Category Archives: ทำเองได้

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (4) : เริ่มต้นพึ่งตัวเองด้วยการหัดปะยาง

มาตรฐาน

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

image

ติดกระเป๋าทัวริ่งให้คาร์เมนแล้วไปปั่นลองกันเมื่อเย็นวันเสาร์ กลับบ้านมา ยางหลังคงค่อยๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้เอาตอนค่ำๆ ว่าแบนแต๊ดแต๋ไปแล้วเรียบร้อย

คิดๆๆ จะถอดล้อหลังยังไง ต้องใช้ประแจใช่ไหม ไหนจะต้องใส่คืนเข้าไปอีก …อืมม์
แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าไม่ต้องถอดล้อหรอกก็แงะยางนอกออกมาจุ่มยางในแช่น้ำ หาจุดรั่ว ปะซะ แล้วก็ใส่ยางกลับ เออ …ใช่ ยางแบนอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ต้องรีบถอดล้อมาเปลี่ยนยางในเพื่อให้ไปต่อได้เร็วๆ  แล้วค่อยเก็บยางเส้นเดิมมาปะเหมือนกรณียางแบนตอนกำลังปั่นนี่นา

ทำใจอยู่ 3 คืน ก่อนจะตัดสินใจลงมือคืนนี้

แวะซื้อกาวปะยางแบบเป็นกระป๋อง น้องสาวร้านอุปกรณ์ก่อสร้างในซอยแนะนำว่าใช้แบบหลอดดีกว่า (ถึงจะโคตรแพงกว่า) เพราะกระป๋องถ้าใช้ไม่ทันมันจะแห้งซะก่อน รักน้องที่รู้จักสินค้าและรู้จักแนะนำ เลยขนซื้อมาทั้งกาว แผ่นแปะ และกระดาษทรายน้ำ ทั้งๆ ที่ของทั้งหมดนั้นที่บ้านก็มีอยู่บาน (มีแต่คนให้) ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปการปะยางสำหรับฉันมันจะง่ายเหมือนบีบสิวเลย อุปกรณ์ขอมีเยอะไว้ให้อุ่นใจละกัน

เริ่มไงดี ไล่ลมที่เหลือออกมา บีบนวดยางนอกให้นิ่ม (คิดเองอะ) แล้วเริ่มงัด

คือ ล้อที่ยังติดอยู่กับรถช่างงัดยาก น้ำตาจะไหล เจ็บมือ กลัวที่งัดยางหักกระเด็นใส่หน้า เลยหลับหูหลับตางัดไป งัดด้านซ้ายไม่ได้ ย้ายมางัดด้านขวา เออออก อ้าว แต่มันติดเบรก ซวยละ เบรกแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะแกะยังไง นี่ต่อให้ตัดสินใจถอดล้อตอนนี้ก็ปลดเบรกไม่เป็นนะเนี่ย!

เลยงมแงะยางในออกมาจากยางนอกทั้งๆ ที่ล้อยังอยู่กับตัวรถไปด้วยวิธีง่อยๆ ที่คงไม่มีใครเคยโพสต์ไว้ในยูทูบ มันก็แงะได้อยู่ แต่เสียเวลาและไม่ถนัดสุดๆ

พอยางในออกมาหมด ลองสูบลมเข้าไปก็ได้ยินเสียง..ฟี้…ถนัดชัดโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ รูเล็กๆ ถัดจากขอบแผลเดิมมาหน่อย เอ อย่างนี้จะเป็นได้ว่าด้านในของยางนอกบริเวณนี้มีเศษอะไรเล็กๆ ฝังอยู่แล้วคอยตำยางในหรือเปล่า

แต่ลูบแล้วก็ไม่เจออะไรนี่นะ

จากนั้นก็ขัดรอบๆ แผลด้วยกระดาษทราย (ทั้งหมดใช้ชุดที่พี่เต้ยให้มา-ถามว่าแล้วเธอจะซื้อของใหม่มาเพื่อ? …อ๋อ ก็น้องเขาคนขายน่ารัก!) แล้วปะ

การปะยางเป็นอะไรที่ง่ายจะตาย ถ้าเทียบกับการถอดล้อ งัดยาง ใส่เข้าไปใหม่ให้จุกลมมันตั้งตรง แล้วก็ประกอบล้อกลับที่เดิมโดยเบรกและระบบเกียร์ไม่เดี้ยงอะนะ

เพราะกระบวนการพวกนั้นมันต้องการความเข้าใจเรื่องกลไก ทักษะการใช้เครื่องมือ การออกแรงอย่างแม่นยำ และต้องการมือที่แข็งแรงๆ ฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลยเจ็บมือไปหมดแล้ว

เริ่มลงมือใกล้สามทุ่ม กว่าจะเสร็จสี่ทุ่มครึ่ง

ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองมันไม่ง่าย แต่ถ้าได้ทำบ่อยขึ้นก็คงเก่งขึ้น เหมือนทุกวันนี้ที่ปั่นจักรยานบ่อยขึ้น ฉันก็ปั่นเก่งขึ้น เรี่ยวแรงคงตัวขึ้น

ฝันสวยๆ ว่าถ้าตัวเองจัดการกับปัญหาเรื่องยางแบนยางแตกได้เหมือนบีบสิวเมื่อไหร่จะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวที่ที่อยากไป

ถึงตอนนั้นไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อน (ช่วยปะยาง) ฉันก็คงไม่แคร์!

#ยักไหล่

Advertisements

ปั่น 21 วัน เปลี่ยนฉันให้เป็น… (day 20/21)

มาตรฐาน

image

day 20/21 : จันทร์ 16 ธันวาคม 2556

อากาศร้อนอ้าวติดกันมา 2-3 วันแล้ว และฉันได้ปั่นจักรยานเพียงเล็กน้อยในตอนเช้า คือปั่นไปตลาดทางทิศใต้ ซื้อปาท่องโก๋เจ้าที่ชอบ เสร็จแล้วก็ย้อนมาทางทิศเหนือ อยากได้น้ำเต้าหู้เจ้าโปรดที่ต้องใช้เวลาตั้งหลายสิบปีถึงจะรู้ว่า ชอบแบบนี้ รสนี้ เสียดายพี่คนสวยหยุดขายเลยอดกิน

ไม่ได้ปั่นไปทำงาน เนื่องจากตอนเย็นมีนัดดูหนังกับเพื่อน แอบคิดว่ากรณีแบบนี้ถ้ามีรถพับ (ที่เล็งไว้) แล้ว ก็ดีสินะ เช้าปั่นไปทำงานได้ เย็นปั่นไปโรงหนัง แล้วพับลงไปอยู่ท้ายรถเพื่อน กินข้าว ดูหนัง แล้วติดรถเพื่อนกลับบ้านเหมือนเคย

ถ้าเป็นอย่างนั้น การใช้จักรยานเดินทางในชีวิตจริงก็จะไม่ได้ทำให้เรากับเพื่อนห่างกัน และข้อจำกัดในการปั่นจักรยานของเราก็จะลดลงจนเกือบไม่มี

จากที่ดูๆ อยู่นานฉันว่าฉันมีใจให้รถยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ (ในรูป) เพราะดูจะเหมาะ รถไซส์มินิเวโลพับตอนเดียว พับแล้วไม่เล็กนัก แต่เพราะพับแบบนี้ ก็เลยให้ความรู้สึกที่แน่นกว่ารถพับคอรุ่นอื่นๆ ที่เคยลองแล้วมักจะติดกับความรู้สึกว่าหน้าไวไป ฉันสามารถเข็นขึ้นตึกที่ทำงานได้ ถ้าอยากจะทิ้งรถไว้ที่ทำงาน รวมทั้งสามารถหนีบจักรยานโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟ รถทัวร์ รถเมล์ เรือด่วนเจ้าพระยาได้ หรือแม้แต่เครื่องบินได้อย่างไร้ปัญหา

เรื่องกระเป๋าใส่จักรยานอย่าไปแคร์ เพราะฉันทำของฉันเองได้นินา

พูดถึงเรื่องการซื้อจักรยาน เมื่อวานได้คุยกันในกลุ่มปั่นยิ้มเรื่องร้านจักรยานใช้แล้วที่มีคนขายช่วยเลือกรถซึ่งมีขนาดเหมาะ สอดรับพอดีกับขนาดร่างกาย และไลฟ์สไตล์ของคนปั่น นอกจากนั้นยังเป็น community ที่กรุ่นกลิ่นด้วยกาแฟและโฮมเมดเบเกอรี่อร่อยๆ มีประสบการณ์อันมีค่าในการปั่นและดูแลจักรยานจากนักปั่นรุ่นพี่รอคอยต้อนรับนักปั่นหน้าใหม่ที่ยังสับสนและสงสัยต่อการปั่น(เช่นที่ฉันเคยเป็น)อย่างอบอุ่น

อาจเป็นฝันที่อาจจะยากต่อการตอบโจทย์ทางธุรกิจ และทำให้รวยไม่ได้ แต่ฉันว่ามันมีคุณค่าสาธารณะ และมันน่าภูมิใจ

คุ้มค่าที่จะฝัน

you may say I ‘m a dreamer 😉

จักรยานฝึกให้ฉันเชื่อง (3) : ผู้หญิงในอุดมคติ

มาตรฐาน

IMG_20131125_071839

อาจเป็นสิ่งแวดล้อมที่ฉันเติบโตมาหล่อหลอมให้ฉันเป็นคนแบบที่เป็น คือไม่ได้เห่อเหิมกระหายจะใช้ของใหม่ของสวย ของมียี่ห้อที่แขวนโชว์ในวินโดว์ดิสเพลย์ สิ่งของที่ดึงดูดฉันคือของใช้เก่าแก่บ้าง เก่าเก็บบ้าง ซึ่งล้วนแต่ผ่านกาลเวลา ของใช้เก่าของพ่อแม่ที่ซุกอยู่ในตู้ อยู่ในกล่อง ก้นลิ้นชัก เสื้อผ้ามือสองในตลาดนัด มาถึงจักรยาน ไม่น่าเชื่อว่าฉันพิสวาสจักรยานมือสองกว่าของใหม่สวยเฉียบ เรียบกริ๊บแบบไร้ร่องรอยแห่งประสบการณ์ เพราะสำหรับความสวยบริสุทธิ์แบบเพิ่งออกจากโรงงานนั้นดูเย็นชาไร้วิญญาณอย่างบอกไม่ถูก

นั้นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันรักคาร์เมน

แต่คาร์เมนเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายของการนำจักรยานมาใช้ในชีวิตประจำวัน อย่าไปนับเรื่องความคล่องตัวในการขี่ ซึ่งฉันเชื่อว่าเราฝึกฝนกันได้ ลงทุนแค่เวลาเรียนรู้และปรับขาให้เข้ากัน สักวันก็ต้องขี่ได้ อาจจะไปได้แบบไม่เปรียว ไม่เร็วเท่าคนอื่น แต่ฉันจะไปกับคาร์เมนได้ในสไตล์และฟีลลิ่งแบบคาร์เมน

โจทย์ที่ฉันว่ายากคือปัญหาคลาสสิกของคนใช้จักรยานมือใหม่ ได้แก่ปัญหาที่เราอาจพบได้เสมอระหว่างเดินทาง ยางแตก ยางรั่ว ยางแบนนั่นเอง

ครั้งหนึ่งความกังวลเรื่องนี้ทำฉันเครียดจนไม่ค่อยกล้าออกไปไหน (กลัวยางแตกมากกว่ากลัวปั่นลงถนนค่ะ!) เพราะถ้ามันเกิดขึ้นในวันหนึ่ง ฉันจะช่วยตัวเองไม่ได้เลย ฉันไม่ได้กลัวการลงมือแก้ปัญหา ไม่ได้รังเกียจการปะยาง เพียงแต่ฉันยังไม่รู้ว่ามันแก้ยังไง และยังไม่มีคนสอน

แล้วในที่สุดฉันก็ได้เรียนรู้ว่าการปะยางคืออะไร ในหนึ่งวัน ฉันมีส่วนร่วมกับการถอดล้อ ปล่อยลม งัดยางนอก แกะยางใน หาจุดที่รั่ว ใช้กระดาษทรายขัดรอบแผลอย่างประณีต ทากาว ใจเย็นรอกาวแห้ง ประจงปะปิดพลาสเตอร์ลงไปให้แนบสนิทกับแผล รอกาวแห้ง สอดยางในภายในยา่งนอก งัดเก็บให้อยู่ในวงล้ออย่างเรียบร้อย และสูบลมเข้า นำล้อไปประกอบเข้ากับรถ…ทั้งหมดนี้ถึง 3 ครั้งสามครา หมายถึง 3 ล้อในรถคันเดียว …ช่างเป็นวันที่เป็นใจให้ได้เรียนรู้ถึงศาสตร์และศิลป์แห่งการปะยางและประกอบล้อ

ฉันคิดว่าฉันเข้าใจหลัีกการแล้ว และถ้าวันนั้นมาถึง (อีก) มันเกิดขึ้นเมื่อฉันอยู่คนเดียว ขอแค่มีอุปกรณ์ครบ ฉันน่าจะพอช่วยตัวเองได้ (ยกเว้นการประกอบล้อหลังนะ ฉันยังไม่ค่อยแน่ใจ) ก็รู้สึกเบาใจไปเปลาะหนึ่ง ยังมีเปลาะสำคัญเหลืออยู่คือ รถคันที่ฉันได้เรียนรู้กระบวนการนี้มีแกนปลดล้อ แต่คาร์เมนไม่มี นางเป็นรถวินเทจที่ต้องถอดล้อด้วยประแจเบอร์ 14 หรือ 15 นี่แหละ (ฉันมีเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่เคยใช้) ถ้าต้องถอดด้วยประแจ ขั้นตอนการแก้ปัญหาจะยาวนานทุลักทุเล เรียกความเวทนาอย่างยิ่ง (แต่ฉันจะแคร์ไปทำไม ในเมื่อแม้ไม่ทำตัวน่าเวทนาก็ไม่มีใครเสนอความช่วยเหลืออยู่แล้ว) ยางในฉันก็มีเตรียมไว้อีกเส้นหนึ่งเรียบร้อย ดูเหมือนจะพร้อมพอควรสำหรับการปั่นคาร์เมนไปไหนมาไหนคนเดียว (ต้องเป็นคนเดียวเพราะฉันไม่กล้าพาคาร์เมนไปทริป ถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ การถอดและประกอบล้อคาร์เมนจะกลายเป็นตัวถ่วงเวลาของเพื่อนร่วมทริปอย่างแน่นอน)

เพราะตลอดเวลาของการเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ฉันได้เรียนรู้ว่าแม้จะมีเพื่อน มีคนรักในบางครั้ง มีพ่อ มีแม่ มีพี่น้องที่รักและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเรา แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง ผู้คนเหล่านั้นจะจากเราไป หรือไม่ก็ไม่อาจอยู่กับเราเมื่อเราต้องการ เมื่อเราบาดเจ็บ เราจะเจ็บเพียงลำพังเสมอ เมื่อเราป่วยไข้ ไม่อาจมีใครอยู่พยาบาลและเป็นเพื่อนได้ทุกครั้ง ฉะนั้น สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป คือการพึ่งตัวเอง เพื่อจะเป็นที่พึ่งของคนอื่นที่ยังพึ่งตัวเองไม่ได้บ้าง ยิ่งเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องการพึ่งพิงผู้ชายเพียงเพราะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ยิ่งต้องพึ่งตัวเองให้ได้

ผู้หญิงในอุดมคติของฉันเป็นแบบนี้

ฉันว่าการปะยางเป็นอะไรคล้ายการซ่อมแซมปะชุนเสื้อผ้าที่ปริขาด เมื่อเสื้อผ้าที่ใช้เกิดความเสียหาย และเรายังทำใจไม่ได้ที่จะทิ้งมันไป เรารักมันมาก หรือในเวลานั้นเรายังหาของใหม่มาใช้ไม่ได้ เราก็ต้องซ่อมแซม มันไม่ได้มีอะไรดราม่าพิรี้พิไรมากมาย เราก็แค่ซ่อมแซมด้วยทักษะและฝีมือที่เรามี ตามที่ครูสอน และก็เรียนรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ จากเรื่องใหม่ๆ ที่เราได้เจอ

แล้วเราก็มีชีวิตของเราต่อไป

ในอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าฉันจะเลือกเป็นผู้หญิงโสดที่ต้องดูแลตัวเอง หรือมีสามี ฉันก็ไม่คิดจะรอให้สามีมาดูแลอย่างเดียว
และไม่ว่าจะได้เจอผู้ชายในอุดมคติไหม ฉันก็ตั้งใจจะเป็นผู้หญิงแบบผู้หญิงในอุดมคติของตัวเองให้ได้

ฉันคิดแค่นี้แหละ

หมายเหตุ : เสื้อในรูปเป็นงานที่ฉันชุนรอยผ้าเปื่อยให้พี่ที่ทำงาน นางไม่ไปใช้่บริการปะเพราะนางเชื่อว่าการปะด้วยจักรไม่สวยเท่าการชุนด้วยมือ (ก็เลยต้องรอฉันชุนให้เป็นเวลาประมาณ 2.5 เดือน-สม) คราวนี้ฉันไม่ได้ชุนด้วย Blanket Stich แต่ปักลูกโซ่ลงไปเพราะคิดถึงเข็มกับด้าย ฉันมองว่ามันค่อนข้างโดดเด่น แต่ดีว่าเป็นเสื้อสีเข้ม ถ้าเรามองอีกแง่ เราอาจะเปลี่ยนการซ่้อมแซมอันโดดเด่นนี้ให้เป็นจุดเด่นได้

ฉันทำงานเข็มกับด้ายได้เรียบร้อยดีใช่ไหม วันหนึ่ง ฉันจะปะยางให้สวยเนี้ยบเท่ากับปักผ้าเลย คอยดู

เปิดโรงงานย้อมผ้า

มาตรฐาน

image

น่าจะเคยเล่นมัดย้อมผ้าเหมือนเด็กอื่นๆ แต่ฉันก็ลืมไปหมดแล้วล่ะ เพิ่งมานึกถึงการย้อมผ้าอย่างจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อจัดการกับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่มีรอยด่างจากเคมีบ้าง รอยน้ำจิ้มที่ซักไม่ออกบ้าง หรือโดนสีแรงกว่าตกใส่บ้าง ที่ยังไม่อยากทิ้ง เพราะยังรัก (เพราะงี้เลยเต็มไปด้วยเสื้อผ้าเก่าเยิน) จะไปจ้างเขาย้อมถามราคาแล้วก็อึ้งอีก แต่ก็เลยไม่ได้ลงมือจริงจังหลังจากสืบๆ แล้วทราบว่าต้องมีการตั้งไฟ

ในที่สุดก็ได้ลงมือเพราะจำต้องแต่งกายด้วยสีดำเป็นหลัก

เริ่มด้วยการไปหากะลังมังเคลือบขนาดพอดีๆ ซึ่งที่จริงก็อยากได้นานแล้ว เพราะมีกิเลส ชอบฟีลลิ่งเวลาใช้กะละมังเคลือบซักผ้า (กะละมังซักผ้าพลาสติกอวตารไปเป็นกระบะทรายแมวแล้วจ้า)

ขนาดพอดีๆ คือ ขนาดที่กะว่าแช่ผ้าจำนวนที่เราต้องการย้อมในครั้งเดียวให้เหลือพื้นที่ผ้าคลี่กระจายในน้ำได้โดยไม่ติดขัด อย่างกะละมังฉันขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕๐ ซม. วันนี้ย้อมเสื้อแขนสั้น ๓ ตัวพร้อมกัน สบาย

แล้วก็ไปหาสีย้อม

บทความในเน็ตทำให้เราหัวสูงเสมอ เดินเข้าร้านศักดิ์ ร้านห้องแถว ๒ คูหาปากซอยอ่อนนุชที่อัดแน่นไปด้วยของทุกสิ่งที่แม่บ้านต้องการ ห้องหนึ่งเป็นเซกชั่นความงาม อีกห้องเป็นเซกชั่นการบ้าน-งานฝีมือ ฉันถามถึงสีย้อมผ้า

พี่มีสีย้อมผ้าไหมคะ-มีค่ะ
ใช้ยากป่าวพี่-ไม่ยากเลย น้องก็…….(จนจบ) ตอบพลางหยิบกล่องสีย้อมผ้าหน้าตาแบบที่ทำให้นึกถึงยุควนิดาเปิดบูติค แจ้งราคาเสร็จสรรพ กล่องละ ๗ บาทถ้วน

จะดีหรอ- ฉันไม่นึกเงียบๆ แต่ถามออกไปเลย (แบบอ่านมาว่าคนในเน็ตเค้าย้อมสียี่ห้อ Dylon เก๋ๆ-ราคาแพงกว่านี้เยอะเบย หน่วยละ ๖๐ บาท!) ดีค่ะ มีอีกยี่ห้อ แต่พี่ว่าใช้อันนี้ก็พอและ

อีกยี่ห้อของพี่ก็คือ Dylon นั้นแล แต่ร้านศักดิ์ขายหน่วยละ ๕๗ บาทเท่านั้น

ด้วยความนอยด์ ฉันถามอีกยาว กล่องเดียวย้อมได้กี่ตัว อะไร ยังไง ฯลฯ สุดท้ายแล้วก็ทำตัวว่าง่าย ตัดสินใจเลือก ‘สีสมนึก’ มาลองก่อน คุณพี่คนงามคงเมตตาแกมรำคาญ ลดราคาให้เหลือ ๓ กล่อง ๒๐ บาท พร้อมแถมแผ่นพับแนะนำกรรมวิธีย่อมของ Dylon มาด้วย!

สิ่งที่ต้องมีก่อนย้อมผ้าคือ กะละมังเคลือบอย่างที่บอก ที่จริงจะใช้หม้อก็ได้ ถ้าไม่เสียดาย เพราะว่าถ้าใช้ย้อมผ้าแล้วไม่บังควรนำไปประกอบอาหารอีก อันตราย อีกเหตุผลที่ฉันใช้กะละมังเคลือบเพราะใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้าไง เราต้องใช้ ๒ ใบนะ ใบใหญ่ใช้ต้ม ใบเล็กใช้ละลายสี

ตะเกียบแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งสำหรับเป็นตัวช่วยคลี่ผ้าบนเตา แต่ถ้าจะใช้คีมคีบอาหารถูกๆ (อย่าซื่อไดโซนะ แพงไป) หรือคีมคีบถ่านก็ได้

เกลือทะเล แบบถุงละ ๒ บาทน่ะ เขาว่าอย่าใช้เกลือปรุงทิพย์ เพราะมันขาดองค์ประกอบเคมีอะไรสักอย่าง พอดีที่บ้านมีเกลือทะเล เลยยังไม่ได้ลองปรุงทิพย์

ถุงมือยาง ฉันไม่มี มีแต่ถุงมือแพทย์ แต่ก็ลืม ไม่ได้ใช้ และที่จริงสีก็ไม่ได้ติดมืออะไร

เตรียมผ้าที่จะย้อม ซึ่งต้องเป็นผ้าชนิดที่เข้ากับสีย้อม สังเกตว่าถ้าเป็นผ้าเนื้อบาง แบบเรียบๆ จะย้อมติดง่ายกว่า ฉันจะย้อมผ้าฝ้าย สีที่ฉันใช้ก็เป็นสีย้อมฝ้าย ซักผ้าให้สะอาด เขาว่าถึงเป็นของใหม่ก็ต้องซัก คงเพื่อล้างเคมีที่เคลือบใยผ้าออก ไม่ต้องตากให้แห้ง เพราะเราจะนำผ้าไปแช่น้ำให้ชุ่มก่อนย้อม

เริ่มด้วยการต้มน้ำให้เต็มกา บ้านฉันจุ ๒ ลิตร เดือดแล้วเทใส่กะละมังใบใหญ่ กะดูแล้วไม่พอแช่เสื้อ ๓ ตัว เลยเติมน้ำเย็นลงไปอีกลิตร ไม่เป็นไรเพราะเดี๋ยวเราต้องตั้งไฟให้ร้อนอยู่ดี เตาแม่เหล็กไฟฟ้าร้อนไว

หันไปใส่น้ำครึ่งลิตรในกะละมังใบเล็ก พอน้ำเดือด เทผงสีลงไป ๒ กล่อง (ทีละกล่องนะยะ) เบาๆ และบรรจงคนให้ละลายดี ตอนนี้คุณพี่ย้ำมาก ไม่อย่างนั้นผ้าจะเป็นจ้ำ พอใส่สีแล้วก็เบาไฟ คนจนพอใจ ปิดไฟแล้วเทสีลงในกะละมังใหญ่ ตักเกลือ 2 ช้อนชาลง คนให้ละลาย แล้วจึงหันไปที่กะละมังอีกใบที่แช่เสื้อทั้ง ๓ อยู่ ยกผ้าขึ้นบิดนิดๆ ให้ผ้ายังโชกน้ำนั่นแหละถูกแล้ว ค่อยๆ หย่อนลงกะละมังใหญ่บนเตาซึ่งเปิดไฟไว้พอให้น้ำสีร้อน ไม่ต้องถึงกับเดือด หย่อนลงไปแบบที่เสื้อคลี่แผ่ออก อย่าให้เป็นก้อน เดียวติดสีไม่เท่ากัน ทีละตัว ซ้อนกันไม่เป็นไร เดี๋ยวเราพลิก ตะเกียบใช้กดผ้าให้จมน้ำสี

คนเรื่อยๆ เคลื่อนที่เรื่อยๆ และพยายามพลิก ให้ตัวล่างขึ้นมาอยู่บนบ้าง ไฟเปิดตลอด ครบครึ่งชั่วโมงก็ปิดไฟ ค่อยๆ คีบผ้าขึ้น ร้อนพอบีบได้แล้วก็บีบไล่น้ำออก

ตอนนี้แผ่นพับ Dylon บอกให้เอาผ้าลงล้างน้ำสะอาดหลายๆ ครั้งจนน้ำใส แต่คุณพี่บอกมาว่าให้ยกตากก่อน เดี๋ยวสีหลุด ฉันลองล้างน้ำเลยตัวนึงก็ยังเห็นสีดำดีเหมือนก่อนล้าง เลยจับล้างทุกตัว

ได้เรียนรู้จากการย้อมผ้าเต็มสูตรครั้งแรกว่า

๑. เลือกเสื้อให้ดี ผ้าฝ้ายบางตัวเย็บด้วยด้ายไนลอน ย้อมแล้วสีจะติดแต่ตัวเสื้อ แต่ด้ายเย็บไม่ติดสี กลายเป็นเสื้อโชว์ตะเข็บ (ถ้าเย็บสวยก็ดีไป) ถ้าเข้าใจและยอมรับตรงนี้ได้ ก็ย้อมเถอะ ถ้ารับไม่ได้ก็อย่าย้อม
๒. ระวังด้วยกับผงสี มันไม่ใช่ของ food grade (ต่อให้ Dylon ก็เหอะ) และมันเบา ระวังมันฟุ้งปลิวไปตกในอาหารและเครื่องดื่ม (อาจอยู่ใกล้เตาไฟ) และทำเลอะเทอะ (ผ้าชุบน้ำเช็ดออกได้)
๓. เก็บสัตว์เลี้ยงให้ดีก่อนเปิดโรงงานย้อม จะได้ย้อมกันอย่างสงบสุข และปลอดภัย ได้ผ้าสีสวย
๔. จะใช้สีเท่าไหร่ น้ำแค่ไหน ผ้าแบบไหน ต้องเรียนรู้ค่ะ ครั้งนี้ฉันย้อมดำ สีมันเข้ม ยังไงก็ติด ลอยตัวค่ะ

การย้อมผ้าไม่ง่าย แต่ไม่ยากอะไร ถ้าพร้อมและเกรียนพอก็ลองทำดู เสื้อเรา เราทำเอง มีตัวเดียวในโลกค่ะ!

โลกนี้ไม่มีขยะ

มาตรฐาน

image

วันเสาร์ที่ผ่านมาฉันโดนน้องสาวจิกไปกินสุกี้ เพื่อความเท่าเทียม เลยลากน้องไปเดินดูงาน Thai Craft Fair ซะก่อน นึกว่าผู้ผลิตมาเอง แต่ไม่ใช่ เป็นแนวผู้ส่งออกชั้นแนวหน้า กำลังทรัพย์ที่มีจึงไม่เพียงพอจะช้อปได้ดังที่ตั้งใจ แต่ก็ได้ติดมือมาบ้าง

ประสบการณ์ที่ได้จากงานนั้นคือมุมมองใหม่ต่อการทำงานฝีมือ ซึ่งที่ฉันกำลังหมกมุ่นอยู่ในตอนนี้คือการถัก ไม่รู้เป็นไง ต้องแวะปากซอยแทบทุกวัน และได้ไหมถักติดมือกลับบ้านมาเรื่อย (จนจะไม่มีที่เก็บอยู่แล้ว!)
ฉันพบว่า แค่เปลี่ยนวัสดุ คิดให้พ้นไปจากกรอบเดิม วัสดุเดิมที่เราคุ้นชินอย่างไหมถัก ก็อาจมีโอกาสได้สร้างสรรค์งานใหม่ที่น่าภูมิใจไม่แพ้กัน

ในงานนี้ฉันเห็นคุณพี่ผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง นั่งประจำโต๊ะงานสานจากการนำกระดาษเนื้อบางมาม้วนให้เป็นคอร์ด ฉันเห็นถาดใบเล็กสีเขียวที่เดาว่าสานจากกระดาษที่เคยเป็นใบปลิวโฆษณาสินค้าลดราคาของไฮเปอร์มาร์เก็ตดังมาก่อน แล้วก็ยังมีสีอื่นๆ อีก บางชิ้นก็เป็นงานสลับสี ทึ่งมาก แทนที่จะขายกันที่ฝีมือประณีตเพียงอย่างเดียว แต่งานของคุณพี่ขายกันที่รสนิยมในการใช้สี สไตล์ของทรง แถมยังมี value added จากการทำขึ้นจากสิ่งที่หลายคนจัดเป็นขยะอีกด้วย

เดินมาที่อีกโต๊ะ เป็นกระเป๋าถัก วัสดุน่าฉงนจนอดใจไม่ลูบดูไม่ได้ มีเสียงอ่อนๆ ที่อ่านใจฉันออกแว่วมา “ถุงพลาสติกค่ะ”
…อั้ยย่ะ! “ถุงหิ้วเอาไปตัดเป็นเส้นอะหรอคะ!” ฉันถาม
“ใช่ค่ะ ถักยาก เจ็บมือเลย” โอ้ นางถักเองด้วย “แบบนี้ก็เป็นถุงพลาสติกที่เพิ่มแถบเทปคาสเซ็ตลงไปให้ดูแววๆ”
ต๊าย! ฉันขนลุก นึกถึงเทปคลาสเซ็ตตลับโปรดมากมายที่ตัวเองยังเก็บงำมาจนถึงวันนี้ โดยที่เครื่องเล่นพังไปแล้ว และตัวเทปเองก็อาจเล่นเพลงไม่ได้อีกต่อไป ของพวกนั้นอาจเกิดประโยชน์อีกครั้งได้เหมือนกันหรือนี่

น้ำตาจะไหล..เสียดายก็เสียดาย แต่กับของที่ใช้การไม่ได้แล้ว หลายคนทิ้งมันเหมือนขยะชิ้นหนึ่งด้วยซ้ำ เราจะเสียดายไปเพื่อ?

สาวคนนี้เธอมีร้านชื่อ Ecomo Craze อยู่ในโซน Capital Zen Zone ชั้น 1 Zen ฉันขอนามบัตรมาเรียบร้อย เผื่ออนาคตจะมีโอกาสได้ทำเรื่องเก๋ๆ ชวนคนไปอุดหนุนสินค้ามากคุณค่าของเธอและเพื่อนบ้าง

จบชาบูมื้ออร่อย ฉันลากร่างอืดๆ ไปแวะร้านอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยเจ้าประจำที่ปากซอยตามเคย จัดการปั๊มกระดุมด้วยผ้าลูกไม้ที่เตรียมจะไปติดลงบนเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สุดเก๋าตัวล่าสุดที่เพิ่งได้มาจากตลาดนัดใกล้ออฟฟิศในราคาเพียง 40 บาท เนื่องจากกระดุมมันหายไปเม็ดนึง จาก 50 บาท จึงถูกต่อลงเหลือ 40 บาทไม่ยาก ด้วยความเซอร์และราคา บางคนอาจมองเสื้อตัวนี้เป็นขยะไปแล้ว แต่ฉันกำลังนึกอยากทำอะไรสนุกๆ กับแจ็คเก็ตยีนส์อยู่ เจอเสื้อแล้วจึงออกอาการยินดีมากกว่ารังเกียจ (ที่จริงฉันไม่เคยมีความคิดเกี่ยวกับเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเก่าแค่ไหน ว่าเป็นขยะเลย)

เสียดายรังดุมเก่าไม่ใหญ่กว่านี้ ไม่อย่างนั้นจะได้กระดุมลูกไม้เต็มๆ เป้งๆ แต่ไม่เป็นไร จากเศษผ้าลูกไม้ที่เตรียมไปฉันจัดกระดุมไซส์เกือบเป้งสุดได้มาอีก 5 เม็ด

และไม่วาย ได้ไหมซัมเมอร์วีนัสสีเหลือบโทนเขียวติดมือกลับมาอีก 1 ม้วน !

image

นกสีฟ้าใต้ชายคาบ้านเราเอง

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

หลังจากอ่าน “โตเกียวทาวเวอร์ แม่กับผม และพ่อในบางครั้งคราว” ที่ผู้เขียน ลิลี่ แฟรงกี้ เล่าถึงชีวิตที่เติบโตมากับแม่ ซึ่งแยกทางกับพ่อ เมื่อเขาพูดถึงการมองหาความสุขของครอบครัว มีครั้งหนึ่งได้เปรียบถึงการตามหานกสีฟ้าแห่งความสุข ฉันอ่านฟุตโน้ตจากผู้แปล พบว่า นกสีฟ้าที่ลิลี่กล่าวถึงมาจากบทประพันธ์ L’Oiseau bleu (The Blue Bird) ของนักประพันธ์ชาวเบลเยี่ยม Maurice Maeterlinck ซึ่งดูเหมือนชาวญี่ปุ่นจะรู้จักนกสีฟ้านี้กันเป็นอย่างดี ฉันคิดเอาอย่างนั้นหลังจากนึกได้ว่า เมื่อนานมาแล้วเคยดูหนังเรื่อง青い鳥 (Aoitori แปลตรงตัวเลยแหละว่า นกสีฟ้า) เรื่องราวดราม่าที่เล่าถึงความสุขของแทบจะทั้งโรงเรียนที่หายไปจากการตายของเพื่อนนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่ง การเข้ามารับช่วงตอนกลางเทอมเลยของครูติดอ่าง (ฮิดรชิ เอเบะ ของฉันเอง) เพราะครูคนก่อนทนนักเรียนไม่ไหว โรงเรียนและครูมีความพยายามจะนำความสุขกลับมาสู่ทุกคน ซึ่งในที่สุดหนทางแห่งความสุขก็มาถึงพร้อมข้อความที่ถูกหย่อนลงบนกล่องรับความคิดเห็นชื่อ “นกสีฟ้า”

 

นึกๆ แล้วยังระลึกได้อีกว่านิสสันก็มีรถ Bluebird ยิ่งนึกออกยิ่งสนใจ ทำไมคนญี่ปุ่นผูกพันกับนกสีฟ้าเสียจริง

 

หลังจากจบโตเกียวทาวเวอร์ฯ ไม่นาน ยัังบังเอิญได้ดูหนัง Sing, Salmon Sing หนังเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นอีกเรื่องทางเคเบิล ที่พูดถึงความพยายามเต็มที่ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และการเรียนรู้ที่จะรวมพลังทำงานเป็นทีมมากกว่าจะโชว์เก๋ โชว์เก่ง เด่นอยู่คนเดียว (โดยเฉพาะในวงประสานเสียง) ซึ่งในเรื่องนี้คณะประสานเสียงนักเรียนหญิง ม.ปลายที่เราติดตามเข้าประกวดด้วยเพลง 青い鳥 (Aoitori) อันไพเราะจับใจ (แหม เคเบิลมีแปลเนื้อเพลงให้เสียด้วย)

 

ฟังเพลงประสานเสียงและเพลงเอนด์ไตเติลในเสียงผู้ชายจบแล้วฉันก็ถึงจุดอินร่วมกับชาวญี่ปุ่นทันที  เกิดอยากจะจำลองภาพนกสีฟ้า (แห่งความสุข) ของตัวเองขึ้นมาบ้าง จึงลองวาดรูปนกเป็นครั้งแรก แล้วก็ปักลงไปบนหมวกผ้าเดนิมที่ได้มาจากตลาดที่ผ่านประจำ หลังจากดัดแปลงรายละเอียดนิดหน่อยของหมวกเรียบร้อยแล้ว

เขาว่ากันว่า นกสีฟ้า ไม่ต้องเสียเวลา และเหนื่อยกับการเดินทางออกไปแสวงไกล มองดูให้อาจจะพบว่าใต้ชายคาบ้านเราก็มีทำรังอยู่ (ลิลี่เปรียบไว้เป็นความสุขในบ้านที่มีสมาชิกครบถ้วนไง)

ฉันเองนอกจากขี้เกียจออกไปตามหาแล้ว ที่บ้านยังไม่มีรังนก เพราะมีแมวเฝ้ายามแข็งขัน (ฮา) แต่ก็ได้ปักนกสีฟ้าตัวนี้ลงไปบนหมวกเรียบร้อยแล้ว ยังไงก็หนีกันไปไม่ได้หรอกนะ

คุณนกสีฟ้าแห่งความสุข  

หมายเหตุ:
เจอแล้วจ้า Aoi Tori : The Blue Bird บทความที่เขียนไว้หลังจากดูหนังที่ multiply และได้ย้ายที่เก็บใหม่ไปไว้ที่ Blogger

สายเดี่ยวแห่งความสุข

มาตรฐาน

 

รูปภาพ

การประดิษฐ์สิ่งของที่ทำให้คนใช้มีความสุข สร้างความสุขให้ผู้ประดิษฐ์เช่นฉันเรื่อยมา

แต่คงไม่มีความสุขครั้งไหนอิ่มเอิบ ชุ่มฉ่ำตั้งแต่เริ่มคิดจะทำ เช่นการเย็บเสื้อสายเดี่ยวง่ายๆ สองตัวนี้

เพราะนี่จะเป็นการเย็บเสื้อให้แม่ใส่ครั้งแรกของฉัน

 

 

 

หมายเหตุ:

-ที่จริงเคยเย็บเสื้อให้แม่แล้ว ออกแบบ ประดิดประดอยอย่างที่เห็นว่าดี ว่าสวย แต่แม่ไม่รับ แม่บอกเสื้อคอกระเช้านั้นโป๊ไป แม่ไม่ใส่ ให้เอาไปขาย ได้เงินมาทำบุญกับวัดที่แม่ไปรักษาตัว

-ตอนนี้แม่ต้องการเสื้อใส่สบาย ซักแห้งง่าย และช่วยระบายอากาศ คงไม่มีแบบอื่นเหมาะกว่าสายเดี่ยวผ้าฝ้าย ไม่มีกระดุมและปม ถ้าน้องบอกเวิร์ก ฉันจะกลับมาเปิดโรงงานเย็บผ้าอีกรอบ

-ต้องขอบคุณน้องชายที่เป็นคนบอกให้ฉันเย็บเสื้อให้แม่ ถ้าน้องไม่บอกคนเป็นพี่คงไม่รู้จักคิดจะทำ

-เป็นการเย็บเสื้อที่มีความสุขมาก แม้จะเป็นงานที่เสร็จกับจักรเย็บผ้าถึงร้อยละ 95 ผิดฟอร์มกันสุดๆ