Category Archives: สะเทือนใจ

on reading: แผลเก่า

มาตรฐาน

image

โตไม่ทันดูหนัง “แผลเก่า” เวอร์ชั่นตำนาน ที่ เชิด ทรงศรี กำกับ สรพงษ์ ชาตรี เป็น “ขวัญ” นันทนา เงากระจ่าง เป็น “เรียม” ออกฉายต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2521 ละเม็งละครที่เขารีเมคขึ้นมาฉายทางโทรทัศน์ก็ได้ดูบ้างไม่ได้ดูบ้าง ไม่ปะติดปะต่อ จับใจความไม่ได้ แต่ถ้าจะพูดถึงเพลงอย่าง ขวัญเรียม, แสนแสบ และลำนำแผลเก่า ละก็ ฟังแม่ร้องมาจนคุ้นหู แต่นั่นก็ห่างไปนานละ

ไม่นานมานี้ไปพบไฟล์เพลง “ลำนำแผลเก่า” ในยูทูบ เสียงร้องของไพรวัลย์ ลูกเพชร เพราะกินใจมาก ทำให้ฉันซึ่งเข้าใจว่าตัวเองยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ เกิดอยากรู้จริงจังว่าเรื่องมันเป็นยังไงนะ ทำไมขวัญถึงต้องคอยเรียม แบบ …คอยแล้ว…..คอยเล่า… เหมือนในเพลง ก็ลองหาหนังดู เจอในยูทูบอีก แต่ดูยากจัง ไฟล์ไม่ปะติดปะต่อจนจบ กระนั้นก็พอสัมผัสได้ว่า เฮ้ย ถ้า 36 ปีที่แล้วทำหนังกันได้ขนาดนี้ก็เรียกว่าเทพละ รางวัลสุดยอดภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักในรอบ 10 ปีรับไปเลย

จากนั้นก็อยากรู้ว่าแล้วเรื่องดั้งเดิมล่ะ เป็นยังไง ก็ถามหา ปรากฏว่ามีโชค แทบจะในทันทีนั้นก็เจอฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2537 กระดาษเหลืองกรอบไปบ้าง แต่ยังอ่านจนจบได้อย่างสมบูรณ์ และข่าวใหม่ ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว! (เปิดอ่านปุ๊บจำได้เลย)

ในที่สุดก็ได้เข้าใจเ็ป็นครั้งแรกว่าทำไมเจ้าขวัญถึงคอยเจ้าเรียม

“ไม้ เมืองเดิม” สร้าง ขวัญ นักเลงลูกทุ่งปลายน้ำคลองแสนแสบให้เป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ รักจริง และเด็ดเดี่ยว เมื่อมันบอกว่ารักเรียมก็คือรักจริงๆ รักแบบถ้ามันมีความรักสำหรับผู้หญิงสักคนอยู่ร้อยหน่วย มันให้เรียมทั้งร้อย แถมชีวิตทั้งชีวิตของมันด้วย ยิ่งมีกำแพงอุปสรรคใหญ่หลวงคือความเป็นอริศัตรูของสองครอบครัว ไม่อาจหวังว่าจะมีพ่อกับแม่มาหลั่งน้ำสังข์ ให้ศีลให้พรในวันมงคลสมรส มันยิ่งประกาศต่อเรียมว่าความรักของมันนั้นแน่นหนัก ยอมแม้จะเซ่นเลือดสาบานต่อหน้าเจ้าพ่อไทร ดีที่นางเรียมห้ามไว้ ทั้งสองจึงเปลี่ยนเป็นแลกคำสาบานรักโดยมีเจ้าพ่อเป็นพยาน

คนอย่างขวัญเป็นคนมีศักดิ์ศรี เมื่อมันบอกว่ารัก ก็คือรักจริง มันพูดคำไหนคำนั้น เมื่อเรียมหายหน้าไปจึงออกตามหาและรออย่างไร้วิญญาณอยู่ถึง 3 ปี

ข้างเรียม เป็นผู้หญิงบ้านนอก หนังสือไม่ได้เรียนมาก พ่อแม่เลี้ยงดูตามแบบสังคมที่พ่อเป็นใหญ่ ลูกผู้หญิงไม่ได้มีความสำคัญกว่าเป็นแรงงานในบ้านและในนา เมื่อถึงเวลาก็แต่งออกไปแลกค่าสินสอดเข้ามา ไปเป็นแรงงานบ้านผัว ออกลูกออกหลาน ทำงานทำการดูแลบ้านเรือนให้ผัวไป ความรู้อะไรเรียมไม่มี เรื่องสังคมไม่ต้องพูดถึง เพราะตั้งแต่เกิดก็โตอยู่ในท้องนา ริมคลองแสนแสบ งานสังคมเดียวที่พอจะได้ออกก็คงเป็นงานวัดตามเทศกาล กระนั้นแม่ก็สอนเรื่องรักนวลสงวนตัว ให้ระวังโดนผู้ชายหลอก จุดนี้ทำให้นางถามเอากับขวัญ ด้วยกลัวขวัญจะรักไม่จริง ได้แล้วทิ้ง ขวัญจึงมีโอกาสประกาศรักต่อหน้าเจ้าพ่อไทร กลายเป็นโควตคำสาบานซิกเนเจอร์ของ “แผลเก่า” แต่กลับกลายเป็นเรียมเสียเองที่ไม่จริงจังอะไรกับคำสาบานของไอ้หนุ่มลูกทุ่งที่นางเสียความบริสุทธิ์ให้ แถมยังลืมรสรักอันร้อนแรงที่ได้รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิตสาวไปได้ง่ายๆ

ขวัญกับเรียมถูกจับได้ที่ศาลเจ้าพ่อ หลังจากที่สาบานกันเสร็จ ขวัญถูกฟันที่หน้า ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็น “แผลเก่า” ของขวัญ ธรรมดาถ้าโดนกันขนาดนี้ก็ต้องนอนซม ไข้ขึ้น ขวัญก็ไข้ขึ้น แต่ด้วยความคึกรัก มันลอบไปหาเรียมซึ่งถูกพ่อลงโทษด้วยการล่ามไว้ได้ในคืนที่ 2-3 เห็นเรียมถูกลงโทษแบบนั้นก็เจ็บแค้นนัก เลยออกมาดักฟันผู้ชายที่มาติดพันเรียมและเป็นสาเหตุให้มันต้องเจ็บตัวซะจนหนำใจ ก่อนจะแกล้งกลับไปนอนไข้ต่อ ให้พ้นสงสัยจากตำรวจที่มาสอบในวันรุ่งขึ้นตามคำของพยานที่ไม่ได้ถูกฟันจนตายคาที่

ก็อิตอนที่กลับมาซุ่มว่าเป็นไข้เพราะแผลโดนฟันที่หน้านี้แหละ ที่พ่อพาเรียมไปขายให้คุณนายทองคำที่บางกอก คุณนายพบว่าเรียมหน้าเหมือนลูกสาวตัวเองที่ตายจากไปจึงได้ชุบเลี้ยงอย่างดีเหมือนเป็นลูกสาวแท้ๆ เรียมอยู่สบายเสียจนไม่อยากจะกลับไปลำบากที่ท้องไร่ท้องนาบางกะปิอีกแล้ว ใช่สิ ใครจะอยาก อยู่เป็นสาวชาวกรุงแต่งตัวสวยๆ มีทองหยองใส่ วันๆ หลบอยู่ในร่มไม่ต้องกรำแดดตกกล้าเกี่ยวข้าวอยู่ในนา ทนเจ็บเวลาพ่อตี ทนปวดใจเวลาพ่อตีแม่ หรือเวลาโดนพี่ชายถากถาง รวมทั้งตอนโดนหมิ่นศักดิ์ศรีจากผู้ชายรวยกว่าที่มาชอบ (แต่ไม่รู้จะจริงใจกับเราแค่ไหน) ไม่ดีกว่าหรือ

ความสบาย และลีลาจีบของชายคนรักที่เคยเป็นคนรักเก่าของลูกสาวคุณนายทองคำ ทำให้เรียมกลายเป็นสาวชาวกรุง ลืมขวัญและรักของขวัญไปเสียสิ้นในเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นเวลาที่ขวัญไม่ได้อยู่สุขเลย ความร่าเริง ทะลึ่ง มีชีวิตชีวาหายไปหมด งานการก็ไม่ได้ทำเป็นชิ้นอันเพราะมัวแต่คิดจะเข้ากรุงตามหาเรียม

เมื่อถึงวันที่กลับมาเยี่ยมอาการป่วยของแม่ที่บ้านบางกะปิอีกครั้ง อย่างโอ่อ่า ด้วยเรือเร็วจากพระนคร ไม่ใช่เรือแจวอย่างชาวบ้านแถบนั้นเขาใช้กัน เรียมก็มาในลุคใหม่ที่ทำขวัญจำไม่ได้ในนาทีแรก และทำให้โกรธเกรี้ยวมากมายในนาทีต่อมา โกรธจนเรียมเสียววาบ หวั่นไหวจนทนไม่ได้ต้องหนีกลับกันในวันที่มาถึง แต่ต้องกลับมาอีกครั้งเพราะอาการแม่เพียบรอวันตาย

กลับมาครั้งนี้เรียมอยู่เฝ้าแม่ลำพัง จะด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อไทร บรรยากาศเก่าๆ กลิ่นน้ำกลิ่นดิน และน้ำในคลองที่ชวนเคลิ้ม หรือคำรักสไตล์ลูกทุ่งจริงใจของขวัญที่ลอบมาพอก็ตามที่ทำให้นางอ่อนไหวระทดระทวยไปกับความรักของชู้เก่า และไม่รู้จะเอายังไงดีกับชีวิต จะเลือกทางที่เป็นไปได้ คือทำเป็นลืมรักเก่า กลับไปเป็นคุณนายที่บางกอกทั้งๆ รู้ว่าทิ้งผัว หรือจะอยู่ที่นี่ เป็นเมียไอ้ขวัญ คลอดลูกให้มัน ช่วยมันทำนา ทำมาหากิน เลี้ยงลูกกันไป ทั้งๆ ที่เป็นไปไม่ได้หรอก พ่อแม่เกลียดกันจะตายแบบนี้

ขณะที่เรียมเบลออยู่กับหนุ่มกรุงที่ขับเรือมารับกลับ ขวัญผู้บ้าระห่ำซึ่งเกิดน้อยใจเรียมขึ้นมาในบัดดลนั้นก็บันดาลความแค้นเอากับเรือลำงามลำนั้น อุตลุดกันจนถูกเขายิงเอา มันสั่งลากับเรียมซึ่งกำลังเสียสติเพราะผัวถูกยิงแล้วลากสังขารลงน้ำ หวังจะใช้ว่ายข้ามคลองไปตายหน้าศาลเจ้าพ่อไทร ผู้หลักผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่เป็นที่พึ่ง ให้ความอบอุ่นใจแก่มันมากที่สุด เห็นใจและปรานีมันมากที่สุดในความรู้สึก แต่ตะกายขึ้นฝั่งไม่ไหว จมอยู่ตรงนั้น รอเรียมซึ่งร้องกรี๊ดแล้วกระโจนลงน้ำตามไป เสียบคอตัวเองลงกับคมมีดที่ขวัญชูไว้ สิ้นใจตายไปตามกัน ณ สถานที่ที่เคยสาบานรัก

…..

วรรณกรรมสองเรื่องก่อนหน้านี้ คือแผ่นดินของเรา และข้างหลังภาพ ล้วนเป็นเรื่องราวของความรักที่จบเห่ลงเพราะผู้ชายเปลี่ยนไป ฉันเกือบสรุปแล้วเชียวว่าผู้ชายคือตัวปัญหาในความรัก ดีที่ได้มาอ่านแผลเก่าจึงได้รู้ว่าเออ ความสบาย เงินทอง และสังคมที่ได้รับเกียรติมากขึ้นก็ทำให้ผู้หญิงก็เปลี่ยนไปได้เหมือนกัน แต่ไม่อยากจะโทษเรียมเลย ถ้าดูกันให้ดีแล้วในเรื่องทั้งเรื่องนี้ก็มีแต่เรียมที่เป็นมนุษย์ผู้ไม่อาจเลือกชะตากรรมให้ตัวเอง ถูกคนโน้นโยนไปตรงโน้น คนนี้โยนไปตรงนี้ตลอดเวลา

แต่ก็นั่นแหละนะ ถึงขวัญกับเรียมได้อยู่ตำบลเดียวกันเหมือนเดิม ยังรักมั่นต่อกันเหมือนเดิม ฉันก็มองไม่ออกเลยว่าความรักของคนคู่นี้จะลงเอยสวยๆ ได้อีท่าไหน ก็ในเมื่อมีอุปสรรคใหญ่เป็นพ่อเป็นแม่แบบนี้

ถ้าฉันเป็นเรียม ในภาวะแบบนั้นก็ไม่รู้จะเลือกทางไหนเหมือนกัน บางทีตายไปเป็นผีเสียอาจจะมีสิทธิ อิสระและเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตมากกว่า

หมายเหตุ:
-อ่านจบบนเกาะหมาก
-อ่านจบโดยไม่ร้องไห้ แต่เชื่อว่าถ้าได้ดูหนังในโรง ต่อมน้ำตาต้องแตกแน่นอน
-แผลเก่าอาจจะเป็นหนังที่สร้างได้กินใจกว่าอ่านวรรณกรรมเรื่องแรกในประสบการณ์ของฉันนะ อยากดูดีๆ อีกทีจังเลย
-เคยมีสไตลิสต์หนังสือผู้หญิงเล่มดังทักว่าฉันหน้าเหมือนนันทนา เงากระจ่าง
-ก็ไม่รู้สินะ ฉันว่าฉันไม่สวยขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าพูดถึงความดำแบบสาวชาวนา ก็คงพอได้ละมั้ง

Advertisements

on reading: ข้างหลังภาพ

มาตรฐาน

image

‘คู่กรรม’ กับ ‘ข้างหลังภาพ’ เป็นหนังที่ดูมาตลอดชีวิตจนแทบจะท่องไดอาล็อกตอนสำคัญๆ ได้ จะผิดกันบ้างตรงที่ฉันเคยอ่านคู่กรรมจบมาหลายรอบแล้ว แต่กับข้างหลังภาพ แม้จะเก็บสต็อกหนังสือมานานปี และมีในครอบครองถึง 2-3 edition แต่ยังไม่เคยหยิบมาอ่านจริงจังจนจบเลยสักครั้ง

วันนี้ สดๆ ร้อนๆ ต่อจาก ‘แผ่นดินของเรา’ ฉันอ่านจบแล้ว ไม่ไวถึงขนาดอ่านต่อจากแผ่นดินของเราจบอย่างเร็วจี๋หรอก เรียกว่าอ่านมาพร้อมๆ กันจะดีกว่า – -ฉันเป็นคนแบบนี้แหละ จับจด อยากทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่พอลงมือก็ละเลียด เชื่องช้า และไม่เคยเคี่ยวเข็ญตัวเองให้อ่านเรื่องที่อ่านค้างอยู่นั้นให้จบเป็นเรื่องๆ ไป รอบตัวก็เลยมีแต่หนังสือที่อ่านไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่มีเรื่องไหนอ่านจบเลยเต็มไปหมด

ข้างหลังภาพ เป็นงานเขียนของ ‘ศรีบูรพา’ หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักโทษการเมือง หนึ่งในตำนานของวงการวรรณกรรมไทยที่เพิ่งถูกเล่าขานเป็นนิทรรศการ “ข้าพเจ้าได้เห็นมา โลกนิยายของศรีบูรพา” ที่เพิ่งได้ไปชมในงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อวานซืน ..ฉันไม่ได้กำลังเล่าชีวประวัติของนักเขียนรายนี้ แต่แค่จะเล่าว่าชีวิตของศรีบูรพาไม่ใช่ชีวิตเรียบง่าย สุขสงบ โรแมนติก งดงามประหนึ่งปูไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นชีวิตของคนที่หยิ่งในเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นคนชัดเจนในอุดมการณ์ จึงมั่นคงและเที่ยงตรง ชนิดอะไรก็มาเปลี่ยนเขาจากสิ่งที่เขาเชื่อและเลือกจะเป็นไม่ได้ เป็นคนยืนหยัดต่อสู้แบบทระนง ศรีบูรพาโดนจำคุกในข้อหา ‘กบฏสันติภาพ’ ในปี 2495 ได้รับนิรโทษกรรมในปี 2500 แต่ก็ได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศจีน และเสียชีวิตลงในปี 2517 ขณะอายุ 69 ปี

แต่ระหว่างใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้เองที่เขาสร้างสรรค์วรรณกรรมมากมาย หลายแนว รวมทั้งนวนิยายรักต่างวัยที่แสนจะประณีต ละเมียดละไม และกินใจเอามากๆ เล่มนี้ ข้างหลังภาพ ถูกเขียนขึ้น ทยอยลงเป็นตอนๆ ในช่วงปี 2480 หลังกลับจากดูงานหนังสือพิมพ์นาน 6 เดือนที่ญี่ปุ่น

การพบกันของ ม.ร.ว. กีรติกับนพพรอยู่ในวิสัยที่อาจเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แม้ในปัจจุบันจะหาสตรีงามพร้อม ดีพร้อม ที่ถูกเก็บงำไว้จนเลยวัยเหมาะสมจะออกเรือนเช่นคุณหญิงกีรติน้อยลง ยุคนี้ผู้หญิงเราอาจจะออกเรือนเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราต้องการ และไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ชายมาทาบทามขอด้วย ถ้าเราพอใจจะเป็นฝ่ายดำเนินเรื่องก่อนได้ แต่เอาเป็นว่าเรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นจากความงดงามที่น่าประทับใจของคุณหญิง ภริยาเพื่อนพ่อผู้มีวัยสูงกว่าเด็กหนุ่มนี่เอง การพบกันของคู่ต่างวัยแบบนี้เกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหมล่ะ? (ขอออกตัวว่าเรื่องนี้ดูไม่เข้าใครออกใคร แต่มันไม่เกี่ยวกับตัวฉันหรอกนะ)

ไม่ว่า ม.ร.ว.กีรติ จะเป็นบุคลิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไหนก็ตาม ต้องขอแสดงความขอบคุณผู้เขียนอย่างจริงใจที่ได้สร้างตัวละครซึ่งน่าจดจำนี้ขึ้นมา ฉันไม่มีข้อกังขาแม้แต่น้อยระหว่างที่อ่านว่าเหตุใดหนุ่มน้อยเช่นนพพรจึงหลงรักคุณหญิงอย่างดื่มด่ำ ที่น่าประทับใจกว่าคือความรู้สึกที่คุณหญิงมีตอบ ศรีบูรพาสร้างสิ่งไร้ตัวตนเช่น ‘ความรักของกีรติ’ ขึ้นในมโนภาพของคนอ่านอย่างชัดเจน เป็นภาพของความสงบนิ่ง อบอุ่น มั่นคง และยิ่งใหญ่ ฉันพลอยยิ้มไปกับความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อความผาสุกที่คุณหญิงมีต่อ ‘ยอดเยาวมิตร’ ของเธอเสมอ อย่างเงียบๆ เรียบๆ ไม่ออกหน้าออกตา

ซึ่งตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบนพพรไม่ได้สำเหนียกเลย..

นพพร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ศรีบูรพาสร้างขึ้นมาได้จริงราวกับมีตัวตนจริงๆ เด็กหนุ่มที่ตกหลุมรักสุภาพสตรีงดงามสมบูรณ์แบบคนแรกที่ได้เจอ ในเวลาอย่างนั้น ในบรรยากาศเช่นนั้น การแสดงความรักอันเร่าร้อน อ่อนไหวไปตามอารมณ์ ความรู้สึกเหมือนหลงทาง รอคอยความรักตอบ ความสับสน ที่ค่อยๆ เจือจาง หายไปกับระยะทางอันห่างไกล และความสนใจในชีวิตที่เปลี่ยนไป จนในที่สุดก็แทบจะลืมไปว่าเคยรู้สึกอย่างไร มากแค่ไหนกับผู้หญิงคนนี้

ฉันนับถือความรักของกีรติ ความเป็นผู้ใหญ่ คำพูดคำจาอ่อนโยน ฉลาดหลักแหลม การควบคุมตัวเอง และการตัดสินใจที่ถูกต้อง เหมาะสม อดไม่ได้เลยที่จะนำความรักต้องห้ามของเธอที่มีต่อนพพรไปเปรียบกับความรักของภัคคินีที่มีต่อนเรนทร์ เทียบกันแล้ว ความรักของกีรติเป็นรักที่เย็นฉ่ำ ยิ่งใหญ่ เพื่ออนาคตของคนรักแล้ว เธออดทน ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวที่อาจมีได้เพื่อไม่ให้เขาไขว้เขว และเรียนหนังสือต่อไปจนประสพความสำเร็จโดยรอคอยอยู่ในที่ทางของเธออย่างสงบเสงี่ยม ในขณะที่ภัคคินีผู้มีความรักเหมือน ‘โคถึกที่คึกพิโรธ’ เลือกที่จะกระโจนตามบัญชาของความรักลงไปในเหว เพียงเพื่อจะได้หลบหนีโลกไปอยู่กับคนรัก ไม่ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเธอไม่แคร์ขอแค่มีวันนี้กับเขาเท่านั้น

ต่างมีความรักให้ผู้ชายของตัวเองอย่างลึกล้ำ ดื่มด่ำ ต่างฝ่ายต่างเสียสละ แต่ผู้หญิงสองคนนี้มีใครสมหวังกับความรักไหม? ..ไม่มีเลย ใช่เพราะต่างคนต่างจริงจังกับความรักที่มีให้เขามากมายตลอดมาอยู่เพียงฝ่ายเดียวหรือเปล่า?

ขณะที่ฝ่ายชายซึ่งร้อนรนมากมายในยามขอความรักจากเรา พร่ำบอกว่ารักเราเหลือเกิน ยอมทำได้ทุกอย่างขอแค่ได้ฟังคำรักจากเราสักครั้ง ยอมสละสมบัติและทุกสิ่งที่มีในชีวิตเพื่อที่จะได้ครองรักร่วมกับเรา

แต่พอเลยวันเวลานั้นมาไม่นาน เขาก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว

หมายเหตุ:
-ขอบคุณ มด ฉันอ่าน ข้างหลังภาพ จบกับฉบับที่เธอส่งมานะจ๊ะ
-อ่านวรรณกรรมโบราณสองเรื่องติด คิดว่านักเขียนสมัยก่อนเขียนหนังสือเทพมาก คำเยอะมาก ประณีตมาก เป็นนายภาษาชนิดที่เขียนอะไรมาก็เชื่อหมดเลย ทำได้ยังไง ทึ่ง!
-ควรจะหางานอื่นๆ ของศรีบูรพาอ่านอีก เพื่อเติมปัญญาใส่สมองอีกนิด รวมทั้ง สาวทรงเสน่ห์ (Pride and Prejudice แปลโดยจูเลียต- -ชนิด สายประดิษฐ์ คู่ชีวิตของศรีบูรพา) อีกเล่มที่ชอบและอ่านจบแล้ว
-แต่ไม่รู้สินะ ช่วงนี้คิดถึง ‘คำพิพากษา’ ตะหงิดๆ อย่างไรไม่ทราบ 😉

21 days, my journey back to life (day 19/21)

มาตรฐาน

day 19: พุธ 19 กุมภาพันธ์ 2557
image

 

วันวานฉันได้ชิมปลาทูน่าที่ปรุงด้วยการ  Sear หรือการนำปลาทูน่าสดชิ้นหนาใหญ่ไปนาบกับกระทะร้อนให้สุกเฉพาะผิวนอก แล้วอาจจะมีการเสริมรสชาติสดหวานฉ่ำของเนื้อปลาด้วยซอสสูตรของใครของมัน เป็นวิธีปรุงที่ให้เนื้อทูน่าที่อร่อย ยิ่งถ้าเป็นปลาสด ชิ้นหนา เนื้อส่วนกลางชิ้นที่ยังไม่สุกจะยังคงหวานฉ่ำ

แต่เนื้อปลาที่หนาขนาดนี้มาจากทูน่าตัวใหญ่แค่ไหนกัน เมื่อเช้าเพิ่งเปิดสารคดีในห้องน้ำ แว่วว่า Bluefin Tuna กำลังจะสูญพันธุ์ ยังดีที่ได้รู้ว่าที่กินไปนี่เป็น Yellowfin Tuna

 

ไม่ใช่แค่เนื้อทูน่าครีบเหลือง วันวานฉันยังได้ชิมแซลมอนเกรดซาชิมิชิ้นเบ้งที่ทั้งหวานทั้งมัน หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวใหญ่ และสแกลลอปตัวใหญ่กว่าจากน่านน้ำไหนไม่รู้ มาในวันนี้ ยังต้องไปสำรวจอีกร้านอาหาร เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่เสิร์ฟปลาหิมะชิ้นใหญ่เสียจนนึกไม่ออกเลยว่าเจ้าของเนื้อชิ้นนี้มีขนาดลำตัวหนักกี่กิโลกรัม ขนาดเชฟบอกว่าเป็นปลาหิมะตัวเล็กซึ่งให้เนื้อที่อร่อยกว่าตัวใหญ่ฉันยังเชื่อว่ามันต้องใหญ่มากอยู่ดี นอกจากนั้นยังมีเชพเพิร์ดสพายสไตล์ฝรั่งเศสจากเนื้อน่องเป็ดตุ๋นในน้ำมันที่อุณหภูมิต่ำ ท็อปปิ้งด้วยฟัวกราส์กริลล์มาอย่างสวยอีกจาน  กับเอสการ์โกต์กรุบอวบฉ่ำอยู่ในเนื้อมะเขือเทศที่แต่งรสด้วยชิ้นไส้กรอกโซริโซจากสเปนอีกจาน

 

เพื่อนร่วมโต๊ะชวนคุยอย่างเกรงใจว่าอร่อยไหม ฉันตอบว่าอร่อย ถามว่าฉันชอบกินไหม ฟัวกราส์ หรือตับห่าน เนี่ย ฉันตอบว่าที่จริงก็ไม่ได้ชอบหรอก ไม่เคยหากินเอง ไม่เคยสั่ง แต่ถ้ามีโอกาสกินก็จะกินให้หมด ยิ่งรู้ว่ามนุษย์เราโหดแค่ไหนกับห่าน ที่มีชีวิตในโลกเพื่อจะสละตับอวบๆ ให้เชฟมาปรุงเป็นอาหารจานเลิศ กับสละอุยขนตรงหน้าอก ให้คนถอนไปยัดเป็นไส้เสื้อกันหนาว ก็ยิ่งต้องกินตับของมัน และใช้เสื้อกันหนาวขนห่านที่ซื้อมาแล้วตัวนั้นอย่างรู้คุณ

 

คุณค่าของชีวิตคืออะไรกัน ต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าปลาหิมะและทูน่าครีบเหลืองในท้องทะเล รวมทั้งแซลมอนในฟาร์มจะโตขนาดนี้ กว่าห่านหนึ่งตัวจะมีตับที่โตพอจะทำฟัวกราส์ชิ้นสวย

 

ถ้ามนุษย์ต้องกินปลา ตับห่าน หอยทาก สุนัข เสือ และสัตว์อื่นๆ ที่เรายังไม่รู้เพื่อมีชีวิตอยู่ ชีวิตของมนุษย์ก็ควรสำคัญและมีคุณค่ามากกว่าชีวิตของสิ่งที่เป็นอาหาร แต่แล้วมนุษย์ซึ่งถือว่าตัวเองสูง เรียนรู้ได้ มีการศึกษา มีศาสนา มีศีลธรรม มีวัฒนธรรม มีรสนิยม มีอุดมการณ์ทางการเมือง มีสารพัดที่สัตว์ไม่มี ก็คร่าชีวิตกันเองง่ายๆ ด้วยเครื่องทุ่นแรงบ้าง อาศัยแรงคนอื่นบ้าง จากสาเหตุเบลอๆ อย่าง “ความเกลียดชังกัน” หรือ “ความเห็นไม่ตรงกัน” อย่างนั้นหรือ?

 

ต่อจากชิมอาหารฝรั่งเศส ฉันจับรถไฟฟ้าใต้ดินไปดูหนังรอบพิเศษ Pompeii เป็นภาพยนตร์ Visual Effect สุดอลังการที่ไม่ได้เล่าเรื่องซับซ้อนอะไร แค่ฉายภาพชีวิตของผู้คนในเมืองปอมเปอีก่อนภูเขาไฟวิสุเวียตจะพ่นลาวาออกมากลบเมืองทั้งเมืองให้สุกตายไปพร้อมกันในปี ค.ศ. 79

 

สิ่งที่จุดประกายขึ้นในความคิดของฉันคือการตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิต

 

เรามีเวลากันคนละเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เราแค่ใช้เวลาของเราไป โอ้เอ้ อ้อยสร้อยบ้าง หยุดพักข้างทางบ้าง เจ่าจ่อมอยู่กับความผิดพลาด ความโกรธ บ้างก็ความบ้า ต้องให้สัญญานเตือนระวังเวลาชีวิตหมดดังขึ้นก่อน จึงจะรู้ตัวว่ามีอีกหลายอย่างที่อยากทำ คิดจะทำ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ภารกิจที่เหลืออยู่ จะเป็นภารกิจต่อสู้เพื่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี อิสรภาพ เพื่อเงิน ความรัก หรือเพื่ออะไรก็ตาม ถ้าถึงเวลาต้องตาย ก็คือหมดเวลาทำ ดังนั้น ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็น่าจะมีชีวิตให้สมศักดิ์ศรีกันหน่อย

 

อย่างน้อยอย่าให้อายปลา ห่าน หมู หมา เสือ กระทั่งหอยทากเอสการ์โกต์ ที่ยังได้ชื่อว่าสละชีวิตให้มนุษย์กินเพื่อจะมีชีวิตอยู่

 

 

21 days, my journey back to life (day6/21)

มาตรฐาน

day 6: พฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

image

ความรักคืออะไร?

เรื่องราวมากมายในวันนี้ทำให้ฉันครุ่นคิดหาคำตอบอย่างจริงจัง

เวลาที่ยังรักช่างเป็นช่วงเวลาหวานชื่นแห่งการให้และรับ ความสุขของเราไม่ได้อยู่เพียงการรับไมตรีจากคนรัก แต่ยังเป็นการให้ เสียสละ และทุ่มเทเพื่อเขา ผู้ซึ่งอยู่ในใจของเราเสมอ ทั้งยามหลับและตื่น

ของที่เขาชอบกิน เสื้อผ้าที่เขาชอบใช้ อะไรที่อยากกิน อะไรที่อยากได้ อะไรที่เขาขาด อะไรที่จะช่วยให้เขาสบายขึ้น อะไรที่จะเพิ่มความสุขให้เขา เราจะเพียรหามาให้

ทุกเวลาเรามีแต่ความปรารถนาดีต่อเขา ทั้งความคิด การกระทำ แม้กระทั่งคำพูด เราพูดถึงเขาอย่างรักใคร่ อย่างเอ็นดู นับถือ คนฟังต้องรู้ได้ว่าเขามีความหมายกับเราแค่ไหน และบางคนจะพลอยมีความสุขล้นเหลือเมื่อเห็นเรามีความสุขขนาดนั้น

อนิจจังไม่เที่ยง

ณ ขณะรักไม่อยู่กับเราตลอดกาล เช่นเดียวกับลมหายใจของเราเองที่ไม่อาจหยุดอยู่ที่จังหวะหายใจเข้า หรือหายใจออก แต่เมื่อหายใจเข้าแล้วก็ต้องออก เสร็จแล้วก็ต้องหายใจเข้าและออกอีก

เมื่อความรู้สึกรักเปลี่ยนไป ก็เหมือนอาหารอร่อยที่สุด ในเวลาที่เลยจุดที่จะกินได้อร่อยที่สุดไปแล้ว เหมือนกาแฟร้อนหอมกรุ่นที่เจ้าของมัวแต่อ่านเฟซบุ๊คจนลืมจิบ ไอศกรีมรัมเรซินละลาย ไม่เหลือเค้าของกลิ่นรสและเท็กซ์เจอร์ที่เคยปรนเปรออารมณ์ความรู้สึกในปาก เหมือนปาท่องโก๋ชืด แข็ง และเหนียว ฟัวกราส์เย็นๆ เลี่ยน และเค็ม ที่แม้แต่การนำไปอุ่นก็ช่วยอะไรไม่ได้

เราพลอยลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยรักเขาอย่างไร

คนเคยรักกันทำร้ายกันได้อย่างไร?
เชือดเฉือนกันด้วยคำพูด ทำลายกันด้วยการว่าร้าย และฆ่ากันด้วยการหลอกลวง

ถ้าความรักเปลี่ยนไปได้โหดร้ายขนาดนั้น
ฉันคิดว่าฉันคงไม่อยากรักใครอีกแล้ว

หมายเหตุ:
1.ขออุทิศความดีงามของความรัก(ถ้ามันยังพอมีเหลืออยู่)แด่น้องชายผู้จากไป
2.วันนี้ฉันไม่ได้ปั่นจักรยานและกอดแมว

21 days, my journey back to life (day4/21)

มาตรฐาน

Day 4 : อังคาร 4 กุมภาพันธ์ 2557
image

วันนี้ต้องไปทำงานแล้ว แต่ปัญหาในการนอน คือนอนไม่หลับและตื่นกลางดึกทำให้รู้สึกเพลียเกินกว่าจะปั่น บอกตัวเองอย่างนั้น วันนี้อยากใส่กระโปรงกับส้นสูง แต่หากระโปรงตัวที่อยากใส่ไม่เจอ แถมออกจากบ้านสาย ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์วิน เลยจบที่กางเกงกับรองเท้าส้นสูง เดินผ่านเวทีอโศกตอนเช้าๆ รู้สึกละอายใจ เพราะระหว่างที่ฉันมัวหมกมุุ่นครุ่นคิดกับเรื่องส่วนตัว หลายคนก็กำลังเสียสละความสุขสบายของการอยู่บ้านเพื่อเรื่องส่วนรวม

โดยไม่ต้องควานหาข้อมูลเอง ฉันได้รับรายงานจากพี่น้องเพื่อนฝูง เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเขาในเฟซบุ๊ค การปรากฏตัวของหญิงสาวคนใหม่ น้องสาวคนสนิท 2 คน ส่งข้อความมาอย่างมีอารมณ์ แต่ที่น่าสนใจคือมุมมองของน้องชาย

น้องชายฉันคนนี้เป็นเพื่อนร่วมงานคนเดียวที่ได้เจอเขาและมีได้คุยกัน น้องบอกว่า เรื่องนี้มันไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก ก็แค่ผู้ชายชั่ว ที่เขาทิ้งพี่ไป ก็เพื่อไปหาผู้หญิงใหม่ เพราะคิดว่าขืนคบนานกว่านี้ ลึกซึ้งกว่านี้จะมีปัญหา-เชื่อผมสิพี่ ผมก็เคยทำ- น้องบอกก่อนสั่งว่าอย่าคิดมาก เรื่องมันจบแค่ตรงนี้ก็ดีแล้ว

ถ้าเป็นอย่างน้องบอก ไม่รู้ว่าเขาใจร้ายไป หรือฉันอ่อนหัดเกินไปกันแน่

ทบทวนให้น้องฟังอีกครั้ง ยืนยันความรู้สึก ยืนกรานว่าเชื่อว่าช่วงหนึ่งเขาอาจจะเคยรักฉันจริงๆ น้องบอก – พี่ครับ ถ้าเขารักพี่จริง เขาจะเลือกอีกคนหรือครับ? ถ้อยคำสวยหรูแบบนี้ ถุ้ย คำพวกนั้นผมก็พิมพ์ได้ครับ

…ฉันมีเหตุผลเพียงพอจะเสียใจอย่างจริงจังแล้วใช่ไหม?

เลิกงานฉันตรงไปลิโด้ อยากอยู่กับตัวเองบ้าง ชดเชยช่วงเวลาเกือบเดือนที่แทบไม่ได้อยู่คนเดียว หนัง Dallas Buyers Club ให้อะไรกับฉันมากมาย รู้สึกดีที่ได้ดู เพื่อจะได้คิด และเห็นค่าของการยังมีชีวิตอยู่ แต่ออกจากโรงแล้วฉันก็ต้องช็อคอีกครั้งในรอบสัปดาห์ เพื่อนสนิทส่งข้อความมาจากแดนไกล น้องชายของเธอตายแล้ว

ง่ายเกินไปไหม?

ฉันนึกถึงเขา คนที่ฉันยังรักและห่วงหาอาทร แม้จะรู้ว่าเขาน่าจะไม่ได้รักและรู้สึกดีกับฉันเช่นที่เคยบอก ฉันนึกถึงช่วงที่เริ่มตระหนักถึงถึงสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้ ซึ่งแทบจะมากมายกว่าที่เคยได้รับจากผู้ชายที่คบด้วยตลอดชีวิตรวมกัน ฉันเคยรู้สึกว่ามันดีจนน่ากลัว น่ากลัวว่าวันหนึ่งฉันจะถูกทิ้งเพราะเขาตายจาก

และแล้วฉันก็ถูกเขาทิ้งไปจริงๆ โดยที่ยังไม่ได้ตายจาก

ฉันเป็นห่วง ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ กำลังเสียเวลาที่มีอยู่จำกัดกับการหลงทางชีวิตหรือเปล่า ความสัมพันธ์ที่เขากำลังสานต่อมันเกิดจากความรู้สึก จากใจจริง หรือเกิดจากการบอกว่าตัวเองรู้สึก เช่นเดียวกับตอนที่เขาอยู่กับฉัน?

ฉันเป็นอะไร? ตอนแรกไม่ได้คิดจะรัก แต่แล้วก็รัก และแม้จะรู้สาเหตุ(ที่เป็นไปได้)แล้ว ว่าทำไมเขาจากไป แต่ก็ยังเป็นห่วงเขาอยู่

ฉันโง่ใช่ไหม? แล้วฉันจะเป็นอย่างนี้อีกนานไหม?

21 days, my journey back to life (day2/21)

มาตรฐาน

image

Day 2: อาทิตย์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

หลังจากพี่น้องและบรรดาคนรักใคร่ห่วงใยกันทราบว่าฉันร้องไห้อย่างหนักในบ่ายวันศุกร์ ก็ชวนไปโน่นไปนี่มากมาย สำหรับวันนี้ จากที่กะไว้ว่าจะปั่นจักรยานจากบ้านไปกราบพระแก้วมรกตดังที่เคยทำทุกครั้งเมื่อรู้สึกเสียขวัญ จากนั้นก็ไปบ้านทะเล กินแพนเค้กกล้วยหอมกับกาแฟ ค้างสักคืน เช้าวันจันทร์ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางใหม่ของพ่อทะเล ก่อนเที่ยงค่อยกลับบ้าน วันจันทร์ฉันว่าง ลาไว้แล้วสำหรับการไปเชียงใหม่ แต่ที่สุดแล้วฉันเปลี่ยนใจไปอยุธยากับเพื่อน และกลุ่มพี่ๆ ของเพื่อน

ตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง พบที่จุดนัดพบตีห้าครึ่ง เราปั่นสบายๆ ไปหัวลำโพง รถแทบไม่มีเลย และถนนก็สว่างเท่ากับตอนเรากลับบ้านตอนค่ำๆ เราทำความเร็วได้ดีจนสามารถแวะนั่งแทะแซนด์วิชไส้กรอกชีสแกล้มหน้าเซเว่นอีเลเว่นแถวๆ คลองเตย หัวลำโพงมีคนเยอะตั้งแต่หกโมงครึ่ง เราซื้อตั๋ว และทำเรื่องสัมภาระให้จักรยานทั้งสองคัน

เหมือนมีคนปลอบใจ แม้จะอดเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวเชียงใหม่ในคืนวันศุกร์ แต่เช้าวันอาทิตย์ยังได้แก้มือด้วยการไปปั่นเที่ยวอยุธยา เช้านี้อากาศไม่ค่อยเย็นแล้ว จึงมีหมอกค้างอยู่จนสาย ดูเหมือนพระอาทิตย์เริ่มทอแสงจนสว่างดีเมื่อรถดอนเมือง แต่พอไปถึงรังสิต ผ่านทุ่งหญ้ารกร้างข้างทาง หมอกยังลงจัดจนเหมือนกับมีบางส่วนไหลเข้ามาในโบกี้รถเสบียงที่ฉันนั่งอยู่กับเพื่อน เหมือนที่คิดไว้ว่าจะได้จับหมอกบนรถด่วนสายเหนือขบวนที่อยากไป

ในที่นั่งชั้น 3 เพื่อนเล่าเรื่องผู้ชายของเพื่อนซึ่งมีส่วนร่วมกับเรื่องผู้ชายของฉันเหมือนกัน ขำดี ที่แท้แล้วคนเราก็รักคนอื่นเพราะว่ารักตัวเอง  

ถึงอยุธยาไม่ช้ากว่ากำหนดนัก แต่พอถึงแล้วก็เริ่มร้อนทันที ยังไม่ทันเข้าเขตโบราณสถานก็รู้ได้ว่าอยุธยาร้อนมากทั้งแดดและอากาศ บางตอนมีรถเยอะ แต่ไม่ยากจะปั่น เขาทำรถมาให้ฉันดีจริง Serene ผู้เป็น Serendipity ของฉันไม่เกเรและเป็นภาระเลย ตั้งแต่ยกขึ้นโบกี้สัมภาระ ตระเวนไปรอบเมืองทั้งบนถนนเรียบในเขตชุมชนและเส้นทางขรุขระโรยหินรอบๆ โบราณสถาน ทริปนี้มีชาวคณะยางแตกคนหนึ่ง ด้วยฤทธิ์ไม้เสียบลูกชิ้น แต่ซีรีนปลอดภัยดี ขากลับเราต้องรอรถไฟขบวนที่ตู้สัมภาระมีพื้นที่ว่างพอจะขนจักรยาน เลยมาถึงกรุงเทพฯ เกือบดึก ฉันกับเพื่อนจึงตัดสินใจลงรถไฟที่สถานีสามเสน ปั่นต่อมาขึ้นบีทีเอสที่สถานีอารีย์ ฉันยกซีรีนโดยไม่ลำบาก ถึงอ่อนนุชแล้วเราปั่นต่อกลับบ้าน ครั้งนี้เราเดินทางกันสองคน ก็อดคิดถึงสมาชิกที่หายไปจากวันไปรอเครปป้าเฉื่อยไม่ได้ แต่เหลือสองคนก็ยังดีกว่ามาคนเดียวจริงไหม

วันนี้ได้ไหว้พระหลายวัด ฉันผู้แทบไม่เคยอธิษฐานขออะไรจากพระ คราวนี้มาอย่างคนเสียขวัญ หวังพึ่งบุญบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบตัวเต็มที่ ขอให้ท่านคุ้มครองฉัน ถ้าเขาคือคู่ ขออย่าให้คลาดแคล้วหลุดลอย แต่ถ้าไม่ใช่ ไม่สมกันในแง่ใดก็ตาม ขอให้เราสองคนแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง อย่าได้เกี่ยวข้องกันอีก

พระอยุธยาศักดิ์สิทธิ์สมกับที่ผู้คนศรัทธา วันนี้ช่วงเที่ยงฉันเห็นภาพที่เขาโพสต์ในเฟสบุ๊ค ฉันถามไป ว่าใครช่วยถ่ายให้ ไม่มีคำตอบจากเขา ตกค่ำ ฉันเขียนขอบคุณที่เขาทำซีรีนให้ปั่น และเซ็ตอัพตำแหน่งอานให้ใหม่ ฉันปั่นนานแต่ไม่ปวดหลังแล้ว แต่ยังติดปัญหาเล็กน้อยระหว่างเปลี่ยนเกียร์ ฯลฯ เขาอ่านแล้วเฉย ยังคงไม่ตอบ

วันนี้เป็นวันที่ฉันไม่ร้องไห้แล้ว แต่คำถามที่ไร้คำตอบของเขาทำให้ฉันรู้สึกโง่ราวกับเพิ่งร้องไห้ชุดใหญ่ ความรู้สึกโง่ทึบทำให้ฉันเริ่มเปิดตาตื่น ถามตัวเองว่ากำลังทำโง่อะไรอยู่ จนคิดได้ว่านี่เป็นครั้งที่ควรบันทึกความโง่ของตัวเองเอาไว้เป็นบทเรียน จะได้ไม่ลืมง่ายๆ และพลาดได้อีกครั้ง จึงเริ่มเขียนบล็อกตอนที่ 0/21 ในคืนนี้
image

 

(ทริปนี้คงจะเป็นทริปที่ฉันโชคดี กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ไม่เหนื่อยมาก แต่แม่เพื่อนผู้เป็นไบค์เมตของฉันต่างกัน หลังแยกกัน ยางเธอแตกก่อนถึงบ้านประมาณ 1 กิโลเมตร ทราบข่าวจากเฟสบุ๊คว่าเมื่อวานนี้เขาก็ยางแตกเหมือนกัน ใกล้แยกอ่อนนุช แถวๆ บ้านฉันเลย จะเกี่ยวกับเรื่องที่เขาทำฉันร้องไห้จนหูอื้อ หายใจไม่ออกหรือไม่ ฉันไม่รู้ได้นะ)

 

21 days, my journey back to life (day1/21)

มาตรฐาน

day 1: เสาร์ 1 กุมภาพันธ์ 2557

image

ฉันเขียนสเตตัสนี้สำหรับทุกคน ยกเว้นเขา ในตอนสาย หลังจากกลับจากบึงหนองบอนแล้ว เมื่อวานนี้ระหว่างมองตากันในกระจก ช่างตัดผมคนดีกุมไหล่ทั้งสองข้างของฉันแล้วบอก อย่าร้องไห้มาก พรุ่งนี้อาจมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น

เมื่อคืนอาจไม่ได้ร้องไห้จนหลับไป แต่ฉันนอนไม่หลับเลย ตื่นมาพิมพ์ข้อความโง่ๆ ถึงเขา และวันนี้ก็ตื่นเองตั้งแต่ยังไม่สว่าง แค่พาร่างตัวเองลุกขึ้นมาได้จึงน่านับเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง

ในเมื่อเดือนมกราคมของฉันเหมือนหายไปในโลกความฝัน ฉันจึงอยากเริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ด้วยความจริง มกราคมที่มีเขาเริ่มต้นที่บึงหนองบอน ฉันจึงเริ่มต้นกุมภาพันธ์ที่จะไม่มีเขาที่บึงหนองบอนอีกครั้ง ฉันปั่นซีรีนผ่านจุดนัดพบของเราเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ใช่. . . แค่อาทิตย์เดียวก่อนหน้านี้ที่เรายังมีช่วงเวลางดงามร่วมกัน กุมมือกันเดินซื้ออาหารในตลาด ปั่นจักรยานเคียงข้างอย่างเชื่องช้า  และเขายังนอนหนุนตักฉันอยู่เลย น่าขำไหม

นี่เป็นเวลาเช้ากว่าเดิม หมอกทำให้อากาศเย็น แต่การปั่นจักรยานทำให้เราอุ่นขึ้นเสมอ ฉันไปทันพระอาทิตย์โผล่สวยๆ พ้นผืนหมอกหนักที่คลุมผิวน้ำให้แบนเรียบเป็นกระจก อาทิตย์ที่แล้วเรายังยืนดูเป็ดตัวเล็กว่ายแหวกผิวเรียบๆ นั้นแล้วดำหายไปโผล่อีกจุดหนึ่ง ภาพนี้สวยงามเกินจะบรรยายหรือบันทึกไว้ได้ทัน แต่เชื่อว่ามันถูกบ้นทึกแล้วในความทรงจำของเราสองคน

ฉันหยุดแล้วถ่ายภาพซีรีนกับพระอาทิตย์ ไม่คิดว่าจะมีภาพตัวเองกับแสงอาทิตย์ทรงพลังนี้ด้วย แต่ก็มี เมื่อพบว่าพี่ชายเพื่อนกับเพื่อนๆ มาหยุดรถที่ด้านหลัง นี่คงเป็นเรื่องดีๆ เรื่องที่สอง

ฉันไม่รู้สึกเหงา แต่เมื่อเจอพี่ๆ ก็รู้สึกคึกครื้นขึ้น พี่เจี๊ยบไม่ได้แซวอะไรเรื่องเขา รู้ทีหลังว่าชมพู่บอกแล้ว ฉันดีใจกับความรอบคอบของเพื่อน เพราะถ้าพี่เจี๊ยบแซวหรือถามถึง ฉันอาจต้องร้องไห้ที่บึงหนองบอน ฉันไม่อยากร้องไห้ที่นี่

เช้านี้เก็บไฟล์ความทรงจำงดงามได้หลายไฟล์ บรรยากาศอบอุ่นแบบเป็นตัวของตัวเองของบึงหนองบอนควรจะทำให้ฉันอิ่มกลับบ้าน แต่เมื่อฉันย้อนกลับไปทางตลาดนัดรถไฟ เพื่อจะแวะดูร้านกาแฟของเขาซึ่งเข้าใจว่าถูกเก็บเรียบร้อยแล้วเป็นครั้งสุดท้าย กลับทำให้ใจฉันวาบโหวงขึ้นอีกครั้ง

สองวันที่รู้ว่าเขาลงมือเก็บร้าน ที่จริงแทบจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยเดิมเลย หม้อไห หนังสือ ภาพถ่ายบนผนัง ตาชั่งของฉันที่เขาใช้ทำขนมเมื่อวานนี้ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ มีฝุ่นแป้งกระจายอยู่บนนั้น จักรยานของเขาที่ถูกจอดอยู่ในร้านเหมือนจะตะโกนอะไรออกมา แต่ฉันไม่ได้ยิน ฉันรักการตอบสนองของจักรยานคันนี้ และมันก็ชอบฉัน ฉันรู้ได้ เสียใจที่เราคงไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกันบนถนนอีก

เขาปดฉัน มันเจ็บเมื่อรู้อย่างนี้ แต่ฉันจะทำอะไรได้ เกลียดความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเขาโดนจับได้ชะมัด

ไฟล์ภาพอันงดงามและมีค่าถูกเปิดดูอีกครั้งเมื่อถึงบ้าน  และเป็นคำถามที่ไร้คำตอบของฉันนั่นเอง ที่ทำให้ต้องร้องไห้ติดต่อกันเป็นวันที่สอง

image

(ยังดีที่ฉันหักใจออกไปปั่นจักรยาน ทั้งที่กลัวว่าซีรีนจะทำให้คิดถึงเขา แท้ที่จริงวันนี้แทบจะเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าซีรีนเห็นใจ เธอไม่เกเร และพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นจักรยานปั่นสนุกที่สุดคันหนึ่งที่ฉันได้รู้จัก)