลยไม่ได้คิดว่าเป็นภาระอะไร

ถามในอีกมุมหนึ่ง สมมติฉันไม่ได้อยู่กับแมว แต่อยู่กับแฟน แฟนจะนับเป็นภาระของฉันไหม? โอเค ถึงแฟนจะหาอาหารกินเองได้ อาบน้ำเข้า ใส่เสื้อผ้าเข้านอนได้ เข้าห้องน้ำทำความสะอาดตัวเองได้ ถ้าไม่อยู่บ้านฉันไม่ต้องห่วงเรื่องความเป็นอยู่ แต่ถามว่ายังมีความห่วง อาทร แคร์เรื่องทุกข์สุขของร่างกายและจิตใจเขาอย่างสม่ำเสมอไหม? ถ้ามี จะเรียกภาวะนี้ว่าแฟนเป็น “ภาระ” หรือเรียกว่า “(มีภาระ)ผูกพัน” ต่อกันดีล่ะ?

ย้อนกลับมานึกอีกที ถ้าทั้งความสัมพันธ์ทำให้เราต้องผูกติดกับทั้งแมวและแฟน ถามว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่บั่นทอน ทำให้เหนื่อย ลำบาก น่าเบื่อ หรือมันให้ความรู้สึกอีกด้าน

คนตอบได้คงมีแต่คนที่เคยมีทั้งความสัมพันธ์กับแมวและแฟนละนะ

…..

หนัง If Cats Disappeared from the World (: ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้,  ชื่อภาษาไทยแปลไม่ตรงนะคะ ถ้าแมวจะหายไป มันไม่ได้หายแค่ตัวนั้น มันจะหายไปหมดโลกเลย) ก็ทำให้กลับมาคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความผูกพัน จากเรื่องราวที่จู่ๆ ตัวละครซึ่งใช้ชีวิตโดดเดี่ยวกับแมวว่าง่ายหนึ่งตัวก็เกิดพบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย จะต้องตายในไม่ช้าขึ้นมา รู้อย่างนั้นในใจก็คงสับสนว่าพร้อมหรือไม่พร้อมที่จะตาย ยังมีอะไรที่เสียดายหรือยังไม่ได้เคลียร์อีกไหม ก็คงเหมือนๆ กับคนอื่นๆ ที่พบว่าตัวเองเหลือเวลาอีกไม่นาน คือในบรรดาไอเท็มเด็ดมากมายในชีวิต ถ้าต้องเลือกให้เหลือเพียงหนึ่งเดียวก็ที่จะใช้เวลาด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนตายก็ยังยากจะเลือก เช่นเดียวกับทสึทาย่า หรือชื่อจริงว่าทัตสึยะ จะเลือกหนังเรื่องเพียงเดียวให้เพื่อนรักดูก่อนตายไม่ได้

สบายใจได้นะ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังมุ้งมิ้งแบบที่จะทำร้ายหัวใจคนรักแมวด้วยการทำให้แมวหายไปจากโลก แต่คำเตือนคือมันเป็นหนังที่คมเหมือนเข็มที่เสียบเข้าไปแล้วในใจคนดู ก่อนจะมาถึงวันนี้ เราทุกคนล้วนเติบโตขึ้นมาจากความผูกพันกับอะไรบางอย่าง จากครอบครัว จากโรงเรียน จากที่ทำงาน เรามีพ่อมีแม่ มีเพื่อน มีแฟน มีสัตว์เลี้ยง มีงานอดิเรกที่เคยหลงใหล มีเพลงประจำตัว มีหนังเรื่องโปรด แล้วเราก็มีรอยแผลเล็กๆ เป็นความไม่เข้าใจ ไม่เคลียร์ หรือกินแหนงแคลงใจกับคนเหล่านั้น มีความรักผูกพันใกล้ชิดและมีความทรงจำกับสัตว์เหล่านั้น รวมทั้งมีความหวงแหน เสียดมเสียดายสิ่งของเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผูกโยงชีวิตของตัวเองไว้ ล้วนยากจะละจาก ยากจะตัดรอน ปล่อยวาง

คำถามคือ แล้วถ้าวันสุดท้ายของเรามาถึงบ้าง เราจะจากสิ่งเหล่านี้ไปอย่างไร ทิ้งไปโดยละมันอยู่อย่างที่เคยเป็น ทิ้งมันไว้อย่างนั้น หรือพยายามสะสางเรื่องที่ค้างคาอยู่ให้ดีเสียก่อน?

แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องนึกถึงอีกคำถามด้วยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเวลาแก้ไขสะสางถึงเมื่อไหร่

เออ นั่นสิ

คำถามตอบยากพวกนี้พาวกกลับมาที่ไอเดียเกี่ยวกับปัจจุบันขณะ คือเราไม่รู้ว่าเรามีเวลาถึงเมื่อไหร่ พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าคนที่เรารัก สัตว์เลี้ยงที่เรารัก กระทั่งคนที่เราเกลียดจะมีเวลาอยู่กับเรา รักกับเรา หรืออยู่ทิ่มแทงเราไปถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้นาทีปัจจุบันที่พอจะใช้สะสางเรื่องราวซึ่งจะกลายเป็นเรื่องคาใจในอนาคตผ่านไปโดยไร้ประโยชน์

มีปัญหาก็สะสางเสียเลย แก้ไขเลย อยากชมชมเลย อยากบอกความรู้สึกดีๆ บอกเลย อยากกอดอยากหอม ทำเลย เพราะถ้าพลาดจากตอนนี้ อาจไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสทำแล้ว

พอถึงเวลานั้น จะตีอกชกหัวร่ำร้อง คร่ำครวญหาสิ่งที่หลุดมือหายไปแล้วอย่างไร ก็ไม่มีทางได้กลับคืนมา

…..

 

หมายเหตุ: เป็นหนังที่ชวนคิดต่อได้ยาวๆ และอดทำให้นึกถึง “Eternal Sunshine of the Spotless Mind” ตรงที่คำถามมันคล้ายกัน แต่เรื่องที่เล่าไม่เหมือนกันนะ

ก็ไม่รู้มนุษย์จะอะไรนักหนากับความทรงจำ เพราะที่จริงความทรงจำบางเรื่องที่อาจเคยเป็นความเลวร้าย เมื่อเวลาผ่านไป เราเปลี่ยนไป มามองอีกที อาจพบความสวยงามซ่อนอยู่ในความ(เคย)เลวร้ายนั้น ที่สำคัญเลยคือเรามักพบว่ามันสอนอะไรบางอย่างกับเราเสมอ

เหมือนกับคำพระที่กล่าวว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ” นั่นแหละ

 

 

The Lobster: จะโสดหรือไม่-เลือกให้สบายใจนะ

มาตรฐาน

TheLobster

บางคนอาจไม่มีโอกาสเลือก แต่สำหรับบางคนที่ได้เลือก นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยเชียว ว่าชีวิตที่เหลือนั้น ควรค่าแก่การอยู่เป็นโสดหรือควรอยู่แบบมีคู่จะดีกว่า

คิดดูแล้ว ถ้าเราหาเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ทำไมเราจะเลือกเองไม่ได้ว่าจะอยู่เดี่ยวแบบไม่คบกับใครเพราะโลกส่วนตัวสูง ปรับตัวไม่เก่ง อยู่เดี่ยวแบบเพื่อนเยอะ หรืออยู่เงียบๆ เพื่อนไม่ต้องมาก อยู่เดี่ยวแบบมีแฟน อยู่กับแฟนแบบมีแผนจะแต่งแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ หรืออยู่อย่างนี้ดีแล้วแหละ ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่แบบตกลงแต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝา นอนเตียงเดียวกันทุกคืน หรือแต่งงานมีลูก แต่แยกห้องกันนอน กระทั่งว่าแต่งไปแล้วชีวิตแย่ ขอแยกทางมาอยู่เดี่ยวเหมือนเดิม ฯลฯ จะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเราล้วนๆ กระทั่งว่าจะคบกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ จะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นรุกหรือรับ หรือมีรสนิยมทางเพศที่ล้ำเกินกว่าจะคิดได้ในตอนนี้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตราบที่ไม่ได้กระทำผิดศีล ผิดข้อห้ามทางศาสนา เราย่อมสามารถใช้ชีวิตของเราไปแบบไม่มีปัญหาอะไรเลย …ถ้าเพียงแค่เราไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความหวังดีจากผู้คนทั้งใกล้ตัวและไกลตัวน่ะนะ

ฉันเลยเชื่อว่าคนเขียนบทและผู้กำกับหนัง The Lobster นี่จะต้องหมั่นไส้แกมรำคาญบรรดาผู้มีความปรารถนาดี อยากให้คนโสดได้พบ ตกหลุมรักและแต่งงาน อยู่กันเป็นคู่ชีวิต ฯลฯ อย่างแม่นมั่นถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางคลอดพล็อตหนังโหดดิบขนาดนี้ อะไรจะประชดประชันความมานะพยายามจนกลายเป็นกระเสือกกระสนจะหาคู่ให้ได้ภายในเวลาที่ (ใคร?) กำหนด ไม่งั้นจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก (อาทิ ล็อบสเตอร์) ไปในที่สุด

ช่างเป็นสถานการณ์สมมติอันร้ายกาจ ตีกรอบขังแน่นหนา อึดอัด ขัดใจอินดี้ผู้ถืออิสรเสรีภาพในการใช้ชีวิตสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดเสียเหลือเกินนน

ครั้นจะแหกกรอบประเพณีสายหลักที่กำหนดว่ามนุษย์ผู้โตเต็มที่แล้วต้องมีคู่อยู่เรียงเคียงหมอน หนีเข้าป่าไปอยู่กับพวกคนโสด ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์ในป่า (ซึ่งมีอดีตชาติเป็นคนโสดหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด) ก็ต้องไปเจออีกกรอบซึ่งกำหนดไว้ว่า คนโสดห้ามมีใจให้กัน ห้ามหลี ห้ามจีบ ห้ามกอดจูบ มีเซ็กซ์ ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักถึงขั้นพบจุดจบในหลุมที่ตัวเองถูกบังคับให้ขุดเตรียมเอาไว้นั่นเลย

โอ้ย จะอะไรนักหนากับชีวิตคะ? ความรักความปรารถนามันไม่ได้ควบคุมกันได้ด้วยการกดปุ่ม on/off ซะเมื่อไหร่ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ออกจากบ้านทุกวัน จะมีสักวันไหมที่ได้เจอคนถูกใจกัน ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอคนที่อยากอยู่ด้วยทุกๆ วันไหม แล้วก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่เคยรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันไปจนตายน่ะ จะเกิดเหม็นเบื่อกันภายในสองปีครึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกลียดกันแบบเกิดมายังไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อนไหม …กระทั่งจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่ได้เจอคนคนนั้นไหมยังไม่อาจรู้ได้เลย แล้วจะไปรู้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรว่าควรเลือกฟากไหน ชีวิตสามัญ มีผัวมีลูกไปตามทำนองคลองธรรม หรือหนีไปอยู่ป่าเร่ร่อนเป็นคนเสรี ไม่อาลัยอาวรณ์กับความรัก ไม่แยแสกับความสัมพันธ์ผูกมัดใดๆ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย เพลงแนว บทพูดมีน้ำหนัก (เหมือนขวานผ่าซาก-ฮา) เป็นหนังที่ทำให้รู้สึก ขมขื่น ขำ และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน แต่ดูแล้วก็อดนึกขอบใจเรื่องเพี้ยนๆ ที่เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้ ด้วยมันช่วยเตือนให้รู้สึกตัวว่า ในเมื่อชีวิตมันมีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปจริงจังอะไรมากกับการมีคู่หรือไม่มีคู่ ในเมื่อการมีคู่ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะได้รับความซื่อสัตย์ ความรักความอบอุ่น จะปราศจากแล้วซึ่งความเหงาเดียวดาย การแต่งงานรึก็ไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะครองคู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเลย ความสัมพันธ์ที่งดงาม บริสุทธิ์ อบอุ่น สว่างไสวยังมีในรูปแบบอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อน พี่น้อง ระหว่างญาติ กระทั่งความรักของแม่กับลูกยังไม่ได้มีข้อแม้เลยว่าต้องมีมนุษย์เพศชายมาแสดงตัวเป็นพ่อด้วยนะ นี่ถึงจะเป็นรักแท้จากแม่

เป็นอย่างที่อยากเป็น เป็นอย่างที่สะดวกจะเป็นเถอะค่ะ ใช้ชีวิตอย่างเคารพตัวเอง หากกาลข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วยอมรับมัน หาความสุขไปตามอัตภาพ แคร์คนไม่รักเราให้น้อยลง อาทรดูแลคนที่รักเราให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ระลึกไว้เสมอว่าแม้ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา แต่ชีวิตเรา เราเป็นคนใช้ ไม่ใช่คนอื่น

 

บันทึก:

-ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ (ฮา) แอบนึกว่าถ้าความเพี้ยนในหนังของพี่เจ้ยมันออกมาสวย และมีตรรกะแบบของมันแบบหนังของ Yorgos Lanthimos อย่างน้อยฉันคงดูรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่พี่เจ้ยอยากบอกมากกว่านี้

-โถ Colin Farrell รูปหล่อของช้านน อุตส่าห์กินจนอ้วนฉุ ใส่แว่นสายตาหนาเตอะให้สมบทบาทผู้ชายที่ (สมควร) โดนทิ้ง

-Rachel Weisz เป็นหญิงโสดสายตาสั้นที่จดไดอารี่ละเอียดมาก เล่นหนังเก่งมาก หุ่นดีมาก อิจฉาเจมส์ บอนด์จริงๆ

-น้อง Lea Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด งานนี้น้องมาพร้อมถุงใต้ตาสามชั้นทรงเสน่ห์ ซิกเนเจอร์ประจำตัว พร้อมความสวย และความสามารถในการแสดงที่เจิดจรัสมากขึ้นทุกที แม้เรื่องนี้น้องจะไม่ได้เมคอัพเลยและเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งแขนเปลือยของน้อง เพียงแค่ริมฝีปากอิ่มไร้สีสันแต่งแต้มของน้องก็แสนจะน่าดู จนความจริงที่ว่าน้องอาจแอบเป็น loner leader เลสเบี้ยนก็ไม่อาจทำให้ความเย้ายวนนั้นลดลงแต่อย่างใด

-ตัวละครอื่นๆ เพอร์ฟอร์มได้เจ๋งโคตร จิตสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวบิสกิตนม สาวไร้หัวใจ หนุ่มเป๋ หรือหนุ่มพูดไม่ชัด เมดสาวผู้ใส่ใจบริการ

-หนังเรื่องนี้มีซีนศพสัตว์เยอะไปหน่อย (มีฉากยิงลาด้วย) ก็รู้นะว่าอาจจะไม่ได้ยิงกันจริงๆ สัตว์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันสะเทือนใจคนโสดรักสัตว์อะ

จักรยานฝึกให้ฉันเชื่อง (9) : ล้มบ้างก็ได้

มาตรฐาน

image

ตั้งแต่เส้นทางปั่นจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมิปิดลงเพื่อปรับปรุง เส้นทางจักรยานรอบบึงหนองบอนก็มีโอกาสต้อนรับนักปั่นมากมาย ยิ่งมีการปรับปรุงเส้นทางใหม่ ให้ปั่นได้รอบบึงโดยไม่ต้องเลี้ยวกลับ ราดยางใหม่ให้ถนนเรียบ ตีเส้นให้สวยๆ ชัดๆ ติดป้ายกำกับทิศทางการปั่น จักรยานสารพันประเภทก็พากันถาโถมเข้ามาปลดปล่อยพลังงานในการปั่น บ้างมาซ้อมรอบขา มาปั่นชิลล์ๆ มาชมนกชมไม้ มาจับคู่เดตกระหนุงกระหนิง ฯลฯ รวมทั้งมาหัดปั่นจักรยาน ฉันผู้เป็นแฟนประจำของบึงหนองบอนอันแสนสงบและอบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นแห่งมิตรภาพก็คิดว่าควรจะล่าถอยออกมาหน่อยนึง ก็ประชากรนักปั่นชักจะเยอะจนทำให้เครียด

โดยเฉพาะหลังจากพบว่า เดี๋ยวนี้คนปั่นจักรยานรอบบึงหนองบอนเขาไม่ส่งเสียงทักทายกันแล้ว

แต่เช้าวันนี้ฉันกลับไปอีกครั้ง เมื่อคืนมีฝน อากาศเช้านี้จึงเย็นสบายชวนปั่นมาก และมันดีมากๆ เพราะเป็นวันธรรมดา จึงมีจักรยานน้อย ขอบด้านซ้ายและขวาของถนนมีคนซ้อมวิ่งประปราย บนถนนไม่ได้มีแต่นักปั่นซ้อมรอบขาทำความเร็ว ฉันดีใจที่นักปั่นและนั่งวิ่งแชร์พื้นที่กันได้เหมือนเดิม สบายใจจนเริ่มทักทายพี่ๆ ขาประจำ ใครเป็นขาประจำ? สังเกตได้จากเครื่องแต่งกายและจักรยานที่ปั่นค่ะ ไม่จำเป็นต้องอธิบายนะ ฉันว่า ถ้าคุณได้มาเห็นก็จะแยกออกเองแหละ ใครหน้าใหม่ ใครหน้าเก่า

มีความสุขจัง ฉันบอกตัวเอง เหมือนกำลังฝันว่าปั่นจักรยานอย่างเพลิดเพลิน ก็อากาศสดชื่นขนาดนี้ แดดก็ไม่มี แถมวันนี้มีเวลา ไม่ต้องรีบเร่ง หยุดถ่ายรูปได้ตามสบายที่มุมเดิม ซึ่งต้องมาเยี่ยมกันทุกครั้งที่มาบึงหนองบอน ฉันครึ้มขนาดกะจะปั่นสักสองสามรอบบึง และแวะเยี่ยมเกาะทั้งสองให้ทั่วถึง

แต่แล้วก็ต้องตื่นจากความฝันเพราะจักรยานหลุดโค้ง อืมม์ ฉันเข้าโค้งโดยไม่ได้กำเบรก ไม่ได้ประมาทหรอก ตั้งใจเลยว่าจะไม่เบรกให้เสียจังหวะ แหม๋ ก็กะมาดีแล้วว่ามาเร็วขนาดนี้ เอนที่องศานี้ สบาย รอบที่แล้วก็เอาอยู่สวยๆ นี่

อืมม..แต่รอบนี้มันไม่อยู่เพราะอะไรล่ะ อ๋อ ..เพราะนอกจากถนนแอสฟัลท์ที่อมน้ำฝนเมื่อคืนไว้เต็มๆ (แดดยังไม่ออกไง) แล้ว เส้นแบ่งเลนขาวจั๊วะที่ตีไว้ชัดๆ ใหญ่ๆ กลางถนนน่ะ ตัวลื่นเลยไง (แถมเธอไม่เบรกช่วยเลยใช่ไหม?)

เป็นอันว่าได้ล้มไถโครมลงไปโดยไม่ได้ส่งเสียงกรี๊ด แม้จะเป็นห่วงจักรยานมาก ก็รู้แล้วไงว่าตัวน่าจะโอเค เพราะไม่ได้เอามือยัน หรือเอาหน้าไถ และไม่ได้เอาหัวฟาดพื้น แต่เป็นการใช้หัวเข่าข้างซ้ายหยุดการไถลตัวไปตามพื้น จึงมีแผลเปิดขนาดประมาณ 5×5 เซนติเมตร บนหัวเข่า เป็นแผลเปิดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จำได้ว่าเคยเป็น กับอีกแผล ขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่งตรงจุดก่อนถึงปลายข้อศอกข้างซ้าย อืมม์ และสีข้างด้านซ้ายของเสื้อเปื้อนแรงมากแต่เสื้อยังไม่ถลอกจนขาด (เย็นนี้อาจมีรอยช้ำตรงนี้ แต่ยังดีที่บริเวณนี้มีการซัพพอร์ตเยอะ ทั้งเสื้อ ทั้งบรา) ลุกขึ้นมาได้ก็ดูรถก่อนเลย ยกรถขึ้นมาตั้งพอดีกับพี่ผู้ชายสองคนวิ่งมาถึง

โฮ! คอรถบิดไปจากศูนย์ กำลังจะโวยวาย พี่เขาก็ช่วยดัดคืนให้ แล้วก็ถามหาน้ำเปล่า บอกให้เอาน้ำราดแผลเยอะๆ แล้วบอกว่า ถนนลื่น เขาก็เพิ่งล้มที่โค้งถัดไป เออ..จริงแฮะ เขามีแผลที่คางกับโหนกแก้ม เสื้อก็ขาด แล้วพี่ผู้ชายในเสื้อสีส้มอีกสองคนก็มาถึง พร้อมเสนอความช่วยเหลือด้วยอุปกรณ์ปฐมพยาบาล

โฮ! พี่เขามีมาครบเลย ทั้งน้ำเกลือล้างแผล สำลี เบตาดีน พลาสเตอร์ปิดแผลแบบแถบใหญ่ ..น้ำตาจะไหล คนสองคน หลุดคนละโค้ง แต่ได้รับการปฐมพยาบาลกันเรียบร้อย ครบถ้วน ตรงที่เกิดเหตุนี่เอง

น้ำตาจะไหล นักปั่นบึงหนองบอนที่เคยคิดว่าเดี๋ยวนี้แม้แต่ทักก็ไม่ทักกันแล้ว ที่จริงคือมีน้ำใจหยุดมาช่วยกัน ช่วยดูรถ แล้วช่วยดูแผลให้ละเอียดลออ ก่อนจะไปพี่พยาบาลจะไปยังถามอย่างมีเมตตา น้องมีน้ำกินไหม แล้วส่งน้ำผลไม้ให้อีกกล่อง

จะถามชื่อพี่เขาไว้ก็ไม่กล้า จะขอถ่ายรูปก็ไม่กล้า ได้แต่พนมมือไหว้เขาอย่างสวยคนละครั้ง ระหว่างน้ำตาซึม แล้วถ่ายรูปพี่ทั้งสี่ไว้เป็นที่ระลึก

ล้มแล้วก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา แต่ถ้าการเจ็บครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้ขนาดนี้ก็คุ้มนะ จักรยานยังต้องปั่นอีกนาน คงต้องรู้จักกำเบรกไว้ แล้วก็ใช้มันในยามที่ควรจะใช้ บอกตัวเองว่าสนุกได้ แต่ถ้าห้าวให้น้อยกว่านี้อีกหน่อย ก็คงไม่ต้องเจ็บกันแบบนี้ซ้ำๆ เรื่อยๆ

ถ้าการล้มสอนให้ระวัง และรู้จักลุก แถมยังเป็นโอกาสได้รับน้ำใจจากคนอื่นแบบนี้.. ล้มบ้างก็ได้

ที่สำคัญคงต้องเตรียมตัวพร้อมให้ความช่วยคนอื่นบ้างละเรา