Category Archives: อ่าน

on reading: ลำเนาป่า

มาตรฐาน

image

เข้าใจว่า “ลำเนาป่า” เป็นหนังสือที่คนรุ่นเดียวกันจำนวนไม่น้อยอ่านจบแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อาจเพราะหนังสือเล่มนี้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน สำหรับกลุ่มเด็กวัย 13-18 ปี ค่าที่ผู้เขียนใช้ศัพท์สำนวนไพเราะนัก

ฉัน ผู้ซึ่งไม่ได้อ่าน แต่ได้ยินเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ พูดถึงกันอย่างหนาหู เมื่อโตขึ้นมาถึงวัยมหา’ลัยจึงไปหาหนังสือเล่มนี้มาไว้บ้าง รู้สึกจะมีฉบับพิมพ์ครั้งแรกกับเขาด้วย แล้วก็ทำหาย จึงซื้อใหม่เป็นปกนี้ จัดว่าเป็นหนังสือที่อยากอ่าน แต่ก็ทิ้งให้มันนอนรอฉันเปิดอ่านอยู่อย่างนี้ จนกระทั่ง. . .

จนกระทั่งผู้ชายคนหนึ่งที่มีโอกาสได้คุยกันในเวลาสั้นๆ โดยยังไม่มีโอกาสเจอกันตัวเป็นๆ มาทักว่า ฉันทำให้เขานึกถึงนางเอกในหนังเรื่อง “คือฉัน” (พ.ศ. 2533) หนังไทยสมัยสันติสุข พรหมศิริ ยังเป็นพระเอกขึ้นหม้อ ซึ่งสร้างมาจาก “ลำเนาป่า” นั่นทำให้ฉันไปค้นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้อ่าน รอให้อ่านเล่มที่ on reading อยู่จริงๆ ขณะนั้นจบเสียก่อน

พอเริ่มก็ใช้เวลาไม่นาน ก็หนังสือมันเล่มนิดเดียว และใจความไม่มีอะไรมากเลย ยิ่งมาอ่าน ณ ตอนที่แก่ป่านนี้แล้วยิ่งรู้สึกสงสัย ว่านอกจากศัพท์สำนวนไพเราะละลานตาเสนาะหูด้วยคลังคำมหาศาลของ ศิเรมอร อุณหธูป แล้ว นอกจากอุดมการณ์และความแน่วแน่ของลำเนาแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีอื่นใดที่คบกริบ น่าจับใจกว่านี้อีกไหม

คิดแล้วก็คงมีเท่านี้

ที่ไม่โดนเท่าไหร่ คงเพราะฉันอ่าน “ลำเนาป่า” ช้าไปมาก คือมาอ่านเอาตอนที่รู้จัก เข้าใจตัวเองดีแล้ว มาอ่านในวันที่บอกตัวเองว่าไม่แคร์แล้วว่าจะหาเจอไหม ผู้ชายคนที่รักและอยากใช้ชีวิตร่วมด้วย ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่ประเด็นแล้วว่าหากได้พบเจอเขาคนนั้น (ผู้ให้เกียรติฉันพอๆ กับที่เขาให้เกียรติตัวเอง) ฉันจะแต่งงานกับเขาดี หรือเราจะอยู่ด้วยกันด้วยความรักและซื่อสัตย์ล้วนๆ ไม่ต้องผูดมัดรัดกันไว้ด้วยทะเบียนสมรส หรือให้กำเนิดชีวิตที่เรียกว่าลูกเพื่อใช้เป็น “โซ่ทองคล้องใจ” อะไรทำนองนั้น

ตัวตนของลำเนาในหนังสือจึงไม่ใช่สิ่งสง่างามยิ่งใหญ่อะไรนักในสายตาผู้หญิงวัยฉัน ยิ่งฉันใช้ชีวิตในสังคมที่พัฒนามาซับซ้อนหลายชั้น ไกลจากโลกวันที่ลำเนารักกับชด ลำเนาที่ฉันเพิ่งรู้จักจึง แน่นอนว่าเป็นผู้หญิงน่านับถือคนหนึ่ง รู้จักตัวเอง มั่นใจในตัวเอง และกล้าพอจะยอมเสียโอกาสที่จะได้อยู่กับคนรัก เพื่อให้ได้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ

แต่ลำเนาไม่ใช่ผู้หญิงแปลก เป็นวีรสตรีเด่นดีอะไร เพราะที่จริงผู้หญิงทุกบนโลกคนควรเลือก และกำหนดชีวิตตัวเองได้แบบลำเนา

แล้วฉันก็มาคิดว่าฉันทำให้เขา (ผู้ซึ่งมีโอกาสคุยกันเพียงผิวเผินแต่ยังไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ) นึกถึงลำเนาตรงไหน เฉพาะเรื่องวัยก็ไกลจากกันมาเยอะแล้ว และฉันก็แค่นักสุขนิยม ติดสุข ไม่มีปัญหากับแสงสี ทำงานในเมือง ไม่เกลียดกรุงเทพ ไม่ได้ชังรถติดขนาดลำเนา เป็นพนักงานบริษัทมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ได้เป็นคนเจ้าอุดมการณ์และเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อคนด้อยโอกาสขนาดลำเนา ส่วนเรื่องความคาดหวังจะได้แต่งงานไหม จะคบกันยังไง ฉันกับเขาก็ยังกันไปไม่ถึงตรงนั้น และเอาเข้าจริงฉันยังไม่รู้หรอกว่าจะออกแบบชีวิตช่วงนั้นอย่างไร (ถ้ามีโอกาสมีนะ) ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีใครกล้ามาขอฉันไปเป็นเมียไหม หุหุ

ก็เลยสงสัยว่าจะมีแค่ผมหยิกฟูนี่ละมั้ง ที่ฉันทำให้เขานึกถึงลำเนา

เป็นเรื่องของ “เปลือก” ล้วนๆ เลยนะนั่น

Advertisements

on reading: ข้างหลังภาพ

มาตรฐาน

image

‘คู่กรรม’ กับ ‘ข้างหลังภาพ’ เป็นหนังที่ดูมาตลอดชีวิตจนแทบจะท่องไดอาล็อกตอนสำคัญๆ ได้ จะผิดกันบ้างตรงที่ฉันเคยอ่านคู่กรรมจบมาหลายรอบแล้ว แต่กับข้างหลังภาพ แม้จะเก็บสต็อกหนังสือมานานปี และมีในครอบครองถึง 2-3 edition แต่ยังไม่เคยหยิบมาอ่านจริงจังจนจบเลยสักครั้ง

วันนี้ สดๆ ร้อนๆ ต่อจาก ‘แผ่นดินของเรา’ ฉันอ่านจบแล้ว ไม่ไวถึงขนาดอ่านต่อจากแผ่นดินของเราจบอย่างเร็วจี๋หรอก เรียกว่าอ่านมาพร้อมๆ กันจะดีกว่า – -ฉันเป็นคนแบบนี้แหละ จับจด อยากทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่พอลงมือก็ละเลียด เชื่องช้า และไม่เคยเคี่ยวเข็ญตัวเองให้อ่านเรื่องที่อ่านค้างอยู่นั้นให้จบเป็นเรื่องๆ ไป รอบตัวก็เลยมีแต่หนังสือที่อ่านไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่มีเรื่องไหนอ่านจบเลยเต็มไปหมด

ข้างหลังภาพ เป็นงานเขียนของ ‘ศรีบูรพา’ หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักโทษการเมือง หนึ่งในตำนานของวงการวรรณกรรมไทยที่เพิ่งถูกเล่าขานเป็นนิทรรศการ “ข้าพเจ้าได้เห็นมา โลกนิยายของศรีบูรพา” ที่เพิ่งได้ไปชมในงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อวานซืน ..ฉันไม่ได้กำลังเล่าชีวประวัติของนักเขียนรายนี้ แต่แค่จะเล่าว่าชีวิตของศรีบูรพาไม่ใช่ชีวิตเรียบง่าย สุขสงบ โรแมนติก งดงามประหนึ่งปูไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นชีวิตของคนที่หยิ่งในเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นคนชัดเจนในอุดมการณ์ จึงมั่นคงและเที่ยงตรง ชนิดอะไรก็มาเปลี่ยนเขาจากสิ่งที่เขาเชื่อและเลือกจะเป็นไม่ได้ เป็นคนยืนหยัดต่อสู้แบบทระนง ศรีบูรพาโดนจำคุกในข้อหา ‘กบฏสันติภาพ’ ในปี 2495 ได้รับนิรโทษกรรมในปี 2500 แต่ก็ได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศจีน และเสียชีวิตลงในปี 2517 ขณะอายุ 69 ปี

แต่ระหว่างใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้เองที่เขาสร้างสรรค์วรรณกรรมมากมาย หลายแนว รวมทั้งนวนิยายรักต่างวัยที่แสนจะประณีต ละเมียดละไม และกินใจเอามากๆ เล่มนี้ ข้างหลังภาพ ถูกเขียนขึ้น ทยอยลงเป็นตอนๆ ในช่วงปี 2480 หลังกลับจากดูงานหนังสือพิมพ์นาน 6 เดือนที่ญี่ปุ่น

การพบกันของ ม.ร.ว. กีรติกับนพพรอยู่ในวิสัยที่อาจเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แม้ในปัจจุบันจะหาสตรีงามพร้อม ดีพร้อม ที่ถูกเก็บงำไว้จนเลยวัยเหมาะสมจะออกเรือนเช่นคุณหญิงกีรติน้อยลง ยุคนี้ผู้หญิงเราอาจจะออกเรือนเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราต้องการ และไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ชายมาทาบทามขอด้วย ถ้าเราพอใจจะเป็นฝ่ายดำเนินเรื่องก่อนได้ แต่เอาเป็นว่าเรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นจากความงดงามที่น่าประทับใจของคุณหญิง ภริยาเพื่อนพ่อผู้มีวัยสูงกว่าเด็กหนุ่มนี่เอง การพบกันของคู่ต่างวัยแบบนี้เกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหมล่ะ? (ขอออกตัวว่าเรื่องนี้ดูไม่เข้าใครออกใคร แต่มันไม่เกี่ยวกับตัวฉันหรอกนะ)

ไม่ว่า ม.ร.ว.กีรติ จะเป็นบุคลิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไหนก็ตาม ต้องขอแสดงความขอบคุณผู้เขียนอย่างจริงใจที่ได้สร้างตัวละครซึ่งน่าจดจำนี้ขึ้นมา ฉันไม่มีข้อกังขาแม้แต่น้อยระหว่างที่อ่านว่าเหตุใดหนุ่มน้อยเช่นนพพรจึงหลงรักคุณหญิงอย่างดื่มด่ำ ที่น่าประทับใจกว่าคือความรู้สึกที่คุณหญิงมีตอบ ศรีบูรพาสร้างสิ่งไร้ตัวตนเช่น ‘ความรักของกีรติ’ ขึ้นในมโนภาพของคนอ่านอย่างชัดเจน เป็นภาพของความสงบนิ่ง อบอุ่น มั่นคง และยิ่งใหญ่ ฉันพลอยยิ้มไปกับความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อความผาสุกที่คุณหญิงมีต่อ ‘ยอดเยาวมิตร’ ของเธอเสมอ อย่างเงียบๆ เรียบๆ ไม่ออกหน้าออกตา

ซึ่งตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบนพพรไม่ได้สำเหนียกเลย..

นพพร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ศรีบูรพาสร้างขึ้นมาได้จริงราวกับมีตัวตนจริงๆ เด็กหนุ่มที่ตกหลุมรักสุภาพสตรีงดงามสมบูรณ์แบบคนแรกที่ได้เจอ ในเวลาอย่างนั้น ในบรรยากาศเช่นนั้น การแสดงความรักอันเร่าร้อน อ่อนไหวไปตามอารมณ์ ความรู้สึกเหมือนหลงทาง รอคอยความรักตอบ ความสับสน ที่ค่อยๆ เจือจาง หายไปกับระยะทางอันห่างไกล และความสนใจในชีวิตที่เปลี่ยนไป จนในที่สุดก็แทบจะลืมไปว่าเคยรู้สึกอย่างไร มากแค่ไหนกับผู้หญิงคนนี้

ฉันนับถือความรักของกีรติ ความเป็นผู้ใหญ่ คำพูดคำจาอ่อนโยน ฉลาดหลักแหลม การควบคุมตัวเอง และการตัดสินใจที่ถูกต้อง เหมาะสม อดไม่ได้เลยที่จะนำความรักต้องห้ามของเธอที่มีต่อนพพรไปเปรียบกับความรักของภัคคินีที่มีต่อนเรนทร์ เทียบกันแล้ว ความรักของกีรติเป็นรักที่เย็นฉ่ำ ยิ่งใหญ่ เพื่ออนาคตของคนรักแล้ว เธออดทน ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวที่อาจมีได้เพื่อไม่ให้เขาไขว้เขว และเรียนหนังสือต่อไปจนประสพความสำเร็จโดยรอคอยอยู่ในที่ทางของเธออย่างสงบเสงี่ยม ในขณะที่ภัคคินีผู้มีความรักเหมือน ‘โคถึกที่คึกพิโรธ’ เลือกที่จะกระโจนตามบัญชาของความรักลงไปในเหว เพียงเพื่อจะได้หลบหนีโลกไปอยู่กับคนรัก ไม่ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเธอไม่แคร์ขอแค่มีวันนี้กับเขาเท่านั้น

ต่างมีความรักให้ผู้ชายของตัวเองอย่างลึกล้ำ ดื่มด่ำ ต่างฝ่ายต่างเสียสละ แต่ผู้หญิงสองคนนี้มีใครสมหวังกับความรักไหม? ..ไม่มีเลย ใช่เพราะต่างคนต่างจริงจังกับความรักที่มีให้เขามากมายตลอดมาอยู่เพียงฝ่ายเดียวหรือเปล่า?

ขณะที่ฝ่ายชายซึ่งร้อนรนมากมายในยามขอความรักจากเรา พร่ำบอกว่ารักเราเหลือเกิน ยอมทำได้ทุกอย่างขอแค่ได้ฟังคำรักจากเราสักครั้ง ยอมสละสมบัติและทุกสิ่งที่มีในชีวิตเพื่อที่จะได้ครองรักร่วมกับเรา

แต่พอเลยวันเวลานั้นมาไม่นาน เขาก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว

หมายเหตุ:
-ขอบคุณ มด ฉันอ่าน ข้างหลังภาพ จบกับฉบับที่เธอส่งมานะจ๊ะ
-อ่านวรรณกรรมโบราณสองเรื่องติด คิดว่านักเขียนสมัยก่อนเขียนหนังสือเทพมาก คำเยอะมาก ประณีตมาก เป็นนายภาษาชนิดที่เขียนอะไรมาก็เชื่อหมดเลย ทำได้ยังไง ทึ่ง!
-ควรจะหางานอื่นๆ ของศรีบูรพาอ่านอีก เพื่อเติมปัญญาใส่สมองอีกนิด รวมทั้ง สาวทรงเสน่ห์ (Pride and Prejudice แปลโดยจูเลียต- -ชนิด สายประดิษฐ์ คู่ชีวิตของศรีบูรพา) อีกเล่มที่ชอบและอ่านจบแล้ว
-แต่ไม่รู้สินะ ช่วงนี้คิดถึง ‘คำพิพากษา’ ตะหงิดๆ อย่างไรไม่ทราบ 😉

on reading : การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก

มาตรฐาน

image

1.
ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ฮารูกิ มูราคามิ ทำให้ฉันครุ่นคิดอย่างจริงจัง
มนุษย์เรา ที่จริงแล้วสามารถรักใครคนหนึ่งได้ตลอดไปโดยไม่เปลี่ยนแปลงงั้นหรือ

ความรู้สึกโหยหาใครบางคนที่เป็นมาตลอดชีวิตนั้น เกิดจากความรู้สึกว่าเรายังติดค้างบางอย่างกับเขา
หรือเป็นเพราะเราต้องการเขาคนนั้นอย่างแท้จริง

“นอกใจ” คืออะไร คือการมีสัมพันธ์สวาทกับคนอื่นที่ไม่ใช่ผัวหรือเมีย
หรือที่แค่ใฝ่ฝัน ครุ่นคิดถึง และปรารถนาในตัวคนอีกคน ที่ไม่ใช่ผัวหรือเมียของเรา

2.
ความรัก ช่างเป็นความรู้สึกที่ทำให้เสียสมดุล แม้น้ำเสียง ท่วงท่า กลิ่น กิริยา สัมผัส หรือกระทั่งแค่เงาของคนรัก คือสิ่งกระตุ้นเร้าให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ กระนั้นคนเราก็ยังรอคอยอย่างโหยหาการเติมเต็มความรัก และปริมาณที่มีอยู่แล้วก็ไม่เคยเพียงพอ

มูราคามิ ช่างปั้นแต่งรอยยิ้มของผู้หญิง ผู้ซึ่งที่แท้แล้วคงจะเพียงผู้หญิงสามัญทั่วไป ให้กลายเป็นเหมือนยิ้มปริศนาของโมนาลิซ่าในสายตาชายคนรัก และโตมร ศุขปรีชา ก็ช่างถ่ายทอดออกมาหวานละมุนละไม ราวของหวานรสเลิศที่ปรุงขึ้นอย่างประณีต

ฉันรู้สึกเหมือนได้รู้จักมูราคามิเป็นครั้งแรกผ่านสำนวนแปลของโตมร

ทำไมกันนะ นี่ไม่ได้เป็นการอ่าน “การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก” ครั้งแรกเสียหน่อย

3.
หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้ชายบางคนที่รู้จัก
ชายที่พอใจกับความกลวงเปล่าตลอดมา ยึดร่างกายมีรูกลวงของตัวเองเป็นสรณะ เสพย์ติดความรู้สึกที่มีความว่างเปล่า ขาดหาย ซึ่งผลักดันให้ออกค้นคว้าหารักมาเติมให้เต็มอิ่ม เพียงเพื่อจะปล่อยให้มันรั่วไหลออกไปอีกครั้ง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

ไม่เคยฉุกคิดว่าทั้งหมดที่ปล่อยหลุดไป อาจเป็นทั้งหมดของความรักที่เขาได้รับจากคนอื่น

หมายเหตุ:
นี่เป็นการอ่าน “การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก” เป็นครั้งที่สอง ทั้งสองครั้งเป็นการยืมอ่าน ครั้งนี้ ยืมอ่านจากเพจ ต้นไม้ ตีนดอย มีหนังสือ

ในวัยขนาดนี้ รู้สึกประทับใจจนอยากจะมีเป็นของตัวเองสักเล่ม!

on reading: เม็ดข้าวที่ขอบจาน

มาตรฐาน

image

 

 

ถ้าผู้หญิงที่กำลังสับสนและเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับบทบาทและฐานะของตัวเองในสังคมที่ล้อมรัดอยู่รอบตัวได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ อาจรู้สึกคล้ายฉัน คือ ปิติ ยินดี ที่ได้พบ พูดคุยกับพี่สาวที่เข้าใจโลก และเข้าใจกัน

พี่สาวคนนี้คือ “สีมน” นักเขียนไทย อดีตนักเรียนทุนอินดัสเตรียลดีไซน์ในเยอรมันตะวันตก สะใภ้เยอรมันที่เมื่อตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในปี พ.ศ. 2534 ได้ปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นพร้อมลูกและสามีมากว่า 20 ปีแล้ว  บอกกับฉันผ่านตัวหนังสือของเธอว่า คนเราอาจไม่ได้แต่งกันเพราะรัก และคนรักกันอาจไม่ต้องแต่งกัน

“เม็ดข้าวที่ขอบจาน” เล่าเรื่องราวของผู้หญิงไทยที่ไปแต่งกับชายเยอรมัน หลายกรณีเป็นความพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นไปจากชีวิตอันเลวร้าย บางรายไปเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของครอบครัว และก็มีบ้างเหมือนกันที่ไปเพียงเพราะต้องการสัมผัสกับอิสรภาพที่ยังไม่เคยได้จับต้องมาก่อน

เป็นนิยายเล่มเล็กๆ ที่โดนใจ กับคำพูดทุกคำจากปากตัวละคร คำพูดที่เหมือนมาจากก้นบึ้งแห่งหัวอกลูกผู้หญิงอย่างฉัน

ชีวิตที่มี แม้ไม่ใช่ของเรา แต่เมื่อเรามีสิทธิ์ได้ใช้ เราจะใช้อย่างไรดี ลุกขึ้นยืนบนสองขาของตัวเอง ตั้งหลักให้มั่น แล้วจัดสรรชีวิตให้เติบโต งอกงามตามแบบที่เราอยากให้เป็น หรือหาสามีมาเป็นไม้หลักแล้วเลื้อยพันชีวิตอันมั่นคงให้เติบโต ร้อยรัดอยู่กับหลักนั้น? 

ทว่า ไม่ว่าคนเราจะแต่งงานกันเพราะรักหรือไม่รัก ทุกชีวิต (หลังแต่งงาน) ไม่เคยราบเรียบ นุ่มนิ่ม หอมกรุ่น เหมือนพรมปูลาดด้วยกลีบกุหลาย (ถ้าไม่เป็นตามนี้โปรดเถียง) การประคองชีวิตแต่งงานให้เดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น จึงต้องมีการเลี้ยงตัวให้สมดุล …อย่างไรล่ะ?

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ ‘ผู้หญิงทุกคน’ มีสิทธิ์ให้คำตอบอันเหมาะสมกับตัวเอง เพราะแม้จะมีชีวิตตามที่บรรจงเลือก หรือจำใจเลือก ทุกคนยังมีคุณค่าของความเป็นคน เช่นเดียวกับเม็ดข้าวที่กระเด็นออกไปอยู่ที่ขอบจาน ที่ยังมีคุณค่าของความเป็นข้าวครบถ้วน

 

ขอบคุณ: ต้นไม้ ตีนดอย มีหนังสือ ให้ยืมอ่าน

ยินดีมากที่ได้อ่านงานของสีมน อ่านแล้วมีความสุขจัง เจอกันช้าไปหน่อย แต่ชอบนักเขียนคนนี้จริงๆ

เนื้อเรื่องย่อ

image

โลกไม่ได้เพิ่งเริ่มอยู่ยาก

ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วบอกตัวเองว่าโลกอยู่ยากมาตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม

ไม่ว่าเราจะเป็นเกย์เพราะสิ่งแวดล้อมทำให้เป็น หรือเกิดมาเพื่อจะเป็น ถึงจะมีฐานันดรสูงส่งหรือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และไม่ว่าเราจะอยู่ในสังคมคอมมิวนิสต์ สมมติเทพ หรือสมบูรณายาสิทธิราช กระทั่งประชาธิปไตย …สังคมไม่เคยมีพื้นที่ให้คนที่ ‘ต่างออกไป’ อย่างเราอยู่

คนอย่างเราจึงต้องสร้าง “พื้นที่เฉพาะ” อันเป็นเขตปลอดภัย ที่เป็นเหมือนโลกใบเล็กในโลกใบใหญ่ เพื่อที่เราจะอยู่ได้แบบเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่แบบที่คนทั้งโลกคาดหวังจะให้เป็น เช่นเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ “นายใน สมัยรัชกาลที่ ๖” หนังสือที่ปรับเนื้อหาจากวิทยานิพนธ์โดย ชานันท์ ยอดหงษ์ ที่เจ้าตัวเป็นคนปรับเนื้อหาเอง โดยยังคงอ้างอิงเอกสารมากมาย ฉันยักไหล่เพราะไม่เคยคิดจะตรวจเช็คความถูกต้องจริงแท้ แถมไม่มีความประสงค์จะจับผิด ที่หามาอ่านนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นล้วนๆ อ่านเอาเพลินเหมือนอ่านนวนิยายทั่วไป

เรื่องราวในนี้ออกจะเป็นเรื่องราวที่ฝรั่งใช้คำว่า scandal ชนิดที่หนังสือประวัติศาสตร์ไม่อาจมีพื้นที่ให้ เป็นข้อมูลแปลกใหม่ที่ฉันนำมาปะติดปะต่อกับข้อมูลที่พอมีอยู่แล้วจากชั้นเรียนประวัติศาสตร์ดาดๆ ทั่วไปได้แนบเนียน อ่านแล้วอ๋อ ว่าทำไมยุคนั้นสมัยนั้น ถึงต่างจากสมัยก่อนหน้า และทำไมยุคต่อมาถึงได้เป็นแบบที่เป็น

ยอมรับว่าการที่ราชสำนักชั้นในจะมี ‘นายใน’ แทนที่ ‘นางใน’ นั้นออกจะผิดธรรมเนียม แต่มันแปลกนักละหรือ? ทำไมล่ะ ในเมื่อฮาเร็มที่เต็มไปด้วยผู้ชาย กับฮาเร็มที่เต็มไปด้วยผู้หญิง ต่างก็เป็นฮาเร็มเหมือนกัน?

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือไม่ หรือเรื่องจริงๆ นั้นมีเยอะกว่าที่เขียนเอาไว้เสียอีกก็เอาเถอะ นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและจบลงแล้ว ฉันเป็นคนรุ่นหลังซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตัวละครใดๆ ในหนังสือเล่มนี้เลย รับรู้เรื่องราวเท่ากับคนอ่านนวนิยายทั่วไป ไม่มีอะไรเซอร์ไพรซ์ ไม่มีเรื่องน่าอับอาย ไม่รู้สึกดูถูกหรือยกย่องใครเป็นพิเศษ สิ่งที่มองเห็นจากเรื่องที่ชานันท์เรียบเรียงคือ ‘ความเป็นปุถุชน’ ในตัวละครทุกคน ความเป็นปุถุชนที่ฉันรับรู้และเข้าใจ ความแตกต่างที่ฉันเคารพ วิถีชีวิตที่ต้องเป็นไปให้สอดคล้องอิทธิพลของรสนิยมแห่งยุคสมัยที่ผู้นำของเรารับมาจากสังคมตะวันตกอีกที

ความรู้สึกที่ดราม่าที่สุดที่เกิดขึ้นกับฉัน คงไม่พ้นความรู้สึกที่เรียกว่าเป็น “ความเห็นใจในเพื่อนมนุษย์” เท่านั้นเอง

on reading: โลกข้างใน “นายใน”

on reading: ตาที่สาม และชัมบาลา

มาตรฐาน

 รูปภาพ

 

“…ความเมตตากรุณาและการให้อภัยต่อผลกรรมนั้น ไม่ใช่พระเจ้าดอกที่ให้ได้ คนเราเองต่างหากที่สามารถให้สิ่งเหล่านี้แก่กันได้…ข้อความนี้ฝังอยู่ใน สำนึกของฉันนับตั้งแต่แปลเรื่อง โอม มณีปัทเม หุม…”

ข้อความที่ได้อ่านใน “ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่” ของสีมน ทำให้ฉันอยากอ่าน โม มณีปัทเม หุม ที่สีมนแปลจาก “The Third Eye” ของ T. Lobsang Rampa แต่ยังหาไม่ได้ ก็ไปได้ฉบับชื่อ “ตาที่สาม” แปลจากเรื่องเดียวกัน โดยหลวงแม่ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ สมัยที่ท่านยังสอนอยู่ที่คณะศิลป์ศาสตร์ เป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 (ซึ่งที่จริงท่านได้ทะยอยแปลลงใน “วิปัสนา บันเทิงสาร” ระหว่าง พ.ศ. 2508-2510) มาอ่านก่อน

(ต้องขอบคุณ Dee Book Shop ที่ช่วยหาให้อ่าน)

โดยไม่ได้คาดหวังอะไร

ฉัน ได้อ่านเรื่องราวที่สนุกมาก ของ ทิวส์เดย์ ล็อบซัง รัมปา เด็กชายชาวทิเบตผู้ถือกำเนิดในครอบครัวสูงศักดิ์ หากอดีตชาติที่สูงศักดิ์ยิ่งกว่าคือสิ่งกำหนดชะตาชีวิตในชาตินี้ของเด็กชาย คนนี้ เมื่ออายุครบ 7 ขวบ เขาก็เดินออกจากบ้านไปขอบวชเป็นเณรที่วัดซึ่งเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ร่ำเรียนวิชาและศึกษาธรรมะ เพื่อให้พร้อมโตขึ้นเป็นแพทย์นักบวช เพื่อจะออกช่วยชีวิตผู้คนต่อไป

ระหว่างเติบโต เขาเข้าพิธิเปิดดวงตาที่สาม ซึ่งทำให้มองเห็นสีรัศมีของสิ่งมีชีวิต ซึ่งบอกถึงสุขภาพกายและสภาวะในจิตใจของคนผู้นั้น

เรื่อง เล่าถึงชีวิตพระทิเบตไปจนถึงการพลัดพราก ทั้งจากอาจารย์ผู้เป็นมิตรรักกันมาตั้งแต่ครั้งอดีตนานโพ้น และจากแผ่นดินถิ่นเกิดเพื่อเดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมยังต่างแดน แล้วก็จบลง

 

ฉัน ทำการบ้านเพิ่มเติม รู้ว่าฝรั่งอ่าน The Third Eye กันมาก แต่ ล็อบซัง รัมปา จริงๆ แล้วมีหน้าตาเป็นฝรั่งสุดๆ เท่าที่อ่านดู แกเป็นชาวไอริชที่ย้ายไปอยู่แคนาดา (อาจารย์ฉัตรสุมาล์เองก็บอกไว้แล้วตั้งแต่ในคำนำ) และดูเหมือนหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับ ทิวส์เดย์ ล็อบซัง รัมปา ก็ไม่ได้มีแค่เล่มเดียว แต่มีเป็นซีรีส์

 

ฉันจึงหยุดการปรุงแต่งความจริงเกี่ยวกับคนเขียนให้เป็นอย่างที่เคยคิด

 

ไม่ ว่าเรื่องเล่าใน “ตาที่สาม” จะเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องแต่ง คนเขียนได้ประสบกับมันมาด้วยตัวเองหรือไม่ ฉันขอรับรู้เรื่องที่ได้อ่านอย่างที่ได้อ่าน  เพราะถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดในหนังสือจะเป็นเรื่องจริง ทุกวันนี้ทิเบตก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ตัวละครทุกตัวได้หมดวาระของตัวเองลงแล้ว ถ้ามันเป็นความจริง มันก็แค่เรื่องที่เกิดขึ้น และจบไปแล้วในอดีต (ไม่ต่างกับเรื่องจริงในหนังสือเล่มอื่นๆ ไม่ใช่หรือ?)

 

ฉันขอ รับรู้กับตัวเองเพียงว่า ขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันรู้สึกสนุกไปกับทุกเรื่องที่ผู้เขียนเล่า ผ่านการแปลของผู้แปล รู้สึกอิ่มเอิบไปกับมิตรภาพ ความเมตตา และให้อภัยที่คนเรามีต่อกัน ซึ้งใจไปกับเรื่องของการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ความธรรมดาของความเฟื่องฟู และความเสื่อม จุดนี้ในฐานะคนอ่าน คงต้องขออนุโมทนาบุญกับคนเขียน และผู้แปลสินะ

ไม่ว่าจะเยติจะมีจริงๆ ไหมไม่ว่าทิเบตจะเปลี่ยนไป (ในเงื้อมมือของจีน) แต่ฉันก็ยังอยากเห็น อยากไปฟังเสียงสวดมนต์ โอม มณีเปเม หุม (หาคลิปจากยูทูบฟังแล้วได้ยินแบบนี้) ในวัด ในทิเบต

 

ที่สำคัญที่สุด ฉันอยากเห็นชัมบาลาสักครั้ง

 

 

 

on reading: The Bridges of Madison County สะพานนี้มีความรัก

มาตรฐาน

image

 

การจัดชั้นหนังสือช่วยรื้อฟื้นความทรงจำได้อย่างซาบซึ้ง

ฉันพบหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ “สะพานนี้มีความรัก” แปลโดยเสรี ปิยะฉัตร จาก The Bridges of Madison County หนังสือโคตรจะขายดีที่ Robert James Waller เขียนขึ้นในปี 1992 และถูกสร้างเป็นหนังโรแมนติกดราม่าชื่อเดียวกัน เรียกน้ำตาเปียกโรง(หนัง)จากการแสดงของป้า Meryl Streep และปู่ Clint Eastwood ซึ่งปู่ลงมือกำกับเองในปี 1995

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2535 เมื่อฉันได้มาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 มันก็กลายเป็นหนังสือเก่าแล้ว มาอยู่กับฉันอีกสิบกว่าปี แม้จะห่อปกไว้แล้ว แต่โฉมหน้าที่แท้จริงของมันก็ยังคงเก่าโทรมไปตามกาลเวลา หม่นและหมอง ตกกระไปด้วยฝุ่น ..แทบจะลืมไปแล้วว่าเคยอ่าน (แต่ไม่ืลืมนะว่าเคยดูหนัง -ดูแล้วอุตริไปซื้อเพลง score มาฟังด้วย)

ฉันแยกมันออกมาเพราะเพิ่งได้ยินเพื่อนรักคนหนึ่งพูดถึงหนัง The Bridges of Madison County เลยว่าจะให้เพื่อนยืมอ่าน พอโพสต์ภาพปกผ่านเฟซบุ๊คไป เพื่อนอีกคนก็มาตอบว่าเพิ่งอ่านจบ เล่นเอาน้ำตาไหลพรากทีเดียว ในขณะที่เพื่อนอีกคนมาทักว่า เศร้าหนิ ฉันจำได้ว่าตอบกลับไปว่า ไม่มีใครตาย แค่ไม่ได้กัน

ตั้งใจเปิดอ่านอีกครั้งก่อนส่งต่อให้เพื่อน ก็ได้น้ำตา แต่ไม่ใช่น้ำตาจากความเศร้า เป็นความซึ้งมากกว่า ทั้งที่ฉันเลยวัยฝันหวานเกี่ยวกับคนรักและชายในฝันมาตั้งนานแล้ว แต่เพราะฉันกำลังใช้ชีวิตอยู่ในปี 2013 หรือเปล่า ที่ทำให้ทึ่งและซึ้งไปกับการรอพบกันของคนสองคนในวัยเลย 40 ไปแล้วได้ขนาดนี้

และฉันยังคงรักหนังสือเล่มนี้ (จำได้แล้วสิว่ารัก) เพราะคนเขียนไม่ได้เขียนให้ฟรานเชสก้าทิ้งลูกผัวหนีไปกับโรเบิร์ต ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นแล้ว ความรักคนคู่นี้้จะน่าประทับใจขนาดนี้ได้อย่างไร

ฉันว่าฉันพอเข้าใจแล้วว่า ทำไมหญิงสาว (อย่างน้อยก็บรรดาที่แวะมาคุยกันเพราะหนังสือและหนังเรื่องนี้) จึงได้ิซาบซึ้งจนไม่อาจห้ามน้ำตา

เพราะว่าผู้หญิงเรา ลึกๆ แล้วก็รอพบกับผู้ชายที่แค่มองเราครั้งแรกก็แทบจะรู้จักตัวตน สัมผัสถึงจิตวิญญาณของเราอย่างแท้จริงแบบนี้ แค่สักครั้งในชีวิต เท่านั้นเอง

 

หมายเหตุ:

เมื่ออ่่านจบครั้งแรก ดูเหมือนฉันเชื่อสนิทใจว่า Robert Kincaid เป็นช่างภาพของ National Geographic จริงๆ เชื่อแบบไม่มีความสงสัยอะไร แต่เมื่อครั้งอ่านจบครั้งล่าสุด เกิดสงสัยเป็นยิ่งนัก อยากรู้จักตัวตนจริงๆ ของคินเคด ก็เซิร์ชกูเกิลค่ะ

…ปรากฏว่า National Geographic ไม่เคยมีช่างภาพชื่อนี้ค่ะ 

Robert James Waller ช่างเก่งจริงๆ เชื่อสนิทใจเลยนะคะ!