Category Archives: ผู้หญิง

นักเรียนคนแรก

มาตรฐาน

ฉันสมัครเรียนโยคะเพราะอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโยคะอาสนะที่เทียวเข้าเทียวออกสตูดิโอฝึกอยู่เรื่อย ห่างบ้างถี่บ้างตามเวลา โอกาส และแรงฮึด ตอนแรกแค่อยากรู้ว่าจะฝึกกันไปทำไม จะฝึกไปให้ได้อะไร มิได้มีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะ เนื่องจากเล็งแล้วว่าอาชีพครูโยคะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ คนหยาบๆ อย่างฉันคงไม่ไหวจะทน

แต่เมื่อได้ไปเรียน ฉันเห็นสิ่งใหม่ ทั้งครู เพื่อน และเนื้อแท้ของศาสตร์โบราณแห่งโยคะทำให้ฉันมองมนุษย์เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” ยิ่งกว่าที่แผ่เมตตามาตลอดชีวิต

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ อยากจะหยุดหายใจก็ทำไม่ได้ ตอนที่หมดสิทธิ์จะหายใจแล้ว จะเริ่มหายใจอีกครั้งก็ไม่ได้ 
แล้วจะไปอะไรมากมายกับมัน จะสะสมอะไรไปเยอะแยะ จะอยากได้ใคร่ดีอะไรนัก 

ฉันเริ่มอยากทำอะไรบางอย่าง เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นการแบ่งปันกระมัง อยากแบ่งปันสักเสี้ยวส่วนของแก่นแท้อันประเสริฐดีงามของศาสตร์โยคะ ให้กับคนที่ฉันรัก ผูกพัน ได้สัมผัส เรียนรู้ เผื่อเขาจะได้นำไปให้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตใจตัวเอง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบกายของเขา เหมือนที่ฉันได้รับ และอยากแบ่ง

ในขณะที่รอคอยโอกาสนี่อยู่เงียบๆ โอกาสและเวลาของเราก็มาประจวบเหมาะกันนะโอ๋

โอ๋เป็นน้องสาวคนละพ่อแม่ที่เติบโตมาด้วยกัน เราพบ และคบกันมาตั้งแต่โอ๋ยังเป็นสาวน้อย ฉันร่วมเป็นพยานในหลายโอกาสของชีวิตน้อง ตั้งแต่นางเริ่มรู้จักความรัก แต่งงาน มีลูก โอ๋ลูกสองแล้ว ก็เด็กชายทั้งสองในภาพนั่นไง 

เวลาผ่านไปหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกาย โอ๋กำลังตั้งใจแน่วแน่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นางก็เลยได้มาเป็นนักเรียนคนเแรกของฉัน

ดีใจที่โอ๋มาเป็นนักเรียนคนแรก ยินดีที่เห็นความตั้งใจของโอ๋ อยากจะขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ฉันมีวันนี้ วันที่พอมีอะไรจะแบ่งปันให้กับคนที่กำลังมองหา

รักแกนะโอ๋ เรามาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เริ่มรักและเอาใจใส่สังขารกันนะ จะได้อยู่เป็นซิสเตอร์กันอย่างนี้ไปนานๆ

on reading: ลำเนาป่า

มาตรฐาน

image

เข้าใจว่า “ลำเนาป่า” เป็นหนังสือที่คนรุ่นเดียวกันจำนวนไม่น้อยอ่านจบแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อาจเพราะหนังสือเล่มนี้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน สำหรับกลุ่มเด็กวัย 13-18 ปี ค่าที่ผู้เขียนใช้ศัพท์สำนวนไพเราะนัก

ฉัน ผู้ซึ่งไม่ได้อ่าน แต่ได้ยินเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ พูดถึงกันอย่างหนาหู เมื่อโตขึ้นมาถึงวัยมหา’ลัยจึงไปหาหนังสือเล่มนี้มาไว้บ้าง รู้สึกจะมีฉบับพิมพ์ครั้งแรกกับเขาด้วย แล้วก็ทำหาย จึงซื้อใหม่เป็นปกนี้ จัดว่าเป็นหนังสือที่อยากอ่าน แต่ก็ทิ้งให้มันนอนรอฉันเปิดอ่านอยู่อย่างนี้ จนกระทั่ง. . .

จนกระทั่งผู้ชายคนหนึ่งที่มีโอกาสได้คุยกันในเวลาสั้นๆ โดยยังไม่มีโอกาสเจอกันตัวเป็นๆ มาทักว่า ฉันทำให้เขานึกถึงนางเอกในหนังเรื่อง “คือฉัน” (พ.ศ. 2533) หนังไทยสมัยสันติสุข พรหมศิริ ยังเป็นพระเอกขึ้นหม้อ ซึ่งสร้างมาจาก “ลำเนาป่า” นั่นทำให้ฉันไปค้นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้อ่าน รอให้อ่านเล่มที่ on reading อยู่จริงๆ ขณะนั้นจบเสียก่อน

พอเริ่มก็ใช้เวลาไม่นาน ก็หนังสือมันเล่มนิดเดียว และใจความไม่มีอะไรมากเลย ยิ่งมาอ่าน ณ ตอนที่แก่ป่านนี้แล้วยิ่งรู้สึกสงสัย ว่านอกจากศัพท์สำนวนไพเราะละลานตาเสนาะหูด้วยคลังคำมหาศาลของ ศิเรมอร อุณหธูป แล้ว นอกจากอุดมการณ์และความแน่วแน่ของลำเนาแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีอื่นใดที่คบกริบ น่าจับใจกว่านี้อีกไหม

คิดแล้วก็คงมีเท่านี้

ที่ไม่โดนเท่าไหร่ คงเพราะฉันอ่าน “ลำเนาป่า” ช้าไปมาก คือมาอ่านเอาตอนที่รู้จัก เข้าใจตัวเองดีแล้ว มาอ่านในวันที่บอกตัวเองว่าไม่แคร์แล้วว่าจะหาเจอไหม ผู้ชายคนที่รักและอยากใช้ชีวิตร่วมด้วย ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่ประเด็นแล้วว่าหากได้พบเจอเขาคนนั้น (ผู้ให้เกียรติฉันพอๆ กับที่เขาให้เกียรติตัวเอง) ฉันจะแต่งงานกับเขาดี หรือเราจะอยู่ด้วยกันด้วยความรักและซื่อสัตย์ล้วนๆ ไม่ต้องผูดมัดรัดกันไว้ด้วยทะเบียนสมรส หรือให้กำเนิดชีวิตที่เรียกว่าลูกเพื่อใช้เป็น “โซ่ทองคล้องใจ” อะไรทำนองนั้น

ตัวตนของลำเนาในหนังสือจึงไม่ใช่สิ่งสง่างามยิ่งใหญ่อะไรนักในสายตาผู้หญิงวัยฉัน ยิ่งฉันใช้ชีวิตในสังคมที่พัฒนามาซับซ้อนหลายชั้น ไกลจากโลกวันที่ลำเนารักกับชด ลำเนาที่ฉันเพิ่งรู้จักจึง แน่นอนว่าเป็นผู้หญิงน่านับถือคนหนึ่ง รู้จักตัวเอง มั่นใจในตัวเอง และกล้าพอจะยอมเสียโอกาสที่จะได้อยู่กับคนรัก เพื่อให้ได้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ

แต่ลำเนาไม่ใช่ผู้หญิงแปลก เป็นวีรสตรีเด่นดีอะไร เพราะที่จริงผู้หญิงทุกบนโลกคนควรเลือก และกำหนดชีวิตตัวเองได้แบบลำเนา

แล้วฉันก็มาคิดว่าฉันทำให้เขา (ผู้ซึ่งมีโอกาสคุยกันเพียงผิวเผินแต่ยังไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ) นึกถึงลำเนาตรงไหน เฉพาะเรื่องวัยก็ไกลจากกันมาเยอะแล้ว และฉันก็แค่นักสุขนิยม ติดสุข ไม่มีปัญหากับแสงสี ทำงานในเมือง ไม่เกลียดกรุงเทพ ไม่ได้ชังรถติดขนาดลำเนา เป็นพนักงานบริษัทมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ได้เป็นคนเจ้าอุดมการณ์และเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อคนด้อยโอกาสขนาดลำเนา ส่วนเรื่องความคาดหวังจะได้แต่งงานไหม จะคบกันยังไง ฉันกับเขาก็ยังกันไปไม่ถึงตรงนั้น และเอาเข้าจริงฉันยังไม่รู้หรอกว่าจะออกแบบชีวิตช่วงนั้นอย่างไร (ถ้ามีโอกาสมีนะ) ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีใครกล้ามาขอฉันไปเป็นเมียไหม หุหุ

ก็เลยสงสัยว่าจะมีแค่ผมหยิกฟูนี่ละมั้ง ที่ฉันทำให้เขานึกถึงลำเนา

เป็นเรื่องของ “เปลือก” ล้วนๆ เลยนะนั่น

on reading: แผลเก่า

มาตรฐาน

image

โตไม่ทันดูหนัง “แผลเก่า” เวอร์ชั่นตำนาน ที่ เชิด ทรงศรี กำกับ สรพงษ์ ชาตรี เป็น “ขวัญ” นันทนา เงากระจ่าง เป็น “เรียม” ออกฉายต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2521 ละเม็งละครที่เขารีเมคขึ้นมาฉายทางโทรทัศน์ก็ได้ดูบ้างไม่ได้ดูบ้าง ไม่ปะติดปะต่อ จับใจความไม่ได้ แต่ถ้าจะพูดถึงเพลงอย่าง ขวัญเรียม, แสนแสบ และลำนำแผลเก่า ละก็ ฟังแม่ร้องมาจนคุ้นหู แต่นั่นก็ห่างไปนานละ

ไม่นานมานี้ไปพบไฟล์เพลง “ลำนำแผลเก่า” ในยูทูบ เสียงร้องของไพรวัลย์ ลูกเพชร เพราะกินใจมาก ทำให้ฉันซึ่งเข้าใจว่าตัวเองยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ เกิดอยากรู้จริงจังว่าเรื่องมันเป็นยังไงนะ ทำไมขวัญถึงต้องคอยเรียม แบบ …คอยแล้ว…..คอยเล่า… เหมือนในเพลง ก็ลองหาหนังดู เจอในยูทูบอีก แต่ดูยากจัง ไฟล์ไม่ปะติดปะต่อจนจบ กระนั้นก็พอสัมผัสได้ว่า เฮ้ย ถ้า 36 ปีที่แล้วทำหนังกันได้ขนาดนี้ก็เรียกว่าเทพละ รางวัลสุดยอดภาพยนตร์โศกนาฏกรรมรักในรอบ 10 ปีรับไปเลย

จากนั้นก็อยากรู้ว่าแล้วเรื่องดั้งเดิมล่ะ เป็นยังไง ก็ถามหา ปรากฏว่ามีโชค แทบจะในทันทีนั้นก็เจอฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2537 กระดาษเหลืองกรอบไปบ้าง แต่ยังอ่านจนจบได้อย่างสมบูรณ์ และข่าวใหม่ ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว! (เปิดอ่านปุ๊บจำได้เลย)

ในที่สุดก็ได้เข้าใจเ็ป็นครั้งแรกว่าทำไมเจ้าขวัญถึงคอยเจ้าเรียม

“ไม้ เมืองเดิม” สร้าง ขวัญ นักเลงลูกทุ่งปลายน้ำคลองแสนแสบให้เป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ รักจริง และเด็ดเดี่ยว เมื่อมันบอกว่ารักเรียมก็คือรักจริงๆ รักแบบถ้ามันมีความรักสำหรับผู้หญิงสักคนอยู่ร้อยหน่วย มันให้เรียมทั้งร้อย แถมชีวิตทั้งชีวิตของมันด้วย ยิ่งมีกำแพงอุปสรรคใหญ่หลวงคือความเป็นอริศัตรูของสองครอบครัว ไม่อาจหวังว่าจะมีพ่อกับแม่มาหลั่งน้ำสังข์ ให้ศีลให้พรในวันมงคลสมรส มันยิ่งประกาศต่อเรียมว่าความรักของมันนั้นแน่นหนัก ยอมแม้จะเซ่นเลือดสาบานต่อหน้าเจ้าพ่อไทร ดีที่นางเรียมห้ามไว้ ทั้งสองจึงเปลี่ยนเป็นแลกคำสาบานรักโดยมีเจ้าพ่อเป็นพยาน

คนอย่างขวัญเป็นคนมีศักดิ์ศรี เมื่อมันบอกว่ารัก ก็คือรักจริง มันพูดคำไหนคำนั้น เมื่อเรียมหายหน้าไปจึงออกตามหาและรออย่างไร้วิญญาณอยู่ถึง 3 ปี

ข้างเรียม เป็นผู้หญิงบ้านนอก หนังสือไม่ได้เรียนมาก พ่อแม่เลี้ยงดูตามแบบสังคมที่พ่อเป็นใหญ่ ลูกผู้หญิงไม่ได้มีความสำคัญกว่าเป็นแรงงานในบ้านและในนา เมื่อถึงเวลาก็แต่งออกไปแลกค่าสินสอดเข้ามา ไปเป็นแรงงานบ้านผัว ออกลูกออกหลาน ทำงานทำการดูแลบ้านเรือนให้ผัวไป ความรู้อะไรเรียมไม่มี เรื่องสังคมไม่ต้องพูดถึง เพราะตั้งแต่เกิดก็โตอยู่ในท้องนา ริมคลองแสนแสบ งานสังคมเดียวที่พอจะได้ออกก็คงเป็นงานวัดตามเทศกาล กระนั้นแม่ก็สอนเรื่องรักนวลสงวนตัว ให้ระวังโดนผู้ชายหลอก จุดนี้ทำให้นางถามเอากับขวัญ ด้วยกลัวขวัญจะรักไม่จริง ได้แล้วทิ้ง ขวัญจึงมีโอกาสประกาศรักต่อหน้าเจ้าพ่อไทร กลายเป็นโควตคำสาบานซิกเนเจอร์ของ “แผลเก่า” แต่กลับกลายเป็นเรียมเสียเองที่ไม่จริงจังอะไรกับคำสาบานของไอ้หนุ่มลูกทุ่งที่นางเสียความบริสุทธิ์ให้ แถมยังลืมรสรักอันร้อนแรงที่ได้รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิตสาวไปได้ง่ายๆ

ขวัญกับเรียมถูกจับได้ที่ศาลเจ้าพ่อ หลังจากที่สาบานกันเสร็จ ขวัญถูกฟันที่หน้า ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็น “แผลเก่า” ของขวัญ ธรรมดาถ้าโดนกันขนาดนี้ก็ต้องนอนซม ไข้ขึ้น ขวัญก็ไข้ขึ้น แต่ด้วยความคึกรัก มันลอบไปหาเรียมซึ่งถูกพ่อลงโทษด้วยการล่ามไว้ได้ในคืนที่ 2-3 เห็นเรียมถูกลงโทษแบบนั้นก็เจ็บแค้นนัก เลยออกมาดักฟันผู้ชายที่มาติดพันเรียมและเป็นสาเหตุให้มันต้องเจ็บตัวซะจนหนำใจ ก่อนจะแกล้งกลับไปนอนไข้ต่อ ให้พ้นสงสัยจากตำรวจที่มาสอบในวันรุ่งขึ้นตามคำของพยานที่ไม่ได้ถูกฟันจนตายคาที่

ก็อิตอนที่กลับมาซุ่มว่าเป็นไข้เพราะแผลโดนฟันที่หน้านี้แหละ ที่พ่อพาเรียมไปขายให้คุณนายทองคำที่บางกอก คุณนายพบว่าเรียมหน้าเหมือนลูกสาวตัวเองที่ตายจากไปจึงได้ชุบเลี้ยงอย่างดีเหมือนเป็นลูกสาวแท้ๆ เรียมอยู่สบายเสียจนไม่อยากจะกลับไปลำบากที่ท้องไร่ท้องนาบางกะปิอีกแล้ว ใช่สิ ใครจะอยาก อยู่เป็นสาวชาวกรุงแต่งตัวสวยๆ มีทองหยองใส่ วันๆ หลบอยู่ในร่มไม่ต้องกรำแดดตกกล้าเกี่ยวข้าวอยู่ในนา ทนเจ็บเวลาพ่อตี ทนปวดใจเวลาพ่อตีแม่ หรือเวลาโดนพี่ชายถากถาง รวมทั้งตอนโดนหมิ่นศักดิ์ศรีจากผู้ชายรวยกว่าที่มาชอบ (แต่ไม่รู้จะจริงใจกับเราแค่ไหน) ไม่ดีกว่าหรือ

ความสบาย และลีลาจีบของชายคนรักที่เคยเป็นคนรักเก่าของลูกสาวคุณนายทองคำ ทำให้เรียมกลายเป็นสาวชาวกรุง ลืมขวัญและรักของขวัญไปเสียสิ้นในเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นเวลาที่ขวัญไม่ได้อยู่สุขเลย ความร่าเริง ทะลึ่ง มีชีวิตชีวาหายไปหมด งานการก็ไม่ได้ทำเป็นชิ้นอันเพราะมัวแต่คิดจะเข้ากรุงตามหาเรียม

เมื่อถึงวันที่กลับมาเยี่ยมอาการป่วยของแม่ที่บ้านบางกะปิอีกครั้ง อย่างโอ่อ่า ด้วยเรือเร็วจากพระนคร ไม่ใช่เรือแจวอย่างชาวบ้านแถบนั้นเขาใช้กัน เรียมก็มาในลุคใหม่ที่ทำขวัญจำไม่ได้ในนาทีแรก และทำให้โกรธเกรี้ยวมากมายในนาทีต่อมา โกรธจนเรียมเสียววาบ หวั่นไหวจนทนไม่ได้ต้องหนีกลับกันในวันที่มาถึง แต่ต้องกลับมาอีกครั้งเพราะอาการแม่เพียบรอวันตาย

กลับมาครั้งนี้เรียมอยู่เฝ้าแม่ลำพัง จะด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อไทร บรรยากาศเก่าๆ กลิ่นน้ำกลิ่นดิน และน้ำในคลองที่ชวนเคลิ้ม หรือคำรักสไตล์ลูกทุ่งจริงใจของขวัญที่ลอบมาพอก็ตามที่ทำให้นางอ่อนไหวระทดระทวยไปกับความรักของชู้เก่า และไม่รู้จะเอายังไงดีกับชีวิต จะเลือกทางที่เป็นไปได้ คือทำเป็นลืมรักเก่า กลับไปเป็นคุณนายที่บางกอกทั้งๆ รู้ว่าทิ้งผัว หรือจะอยู่ที่นี่ เป็นเมียไอ้ขวัญ คลอดลูกให้มัน ช่วยมันทำนา ทำมาหากิน เลี้ยงลูกกันไป ทั้งๆ ที่เป็นไปไม่ได้หรอก พ่อแม่เกลียดกันจะตายแบบนี้

ขณะที่เรียมเบลออยู่กับหนุ่มกรุงที่ขับเรือมารับกลับ ขวัญผู้บ้าระห่ำซึ่งเกิดน้อยใจเรียมขึ้นมาในบัดดลนั้นก็บันดาลความแค้นเอากับเรือลำงามลำนั้น อุตลุดกันจนถูกเขายิงเอา มันสั่งลากับเรียมซึ่งกำลังเสียสติเพราะผัวถูกยิงแล้วลากสังขารลงน้ำ หวังจะใช้ว่ายข้ามคลองไปตายหน้าศาลเจ้าพ่อไทร ผู้หลักผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่เป็นที่พึ่ง ให้ความอบอุ่นใจแก่มันมากที่สุด เห็นใจและปรานีมันมากที่สุดในความรู้สึก แต่ตะกายขึ้นฝั่งไม่ไหว จมอยู่ตรงนั้น รอเรียมซึ่งร้องกรี๊ดแล้วกระโจนลงน้ำตามไป เสียบคอตัวเองลงกับคมมีดที่ขวัญชูไว้ สิ้นใจตายไปตามกัน ณ สถานที่ที่เคยสาบานรัก

…..

วรรณกรรมสองเรื่องก่อนหน้านี้ คือแผ่นดินของเรา และข้างหลังภาพ ล้วนเป็นเรื่องราวของความรักที่จบเห่ลงเพราะผู้ชายเปลี่ยนไป ฉันเกือบสรุปแล้วเชียวว่าผู้ชายคือตัวปัญหาในความรัก ดีที่ได้มาอ่านแผลเก่าจึงได้รู้ว่าเออ ความสบาย เงินทอง และสังคมที่ได้รับเกียรติมากขึ้นก็ทำให้ผู้หญิงก็เปลี่ยนไปได้เหมือนกัน แต่ไม่อยากจะโทษเรียมเลย ถ้าดูกันให้ดีแล้วในเรื่องทั้งเรื่องนี้ก็มีแต่เรียมที่เป็นมนุษย์ผู้ไม่อาจเลือกชะตากรรมให้ตัวเอง ถูกคนโน้นโยนไปตรงโน้น คนนี้โยนไปตรงนี้ตลอดเวลา

แต่ก็นั่นแหละนะ ถึงขวัญกับเรียมได้อยู่ตำบลเดียวกันเหมือนเดิม ยังรักมั่นต่อกันเหมือนเดิม ฉันก็มองไม่ออกเลยว่าความรักของคนคู่นี้จะลงเอยสวยๆ ได้อีท่าไหน ก็ในเมื่อมีอุปสรรคใหญ่เป็นพ่อเป็นแม่แบบนี้

ถ้าฉันเป็นเรียม ในภาวะแบบนั้นก็ไม่รู้จะเลือกทางไหนเหมือนกัน บางทีตายไปเป็นผีเสียอาจจะมีสิทธิ อิสระและเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตมากกว่า

หมายเหตุ:
-อ่านจบบนเกาะหมาก
-อ่านจบโดยไม่ร้องไห้ แต่เชื่อว่าถ้าได้ดูหนังในโรง ต่อมน้ำตาต้องแตกแน่นอน
-แผลเก่าอาจจะเป็นหนังที่สร้างได้กินใจกว่าอ่านวรรณกรรมเรื่องแรกในประสบการณ์ของฉันนะ อยากดูดีๆ อีกทีจังเลย
-เคยมีสไตลิสต์หนังสือผู้หญิงเล่มดังทักว่าฉันหน้าเหมือนนันทนา เงากระจ่าง
-ก็ไม่รู้สินะ ฉันว่าฉันไม่สวยขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าพูดถึงความดำแบบสาวชาวนา ก็คงพอได้ละมั้ง

on reading: ข้างหลังภาพ

มาตรฐาน

image

‘คู่กรรม’ กับ ‘ข้างหลังภาพ’ เป็นหนังที่ดูมาตลอดชีวิตจนแทบจะท่องไดอาล็อกตอนสำคัญๆ ได้ จะผิดกันบ้างตรงที่ฉันเคยอ่านคู่กรรมจบมาหลายรอบแล้ว แต่กับข้างหลังภาพ แม้จะเก็บสต็อกหนังสือมานานปี และมีในครอบครองถึง 2-3 edition แต่ยังไม่เคยหยิบมาอ่านจริงจังจนจบเลยสักครั้ง

วันนี้ สดๆ ร้อนๆ ต่อจาก ‘แผ่นดินของเรา’ ฉันอ่านจบแล้ว ไม่ไวถึงขนาดอ่านต่อจากแผ่นดินของเราจบอย่างเร็วจี๋หรอก เรียกว่าอ่านมาพร้อมๆ กันจะดีกว่า – -ฉันเป็นคนแบบนี้แหละ จับจด อยากทำอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่พอลงมือก็ละเลียด เชื่องช้า และไม่เคยเคี่ยวเข็ญตัวเองให้อ่านเรื่องที่อ่านค้างอยู่นั้นให้จบเป็นเรื่องๆ ไป รอบตัวก็เลยมีแต่หนังสือที่อ่านไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่มีเรื่องไหนอ่านจบเลยเต็มไปหมด

ข้างหลังภาพ เป็นงานเขียนของ ‘ศรีบูรพา’ หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักโทษการเมือง หนึ่งในตำนานของวงการวรรณกรรมไทยที่เพิ่งถูกเล่าขานเป็นนิทรรศการ “ข้าพเจ้าได้เห็นมา โลกนิยายของศรีบูรพา” ที่เพิ่งได้ไปชมในงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อวานซืน ..ฉันไม่ได้กำลังเล่าชีวประวัติของนักเขียนรายนี้ แต่แค่จะเล่าว่าชีวิตของศรีบูรพาไม่ใช่ชีวิตเรียบง่าย สุขสงบ โรแมนติก งดงามประหนึ่งปูไว้ด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นชีวิตของคนที่หยิ่งในเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นคนชัดเจนในอุดมการณ์ จึงมั่นคงและเที่ยงตรง ชนิดอะไรก็มาเปลี่ยนเขาจากสิ่งที่เขาเชื่อและเลือกจะเป็นไม่ได้ เป็นคนยืนหยัดต่อสู้แบบทระนง ศรีบูรพาโดนจำคุกในข้อหา ‘กบฏสันติภาพ’ ในปี 2495 ได้รับนิรโทษกรรมในปี 2500 แต่ก็ได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศจีน และเสียชีวิตลงในปี 2517 ขณะอายุ 69 ปี

แต่ระหว่างใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แบบนี้เองที่เขาสร้างสรรค์วรรณกรรมมากมาย หลายแนว รวมทั้งนวนิยายรักต่างวัยที่แสนจะประณีต ละเมียดละไม และกินใจเอามากๆ เล่มนี้ ข้างหลังภาพ ถูกเขียนขึ้น ทยอยลงเป็นตอนๆ ในช่วงปี 2480 หลังกลับจากดูงานหนังสือพิมพ์นาน 6 เดือนที่ญี่ปุ่น

การพบกันของ ม.ร.ว. กีรติกับนพพรอยู่ในวิสัยที่อาจเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แม้ในปัจจุบันจะหาสตรีงามพร้อม ดีพร้อม ที่ถูกเก็บงำไว้จนเลยวัยเหมาะสมจะออกเรือนเช่นคุณหญิงกีรติน้อยลง ยุคนี้ผู้หญิงเราอาจจะออกเรือนเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราต้องการ และไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ชายมาทาบทามขอด้วย ถ้าเราพอใจจะเป็นฝ่ายดำเนินเรื่องก่อนได้ แต่เอาเป็นว่าเรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นจากความงดงามที่น่าประทับใจของคุณหญิง ภริยาเพื่อนพ่อผู้มีวัยสูงกว่าเด็กหนุ่มนี่เอง การพบกันของคู่ต่างวัยแบบนี้เกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหมล่ะ? (ขอออกตัวว่าเรื่องนี้ดูไม่เข้าใครออกใคร แต่มันไม่เกี่ยวกับตัวฉันหรอกนะ)

ไม่ว่า ม.ร.ว.กีรติ จะเป็นบุคลิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไหนก็ตาม ต้องขอแสดงความขอบคุณผู้เขียนอย่างจริงใจที่ได้สร้างตัวละครซึ่งน่าจดจำนี้ขึ้นมา ฉันไม่มีข้อกังขาแม้แต่น้อยระหว่างที่อ่านว่าเหตุใดหนุ่มน้อยเช่นนพพรจึงหลงรักคุณหญิงอย่างดื่มด่ำ ที่น่าประทับใจกว่าคือความรู้สึกที่คุณหญิงมีตอบ ศรีบูรพาสร้างสิ่งไร้ตัวตนเช่น ‘ความรักของกีรติ’ ขึ้นในมโนภาพของคนอ่านอย่างชัดเจน เป็นภาพของความสงบนิ่ง อบอุ่น มั่นคง และยิ่งใหญ่ ฉันพลอยยิ้มไปกับความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีต่อความผาสุกที่คุณหญิงมีต่อ ‘ยอดเยาวมิตร’ ของเธอเสมอ อย่างเงียบๆ เรียบๆ ไม่ออกหน้าออกตา

ซึ่งตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบนพพรไม่ได้สำเหนียกเลย..

นพพร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ศรีบูรพาสร้างขึ้นมาได้จริงราวกับมีตัวตนจริงๆ เด็กหนุ่มที่ตกหลุมรักสุภาพสตรีงดงามสมบูรณ์แบบคนแรกที่ได้เจอ ในเวลาอย่างนั้น ในบรรยากาศเช่นนั้น การแสดงความรักอันเร่าร้อน อ่อนไหวไปตามอารมณ์ ความรู้สึกเหมือนหลงทาง รอคอยความรักตอบ ความสับสน ที่ค่อยๆ เจือจาง หายไปกับระยะทางอันห่างไกล และความสนใจในชีวิตที่เปลี่ยนไป จนในที่สุดก็แทบจะลืมไปว่าเคยรู้สึกอย่างไร มากแค่ไหนกับผู้หญิงคนนี้

ฉันนับถือความรักของกีรติ ความเป็นผู้ใหญ่ คำพูดคำจาอ่อนโยน ฉลาดหลักแหลม การควบคุมตัวเอง และการตัดสินใจที่ถูกต้อง เหมาะสม อดไม่ได้เลยที่จะนำความรักต้องห้ามของเธอที่มีต่อนพพรไปเปรียบกับความรักของภัคคินีที่มีต่อนเรนทร์ เทียบกันแล้ว ความรักของกีรติเป็นรักที่เย็นฉ่ำ ยิ่งใหญ่ เพื่ออนาคตของคนรักแล้ว เธออดทน ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวที่อาจมีได้เพื่อไม่ให้เขาไขว้เขว และเรียนหนังสือต่อไปจนประสพความสำเร็จโดยรอคอยอยู่ในที่ทางของเธออย่างสงบเสงี่ยม ในขณะที่ภัคคินีผู้มีความรักเหมือน ‘โคถึกที่คึกพิโรธ’ เลือกที่จะกระโจนตามบัญชาของความรักลงไปในเหว เพียงเพื่อจะได้หลบหนีโลกไปอยู่กับคนรัก ไม่ว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเธอไม่แคร์ขอแค่มีวันนี้กับเขาเท่านั้น

ต่างมีความรักให้ผู้ชายของตัวเองอย่างลึกล้ำ ดื่มด่ำ ต่างฝ่ายต่างเสียสละ แต่ผู้หญิงสองคนนี้มีใครสมหวังกับความรักไหม? ..ไม่มีเลย ใช่เพราะต่างคนต่างจริงจังกับความรักที่มีให้เขามากมายตลอดมาอยู่เพียงฝ่ายเดียวหรือเปล่า?

ขณะที่ฝ่ายชายซึ่งร้อนรนมากมายในยามขอความรักจากเรา พร่ำบอกว่ารักเราเหลือเกิน ยอมทำได้ทุกอย่างขอแค่ได้ฟังคำรักจากเราสักครั้ง ยอมสละสมบัติและทุกสิ่งที่มีในชีวิตเพื่อที่จะได้ครองรักร่วมกับเรา

แต่พอเลยวันเวลานั้นมาไม่นาน เขาก็เปลี่ยนไปเสียแล้ว

หมายเหตุ:
-ขอบคุณ มด ฉันอ่าน ข้างหลังภาพ จบกับฉบับที่เธอส่งมานะจ๊ะ
-อ่านวรรณกรรมโบราณสองเรื่องติด คิดว่านักเขียนสมัยก่อนเขียนหนังสือเทพมาก คำเยอะมาก ประณีตมาก เป็นนายภาษาชนิดที่เขียนอะไรมาก็เชื่อหมดเลย ทำได้ยังไง ทึ่ง!
-ควรจะหางานอื่นๆ ของศรีบูรพาอ่านอีก เพื่อเติมปัญญาใส่สมองอีกนิด รวมทั้ง สาวทรงเสน่ห์ (Pride and Prejudice แปลโดยจูเลียต- -ชนิด สายประดิษฐ์ คู่ชีวิตของศรีบูรพา) อีกเล่มที่ชอบและอ่านจบแล้ว
-แต่ไม่รู้สินะ ช่วงนี้คิดถึง ‘คำพิพากษา’ ตะหงิดๆ อย่างไรไม่ทราบ 😉

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (4) : เริ่มต้นพึ่งตัวเองด้วยการหัดปะยาง

มาตรฐาน

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

image

ติดกระเป๋าทัวริ่งให้คาร์เมนแล้วไปปั่นลองกันเมื่อเย็นวันเสาร์ กลับบ้านมา ยางหลังคงค่อยๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้เอาตอนค่ำๆ ว่าแบนแต๊ดแต๋ไปแล้วเรียบร้อย

คิดๆๆ จะถอดล้อหลังยังไง ต้องใช้ประแจใช่ไหม ไหนจะต้องใส่คืนเข้าไปอีก …อืมม์
แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าไม่ต้องถอดล้อหรอกก็แงะยางนอกออกมาจุ่มยางในแช่น้ำ หาจุดรั่ว ปะซะ แล้วก็ใส่ยางกลับ เออ …ใช่ ยางแบนอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ต้องรีบถอดล้อมาเปลี่ยนยางในเพื่อให้ไปต่อได้เร็วๆ  แล้วค่อยเก็บยางเส้นเดิมมาปะเหมือนกรณียางแบนตอนกำลังปั่นนี่นา

ทำใจอยู่ 3 คืน ก่อนจะตัดสินใจลงมือคืนนี้

แวะซื้อกาวปะยางแบบเป็นกระป๋อง น้องสาวร้านอุปกรณ์ก่อสร้างในซอยแนะนำว่าใช้แบบหลอดดีกว่า (ถึงจะโคตรแพงกว่า) เพราะกระป๋องถ้าใช้ไม่ทันมันจะแห้งซะก่อน รักน้องที่รู้จักสินค้าและรู้จักแนะนำ เลยขนซื้อมาทั้งกาว แผ่นแปะ และกระดาษทรายน้ำ ทั้งๆ ที่ของทั้งหมดนั้นที่บ้านก็มีอยู่บาน (มีแต่คนให้) ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปการปะยางสำหรับฉันมันจะง่ายเหมือนบีบสิวเลย อุปกรณ์ขอมีเยอะไว้ให้อุ่นใจละกัน

เริ่มไงดี ไล่ลมที่เหลือออกมา บีบนวดยางนอกให้นิ่ม (คิดเองอะ) แล้วเริ่มงัด

คือ ล้อที่ยังติดอยู่กับรถช่างงัดยาก น้ำตาจะไหล เจ็บมือ กลัวที่งัดยางหักกระเด็นใส่หน้า เลยหลับหูหลับตางัดไป งัดด้านซ้ายไม่ได้ ย้ายมางัดด้านขวา เออออก อ้าว แต่มันติดเบรก ซวยละ เบรกแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะแกะยังไง นี่ต่อให้ตัดสินใจถอดล้อตอนนี้ก็ปลดเบรกไม่เป็นนะเนี่ย!

เลยงมแงะยางในออกมาจากยางนอกทั้งๆ ที่ล้อยังอยู่กับตัวรถไปด้วยวิธีง่อยๆ ที่คงไม่มีใครเคยโพสต์ไว้ในยูทูบ มันก็แงะได้อยู่ แต่เสียเวลาและไม่ถนัดสุดๆ

พอยางในออกมาหมด ลองสูบลมเข้าไปก็ได้ยินเสียง..ฟี้…ถนัดชัดโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ รูเล็กๆ ถัดจากขอบแผลเดิมมาหน่อย เอ อย่างนี้จะเป็นได้ว่าด้านในของยางนอกบริเวณนี้มีเศษอะไรเล็กๆ ฝังอยู่แล้วคอยตำยางในหรือเปล่า

แต่ลูบแล้วก็ไม่เจออะไรนี่นะ

จากนั้นก็ขัดรอบๆ แผลด้วยกระดาษทราย (ทั้งหมดใช้ชุดที่พี่เต้ยให้มา-ถามว่าแล้วเธอจะซื้อของใหม่มาเพื่อ? …อ๋อ ก็น้องเขาคนขายน่ารัก!) แล้วปะ

การปะยางเป็นอะไรที่ง่ายจะตาย ถ้าเทียบกับการถอดล้อ งัดยาง ใส่เข้าไปใหม่ให้จุกลมมันตั้งตรง แล้วก็ประกอบล้อกลับที่เดิมโดยเบรกและระบบเกียร์ไม่เดี้ยงอะนะ

เพราะกระบวนการพวกนั้นมันต้องการความเข้าใจเรื่องกลไก ทักษะการใช้เครื่องมือ การออกแรงอย่างแม่นยำ และต้องการมือที่แข็งแรงๆ ฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลยเจ็บมือไปหมดแล้ว

เริ่มลงมือใกล้สามทุ่ม กว่าจะเสร็จสี่ทุ่มครึ่ง

ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองมันไม่ง่าย แต่ถ้าได้ทำบ่อยขึ้นก็คงเก่งขึ้น เหมือนทุกวันนี้ที่ปั่นจักรยานบ่อยขึ้น ฉันก็ปั่นเก่งขึ้น เรี่ยวแรงคงตัวขึ้น

ฝันสวยๆ ว่าถ้าตัวเองจัดการกับปัญหาเรื่องยางแบนยางแตกได้เหมือนบีบสิวเมื่อไหร่จะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวที่ที่อยากไป

ถึงตอนนั้นไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อน (ช่วยปะยาง) ฉันก็คงไม่แคร์!

#ยักไหล่

จักรยานฝึกให้ฉันเชื่อง (3) : ผู้หญิงในอุดมคติ

มาตรฐาน

IMG_20131125_071839

อาจเป็นสิ่งแวดล้อมที่ฉันเติบโตมาหล่อหลอมให้ฉันเป็นคนแบบที่เป็น คือไม่ได้เห่อเหิมกระหายจะใช้ของใหม่ของสวย ของมียี่ห้อที่แขวนโชว์ในวินโดว์ดิสเพลย์ สิ่งของที่ดึงดูดฉันคือของใช้เก่าแก่บ้าง เก่าเก็บบ้าง ซึ่งล้วนแต่ผ่านกาลเวลา ของใช้เก่าของพ่อแม่ที่ซุกอยู่ในตู้ อยู่ในกล่อง ก้นลิ้นชัก เสื้อผ้ามือสองในตลาดนัด มาถึงจักรยาน ไม่น่าเชื่อว่าฉันพิสวาสจักรยานมือสองกว่าของใหม่สวยเฉียบ เรียบกริ๊บแบบไร้ร่องรอยแห่งประสบการณ์ เพราะสำหรับความสวยบริสุทธิ์แบบเพิ่งออกจากโรงงานนั้นดูเย็นชาไร้วิญญาณอย่างบอกไม่ถูก

นั้นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันรักคาร์เมน

แต่คาร์เมนเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายของการนำจักรยานมาใช้ในชีวิตประจำวัน อย่าไปนับเรื่องความคล่องตัวในการขี่ ซึ่งฉันเชื่อว่าเราฝึกฝนกันได้ ลงทุนแค่เวลาเรียนรู้และปรับขาให้เข้ากัน สักวันก็ต้องขี่ได้ อาจจะไปได้แบบไม่เปรียว ไม่เร็วเท่าคนอื่น แต่ฉันจะไปกับคาร์เมนได้ในสไตล์และฟีลลิ่งแบบคาร์เมน

โจทย์ที่ฉันว่ายากคือปัญหาคลาสสิกของคนใช้จักรยานมือใหม่ ได้แก่ปัญหาที่เราอาจพบได้เสมอระหว่างเดินทาง ยางแตก ยางรั่ว ยางแบนนั่นเอง

ครั้งหนึ่งความกังวลเรื่องนี้ทำฉันเครียดจนไม่ค่อยกล้าออกไปไหน (กลัวยางแตกมากกว่ากลัวปั่นลงถนนค่ะ!) เพราะถ้ามันเกิดขึ้นในวันหนึ่ง ฉันจะช่วยตัวเองไม่ได้เลย ฉันไม่ได้กลัวการลงมือแก้ปัญหา ไม่ได้รังเกียจการปะยาง เพียงแต่ฉันยังไม่รู้ว่ามันแก้ยังไง และยังไม่มีคนสอน

แล้วในที่สุดฉันก็ได้เรียนรู้ว่าการปะยางคืออะไร ในหนึ่งวัน ฉันมีส่วนร่วมกับการถอดล้อ ปล่อยลม งัดยางนอก แกะยางใน หาจุดที่รั่ว ใช้กระดาษทรายขัดรอบแผลอย่างประณีต ทากาว ใจเย็นรอกาวแห้ง ประจงปะปิดพลาสเตอร์ลงไปให้แนบสนิทกับแผล รอกาวแห้ง สอดยางในภายในยา่งนอก งัดเก็บให้อยู่ในวงล้ออย่างเรียบร้อย และสูบลมเข้า นำล้อไปประกอบเข้ากับรถ…ทั้งหมดนี้ถึง 3 ครั้งสามครา หมายถึง 3 ล้อในรถคันเดียว …ช่างเป็นวันที่เป็นใจให้ได้เรียนรู้ถึงศาสตร์และศิลป์แห่งการปะยางและประกอบล้อ

ฉันคิดว่าฉันเข้าใจหลัีกการแล้ว และถ้าวันนั้นมาถึง (อีก) มันเกิดขึ้นเมื่อฉันอยู่คนเดียว ขอแค่มีอุปกรณ์ครบ ฉันน่าจะพอช่วยตัวเองได้ (ยกเว้นการประกอบล้อหลังนะ ฉันยังไม่ค่อยแน่ใจ) ก็รู้สึกเบาใจไปเปลาะหนึ่ง ยังมีเปลาะสำคัญเหลืออยู่คือ รถคันที่ฉันได้เรียนรู้กระบวนการนี้มีแกนปลดล้อ แต่คาร์เมนไม่มี นางเป็นรถวินเทจที่ต้องถอดล้อด้วยประแจเบอร์ 14 หรือ 15 นี่แหละ (ฉันมีเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่เคยใช้) ถ้าต้องถอดด้วยประแจ ขั้นตอนการแก้ปัญหาจะยาวนานทุลักทุเล เรียกความเวทนาอย่างยิ่ง (แต่ฉันจะแคร์ไปทำไม ในเมื่อแม้ไม่ทำตัวน่าเวทนาก็ไม่มีใครเสนอความช่วยเหลืออยู่แล้ว) ยางในฉันก็มีเตรียมไว้อีกเส้นหนึ่งเรียบร้อย ดูเหมือนจะพร้อมพอควรสำหรับการปั่นคาร์เมนไปไหนมาไหนคนเดียว (ต้องเป็นคนเดียวเพราะฉันไม่กล้าพาคาร์เมนไปทริป ถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ การถอดและประกอบล้อคาร์เมนจะกลายเป็นตัวถ่วงเวลาของเพื่อนร่วมทริปอย่างแน่นอน)

เพราะตลอดเวลาของการเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ฉันได้เรียนรู้ว่าแม้จะมีเพื่อน มีคนรักในบางครั้ง มีพ่อ มีแม่ มีพี่น้องที่รักและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเรา แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง ผู้คนเหล่านั้นจะจากเราไป หรือไม่ก็ไม่อาจอยู่กับเราเมื่อเราต้องการ เมื่อเราบาดเจ็บ เราจะเจ็บเพียงลำพังเสมอ เมื่อเราป่วยไข้ ไม่อาจมีใครอยู่พยาบาลและเป็นเพื่อนได้ทุกครั้ง ฉะนั้น สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป คือการพึ่งตัวเอง เพื่อจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นที่ยังพึ่งตัวเองไม่ได้บ้าง ยิ่งเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องการพึ่งพิงผู้ชายเพียงเพราะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ยิ่งต้องพึ่งตัวเองให้ได้

ผู้หญิงในอุดมคติของฉันเป็นแบบนี้

ฉันว่าการปะยางเป็นอะไรคล้ายการซ่อมแซมปะชุนเสื้อผ้าที่ปริขาด เมื่อเสื้อผ้าที่ใช้เกิดความเสียหาย และเรายังทำใจไม่ได้ที่จะทิ้งมันไป เรารักมันมาก หรือในเวลานั้นเรายังหาของใหม่มาใช้ไม่ได้ เราก็ต้องซ่อมแซม มันไม่ได้มีอะไรดราม่าพิรี้พิไรมากมาย เราก็แค่ซ่อมแซมด้วยทักษะและฝีมือที่เรามี ตามที่ครูสอน และก็เรียนรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ จากเรื่องใหม่ๆ ที่เราได้เจอ

แล้วเราก็มีชีวิตของเราต่อไป

ในอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าฉันจะเลือกเป็นผู้หญิงโสดที่ต้องดูแลตัวเอง หรือมีสามี ฉันก็ไม่คิดจะรอให้สามีมาดูแลอย่างเดียว
และไม่ว่าจะได้เจอผู้ชายในอุดมคติไหม ฉันก็ตั้งใจจะเป็นผู้หญิงแบบผู้หญิงในอุดมคติของตัวเองให้ได้

ฉันคิดแค่นี้แหละ

หมายเหตุ : เสื้อในรูปเป็นงานที่ฉันชุนรอยผ้าเปื่อยให้พี่ที่ทำงาน นางไม่ไปใช้่บริการปะเพราะนางเชื่อว่าการปะด้วยจักรไม่สวยเท่าการชุนด้วยมือ (ก็เลยต้องรอฉันชุนให้เป็นเวลาประมาณ 2.5 เดือน-สม) คราวนี้ฉันไม่ได้ชุนด้วย Blanket Stich แต่ปักลูกโซ่ลงไปเพราะคิดถึงเข็มกับด้าย ฉันมองว่ามันค่อนข้างโดดเด่น แต่ดีว่าเป็นเสื้อสีเข้ม ถ้าเรามองอีกแง่ เราอาจะเปลี่ยนการซ่้อมแซมอันโดดเด่นนี้ให้เป็นจุดเด่นได้

ฉันทำงานเข็มกับด้ายได้เรียบร้อยดีใช่ไหม วันหนึ่ง ฉันจะปะยางให้สวยเนี้ยบเท่ากับปักผ้าเลย คอยดู

Carmen Suite: ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว

มาตรฐาน

image

เคยดูโอเปร่า Carmen เมื่ออายุน้อยกว่านี้ แต่คงยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตที่จะช่วยให้เข้าใจเรื่อง และอินกับชีวิตของผู้หญิงคนนี้เท่าเมื่อได้ดู Carmen Suite บัลเลต์เล่าเรื่องคาร์เมน โดย Inaki Urlezaga Dance Theatre นักเต้นคณะดังจากอาร์เจนติน่า ในมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ประจำปี เมื่อคืนนี้

คาร์เมนเป็นสาวยิปซีที่ดูจะมีความต้องการเอาชนะพล่านอยู่ในสายเลือด เราไม่อาจรู้แน่ชัดว่าคาร์เมนรักชอบผู้ชายคนหนึ่งแค่ไหน แต่เราได้เห็นเธอโปรยเสน่ห์ให้เขาแต่ละคนหลงใหล ทั้งให้ท่าและยั่วแบบสุดตัว จนเขาเดือดพล่าน ร้อนรน ไม่อาจวางเฉย มองข้ามไม่สนใจ รวมทั้งไม่อาจหลุดรอดจากการหลงรักเธออย่างหัวปักหัวปำ

มันเป็นเกมที่มีกติกาว่า เมื่อผู้ชายยอมกลายเป็นทาสรัก เธอก็ได้ชัยชนะ จากนั้นเกมนี้ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไป คาร์เมนเริ่มเกมใหม่อีกครั้ง ด้วยอาการเสพติด หรือขาดรัก ฉันไม่แน่ใจ เพียงแต่ทาสรักของเธอไม่คิดเช่นนั้น เขาหลงเธอจริงจัง เสียการเสียงาน เสียผู้เสียคน และเสียเกียรติยศ หาใช่สิ่งที่เขาแคร์ยิ่งกว่าไมตรีจากหญิงคนรัก

ที่สุดแล้วคาร์เมนอาจจะพบรักแท้กับชายคนสุดท้ายของเธอ แต่เสียดายที่ทาสรักของเธอไม่ยอม

เป็นความรักหรือความหลงกันล่ะ ที่โหดร้ายปานนี้?

โอเปร่าเล่าเล่าเรื่องด้วยบทร้องและการแสดง ส่วนบัลเลต์เล่าผ่านท่าเต้นเป็นหลัก เรื่องราว และบุคลิกที่ชัดเจนของคาร์เมนถูกถ่ายทอดผ่านท่าเต้นที่แสนจะ… ใช่แล้วคาร์เมนเป็นหญิงเริงเมือง เธองามเด่นสะดุดตา ร้ายกาจ ยั่วยวน อ่อยเหยื่อ ทอดสะพานให้ผู้ชายอย่างไม่ปิดบัง เยื้องกรายไปไหนก็หยุดสายตาผู้ชาย และดึงดูดสายตาผู้หญิงให้ซุบซิบนินทา

คาร์เมนย่อมไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี กระนั้นฉันก็รักเรื่องราวของเธอซึ่ง เขียนขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นนิยาย โดย Me’rime’e ในปี 1846 ถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทโอเปร่าโดยคีตกวี George Bizet แสดงครั้งแรกในปารีสในปี 1875 ผู้หญิงที่(ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม)ใช้ชีวิตมุ่งมั่นหมกมุ่นอยู่กับการทำเพื่อให้ได้ความรักจากผู้ชายจนความสัมพันธ์กับผู้หญิงและคนอื่นๆ รวมทั้งส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ของชีวิตพังทลายเช่นเธอ คงไม่มีบทจบสวยๆ ที่ดูเป็นปกติสุขรออยู่ ณ ปลายทาง เฉกเช่นสตรีสามัญ 

ชีวิตของคาร์เมนสอนผู้หญิงเราหลายอย่าง ที่แน่ๆ คือความรักไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

และความสัมพันธ์ก็ไม่ใช่เกมที่หากจบหรือแพ้ก็แค่กดปุ่มรีสตาร์ท

หมายเหตุ: ภาพจาก www.bangkokfestivals.com