Category Archives: สัมผัส

The Intern: เรื่องของเด็กฝึกหัด

มาตรฐาน

image

หนัง The Intern เล่าถึงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของคนรุ่นนี้ จูลส์ ออสติน (แอนน์ แฮททาเวย์) เปิดบริษัทขายเสื้อผ้าออนไลน์โดยไม่มีหน้าร้าน ขยายขนาดของบริษัทที่เริ่มต้นด้วยคนทำงานแค่สิบกว่าคนเป็นหลักร้อยภายในเวลาปีครึ่ง ด้วยกุญแจของความสำเร็จคือความเข้าใจพฤติกรรมและรสนิยมของคนยุคเดียวกัน เจนเนอเรชันเดียวกัน แถมเป็นผู้หญิงเหมือนกัน

จูลส์ออกมาทำงานข้างนอกโดยมีสามีอาสาเลี้ยงลูกดูแลบ้าน งานของเธอกำลังรุ่ง แต่ที่บ้านกำลังมีปัญหา จูลส์รู้ดี เธอกำลังตัดสินใจว่าจะหาซีอีโอมืออาชีพมาช่วยบริหารดีมั้ย จะได้นอนมากขึ้นอีกนิด แล้วก็มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นอีกหน่อย ขณะเดียวกับที่บริษัทกำลังรับพนักงานฝึกหัดสูงวัย ตามแคมเปญ CSR ของบริษัทพอดี แล้วแบน วิทเทเกอร์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ชายวัยเจ็ดสิบ+ ผู้ตระหนักว่าชีวิตหลังเกษียนที่ไร้ภรรยาคู่คิดนั้นช่างว่างเปล่า ก็ผ่านการสัมภาษณ์ ก้าวเข้ามาในลุคสุภาพบุรุษโอลด์แฟชั่นเต็มรูปแบบ ใส่สูท ผูกไท รองเท้าเงาวับ ผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดรีดเรียบในอกเสื้อ พร้อมด้วยกระเป๋าเจมส์บอนด์หนังใบงาม ตกยุคมาจากยุค ’70s

แม้ว่าตั้งใจเปิดรับ เตรียมมาเรียนรู้เต็มที่ กระนั้นในตอนแรกเบนแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำงานที่นี่ ในขณะที่บริษัทก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรจากเบน แต่พวกเขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ใจดี คิดบวก ก็ต้อนรับลุงเบนและเพื่อนสูงวัยอีกสองชีวิตอย่างดี แจกงานให้ทำพอสวย และด้วยคลิปแนะนำตัวอันน่าประทับใจก็ทำให้เบนได้รับเลือกให้ไปเป็นผู้ช่วยประจำตัวของจูลส์ แม้เธอจะไม่ปลื้มเท่าไหร่

เบนอาจดูเป็นคุณลุงขี้เหงาแต่เขาเป็นคนมีเสน่ห์และเปิดกว้าง ไม่มีการตั้งโต๊ะตำหนิติเตียนพฤติกรรมแห่งยุคสมัยและความ casual จนเกินกาลเทศะของเด็กยุคใหม่ เบนแค่ให้คำแนะนำในเวลาที่เหมาะ เขาเรียกเสียงหัวเราะในตอนแรก เราค่อยๆ รู้สึกว่าเขาเติมอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในบรรยากาศของที่ทำงานแห่งนั้น เริ่มจากคนที่นั่งข้างๆ ไปจนถึงจูลส์ ผู้ยุ่งเสมอ แถมยังพยายามปลีกตัวให้ไกลจากเขาเพราะความเชื่อมั่นว่าเข้ากับคนอื่นได้ยาก โดยเฉพาะคนต่างยุคต่างสมัย ที่แค่ดูจากการแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ก็แทบจะเหมือนพูดกันคนละภาษาแล้ว

งานทำให้จูลส์แทบไม่เหลือเวลาว่างสำหรับสามีลูกและการนอนหลับ และงานเติมเต็มชีวิตที่ว่างเปล่าให้กับเบน แน่นอน เติมหัวใจที่ว่างเปล่าด้วย เขาได้เจอหวานใจคนใหม่จากที่ทำงานนี่แหละ ในฐานะเด็กฝึกงาน เบนไม่ได้เป็นฝ่ายเรียนรู้การทำงานของเด็กยุคนี้เพียงอย่างเดียว เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ถึงศิลปะในการใช้ชีวิตและวิธีจัดการกับปัญหาในสไตล์ของคนยุคเบนด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจเป็นอะไรที่ดูเชย โอลด์แฟชั่น แต่มันเป็นการแก้ปัญหาแบบคลาสสิก ที่มีประนีประนอมอันเด็ดขาด ที่สำคัญ โรแมนติกซะด้วย

เบนกลายเป็นไอดอลของเด็กเนิร์ดหลายคนในออฟฟิศ เขาแนะนำวิธีทรีตสาวที่ทำให้ได้ใจของเธอ เขาทำให้จูลส์วางใจ อย่างเงียบๆ เขาได้รับความไว้วางใจจากเธอ กระนั้นเบนยังอยู่ในขอบเขตของเขา สำหรับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับจูลส์ เบนมองดูห่างๆ อย่างเอาใจช่วย และในที่สุดเธอก็เลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเธอ ครอบครัว และทีมงาน

ฉันไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ขนาดโคตรปลื้ม รักสุดๆ แค่ชอบใจที่ในความเป็นหนังรอม-คอมที่ “ฟีลกู้ด” มันยังอุตส่าห์สะกิดเตือนให้เรา คนยุคนี้ที่เหมือนจะพราวกับความเป็นศูนย์กลางของโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง และความเชื่อมั่นว่าสามารถไขคำตอบทุกอย่างในโลกได้ด้วยอำนาจของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่าที่จริงเราไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง เอาอยู่ สตรอง กับทุกสิ่งทุกอย่าง จะอายุแค่ไหนเราก็ยังเป็นเพียง “เด็กฝึกหัดการใช้ชีวิต” ที่ยังใหม่และอ่อนด้อย น้อยประสบการณ์ชีวิตในมุมแปลกใหม่

หนังไม่ได้โบยตีเราด้วยความจริงข้อนี้แล้วก็ทิ้งเราไว้ตรงกลางทาง แต่ยังให้ตัวช่วยด้วยการบอกว่า ไม่เป็นไรนี่ สำหรับอะไรที่เราไม่รู้ หรือไม่มั่นใจ ลองถามผู้ใหญ่ได้นะ ส่วนพวกผู้ใหญ่ ในประเด็นแปลกใหม่ที่ยังไม่รู้ ลองถามเด็กดู อาจจะได้คำตอบที่ฟังแล้วงง แต่ลองจูนดู เดี๋ยวดีเอง

ฉันยังชอบหนังเรื่องนี้ที่มันพูดถึงการเลือกวิถีการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง เชื่อว่าหลายคนดูแล้วคงอดถามตัวเองไม่ได้ว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว เราจะเลือกอะไรให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด งาน หรือชีวิตครอบครัว หรือจะลองโจทย์ที่ท้าทายในขั้นกว่า คือเลือกที่จะให้อภัย พยายามประนีประนอม ออมชอม ประคับประคองชีวิตทั้งสองส่วนให้มันเดินไปด้วยกัน พร้อมๆ กันได้

อืมม์ ชีวิตฉันตอนนี้ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ไว้ถึงเวลาค่อยปรึกษาผู้มีประสบการณ์ละกันนะ

Advertisements

The Secret Life of Walter Mitty: The Secret Life of Sean O’Connell indeed

มาตรฐาน

Sean OConnell

ได้ดูเสียที The Secret Life of Walter Mitty หนังที่สร้างแรงบันดาลใจในการออกไปบ้างจากชีวิตเดิมๆ ที่แสนจะปลอดภัยและคุ้นเคยซึ่งเพื่อนหลายคนพูดถึง ซึ่งฉันก็ชอบนะ แต่โดยส่วนตัวฉันรักหนังเรื่องนี้ในส่วนที่มันปลุกความฝันเก่าๆ ที่ตัวเองหลงลืมไปเสียเฉยๆ ทริประห่ำที่ฉันกับเพื่อนเคยไป วิธีเดินทางแบบที่มานึกตอนนี้แล้วสงสัยว่าทำไปได้ยังไง นั่งรถไฟชั้นสาม ปูกระดาษหนังสือพิมพ์นอนใต้เก้าอี้ โบกรถโค้ก กางเต็นท์ผิงไฟ ร้องเพลงกับกีตาร์ใต้ฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว วีรกรรมหัวหกก้นขวิดแบบนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเคยทำมาแล้ว

หนังเรื่องก่อนๆ ของ เบน สติลเลอร์ ที่ดูมามักเป็นหนังตลกแบบ ฮากระจาย (Starsky & Hutch โคตรขำ) แต่พอมาถึง Walter Mitty มันนิ่ง สงบ ทรงพลัง น้อยแต่มาก จบได้ประทับใจ ไม่ใช่เพราะว่ามันแฮปปี้เอนดิ้ง แต่จบได้แบบที่ทำให้คนดูรู้สึกรักและเชื่อมั่นในตัวเอง เหมือนจะฮึดกล้าจัดเป้ดุ่มออกจากบ้านไปเจอโลกข้างนอกจริงๆ เสียเดี๋ยวนั้น ซึ่งมันดีนะ ในบรรดาหนังมากมายที่รอให้เราเลือกดู ควรมีหนังแบบนี้อยู่ด้วย และควรทำให้ดี ให้พอเหมาะพองาม ไม่พิถีพิถันบรรจงจัดเสิร์ฟแรงบันดาลใจกันเกินไป

ฉากที่กินใจฉัน มี 2 ส่วน ส่วนแรก คือตอนเครื่องบินสีแดงกำลังจะแลนดิ้งลงบนเกาะสีฟ้า (กรีนแลนด์) ตอนนั้นเลยที่มันฟีลแบบ เฮ้ย ถึงปลายทางแล้ว อดนึกถึงการแลนดิ้งของบางกอกแอร์เวยส์ เอเชียสบูตีคแอร์ไลน์ยุคนึงไม่ได้ สายการบินนี้จะเปิดเพลงบีทเทิลส์เวอร์ชั่นกีตาร์แจ๊ส ช่วงนั้นฉันได้โดยสายบ่อยๆ พอเพลงดังทีไร นึกในใจ “ถึงบ้านแล้ว” ทุกที มีความสุขจัง

อีกตอนคือ ตอนวอลเตอร์เดินขึ้นภูเขาหิมาลัย ดั้นด้นไป (ดันมีสายเรียกเข้าจากเว็บหาคู่-มุกนี้น่ารักมาก ชอบ-และคุยกันอยู่นาน) จนไปหยุดหน้า Sean O’ Connell ซึ่งนั่งซุ่มรอถ่ายเสือดาวหิมะอยู่ ฌอน เพนน์ คงไม่ได้ตั้งใจจะขโมยซีนพี่เบน แต่เขาทำไปตั้งแต่ปรากฏตัวในภาพถ่ายบนโต๊ะทำงานของวอลเตอร์นู่นแล้ว จะเรียกว่ารัศมี ออร่า หรือคาริสม่า บารมี หรืออะไรของฌอน เพนน์ ก็ตามแต่ ฉันบอกตัวเองในนาทีนั้นว่า นี่มันควรจะเป็นหนังชื่อ The Secret Life of Sean O’ Connell ต่างหาก

ก็ช่างภาพฟรีแลนซ์นายนี้ไม่ใช่หรอที่ทำให้ วอลเตอร์ มิตตี้ ต้องออกเดินทางอีกครั้ง คนอะไรเท่ชะมัด ยังใช้ฟิล์ม ไม่ใช้มือถือ และไม่อยู่เป็นหลักแหล่งให้ตามตัวกันได้ง่ายๆ ที่เท่กว่านั้นคือการใช้ชีวิตของเขา ฌอนเรียกวอลเตอร์ไปดูเสือดาวหิมะตัวที่ซุ่มรออยู่ผ่านวิวไฟน์เดอร์ ซึ่งเหมือนจะมองกลับมาอย่างรู้จักกัน วอลเตอร์คงเดาว่าเดี๋ยวฌอนคงกดชัตเตอร์ ใช่สิ ยิ่งถ้าเป็นช่างภาพสัตว์ป่า DSLR คงกดรัวเก็บภาพจนได้อากัปกริยาครบหมดทุกๆ 1/16 วินาทีไปแล้ว แต่ฌอนยังเฉย ดูบทสนทนาตอนนี้นะ

Walter Mitty: When are you going to take it?
Sean O’Connell: Sometimes I don’t. If I like a moment, for me, personally, I don’t like to have the distraction of the camera. I just want to stay in it.
Walter Mitty: Stay in it?
Sean O’Connell: Yeah. Right there. Right here.

ไม่ใช่วอลเตอร์ มิตตี้ หรอก ที่ทำให้ฉันอยากออกไปใช้ชีวิตแบบ “Life is about courage and going into the unknown.” (อย่างที่เชอริลพูด) แต่เป็น ฌอน โอ’ คอนเนล ที่ทำให้ฉันอยากออกไปอยู่ตรงนั้น เป็นส่วนหนึ่ง มองเห็นและสัมผัสโลกอย่างที่มันเป็น โดยไม่มีอะไรขวางกั้นจริงๆ สักครั้ง

บางทีก็อยากมีบางส่วนของชีวิตที่เป็นส่วนตัวบ้าง

a Whole New World

มาตรฐาน

image

ชีวิตนี้มีโอกาสได้เห็นโลกมาไม่เยอะ แต่นับได้ว่าไม่น้อย กระนั้นฉันยังไม่เคยเห็นโลกจากมุมที่ได้เห็นจากบนอานจักรยาน

ขณะที่เราปั่นไป โดยไม่ใส่สมาธิเครียดเค้นความเร็วออกมามากนัก ใจจะว่างพอบันทึุกพื้นที่รอบตัวที่ผ่าน เห็นถนนข้างหน้า ทั้งใกล้และไกล เห็นความชันและแคบของสะพานที่แตกต่างกัน สินค้าในตลาดข้างทาง พฤติกรรมและมารยาทของผู้คนที่มาจับจ่าย เห็นว่ามีหมาผอมแห้งกี่ตัวที่นอนอยู่ริมทาง เห็นต้นไม้บางต้นมีรูปทรงแปลกตา บางต้นออกดอกและผลงดงามชวนตะลึง บางต้นเหมือนออกมาจากจินตนาการสยอง เห็นบึง เล็ก ใหญ่ คลอง นาเกลือ เรือในน้ำ คนตกปลา (ปลาอะไร ลองส่งเสียงถามดูก็ได้คำตอบ) อุปกรณ์หาปลาที่แสนจะสงสัยว่าเรียกอะไร ใช้จับปลาอะไร อย่างไร เห็นนกในท้องทุ่ง บ้างอยู่รวมเป็นฝูง บ้างบินเดี่ยว บ้างบินมาเตือนถึงฤดูกาลที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง และแน่นอนที่สุด ท้องฟ้า ที่สุดแต่โชคชะตาว่าวันนั้นจะได้เห็นเมฆทรงไหน และเฉดไหนของสีฟ้า

หากเราปั่นไปโดยไม่เสียบหูฟังเพลง หูย่อมเปิดรับสรรพเสียงรอบตัว เสียงหายใจเข้าออกที่แสนลึกและยาวของตัวเอง เสียงโซ่ เกียร์ บังโคลนอะลูมิเนียมกระเทือน เสียงยางรถของเราเองบดถนน เสียงจากรถเพื่อนที่ปั่นนำหน้า และปั่นตามหลัง แค่ฟังก็แทบไม่ต้องหันกลับไปดูว่าเพื่อนยังตามมาอยู่ดีไหม และเมื่อมีใครสักคนดีดกระดิ่ง เราจะรู้ได้ว่าเราอยากได้กระดิ่งแบบเขาบ้าง หรือเราไม่อยากให้เขาดีดกระดิ่งอีกต่อไป บางที เราจะมีโอกาสได้ยินเสียงร้องตลกๆ ของนกที่ไม่รู้จักชื่อ แต่ทำให้เรามีเรื่องกลับไปโม้กับเพื่อนรู้เรื่องนกซึ่งไม่ได้มาด้วยกัน

กลิ่นเป็นอีกมิติที่จะเติมเต็มโลกใบใหม่บนอานจักรยานให้สมจริง กลิ่นจากคนที่นำหน้า กลิ่นของคนที่สวนมา กลิ่นอาหารบรจุดสูงสุดของสะพานโค้งข้ามคลอง ที่เตือนเราเบาๆ ว่าความหิวกำลังรอคอยการเติมเต็ม ที่น่าประทับใจที่สุดคือกลิ่นของสถานที่ สถานที่มีกลิ่นเฉพาะตัวจริงๆ นะเออ จะเป็นกลิ่นตลาด กลิ่นประตูสวนสาธารณะ (ประตูราชาวดีของสวนหลวง ร.๙) หรือกลิ่นร้านดอกไม้หน้า Villa Market แถวๆ เอ็มโพเรียม หรืออย่างย่านบางขุนเทียนที่ฉันไปปั่นเที่ยวเมื่อวานนี้ กลิ่นแถวนั้นย่อมไม่หอม แต่ไม่เหม็น เป็นกลิ่นเกลือ อาจจะปนคาวจากน้ำทะเลที่ปนกับน้ำจืด กลายเป็นน้ำกร่อย ท้นเข้ามาในคลองตอนน้ำขึ้น บางแห่งมีกลิ่นที่เข้มข้นกว่าร้านขายปลา แถบๆ ป่าโกงกางริมคลองมีกลิ่นต่างออกไป เป็นกลิ่นของความชื้น ที่สด สะอาด ความรู้สึกบอกว่าเป็นกลิ่นอากาศที่ดีกับปอดมากกว่าในพื้นที่โล่งที่มีกลิ่นคาวทะเลโชยไปกับลม

และไม่ว่าเราจะปกป้องตัวเองจากแสงแดดเพียงไหน เราจะยังได้สัมผัสถึงอุณหภูมิและสายที่อาจต้านปะทะหรือและส่งให้เราไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น แถบบางขุนเทียนมีลม ไม่อาจบอกได้ว่าแรงแค่ไหน คนเมืองโง่ๆ อย่างฉันถ้าไม่ได้สังเกตทิศทางของยอดไม้ คงจะไม่รู้ด้วยว่าลมมาจากทางไหน เป็นลมที่คนปั่นจักรยานซึ่งมีกำลังขาเท่าฉันไม่อาจทัดทาน จำต้องปั่นต้านไปอย่างยอมรับชะตากรรม ฝนเม็ดเล็กที่โปรยลงมาปะทะเมื่อตอนเริ่มต้นทริปบอกให้เรารู้ว่าความเย็นฉ่ำคืออะไร แน่นอน แสงอาทิตย์ที่ฉายลงมาต่อจากนั้นก็บอกเหมือนกันว่านี่คือความอบอุ่น ความร้อน และความแผดเผา เพื่อที่เราจะได้รับรู้คุณค่าของความพยายามประคับประคองตัวเองกลับมานั่งพักใต้ไม้ใหญ่ในป่าโกงกางของร้านกาแฟ ที่เป็นเหมือนอีเดนน้อยๆ ที่รออยู่ ณ ปลายทางของการปั่น

โลกใบเดียวกันนี้อาจเป็นโลกที่ครั้งหนึ่งฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยเห็นแล้ว แต่เมื่อมาถึงอีกครั้งด้วยจักรยาน โลกทั้งโลกก็กลายเป็นโลกใบใหม่
เปี่ยมเสน่ห์แปลกตา น่าแปลกใจจริงๆ

หมายเหตุ: ขออุทิศบทนี้ให้ Croco แม้การปั่นเธอจะหนักแสนหนัก แต่ขอบคุณที่พาไปพบ a Whole New World (เอ๊ะ หรือควรเปรียบเธอเป็น Aladdin?) นี่อาจเป็นครั้งเดียวที่เราได้ใกล้ชิดกันถึง 38.5 กม. แต่ฉันจะไม่ลืมความรู้สึกตอนที่ลงทางเบี่ยงไปกับเธอ มันสนุกมาก (โดยไม่ต้องยกก้นออกจากอาน) ♥

…อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ

มาตรฐาน

image

 

 

โทรศัพท์มือถือคู่กาย วัย 1 .5 ขวบ ของฉันเริ่มออกอาการให้เจ้าของใจคอไม่ค่อยดี คือประมวลผลอืดจนขาดใจแฮงก์ไปบ่อยๆ พอปิดเครื่องเพื่อเปิดใหม่ หลายครั้งเกิดอาการค้าง ต้องแกะแบตออก ภาวนา แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร บรรจุแบตลงที่แล้วเปิดใหม่

ไม่ใช่ว่ากลัวจะติดต่อกับชาวโลกไม่ได้ แต่กลัวจะไม่มีโทรศัพท์ที่ชอบๆ แบบนี้ใช้อีก

ฉันชอบอะไรใน Sony Ericsson Xperia Ray? ไม่ใช่เพราะว่ามันตัวเล็กดี จอชัดสีสวย หรือเพราะราคาตอนซื้อมานั้นลดเยอะดีหรอก (ถึงแม้จะได้ราคาถูกกว่าตอน Debut หลายบาทแล้วแต่ก็ยังจัดว่าสูงสำหรับฉันอยู่ดี) แต่เป็นเพราะว่ามันเป็นโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปได้ดี พอพึ่งพาได้ ในขณะที่แทบเล็ตอีกตัวซึ่งเพิ่งหามาใช้นั้นพึ่งพาไม่ได้

ช่วงเดือนหนึ่งมานี้ฉันจึงเริ่มมองหาโทรศัพท์เครื่องใหม่ โดยไม่ได้ติดกับยี่ห้อและ OS ขอให้มีคุณสมบัติประการแรกคือ ‘ถ่ายรูปดี’ ส่วนที่เหลือ ฉันแค่รอให้หัวใจรู้สึกรัก

ฉันมอง Nokia Lumia 920 Windows Phone อยู่ เพราะได้ยินมาว่าเขาติดตั้งเลนส์คาร์ลไซส์ ฟังดูเริ่ด ทำให้อยากรู้เอาจริงจัง ว่าเลนส์มียี่ห้อแบบนี้จะทำให้โทรศัพท์รุ่นนี้ถ่ายรูปดีแค่ไหน เมื่อรู้ว่าน้องชายคนหนึ่งใช้อยู่ ฉันก็ถามความคิดเห็นจากเขา น้องเล่าตามตรงว่าหาลูเมีย 920 มาใช้เมื่อโทรศัพท์ที่ใช้อยู่มีปัญหาต้องส่งซ่อม ไม่รู้จะเสร็จก่อนออกเดินทางไกลหรือไม่ กลับจากเดินทาง เขาไปรับโทรศัพท์ที่ซ่อมเสร็จแล้วก็พบว่าตัวเองใช้ถนัดมือมากกว่า แม้ลูเมียจะถ่ายรูปดีมาก แต่โทรศัพท์เครื่องหลักของเขาจอใหญ่กว่า (ลูเมีย 920 ก็ 4.5 นิ้วแล้วนะคะ) มีปากกาด้วย ตอบสนองความต้องการของชีวิตได้คล่องแคล่วน้องๆ พีซี  ก็เลยเก็บลูเมียไว้ในกล่อง

 

ฉันฟังแล้วลิงโลดใจ ถามไปว่าขายต่อไหม น้องก็ใจกว้างจริงๆ บอกว่าพี่ลองเอามาใช้ก่อนครับ ถ้าชอบค่อยซื้อ

 

น้องชายนำลูเมียมาจากเชียงใหม่ ส่งมอบให้ฉันถึงมือ พร้อมน้ำใจอันอบอุ่นเป็นที่ชาร์ตไวร์เลสที่น้องบอก อันนี้ผมแถม วันนั้นบทสนทนาออกรสมากมาย เพราะมัน 20 ปีมาแล้วที่ไม่ได้เจอกันตัวเป็นๆ แล้วฉันก็กลับบ้านพร้อมมัลติซิมในลูเมีย 920 ที่ติดตั้งมัลติซิมที่แกะออกจากแทบเล็ตชั่วคราว เพื่อมาลองใช้วินโดว์สโฟนเครื่องนี้

 

ความรู้สึกแรกคือ นี่เป็นโทรศัพท์ที่ ‘หนักแน่น’ มาก คุณศัพท์นี้สำหรับน้ำหนัก และคุณภาพงานประกอบ ตัวเครื่องทรงสี่เหลี่ยม สีดำ วัสดุด้าน จอกระจกกันรอยขูดขีด ผิวโค้ง มันสวยแปลก ดูโดดเด่นกว่าโทรศัพท์จอแบนที่เคยใช้ จอใหญ่ ทรงเหลี่ยม และหนัก อาจไม่ถูกจริตคนบางคน แต่ฉันชอบมาก บอกได้เลย

 

จอของลูเมีย 920 ทั้งคมและชัด สีสดจนแสบตา ต่างกับจอแทบเล็ตเกาหลีของฉันแบบหน้ามือ-หลังมือ แต่ถ้าเทียบกับจอเทคโนโลยี Bravia ของโซนี่แล้ว โซนี่ไม่ขี้เหร่นะ เพียงแค่ด้วยขนาดความกว้างใหญ่ของจอ และกระจกโค้งของโนเกีย ทำให้ฝ่ายหลังกินขาด อ่านอะไรก็ชัด หลายคนคงชอบกับความสว่าง คม แต่ฉันว่าออกจะชัดเกินไปหน่อย มองมากๆ แล้วปวดตา ยิ่งเลือก Theme สีชมพูด้วย (ธีมสีนี้สวยที่สุดในความรู้สึก) สงสัยตาฉันจะชินกับจอโซนี่จนพานคิดว่าโซนี่เหมาะกับการอ่านคินเดิลและไฟล์ PDF มากกว่า

ถ้าคุณยังไม่เคยสัมผัสโนเกีย ลูเมีย 920 แต่ทะลึ่งไปหาอ่านคอมเมนต์เกี่ยวกับความเป็นวินโดว์สโฟนของมันในที่ต่างๆ คุณเป็นต้องอดเล่นโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการที่ดีมาก เป๊ะมาก และเก่งมาก รุ่นนี้ ฉันอาจจะเคยแตะซิมเบียนมาเมื่อนานมาแล้ว และสนิทชิดเชื้อกับแอนดรอยด์มาก โดยที่ไม่ได้สัมผัสอะไรของ iOS มากไปกว่าไอแพดนาโน (เขานับดีไวซ์นี้ร่วมตระกูลไอด้วยไหม?) แต่เมื่อมาลองเล่นวินโดว์สโฟนเครื่องนี้ คนประสบการณ์น้อย แถมไม่ฉลาดด้านไอทีนักอย่างฉันกลับไม่รู้สึกว่ามันยาก มันโง่ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘มันทำไม่ได้’ เหมือนในหลายคอมเมนต์เกรียนๆ ภายใต้หัวข้อเกี่ยวกับโนเกีย ลูเมีย 920 ในกระทู้ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตเลย

 

จากที่ได้ใช้งานจริงตามแบบของฉัน ซึ่งได้แก่การใช้ติดต่อกับเพื่อนผ่านแอพแชตอย่าง Line/Whatsapp/Facebook Messenger ใช้ Facebook ใช้ Instagram เข้า Browser ใช้ Gmail และถ่ายรูปเป็นหลัก (เล่นเกม Sudoku นิดหน่อย) ความไม่สะดวกมีเพียงแค่ บนวินโดว์สเรายังไม่มีอินสตาแกรมใช้ แต่กระนั้นก็มีคนทำแอพทดแทนให้เล่นได้พอกล้อมแกล้ม ยังติดปัญหาแค่ความวิบากในการอัพโหลดรูป นอกนั้นแล้วสบาย ดูได้ กดไลค์ได้ ฟอโลว์ได้ คอมเม้นท์ได้เป็นปกติ เสียดายแค่หน้าตาของแอพที่ไม่สวยซิมเปิลและคลาสสิคเหมือนอินสตาแกรมแท้เท่านั้น

 

ไลน์กับวอสแอพพ์บนวินโดว์มีแอพให้ใช้นะ หน้าตาอาจจะเปลี่ยนไปบ้างนิดหน่อย แม้ไม่มีสติ๊กเกอร์ให้ใช้ แต่เรามองเห็นสติกเกอร์เพื่อน เสียดายยังหาแอพเฟซบุ๊คแมสเซนเจอร์สำหรับแชตไม่เจอ แต่ไม่เจอก็ไม่เป็นไร เราคุยผ่านแมสเซจในเฟซบุ๊ค ได้เหมือนเดิม แค่สะดวกน้อยลง

 

หน้าตาเฟซบุ๊คที่มากับเครื่องอาจจะต่างไปจากเวอร์ชั่นแอพในแอนดรอยด์ หรือจากที่เล่นผ่านเบราเซอร์ในแอนดรอยด์ไปบ้าง แต่ฉันว่าฉันสนุกกับการเรียนรู้ และฟินมากเมื่อพบว่าตัวเองสามารถใช้เฟซบุ๊คบนวินโดวส์โฟนได้ตามปกติ ออนไลน์ได้พร้อมกันสองแอคเคาน์เหมือนเดิม ไม่มีอะไรติดขัด

 

กล้องโนเกียชัดจริงๆ อย่างที่อ่านมา ถ่ายรูปง่าย ง่ายในที่นี้หมายถึงความไว โฟกัสไว และคำนวณไว ว่าโฟกัสใกล้หรือไกล จะช่วยเรื่องรูรับแสงหรือชดเชยความสว่างให้แค่ไหน ถ่ายต่อเนื่องได้ทันใจอยู่ แม้ยามโพล้เพล้ และให้คุณภาพรูปกลางคืนที่ดี(กว่า)จริงๆ แอพแต่งรูปแม้มีไม่เท่า OS อื่น แต่ก็มีให้ใช้เท่าที่ต้องการเลย

เสียงดี แม้ยังไม่มีโอกาสลองกับหูฟังของโนเกีย แต่ใช้กับหูฟังแบบ in-ear ของโซนี่ ฟังแล้วทั้งเพลง ทั้งดูไฟล์หนัง ในความคาดหวังของฉัน บอกได้ว่ามันก็ดีเท่าที่การฟังเพลงจากมือถือจะดีได้แล้วแหละ

ฉันยังได้รับสาย 1 ครั้งถ้วน พบว่าเสียงเรียกเข้าแบบโนเกียที่เราคุ้นชิน ช่างไพเราะเสนาะหู ลำโพงดี เสียสเตอริโอชัดเจน แต่ด้วยขนาดที่กว้างและใหญ่และน้ำหนักที่มากกว่าโซนี่ราวรุ่นพ่อกับลูก ทำให้ฉันรู้สึกว่ารับสายไม่ค่อยถนัดนัก เมื่อยมือนิดหน่อย

 

7 วันที่ได้อยู่ด้วยกัน ถ้าจะให้ประเมินเป็นคะแนน ฉันก็พอใจจนให้ได้ 85% ขึ้น แต่ฉันก็ตัดสินใจว่าจะไม่ซื้อ แม้เมื่อคุยกันมาถึงราคาแล้วน้องชายจะเปิดกว้างอีกตามเคย โดยการให้ฉันเป็นคนกำหนดราคาซื้อ แถมยังเอื้อเฟื้อให้แบ่งจ่ายได้ด้วย ฉันเชื่อว่าถึงแม้ตัวเองจะเป็นกำหนดราคาขาย แต่ถ้าขอต่อ น้องก็คงให้อีก

 

กับฉันแล้วแล้ว ทั้งน้องชายและโทรศัพท์เครื่องนี้ดี มีคุณค่าจนไม่อาจต่อรองได้ ถ้าไม่ติดที่ฉันดันเพิ่งซื้อแทบเล็ตมาสดๆ ยังไม่ทันถึงวันชำระหนี้บัตรเครดิตด้่วยซ้ำ แถมยังมีเรื่องน้ำรั่วจากชั้นบนที่ทำสะดุ้งกับงบประมาณนอกรายการที่อาจต้องเตรียมไว้สำหรับการซ่อมแซม โนเกีย ลูเมีย 920 ตัวนี้ก็คงได้อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องส่งกลับให้เจ้าของ

 

อดเปรียบไม่ได้ ว่าสัมผัสจากโทรศัพท์แปลกมือนั้น เหมือนความสัมพันธ์กับผู้ชายแปลกใหม่ คงไม่แฟร์เท่าไหร่ถ้าเราจะนำผู้ชายใหม่ไปเปรียบกับผู้ชายเก่าที่เราคุ้นชิน และคงเป็นความผิดมหันต์หากเรายังกล้าไปคาดหวังว่าผู้ชายใหม่จะดีเท่า หรือดีกว่าผู้ชายเก่า ในเมื่อเขาเป็นคนละคนกัน

 

รักเธอแบบที่เธอเป็นนะ โนเกีย ลูเมีย 920,
แต่
อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ว่าอะไรสำคัญไปกว่าแค่รักเธอ