Category Archives: แรงบันดาลใจ

นักเรียนคนแรก

มาตรฐาน

ฉันสมัครเรียนโยคะเพราะอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโยคะอาสนะที่เทียวเข้าเทียวออกสตูดิโอฝึกอยู่เรื่อย ห่างบ้างถี่บ้างตามเวลา โอกาส และแรงฮึด ตอนแรกแค่อยากรู้ว่าจะฝึกกันไปทำไม จะฝึกไปให้ได้อะไร มิได้มีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะ เนื่องจากเล็งแล้วว่าอาชีพครูโยคะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ คนหยาบๆ อย่างฉันคงไม่ไหวจะทน

แต่เมื่อได้ไปเรียน ฉันเห็นสิ่งใหม่ ทั้งครู เพื่อน และเนื้อแท้ของศาสตร์โบราณแห่งโยคะทำให้ฉันมองมนุษย์เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” ยิ่งกว่าที่แผ่เมตตามาตลอดชีวิต

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ อยากจะหยุดหายใจก็ทำไม่ได้ ตอนที่หมดสิทธิ์จะหายใจแล้ว จะเริ่มหายใจอีกครั้งก็ไม่ได้ 
แล้วจะไปอะไรมากมายกับมัน จะสะสมอะไรไปเยอะแยะ จะอยากได้ใคร่ดีอะไรนัก 

ฉันเริ่มอยากทำอะไรบางอย่าง เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นการแบ่งปันกระมัง อยากแบ่งปันสักเสี้ยวส่วนของแก่นแท้อันประเสริฐดีงามของศาสตร์โยคะ ให้กับคนที่ฉันรัก ผูกพัน ได้สัมผัส เรียนรู้ เผื่อเขาจะได้นำไปให้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตใจตัวเอง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบกายของเขา เหมือนที่ฉันได้รับ และอยากแบ่ง

ในขณะที่รอคอยโอกาสนี่อยู่เงียบๆ โอกาสและเวลาของเราก็มาประจวบเหมาะกันนะโอ๋

โอ๋เป็นน้องสาวคนละพ่อแม่ที่เติบโตมาด้วยกัน เราพบ และคบกันมาตั้งแต่โอ๋ยังเป็นสาวน้อย ฉันร่วมเป็นพยานในหลายโอกาสของชีวิตน้อง ตั้งแต่นางเริ่มรู้จักความรัก แต่งงาน มีลูก โอ๋ลูกสองแล้ว ก็เด็กชายทั้งสองในภาพนั่นไง 

เวลาผ่านไปหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกาย โอ๋กำลังตั้งใจแน่วแน่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นางก็เลยได้มาเป็นนักเรียนคนเแรกของฉัน

ดีใจที่โอ๋มาเป็นนักเรียนคนแรก ยินดีที่เห็นความตั้งใจของโอ๋ อยากจะขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ฉันมีวันนี้ วันที่พอมีอะไรจะแบ่งปันให้กับคนที่กำลังมองหา

รักแกนะโอ๋ เรามาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เริ่มรักและเอาใจใส่สังขารกันนะ จะได้อยู่เป็นซิสเตอร์กันอย่างนี้ไปนานๆ

Advertisements

#ฉันอยากแชร์

มาตรฐาน

#missioncompleted แรกของปีนี้!

 

ไม่มีใครบอกให้ทำ อยากทำเอง และกะให้เสร็จก่อนวันเกิด จะได้จัดให้เป็นความสำเร็จใน milestone ของอายุก่อนจะแก่ขึ้นอีกปี (ดู ..ความงี่เง่าของชะนี) เป็นภารกิจที่ทำเงียบๆ ไม่ได้บอกใครมากอีกตามเคย เหตุผลก็เช่นเดียวกับตอนตัดสินใจซ้อมเพื่อไปวิ่งมาราธอนแรก คือ มองว่ามันเป็นความมุ่งมั่น ปรารถนาเล็กๆ ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ต้องขอพลังจากชาวโลก ไม่ต้องมีพยานมาก เพราะถ้ามันมีอันผิดพลาด ทำไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจจะได้ไม่ต้องอายหรือเสียเซลฟ์เพราะดันไปประกาศเอาไว้มากมาย

ฉันสมัครเรียนคอร์สครูโยคะในวิถีของ Mindfulness Yoga กับครูโน้ตไว้ตั้งแต่ปลายปีก่อน ช่วงที่เริ่มซ้อมวิ่งไกลขึ้นเรื่อยๆ จนประสาทแทบจะกิน อุทธรณ์กับชีวิตขึ้นมาในวันหนึ่งว่า นี่หล่อนกำลังทำอะไรอยู่ จะวิ่งทำบ้าอะไรมากมาย ความสมดุลของชีวิตอยู่ตรงไหน ฯลฯ จนมาจบลงที่คำถามว่า แกอยากให้ชีวิตแกเป็นแบบนี้หรอ?

อ่านเพจครูแล้วฉันเลยบอกตัวเองว่า โอเค ถ้าแกไม่เกเร ประคองชีวิตผ่านช่วงนี้ไปได้ จบมันได้อย่างที่แกต้องการ ฉันจะให้แกได้พักอย่างสงบกับโยคะ แกจะได้รู้เสียทีว่าที่แกเข้าคลาสโยคะมาตลอดเนี่ย แค่ช่วยให้แกใช้เป็น cross-training ช่วยยืดเส้นตึงจากการวิ่ง หรือเพื่อให้แกได้ทิ้งตัวพักสัก 2 นาทีในท่าศพ

จะได้มีคำตอบให้คำถามว่า “คนเราเรียนโยคะไปเพื่ออะไร?” ทีแกถามมาตลอด ตอนที่ขากำลังสั่นในท่านักรบ แขนสั่นเหงื่อแตกพลั่กในจตุรังคาสนะนับ 8  ที่ช้าอย่างแทบจะขาดใจเสียก่อนถึง 1 …คำถามคล้ายกับที่แกเคยถามตัวเองว่า “แกอยากมีชีวิตแบบไหน?”
(ฉันไม่ค่อยสนใจคำถามว่า “คนเราเกิดมาเพื่ออะไร” แฮะ)

ฉันเลยสมัครเรียนคอร์สนี้กับครูตั้งแต่ตอนนั้น โดยบอกกับครูไปตามจริงเมื่อได้คุยกันทางโทรศัพท์ครั้งแรก (เออ ฉันนี่ก็กล้าสมัครเรียนคอร์สครูกับครูที่ไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ เลยเนอะ) ว่า ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นครูโยคะหรอก แต่อยากเรียนโยคะให้ลึกซึ้งกว่าในแต่ละชั่วโมงที่ได้ฝึกแต่อาสนะในซีเควนซ์เดิมๆ แบบที่ได้ทำอยู่ อยากรู้ว่าคนเราฝึกโยคะไปเพื่ออะไร แล้วนอกจากอาสนะท่าสวยท่ายากท่าบาลานซ์ที่เราทำกัน มันมีอะไรน่ารู้น่าค้นหาเกี่ยวกับโยคะอีก

 

ถ้าวันนึงเราฝึกจนทำท่าพวกนี้ได้หมดแล้วไงต่อ?

จำได้ว่าบอกครูว่าชอบที่ครูเคยเขียนในเพจวันหนึ่ง ใจความยังติดอยู่ในหัว ครูบอกว่า …เราฝึกโยคะเพื่อลดอัตตา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มอัตตา

ฉันสนใจการลดอัตตา

 

แล้วเมื่อถึงเวลา ฉันก็มาเรียนจริงๆ ด้วยความตั้งใจ อย่างสนุก และอินมาก (นี่ช่างเป็นคอนเทนท์ที่เหมาะกับชีวิตในวัยเท่านี้!)
ใช้เวลาเรียนอย่างเป็นทางการสุทธิ 7 เสาร์-อาทิตย์ และคงรวมชีวิตอีกทั้งชีวิตต่อจากนี้ ถ้าฉันยังสนใจ อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับโยคะและชีวิตต่อไปให้สุดทาง

 

เมื่อวานหลังสอบข้อเขียนและนำสอนเสร็จ ครูโน้ตแจกใบประกาศมาให้ฉันและเพื่อนร่วมรุ่นอีก 20 คนได้สัมผัสก่อน แล้วก็เก็บไว้ให้ จะมอบให้จริงๆ อีกครั้งหลังจากพวกเราเสร็จภารกิจที่ยากกว่าการตื่นตีสี่ พาตัวเองไปถึงโรงเรียนก่อนหกโมงครึ่งทุกเช้าแล้วก็ร่ำเรียนกันไปจนห้าหกโมงเย็น เป็นเวลา 14 วันเสียอีก คือ เราต้องเก็บชั่วโมงสอน 20 ชั่วโมง ปฏิบัติสมาธิ 10 ชั่วโมง  ทำงานอาสา บริการสาธารณะอีก 4 โครงการ

ก็เลยอยากจะบอกเพื่อนๆ ที่รัก ที่สนิทสนมคุ้นเคยทั้งหลาย ใครที่…

  1. ยังไม่เคยเรียนโยคะมาก่อน
  2. อยากรู้ว่าโยคะคืออะไร
  3. อยากฝึกโยคะ

ไม่ต้องอายนะ แค่บอกมา ฉันไม่อายที่จะสอน เธอไม่ต้องอายถ้าอยากเรียน เรามาแบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจต่อกัน ให้สมกับที่เราเป็นปิยมิตร กัลยาณมิตรต่อกัน ให้โอกาสฉันเป็นคนแนะนำเธอให้รู้จักกับสิ่งดีๆ จากการฝึกอาสนะอย่างตื่นรู้ เพื่อที่เธอแต่ละคนจะได้พบกับวิถีในการแสวงหาความสมดุลให้ชีวิตของตัวเอง พึ่งตัวเองได้ เพื่อที่จะเป็นที่พึ่งของคนอื่นต่อไป

#อินบ็อกซ์มานะ ฉันอยากแชร์

#nonofficial200HrYogaTeacher

 

วิ่งมาราธอนแล้วได้อะไร?

มาตรฐาน
img_20161218_110016.jpg

เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน มาราธอนแรก 18/12/2016

ฉันเพิ่งจบมาราธอนครั้งแรกในชีวิตไปเมื่อวันอาทิตย์ 18 ธันวาคม 2559 ด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย

กระทั่งเหตุผลตอนที่ตัดสินใจว่าจะลองวิ่งดู ก็ยังบอกกล่าวได้ยาก

หลังจากที่ตัดสินใจจะวิ่งมาราธอนแรกที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองที่มีความผูกพันเป็นการส่วนตัว ฉันก็สมัครไปเงียบๆ ก่อนจะบอกเจ้นางด้วยซ้ำ พอเจ้นางตัดสินใจจะวิ่งด้วย ก็พากันไปขอตารางซ้อมจากพี่ภู แล้วก็ซ้อมกันไปเงียบๆ ไม่ประกาศ ไม่สัญญาอะไรกับใคร เพราะส่วนหนึ่งฉันคิดว่าการที่เราตั้งใจจะทำเรื่องยากๆ ที่ดูเพี้ยนในสายตาชาวบ้าน (เพราะเขาไม่ได้นิยมทำกัน) ให้สำเร็จให้ได้ มันก็เป็นแค่ mission ส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจเพื่อสังคมเพื่อชาติ  ก็เลยทำมันไปแบบทำเรื่องส่วนตัว กะว่าถ้าทำได้จริงแล้วค่อยเล่าให้เพื่อนฟัง

สองวันหลังจากที่ทำสำเร็จ พอตั้งสติได้ ฉันก็บอกกล่าวกับญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รู้ข่าวเรื่องนี้จากฉันมาก่อนเลย ดูเหมือนแกจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันวิ่ง

ฉัน: ม้อยเพิ่งวิ่งมาราธอนมาล่ะ
ญผญ: …
ฉัน: มาราธอนที่ต้องวิ่ง 42 โลอะ
ญผญ: แล้ว?
ฉัน: …
ญผญ: นอกจากสุขภาพดีแล้วได้รางวัลอะไรมาบ้าง?
ฉัน: ….

ฉันเนียนชิ่งออกมาจากบทสนทนานั้นมา เพราะนอกจากเหรียญกับเสื้อ finisher ที่แกคงได้ไม่ให้ราคาอะไรนัก ฉันก็ไม่ได้รางวัลอะไรเป็นชิ้นอันอะไรกลับมาอีก เรื่องสุขภาพ ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าระยะทางวิ่งของมาราธอนช่วยส่งเสริม หรือทำลายสุขภาพกันแน่

เท่าที่รู้คือ สิ่งที่ได้จากการวิ่งมาราธอน ซึ่งก่อนจะวิ่งได้ต้องผ่านการซ้อมอันยาวนานนั้นมีมากมาย แต่บอกไปก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบที่กินใจคนทุกคน

สำหรับฉัน การวิ่งมาราธอนไม่ได้มีแค่ระยะทาง 42 กิโลเมตรที่เราต้องไปให้ถึงภายในเวลาคัตออฟของการแข่งขัน แต่ยังรวมเวลาหลายเดือนนับจากตัดสินใจว่าจะวิ่ง หลายร้อยกิโลเมตรของการซ้อม ชั่วโมงยาวนานของการออกกำลังบริหารร่างกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้พร้อมสำหรับการวิ่งไกลขนาดนั้น ความ ‘พร้อม’ หมายถึงคุณภาพของการพักผ่อน คุณภาพของอาหารการกิน ว่าไปถึงการทำใจให้พร้อมสำหรับทุกๆ ครั้งของการซ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่ไกลออกไปทุกทีในเดือนท้ายๆ แม้ฝนจะตก แม้แดดจะแรง อากาศอบอ้าว แม้จะนอนน้อย แม้จะมีเมนส์ ซึ่งระหว่างนั้นเราก็ต้องใช้ชีวิตของเราไปด้วย เราทำงานหาเลี้ยงชีพ โดนออกจากงานก็ต้องหางานใหม่ ปรับตัวเข้ากับงานใหม่พร้อมกับซ้อมไปด้วย ยังคงมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ไปกินข้าวกับผู้ชาย ทะเลาะกัน จนเลิกคบเลิกคุยกัน แต่ก็ยังซ้อมวิ่ง  นอกจากนี้เรายังต้องเตรียมใจรับผลของความอุตสาหะยาวนานตลอดหลายเดือน ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นบวกหรือลบ เรายังซ้อมต่อไปให้ถึง ซ้อมให้พอ แม้เวลาในการซ้อมจะแย่จนไม่กล้าคาดเดาเวลาวิ่งวันจริง เราก็ยังซ้อม

ระหว่างที่รวบรวมกำลังผลิตความพยายามเพื่อจะซ้อม ระหว่างจุดใดจุดหนึ่งจะมีความจิตตกเกิดขึ้น บางจุดก็แย่มากจนเราต้องหาทางออกให้ตัวเอง ด้วยการค้นพบสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการ ‘ปลง’

ปลงคือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชื่นบาน อย่างแข็งแรง ยอมรับทุกสิ่งในแบบที่มันเป็น ไม่งอแงถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิด เข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง ชื่นชมและเคารพทุกคนที่สู้ด้วยความพยายาม

ช่วงเตรียมตัวไปวิ่งมาราธอนจึงเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความอดทน ใช้ความพยายาม และสงบอย่างน่าแปลกใจ ถ้าพิจารณาจากความจริงว่าฉันเป็นคนมีความพยายามต่ำ ความอดทนน้อย และถึงจุด ‘ปรี๊ด’ ง่ายเพียงใด

สุดท้าย เมื่อฉันถามตัวเองระหว่างซ้อมวิ่งไกลครั้งสุดท้าย ตอนที่เหนื่อยจนยกขาแทบไม่ขึ้น เมื่อยระบมไปตั้งแต่ลาดไหล่ลงไปถึงปลายเท้า -นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ก็ตอบตัวเองว่า กำลังซ้อมจะไปลองวิ่งมาราธอนสักครั้งไง -เฮ้ยเราต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยหรอ จะวิ่ง วิ่งแค่ 10 กิโลก็ดีต่อหัวใจพอแล้วไหม -มาถึงขั้นนี้แล้วลองดูสักครั้งเหอะ จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง ต้องตั้งใจด้วยนะแก นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวที่มีโอกาสทำก็ได้ ต่อไปจะได้วิ่งอีกหรือเปล่ายังไม่รู้นะเว้ย -…เค เอาก็เอา แล้วก็กัดฟัน ขยับขา วิ่งไป

แล้วก็นึกถึงคำพูดของพี่อ้วนในวันที่ฉันบอกว่าจะไปวิ่งมาราธอนแรกที่เชียงใหม่ว่า ‘มาราธอนแรกมีครั้งเดียว จบดีๆ นะเว่ย’ พี่อ้วนห่วงเรื่องความพร้อม ตอนนั้นฉันเริ่มวิ่งได้ยังไม่ทันครบปี พี่อ้วนไม่อยากให้รีบร้อนไปวิ่งมาราธอน ด้วยกลัวว่าถ้าเจ็บจะกลายเป็นความทรงจำอันโหดร้าย พี่อ้วนพูดไม่มาก แต่ฉันจำแม่น พอนึกขึ้นมาทีไรก็จะมโนเถียงไปว่า จริงๆ แล้วการวิ่งแต่ละครั้งมันก็มีแค่ครั้งเดียวป่าววะพี่อ้วน คือถ้าเราพลาดซ้อมจนวิ่งไม่ได้ มันก็กลับมาวิ่งซ่อมไม่ได้อีกแล้ว .. เออ ชั้นจะตั้งใจซ้อม

หลังจากนั้น แต่ละครั้งที่วิ่ง ฉันจะวิ่งโดยดึงความคิดให้อยู่กับปัจจุบันขณะมากที่สุด เพราะนี่จะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวสำหรับการวิ่งครั้งนั้น ตั้งแต่ออกตัวตอนตีสี่หนึ่งนาทีเช้าวันนั้น ฉันก็อยู่กับแต่ละก้าววิ่ง ไม่ได้ปล่อยใจให้วอกแวกไปที่ความเหนื่อย หรือท้อถอยนาน มีไหลไปกับความทรงจำตามเส้นทางที่วิ่งผ่านบ้าง แต่ไม่หลง ฉันรีบดึงใจกลับมากำกับก้าววิ่ง วางเท้าอย่างนุ่มนวล วิ่งเรื่อยๆ ไม่เร่ง หยุดตามระยะ หายใจเข้าออกยาว ดื่มน้ำและเกลือแร่ ถนอมเท้า ขา และร่างกายให้วิ่งได้ครบ 42 กิโล โชคดีที่ขาฉันแค่ตึง กล้ามเนื้อไม่ถึงกับหดเกร็งเป็นตะคริว ฉันไม่เจอกำแพง ไม่พบปิศาจ เห็นแต่บรรยากาศสนุกสนานของนักวิ่งจีนที่มากันทุกวัยเลย ตั้งแต่หนุ่มสาวถึงลุงป้า ที่ขอโทษ หลายคนวิ่งเร็วและทนกว่าฉันเยอะ ได้เห็นน้ำใจที่นักวิ่งมีต่อกัน ได้กินกล้วยไข่วิเศษลูกนั้น ได้กิน m&m ที่อร่อยที่สุด ได้เจอเพื่อนมัธยมตรงกลางทางตอนจะหมดแรง ได้จบ 42 กิโลเมตรโดยไม่บาดเจ็บ และในที่สุดก็ได้เจอเพื่อนที่จุด Finish แถมยังมีโอกาสไปยืนรอรับเจ้นาง ซึ่งวิ่งมาถึงโดยไม่บาดเจ็บเสียด้วย

มีหลายคนและหลายสิ่งที่ต้องขอบคุณ ทั้งกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่รู้เรื่อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันยึดเป็นที่พึ่งทางใจ ขอบคุณเวียงเจียงใหม่ กับอากาศเย็นสบาย และแดดหนาวที่ส่องผ่านหมอกมาอย่างเมตตา ขอบคุณเจ้นาง เพื่อนร่วมทางที่อยู่ด้วยกันตลอดทางอย่างสบายใจ ดีใจที่ได้ที่พักทำเลโอเค มีเตียงที่ฉันหลับสบายได้ในคืนก่อนมาราธอน ขอบคุณพิซซ่าร้าน by Hand ขอบคุณสปอนเซอร์ทุกราย อาหารอันเพียบพร้อมทั้งกล้วยหอมลูกโต เบอร์เกอร์แมค ข้าวไข่เจียว และ 100+

“นี่เป็นมาราธอนครั้งแรกที่ดีมาก” ฉันน่าจะบอกกับทุกคนได้อย่างนี้ โดยไม่ต้องสนใจเลยว่าตัวเองใช้เวลาวิ่งไปนานแค่ไหน 

คงไม่ต้องถามกันเรื่องความเหนื่อย แต่ถ้ามีคนถามว่าวิ่งมาราธอนสนุกไหม ฉันคงตอบได้ว่า เฮ้ย ก็สนุกดีนะ! 😆

(ตอนพี่ภูหันมาบอกตอนรอปล่อยตัวว่า ‘วิ่งให้สนุก อย่ากดดันตัวเอง’ นั่นฉันยังนึกไม่ออกเลย ว่าคนเราจะวิ่งมาราธอนโดยไร้ความกดดันและสนุกกับมันได้อย่างไร)

เรียนชีวิตจากการพายเรือ

มาตรฐาน

-นั่งเรือ-

ยายกับตามีบ้านอยู่ริมแม่น้ำตาปี สมัยฉันยังเล็กถนนหลังบ้านยายยังไม่มี การคมนาคมหลักยังอยู่ในแม่น้ำ จึงมีโอกาสโดยสารเรือหลายลำ ตั้งแต่เรือติดเครื่อง เรือพาย ไปจนถึงเรือแจว ซึ่งก็น่าทึ่งไม่ใช่น้อยที่ภาพ เสียง และความรู้สึกระหว่างอยู่ในเรือลำที่ยายขนผัก ดอกบัว และอื่นๆ ไปขายที่ตลาดตอนเช้ามืดยังประทับอยู่ในใจแบบไม่มีอะไรมาเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความมืดตึ้ดตื๋อ ความเย็นของอากาศ กลิ่นและความกว้างของแม่น้ำ ดาวบนฟ้า จังหวะที่เรือโยนตัวขึ้นลงตามคลื่น และเสียงเครื่องเรือกับความเร็วที่พาเราแล่นตัดกระแสน้ำไป

ชีวิตวัยเด็กที่เชียงใหม่ แม้จะอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ชาวเชียงใหม่ถนัดใช้แต่รถแดงกับรถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ได้มาลงเรือกันอีกก็โน่นเลย เรือเฟอรี่สำหรับข้ามไปเที่ยวเกาะสมุยตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.1 เป็นเรือลำใหญ่เท่าตึกที่ให้ความรู้สึกนิ่งมาก เราแทบไม่รู้สึกว่าในทะเลมีคลื่น จนโตกว่านั้น เอ็นท์ฯ ติดธรรมศาสตร์ฯ ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้าง ฉันได้รู้จักกับเรือข้ามฟากครั้งแรกที่ท่าพระจันทร์ ได้เรียนรู้จังหวะการก้าวขึ้นลงระหว่างเรือกับโป๊ะ เป็นพื้นฐานให้การกระโดดลงเรือด่วนเจ้าพระยาในเวลาต่อมา จะใช้เรือด่วนฯ ต้องมีไหวพริบและคล่องแคล่วแพรวพราวกว่าเรือข้ามฟากนะ โดยเฉพาะตอนเรือเพียบคนบนน้ำเต็มฝั่ง และคลื่นลูกโต

บนเรือด่วนเจ้าพระยา ฉันได้เรียนรู้ว่าช่วงเวลาบนนี้คือการเรียนรู้จักการยอมรับและจำนนต่อชะตากรรม เพราะถึงเราจะรีบแค่ไหน พอก้าวลงเรือแล้วเราไม่มีทางไปได้เร็วกว่าที่สายน้ำและคนขับเรือจะเมตตา ฉะนั้น ระหว่างจุดนี้ไปจนถึงจุดหมายปลายท่า สงบใจชิลล์กับวิวสองฟากฝั่งไปจะดีกว่า

ระหว่างเรียนมหา’ลัย แอบหนีไปเที่ยวเกาะกับเพื่อนหลายแห่ง ที่ประทับใจคือเกาะเสม็ด คลื่นลมในทะเลขากลับมันแกว่งไกวจนลืมไม่ลง เราอยู่บนเรือประมงขนาดย่อม ลอยไปบนยอดคลื่น เจอทั้งฝนและแดด ตอนนั้นถึงกับนึกว่า หนีแม่มาเที่ยวคราวนี้ไม่รู้จะรอดกลับไปไหม แต่แล้วก็รอดกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นหวาดเสียวแต่สนุกมาก

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดมาตลอด ถ้าไม่กลัวน้ำเกินไป เรือจะเป็นอีกออปชั่นที่ดีสำหรับการสัญจรอันว่องไว ฉันว่าฉันชอบฟีลลิ่งของการโดยสารเรือในคลองแสนแสบจากท่าผ่านฟ้าไปประตูน้ำนะ ถึงกลิ่นจะแปลกไปจากแม่น้ำ แต่ชีวิตสองฟากคลองมันน่าดู แปลกตรงที่วิวของเส้นทางจากประตูน้ำถึงคลองตัน และคลองตันไปจนสุดสายที่วัดศรีบุญเรืองก็ต่างออกไปอีก น่าสนใจออก และดูเหมือนจะเป็นในคลองแสนแสบนี่แหละที่เป็นการโดยสารเรือที่ตื่นเต้นที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเที่ยวกลับเข้าเมืองตอนเย็นๆ ตอนฝนตกฟ้าคะนอง คลื่นในคลองสูงเกือบเท่าแม่น้ำ เพิ่งสวนกับเรืออีกลำ และกำลังจะผ่านช่องตอม่อใต้สะพานปูน ถ้านั่งหัวเรือ จังหวะที่เรือเงิบขึ้นตามคลื่นแล้วทิ่มหัวลงมานี่ เป็นอะไรที่เสียววาบได้แบบไม่อาจทำใจให้ชิน เรือในคลองแสนแสบเป็นอีกครั้งที่ทำให้ตระหนักว่าหลังจากก้าวลงเรือแล้ว ชีวิตเราอยู่ในมือคนอื่นอย่างแท้จริง

งานที่เคยทำช่วยเปิดประตูประสบการณ์ให้กว้างขึ้นอีกนิด เพราะการทำงาน ทำให้ได้สัมผัสกับเรือหลายประเภท ตั้งแต่แพไม้ไผ่สำหรับล่องลำธาร เรือใบที่แล่นได้ด้วยลม ไปจนเรือยอชท์ สปีดโบ๊ต กระทั่งเรือหัวโทง เรือยางตอนไปเที่ยวทีลอซู อ้อ เรือสำราญจริงๆ ก็เคยขึ้นไปชมมาแล้ว ตอนเรือมาแวะพักที่กรุงเทพฯ ณ ท่าเรือคลองเตย บนนั้นมีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำไปจนโรงละคร

แน่นอนว่าฉันไม่พลาดโอกาสสัมผัสเรือพายสายอีโคทัวริสม์อย่างคายัก เคยพายตอนสาวๆ แต่ไม่ไกลหรือนานพอจะประกาศได้ว่า ฉันพายเรือคายักเป็นจนได้มีโอกาสจับพายคายักจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้เอง

-พายเรือ-

ตอนยังเล็กเห็นผู้ใหญ่พายเรือแล้วชวนให้คิดว่าเรือพายง่าย จริงๆ คือไม่เลย เคยลองหัดพายเรือลำเล็กในท้องร่องที่ดูเหมือนยายจะใช้เก็บบัวหรือใช้รดน้ำผักในท้องร่อง ในความรู้สึกคือไม้พายทั้งใหญ่ ยาว และหนัก ไอ้เราก็ยังตัวเล็ก แค่จะยกจับให้ถนัดยังทำไม่ได้ดี ถ้าไม่มีขอบดินของท้องร่องทำหน้าที่เป็นแทร็กให้ สงสัยมีเป๋ พายวนเป็นวงกลม ก็เลยจบอยู่แค่นั้น พอเขาตัดถนนหลังบ้านยายเรียบร้อย บทบาทของเรือที่บ้านตายายรวมทั้งบ้านอื่นๆ ด้วยก็ลดลง ตาไม่ได้ออกไปหาปลา ยายไม่ได้ไปตลาด เรือลำเล็กๆ หายไปทีละลำ เรือลำใหญ่ถูกถอดเครื่อง ยกขึ้นคาน แล้วฉันเลยไม่ได้หัดพายเรืออีก

พอเจ้หนกชวนไปทริป Smile Riders on Tour ซึ่งคราวนี้จะไม่ได้ไปปั่นจักรยานยิ้มกันเหมือนเคย แต่เป็นการทัวร์วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ย่านอำเภอบางคนที สมุทรสงคราม ด้วยการ “พายเรือคายัก” จากตลาดน้ำท่าคา ลัดเลาะจากคลองท่าคาไปถึงคลองบางน้อย ในลำคลองที่ผู้คนยังคงพายเรือสัญจรกันจริงๆ ..ไม่ต้องจินตนาการกันมากมาย ฉันกด Going อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รอชวนเพื่อน

คายักแบบที่เห็นกันบ่อยๆ เป็นเรือที่ทำจากวัสดุทนทาน ค่อนข้างสมบุกสมบัน และขนย้ายง่าย ฉันพอจะรู้คอนเซ็ปท์ของการพายเรือคายักจากไม้พายที่แตกต่างจากเรืออื่นๆ คือมีพายอยู่ทั้งสองด้าน ปลอยสองข้างของพายก็บิดออกจากไม้พายในองศาที่ต่างกัน ต้องใช้แขนทั้งสองและการบิดข้อมือในการพาย พายข้างซ้ายสลับกับขวา ประมาณนี้ ซึ่งก่อนเอาเรือลงน้ำพี่ทัพ ผู้นำกิตติมศักดิ์ของเราซึ่งไม่เคยจัดคายักทัวร์ในประเทศมาก่อนได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือ พาย หลักในการพาย แต่ในส่วนของเทคนิคนั้น เรียกว่าได้เรียนรู้ระหว่างพายจริง learning by rowing ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อพวกเราขนเรือลงน้ำเรียบร้อยแล้ว

ตอนหัดปั่นจักรยาน (ก็นานจนเกือบลืมละเนอะ) เราต้องเรียนรู้ที่ทรงตัวระหว่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หัดเลี้ยวซ้ายหรือขวา ปรับตัวปรับสมดุลบนอานได้เมื่อไหร่ก็คือปั่นจักรยานเป็น คายักก็เช่นกันนะ ก่อนจะพายไปข้างหน้าอย่างเร็วฉิว เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่การลงเรืออย่างไรไม่ให้คว่ำ ตำแหน่งอันเหมาะสมในการนั่ง นั่งยังไงถึงจะสมดุล พายแล้วได้แรง จับพายยังไงในสถานการณ์แบบต่างๆ ฯลฯ ยิ่งในเรือคายักแบบพายคู่ ก็ต้องมีความสอดคล้องของการพาย (ไม่รู้เหมือนการปั่นจักรยาน Tandem ไหมสิ เพราะยังไม่เคยลองปั่นกับใครเลย) เนื่องจากคนนั่งหน้ากับคนหลังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราแต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองไป เพื่อให้เรือเคลื่อนที่ พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลกดีตอนเรา 14 ลำ เริ่มออกตัวไปในคลองเล็กๆ ด้วยอาการเป่ไปมา เพราะยังหาความสมดุลระหว่างสองข้างของด้ามพาย สมดุลบนตัวเรือ สมดุลของการออกแรง และยังไม่รู้วิธีหยุด ขำกันจะตาย พายไปก็หัวเราะไป บางทีต้องตะโกนบอกลำข้างหน้าบ้าง ข้างๆ บ้าง ให้ระวัง เพราะว่าเรือเรากำลังจะชน จากนั้นก็พาตัวเองไปเสียบเข้าที่ริมตลิ่ง เพื่อที่แป้บเดียวก็พาเรือเป๋ออกมากลางคลอง ไปชนเรือเพื่อสักลำอีก

จนกระทั่งเราเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับทิศทาง คัดท้าย ที่จะตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วด้วยการใช้มือ ใช้ข้อมือ ใช้ลำตัว หรือ core muscle แบบที่พี่ทัพบอกนั่นแหละ เราถึงจะพอควบคุมเรือได้ดังใจ พอพบสมดุลนี้ก็พอจะบอกได้ว่าการพายคายักเป็นการพายที่ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย ต้องเรียนรู้และฝึกประมาณนึง จึงจะรู้สึกสนุก สำหรับฉันซึ่งเป็นคนพายคัดท้าย โดยมีคนข้างหน้าซึ่งหลับหูหลับตาใช้เรี่ยวแรงจ้ำพายอย่างเดียวอย่างเพื่อนอิ๋ว ฉันค้นพบอะไรบางอย่าง คือฉันต้องสังเกตอิ๋วและสังเกตทิศทางของเรือไปในเวลาเดียวกัน แล้วก็คอยขยับร่างกาย ใช้ core muscle บังคับให้หัวเรือเบี่ยงไปทางซ้าย หรือขวาในจังหวะที่เหมาะสม คอยเบรกก่อนเรือจะพุ่งชนตลิ่งหรือเรือลำข้างๆ แล้วก็คอยส่งแรงในจังหวะที่เราสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้ตรงๆ

ตอนที่เริ่มเข้าใจศิลปะในการพายเรือ เริ่มสนุกกับการพายกันแล้ว ตอนนั้นเราอยู่ในคลองที่กว้างขึ้น น่าจะใกล้ถึงคลองบางน้อยเข้าไปทุกที เป็นจังหวะพายตามน้ำที่ไหลเชี่ยว จากน้ำกำลังไหลลงออกคลองหรือแม่น้ำที่ใหญ่กว่าข้างหน้า เรือไหลอย่างเร็ว มันส์มากๆ แล้วลมก็วูบมาอย่างแรง ก่อนที่ฝนซึ่งตั้งเค้าอยู่นานแล้วจะเทกระหน่ำลงมา

เร็วจนหยิบเสื้อกันฝนมาสวมไม่ทัน ตอนนั้นไม้พายถูกวางไว้ตามแนวยาวของเรือ เรือของเราแทบจะออกไปหมุนอยู่กลางคลอง ฉันกับอิ๋วต้องช่วยกันพายและคัดท้าย เลาะเข้ามาเกาะกลุ่มกันเข้าไว้ ตั้งสติกับฝนอยู่แป้บนึงพี่ทัพก็นำไปต่อ เพราะหยุดรอไปก็ไม่ได้ดูปลอดภัยอะไร ตลิ่งสองฟากเป็นเขื่อน ท่าน้ำแถวนั้นก็ไม่มี ผ่านช่วงนั้นมาได้พักนึงเราก็ถึงบางน้อย ขนเรือขึ้นฝั่งแล้วก็เดินเที่ยว ก้นแฉะกันทุกคนเลยตอนเดินตลาด แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกจริงๆ

การพายคายักไม่ได้แค่ทำให้ฉันนึกถึงการปั่นจักรยาน แต่ยังนึกถึงการเต้นรำด้วย การพายเรือคายักคู่เป็นเรื่องที่คนสองคนต้องสื่อสารและทำงานอย่างสอดคล้องกัน กรณีที่ไม่ได้สื่อสารกัน คนนั่งท้ายก็ต้องอ่านคนข้างหน้าให้ออก แล้วเคลื่อนไหวไปตามการนำของคนข้างหน้า คอยแก้ไขสถานการณ์ถ้ามันกำลังจะแย่ และคอยเสริมกำลังในจังหวะที่เหมาะสม

ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเปรียบการพายคายักคู่จะเหมือนชีวิตคู่แบบที่โบราณบอกว่าผัวเมียเหมือน “ลงเรือลำเดียวกัน” ไหม เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่คิดว่าชีวิตคู่ต้องมีคนนำและคนตามชัดเจน หรือต้องติดแหง็กในสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้ขนาดนั้น ในความคิดมันน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายกับการปั่นจักรยานทัวริ่งสองคันร่วมทางกันไป คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนชมวิว กินข้าว จิบกาแฟ ชนกระป๋องเบียร์ คอยฟังตอนอีกคนบ่น ชมดาวชมจันทร์ตะวันขึ้นตะวันตก ฯลฯ เป็นเพื่อนกันตลอดทาง (หรือจนกว่าจะแยกทางกัน) มากกว่า

ฉันคิดว่าการพายเรือคายักคู่สอนเราทุกคนได้อย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก คือการทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภารกิจอะไร หากมันไม่ใช่การโชว์เดี่ยว จะต้องมีการเรียนรู้ถึงการสื่อสารและการประคองจังหวะอันสมดุลในการเคลื่อนที่อย่างสอดคล้องของคนสองคน เพิ่ม และลดให้ถูกจังหวะ เบรกเมื่อสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว อิสระ อินดี้ ไม่มีครอบครัว ไม่มีรูมเมท ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ระเบียบวินัย ไม่ต้องแคร์ใครนอกจากแมว เพราะไม่มีกระทั่งแฟนหรือคนรักอย่างฉันนี่แหละ

อย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ

มาตรฐาน

6972

 

“ตื่นเต้นไหม?”

ก่อนถึงวันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในรายการนาวิกโยธินมาราธอน 2016 ที่สัตหีบ วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนที่จะไปวิ่งด้วยกัน แต่สำหรับเขาเป็นฮาล์ฟฯ ครั้งที่สองแล้วถาม

จริงๆ ต้องตอบว่าตื่นเต้นมาตลอด ตั้งแต่ก่อนวิ่งรอบกว๊านพะเยาราวหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้  ในวันที่ 29 พฤษภาคมแล้ว ตอนนั้นซ้อมไปก็ใจกล้าๆ กลัวๆ  รับ BIB เสร็จนั่งรถวนรอบกว๊าน สำรวจเส้นทาง บอกตรงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จะวิ่งจบไหม วันรุ่งขึ้นก็วิ่งไปทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะวิ่งจบไหม แต่ขอลองดูก่อน ปรากฏว่าวิ่งจบโดยไม่บาดเจ็บ (มีแค่เล็บช้ำกับตุ่มน้ำ) ดีใจมาก ตอนนั้นเชื่อเลยว่าวิ่งได้เพราะซ้อมมาอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายพร้อม  สำคัญคือมีกองเชียร์ช่วง 5 กิโลสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ถ้าไม่มีเสียงเชียร์ เป็นได้ว่าอาจถอดใจเดินมาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 19 แล้ว

จากนั้นกราฟของความรู้สึกบางอย่างก็ตกลงมาหน่อย ส่งผลต่อการซ้อมเตรียมไปฮาล์ฟฯ แรกพอควร รอบก่อนเคยซ้อมได้ครบถ้วนตามเป้า รอบนี้กลายเป็นซ้อมไม่ครบ หมดแรงกาย  เพลีย ไม่แน่ใจว่ายังไม่หายเหนื่อย หรือเพราะ passion ที่เคยมีอยู่พร่องไป ระหว่างนั้นก็มีประเด็นเรื่องงานที่ชวนลุ้นอย่างหวาดเสียวแทรกเข้ามาอีก เป็นภาวะที่เบียดเบียนการซ้อมกลายๆ ความพร้อมก่อนลงสนามวิ่ง 21K เลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่

ก่อนออกเดินทางเพื่อไปวิ่ง 1 วัน กลายเป็นวันแรกในที่ทำงานใหม่ หลังจากวันก่อนหน้านั้นเพิ่งเก็บกวาดโต๊ะทำงานในที่ทำงานเก่ามาหมาดๆ ความรู้สึกหลายอย่างยังประดังประเด ทั้งกังวล สับสนและ ฯลฯ จนต้องบอกตัวเองว่าพอแล้ว กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ “รอเจอมันเลยเหอะ” กับทุกๆ เรื่อง รวมทั้งฮาล์ฟฯ แรกด้วย จากนั้นก็ปล่อยๆ บอกตัวเองว่าจะจบหรือไม่จบ เวลาจะได้เท่าไหร่อย่าไปสนเลย วิ่งให้สนุก เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ กันดีกว่า

แล้วฉันก็ได้พบประสบการณ์ใหม่ในสนามนี้จริงๆ

ตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็นตัวเป็นตนมา ยังไม่เคยยอมสมัครใจวิ่งตากฝน กลัวฟ้าผ่าบ้าง กลัวลื่นล้มบ้าง กลัวป่วย กลัวโป๊ กลัวนั่นกลัวนี่ แต่หลักๆ คือไม่อยากให้รองเท้าเลอะสกปรก และพังเร็ว แต่งานนี้เราเจอฝนกันตั้งแต่ตื่น ฝนตกจริงจัง เป็นเม็ดๆ ทำให้พื้นเปียก มีน้ำขัง และทำให้คนทั้งเปียกและหนาว ตกมานานก่อนปล่อยตัว ปล่อยตัวแล้วยังตกอย่างนั้นอยู่เกือบสี่สิบห้านาทีได้ ปล่อยตัวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นทางขึ้นเขา อย่างชัน ขึ้นแล้วก็ลงมา แล้วก็ขึ้นอีก แล้วก็ลง แล้วก็ขึ้น ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้อยู่พักใหญ่ ฉันยังก็ยังพอวิ่งไปได้โดยการไต่ขึ้นช้าๆ อาศัยแรงไหลจากช่วงลงเนินไต่ขึ้นเนินต่อไป แล้วก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาดจากรองเท้าที่น่าจะเกิดจากน้ำระหว่างพื้นรองเท้ากับแผ่นรอง เรียกว่าการวิ่งครั้งนี้ นอกจากมีเสียงหายใจออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก็ยังมีเสียงแฟ่ดๆ จากพื้นรองเท้าดังเป็นจังหวะเป็นเพื่อนไปแทบจะตลอดการวิ่ง

ลงจากเขา ก็เจอเนินซึม ขึ้นบ้าง ลงบ้าง  ข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ฉ่ำตา ชวนให้นึกว่าเวลาปกติเราไม่ยักออกมาเดินเล่นตากละอองฝนชมนกชมไม้ ได้กลิ่นดอกหอมๆ ของประดู่กับมะขามอย่างนี้บ้าง พอฝนเบาลงไป  แรงก็เริ่มหมด เริ่มเดิน เริ่มหิว เริ่มหยิบกล้วยตากที่เหน็บกระเป๋าข้างขากางเกงออกมากิน  พร้อมๆ กับรู้สึกว่าฝ่าเท้าเริ่มทะเลาะกับแผ่นรองรองเท้า สงสัยจะผูกเชือกรองเท้าแน่นไป และเริ่มมีอาการแหม่งๆ ที่นิ้วเดียวกันของเท้าอีกข้าง ช่วงที่พาตัวเองวิ่งเลาะดงตาลไปกลับตัวครั้งแรกริมอ่าวดงตาลนี่บอกเลยแรงจะหมดแล้ว ปกติระแวงแตงโมมาก แต่คราวนี้เจอแล้วกินเลย ต้องการเรี่ยวแรง

กลับตัวแล้วก็พยายามวิ่งเรื่อยๆ เหนื่อยจนคิดว่าไม่ไหวก็เดิน  แต่พอเริ่มวิ่งอีกก็จะรู้สึกระบมที่เท้าและนิ้วเท้าเจ้าปัญหาเหล่านั้นเป็นพิเศษ พานให้เกิดอาการงอแง ไม่ยอมวิ่งต่อเนื่องได้ยาวๆ (คือมันก็เหนื่อยด้วยแหละ) เลยหยุดเดินอีกเรื่อยๆ แต่ก็พยายามละ แต่ดียังพอหากำลังใจได้จากนักวิ่งอื่นๆ เป็นคุณลุงที่วิ่งอย่างสตรองบ้าง คนวัยเดียวกันหรือเด็กกว่าที่ดูพยายามวิ่งมากๆ บ้าง

ฉันพยายามพาตัวเองไปข้างหน้าด้วยการวิ่งมากกว่าเดินจนมองเห็นอ่าวเตยงามอยู่ข้างหน้า  นั่นคือจะถึงเส้น finish แล้วใช่ไหม แต่ทำไมนาฬิกาบอกระยะอยู่แค่ประมาณ 17 โลกว่าๆ  หรือ GPS เพี้ยน ฯลฯ …ที่ไหนได้ ต้องเลี้ยวขวาไปกลับตัวอีกเกือบสองโลจ้า โอย แรงจะหมดแล้วๆ วิวช่วงนี้สวยมาก เป็นช่วงน้ำลงเห็นก้นอ่าวแห้งๆ โล่งๆ ยาวจากฝั่งหลายร้อยเมตร ก็อยากจะหยุดถ่ายรูปเหมือนบางคน แต่กลัวเครื่องดับจริง เลยแค่เก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

วิ่งผ่านบ้านพักริมอ่าวเตยงามอีกครั้งก็จำได้ว่า ดงเตยทะเลตรงนี้นี่เองที่เราเคยมาพักกับเพื่อนวารสารฯ ยังจำได้เลยว่าทะเลสัตหีบสะอาดและสวยมาก แดดจัด เลยได้เห็นว่าน้ำทะเลทั้งลึกและใส

วันนี้แม้สัตหีบจะมีฝนตกยาวมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่ฝนตก  ฟ้าหม่น เพราะถ้าแดดออก ฟ้าใส เหมือนสัตหีบในความทรงจำ ฉันคงจะจอดตั้งแต่กลางทาง หรือไม่ก็อาจจะจบด้วยการเดิน

วิ่งฮาล์ฟฯ ครั้งแรกในสภาพตากฝนขึ้นเขา บรรยากาศเทาหม่นดูเย็นชา แต่ไม่หรอก นั่นคือความปราณีจากดินฟ้าอากาศต่างหาก

เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับฝนแล้วเลิกกลัวฝนได้เสียที 😉

 

 

ป.ล. ฮาล์ฟมาราธอนแรกทำเวลาไม่ดีเท่าวิ่ง 26K แรก แต่ประทับใจทั้งสองรายการ ดีใจที่ตั้งใจจะมาวิ่ง ดีที่ตั้งใจซ้อม โล่งใจที่ไม่บาดเจ็บ ยินดีจริงๆ ที่มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้แบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

The Lobster: จะโสดหรือไม่-เลือกให้สบายใจนะ

มาตรฐาน

TheLobster

บางคนอาจไม่มีโอกาสเลือก แต่สำหรับบางคนที่ได้เลือก นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยเชียว ว่าชีวิตที่เหลือนั้น ควรค่าแก่การอยู่เป็นโสดหรือควรอยู่แบบมีคู่จะดีกว่า

คิดดูแล้ว ถ้าเราหาเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ทำไมเราจะเลือกเองไม่ได้ว่าจะอยู่เดี่ยวแบบไม่คบกับใครเพราะโลกส่วนตัวสูง ปรับตัวไม่เก่ง อยู่เดี่ยวแบบเพื่อนเยอะ หรืออยู่เงียบๆ เพื่อนไม่ต้องมาก อยู่เดี่ยวแบบมีแฟน อยู่กับแฟนแบบมีแผนจะแต่งแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ หรืออยู่อย่างนี้ดีแล้วแหละ ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่แบบตกลงแต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝา นอนเตียงเดียวกันทุกคืน หรือแต่งงานมีลูก แต่แยกห้องกันนอน กระทั่งว่าแต่งไปแล้วชีวิตแย่ ขอแยกทางมาอยู่เดี่ยวเหมือนเดิม ฯลฯ จะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเราล้วนๆ กระทั่งว่าจะคบกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ จะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นรุกหรือรับ หรือมีรสนิยมทางเพศที่ล้ำเกินกว่าจะคิดได้ในตอนนี้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตราบที่ไม่ได้กระทำผิดศีล ผิดข้อห้ามทางศาสนา เราย่อมสามารถใช้ชีวิตของเราไปแบบไม่มีปัญหาอะไรเลย …ถ้าเพียงแค่เราไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความหวังดีจากผู้คนทั้งใกล้ตัวและไกลตัวน่ะนะ

ฉันเลยเชื่อว่าคนเขียนบทและผู้กำกับหนัง The Lobster นี่จะต้องหมั่นไส้แกมรำคาญบรรดาผู้มีความปรารถนาดี อยากให้คนโสดได้พบ ตกหลุมรักและแต่งงาน อยู่กันเป็นคู่ชีวิต ฯลฯ อย่างแม่นมั่นถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางคลอดพล็อตหนังโหดดิบขนาดนี้ อะไรจะประชดประชันความมานะพยายามจนกลายเป็นกระเสือกกระสนจะหาคู่ให้ได้ภายในเวลาที่ (ใคร?) กำหนด ไม่งั้นจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก (อาทิ ล็อบสเตอร์) ไปในที่สุด

ช่างเป็นสถานการณ์สมมติอันร้ายกาจ ตีกรอบขังแน่นหนา อึดอัด ขัดใจอินดี้ผู้ถืออิสรเสรีภาพในการใช้ชีวิตสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดเสียเหลือเกินนน

ครั้นจะแหกกรอบประเพณีสายหลักที่กำหนดว่ามนุษย์ผู้โตเต็มที่แล้วต้องมีคู่อยู่เรียงเคียงหมอน หนีเข้าป่าไปอยู่กับพวกคนโสด ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์ในป่า (ซึ่งมีอดีตชาติเป็นคนโสดหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด) ก็ต้องไปเจออีกกรอบซึ่งกำหนดไว้ว่า คนโสดห้ามมีใจให้กัน ห้ามหลี ห้ามจีบ ห้ามกอดจูบ มีเซ็กซ์ ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักถึงขั้นพบจุดจบในหลุมที่ตัวเองถูกบังคับให้ขุดเตรียมเอาไว้นั่นเลย

โอ้ย จะอะไรนักหนากับชีวิตคะ? ความรักความปรารถนามันไม่ได้ควบคุมกันได้ด้วยการกดปุ่ม on/off ซะเมื่อไหร่ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ออกจากบ้านทุกวัน จะมีสักวันไหมที่ได้เจอคนถูกใจกัน ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอคนที่อยากอยู่ด้วยทุกๆ วันไหม แล้วก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่เคยรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันไปจนตายน่ะ จะเกิดเหม็นเบื่อกันภายในสองปีครึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกลียดกันแบบเกิดมายังไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อนไหม …กระทั่งจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่ได้เจอคนคนนั้นไหมยังไม่อาจรู้ได้เลย แล้วจะไปรู้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรว่าควรเลือกฟากไหน ชีวิตสามัญ มีผัวมีลูกไปตามทำนองคลองธรรม หรือหนีไปอยู่ป่าเร่ร่อนเป็นคนเสรี ไม่อาลัยอาวรณ์กับความรัก ไม่แยแสกับความสัมพันธ์ผูกมัดใดๆ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย เพลงแนว บทพูดมีน้ำหนัก (เหมือนขวานผ่าซาก-ฮา) เป็นหนังที่ทำให้รู้สึก ขมขื่น ขำ และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน แต่ดูแล้วก็อดนึกขอบใจเรื่องเพี้ยนๆ ที่เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้ ด้วยมันช่วยเตือนให้รู้สึกตัวว่า ในเมื่อชีวิตมันมีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปจริงจังอะไรมากกับการมีคู่หรือไม่มีคู่ ในเมื่อการมีคู่ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะได้รับความซื่อสัตย์ ความรักความอบอุ่น จะปราศจากแล้วซึ่งความเหงาเดียวดาย การแต่งงานรึก็ไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะครองคู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเลย ความสัมพันธ์ที่งดงาม บริสุทธิ์ อบอุ่น สว่างไสวยังมีในรูปแบบอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อน พี่น้อง ระหว่างญาติ กระทั่งความรักของแม่กับลูกยังไม่ได้มีข้อแม้เลยว่าต้องมีมนุษย์เพศชายมาแสดงตัวเป็นพ่อด้วยนะ นี่ถึงจะเป็นรักแท้จากแม่

เป็นอย่างที่อยากเป็น เป็นอย่างที่สะดวกจะเป็นเถอะค่ะ ใช้ชีวิตอย่างเคารพตัวเอง หากกาลข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วยอมรับมัน หาความสุขไปตามอัตภาพ แคร์คนไม่รักเราให้น้อยลง อาทรดูแลคนที่รักเราให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ระลึกไว้เสมอว่าแม้ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา แต่ชีวิตเรา เราเป็นคนใช้ ไม่ใช่คนอื่น

 

บันทึก:

-ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ (ฮา) แอบนึกว่าถ้าความเพี้ยนในหนังของพี่เจ้ยมันออกมาสวย และมีตรรกะแบบของมันแบบหนังของ Yorgos Lanthimos อย่างน้อยฉันคงดูรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่พี่เจ้ยอยากบอกมากกว่านี้

-โถ Colin Farrell รูปหล่อของช้านน อุตส่าห์กินจนอ้วนฉุ ใส่แว่นสายตาหนาเตอะให้สมบทบาทผู้ชายที่ (สมควร) โดนทิ้ง

-Rachel Weisz เป็นหญิงโสดสายตาสั้นที่จดไดอารี่ละเอียดมาก เล่นหนังเก่งมาก หุ่นดีมาก อิจฉาเจมส์ บอนด์จริงๆ

-น้อง Lea Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด งานนี้น้องมาพร้อมถุงใต้ตาสามชั้นทรงเสน่ห์ ซิกเนเจอร์ประจำตัว พร้อมความสวย และความสามารถในการแสดงที่เจิดจรัสมากขึ้นทุกที แม้เรื่องนี้น้องจะไม่ได้เมคอัพเลยและเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งแขนเปลือยของน้อง เพียงแค่ริมฝีปากอิ่มไร้สีสันแต่งแต้มของน้องก็แสนจะน่าดู จนความจริงที่ว่าน้องอาจแอบเป็น loner leader เลสเบี้ยนก็ไม่อาจทำให้ความเย้ายวนนั้นลดลงแต่อย่างใด

-ตัวละครอื่นๆ เพอร์ฟอร์มได้เจ๋งโคตร จิตสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวบิสกิตนม สาวไร้หัวใจ หนุ่มเป๋ หรือหนุ่มพูดไม่ชัด เมดสาวผู้ใส่ใจบริการ

-หนังเรื่องนี้มีซีนศพสัตว์เยอะไปหน่อย (มีฉากยิงลาด้วย) ก็รู้นะว่าอาจจะไม่ได้ยิงกันจริงๆ สัตว์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันสะเทือนใจคนโสดรักสัตว์อะ

The Intern: เรื่องของเด็กฝึกหัด

มาตรฐาน

image

หนัง The Intern เล่าถึงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของคนรุ่นนี้ จูลส์ ออสติน (แอนน์ แฮททาเวย์) เปิดบริษัทขายเสื้อผ้าออนไลน์โดยไม่มีหน้าร้าน ขยายขนาดของบริษัทที่เริ่มต้นด้วยคนทำงานแค่สิบกว่าคนเป็นหลักร้อยภายในเวลาปีครึ่ง ด้วยกุญแจของความสำเร็จคือความเข้าใจพฤติกรรมและรสนิยมของคนยุคเดียวกัน เจนเนอเรชันเดียวกัน แถมเป็นผู้หญิงเหมือนกัน

จูลส์ออกมาทำงานข้างนอกโดยมีสามีอาสาเลี้ยงลูกดูแลบ้าน งานของเธอกำลังรุ่ง แต่ที่บ้านกำลังมีปัญหา จูลส์รู้ดี เธอกำลังตัดสินใจว่าจะหาซีอีโอมืออาชีพมาช่วยบริหารดีมั้ย จะได้นอนมากขึ้นอีกนิด แล้วก็มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นอีกหน่อย ขณะเดียวกับที่บริษัทกำลังรับพนักงานฝึกหัดสูงวัย ตามแคมเปญ CSR ของบริษัทพอดี แล้วแบน วิทเทเกอร์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ชายวัยเจ็ดสิบ+ ผู้ตระหนักว่าชีวิตหลังเกษียนที่ไร้ภรรยาคู่คิดนั้นช่างว่างเปล่า ก็ผ่านการสัมภาษณ์ ก้าวเข้ามาในลุคสุภาพบุรุษโอลด์แฟชั่นเต็มรูปแบบ ใส่สูท ผูกไท รองเท้าเงาวับ ผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดรีดเรียบในอกเสื้อ พร้อมด้วยกระเป๋าเจมส์บอนด์หนังใบงาม ตกยุคมาจากยุค ’70s

แม้ว่าตั้งใจเปิดรับ เตรียมมาเรียนรู้เต็มที่ กระนั้นในตอนแรกเบนแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำงานที่นี่ ในขณะที่บริษัทก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรจากเบน แต่พวกเขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ใจดี คิดบวก ก็ต้อนรับลุงเบนและเพื่อนสูงวัยอีกสองชีวิตอย่างดี แจกงานให้ทำพอสวย และด้วยคลิปแนะนำตัวอันน่าประทับใจก็ทำให้เบนได้รับเลือกให้ไปเป็นผู้ช่วยประจำตัวของจูลส์ แม้เธอจะไม่ปลื้มเท่าไหร่

เบนอาจดูเป็นคุณลุงขี้เหงาแต่เขาเป็นคนมีเสน่ห์และเปิดกว้าง ไม่มีการตั้งโต๊ะตำหนิติเตียนพฤติกรรมแห่งยุคสมัยและความ casual จนเกินกาลเทศะของเด็กยุคใหม่ เบนแค่ให้คำแนะนำในเวลาที่เหมาะ เขาเรียกเสียงหัวเราะในตอนแรก เราค่อยๆ รู้สึกว่าเขาเติมอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในบรรยากาศของที่ทำงานแห่งนั้น เริ่มจากคนที่นั่งข้างๆ ไปจนถึงจูลส์ ผู้ยุ่งเสมอ แถมยังพยายามปลีกตัวให้ไกลจากเขาเพราะความเชื่อมั่นว่าเข้ากับคนอื่นได้ยาก โดยเฉพาะคนต่างยุคต่างสมัย ที่แค่ดูจากการแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ก็แทบจะเหมือนพูดกันคนละภาษาแล้ว

งานทำให้จูลส์แทบไม่เหลือเวลาว่างสำหรับสามีลูกและการนอนหลับ และงานเติมเต็มชีวิตที่ว่างเปล่าให้กับเบน แน่นอน เติมหัวใจที่ว่างเปล่าด้วย เขาได้เจอหวานใจคนใหม่จากที่ทำงานนี่แหละ ในฐานะเด็กฝึกงาน เบนไม่ได้เป็นฝ่ายเรียนรู้การทำงานของเด็กยุคนี้เพียงอย่างเดียว เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ถึงศิลปะในการใช้ชีวิตและวิธีจัดการกับปัญหาในสไตล์ของคนยุคเบนด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจเป็นอะไรที่ดูเชย โอลด์แฟชั่น แต่มันเป็นการแก้ปัญหาแบบคลาสสิก ที่มีประนีประนอมอันเด็ดขาด ที่สำคัญ โรแมนติกซะด้วย

เบนกลายเป็นไอดอลของเด็กเนิร์ดหลายคนในออฟฟิศ เขาแนะนำวิธีทรีตสาวที่ทำให้ได้ใจของเธอ เขาทำให้จูลส์วางใจ อย่างเงียบๆ เขาได้รับความไว้วางใจจากเธอ กระนั้นเบนยังอยู่ในขอบเขตของเขา สำหรับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับจูลส์ เบนมองดูห่างๆ อย่างเอาใจช่วย และในที่สุดเธอก็เลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเธอ ครอบครัว และทีมงาน

ฉันไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ขนาดโคตรปลื้ม รักสุดๆ แค่ชอบใจที่ในความเป็นหนังรอม-คอมที่ “ฟีลกู้ด” มันยังอุตส่าห์สะกิดเตือนให้เรา คนยุคนี้ที่เหมือนจะพราวกับความเป็นศูนย์กลางของโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง และความเชื่อมั่นว่าสามารถไขคำตอบทุกอย่างในโลกได้ด้วยอำนาจของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่าที่จริงเราไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง เอาอยู่ สตรอง กับทุกสิ่งทุกอย่าง จะอายุแค่ไหนเราก็ยังเป็นเพียง “เด็กฝึกหัดการใช้ชีวิต” ที่ยังใหม่และอ่อนด้อย น้อยประสบการณ์ชีวิตในมุมแปลกใหม่

หนังไม่ได้โบยตีเราด้วยความจริงข้อนี้แล้วก็ทิ้งเราไว้ตรงกลางทาง แต่ยังให้ตัวช่วยด้วยการบอกว่า ไม่เป็นไรนี่ สำหรับอะไรที่เราไม่รู้ หรือไม่มั่นใจ ลองถามผู้ใหญ่ได้นะ ส่วนพวกผู้ใหญ่ ในประเด็นแปลกใหม่ที่ยังไม่รู้ ลองถามเด็กดู อาจจะได้คำตอบที่ฟังแล้วงง แต่ลองจูนดู เดี๋ยวดีเอง

ฉันยังชอบหนังเรื่องนี้ที่มันพูดถึงการเลือกวิถีการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง เชื่อว่าหลายคนดูแล้วคงอดถามตัวเองไม่ได้ว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว เราจะเลือกอะไรให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด งาน หรือชีวิตครอบครัว หรือจะลองโจทย์ที่ท้าทายในขั้นกว่า คือเลือกที่จะให้อภัย พยายามประนีประนอม ออมชอม ประคับประคองชีวิตทั้งสองส่วนให้มันเดินไปด้วยกัน พร้อมๆ กันได้

อืมม์ ชีวิตฉันตอนนี้ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ไว้ถึงเวลาค่อยปรึกษาผู้มีประสบการณ์ละกันนะ