Category Archives: ดอกไม้ใบหญ้า

โยคะสอน: อยู่ในที่ที่เราควรจะอยู่

มาตรฐาน

image

ฉันมีโอกาสหัดโยคะตั้งแต่สมัยยังทำงานอยู่บริษัท (มหาชน) สำนักพิมพ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ พี่ที่รักชวนฉันไปเป็นลูกมือช่วยจัดฝึกอบรมโยคะขั้นต้นกับครูเกด เกศสุดา ชาตยานนท์ ต้องเรียนกันสัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 4-5 สัปดาห์ ครั้งนั้นเรียกว่าเป็นการทำความรู้จักกับโยคะ รู้จักกับการหยุดโลกนอกห้อง แล้วค้นพบว่าการหายใจเข้า-ออกแบบโยคะทำอะไรกับร่างกายของเรา แต่ยังจำอะไรไม่ได้ กลับมาฝึกเองที่บ้านย่อมไม่ได้ เพราะอาจจะทำผิดทำถูก จนเกิดอันตรายได้

หลังจากนั้นก็ห่างเหินไปพอควร ย้ายที่ทำงานมาสองสามแห่งจนมาอยู่กลางเมือง ก็ตัดสินใจซื้อสมาชิกคลับผู้หญิงใกล้ที่ทำงาน ซึ่งตอบสนองกลุ่มเป้าหมายโดยจัดให้มีคลาสโยคะตลอดวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและหลังเลิกงาน ฉันสามารถตื่นเช้าขึ้นรถไฟฟ้ามาฝึกโยคะแล้วอาบน้ำเดินมาทำงานได้สบายๆ (ถ้ายอมตื่น) หรือแวะไปฝึกหลังเลิกงาน (ถ้าไม่ขี้เกียจ) ถ้าคลาสเช้าไม่น่าสนใจ หรืออยากจะตามไปเรียนกับครูคนโปรด ก็สามารถขึ้นรถไฟฟ้าไปเรียนตามสาขาต่างๆ ได้ (ถ้าเพียรพอ) แต่เท่าที่จำได้ ฉันเข้าคลาสได้ไม่บ่อยถี่คุ้มกับค่าสมาชิก 1 ปีเท่าไหร่หรอก ที่จริงยังไม่ทันครบปีที่ฉันเป็นสมาชิก คลับสาขานี้ก็ปิดตัวลง และฉันก็ไร้วินัยเกินกว่าจะขึ้นรถไฟฟ้าตระเวนไปเรียนตามคลับอื่นๆ ที่เหลือ พอสมาชิกหมดอายุก็ไม่ได้ต่อ (โชคดีจริง)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกโยคะในช่วงนี้คือ โยคะเป็นภาษาสากล ครูส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย ทั้งหมดเป็นผู้ชาย มีครูสาวชาวไทยอยู่บ้างแต่ก็นับว่าน้อยจนจำได้ ครูผู้ชายนั้นฝึกหนัก แม้จะเป็นคลาสยืดเหยียด หรือคลาสสำหรับมือใหม่ ก็ยังไม่ใช่การฝึกสบายๆ กระนั้นฝึกกับครูพวกนี้ก็สนุกดี มีลูกลุ้นให้เราท้าทายตัวเองแบบแปลกๆ ไม่มีจิกกัด ไม่เหน็บแนม เหมือนจะเบลอโฟกัสคนล้มเหลว แต่ก็แอบดูและให้กำลังใจอยู่เนืองๆ

มีครูหุ่นล่ำแบบมะขามข้อเดียวคนหนึ่ง จำได้ว่าอยู่ในคลาสโยคะแนวไดนามิก ส่วนใหญ่เป็นท่ายืน ทรงตัว และมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องตลอดชั่วโมง ซึ่งคนฝึกแน่นมากๆ เพราะเป็นคลาสหลังเลิกงาน มันยาก แม้ครึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นสาวที่เอาจริงเอาจังกับการฝึกโยคะพวกเธอยังต้องแข็งใจ แล้วนับประสาอะไรกับคนฝึกขาอ่อนอย่างฉัน

ครูคนนี้บอกเทคนิคว่าอย่าใจลอย อย่ามัวคิดว่ามันยากไปฉันทำไม่ได้ อย่าตั้งใจทำมากจนลืมหายใจ แต่ให้อยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ อยู่ตลอดเวลา อย่ากลัวอะไร เพราะเมื่อหายใจ เราจะมีพลัง

ฉันลองทำตาม แล้วก็ทำได้มากกว่าที่เคยทำได้ ก็ไม่รู้สินะ อาจจะเพราะว่าการจับอยู่ที่ลมหายใจทำให้เรานิ่ง เมื่อนิ่งก็ทรงตัวได้ ยืนอยู่ได้จนครบตามที่ครูนับกระมัง

“Happiness is here, and now” ครูบอกด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดี้ยน ฉันจำแม่น ถ้าจะฝึกโยคะให้ได้ผลดีแบบไม่เสียเวลา ต้องอยู่ตรงนี้ ที่ลมหายใจ

ยุคหลังจากนั้นเป็นการพเนจรฝึกโยคะตามที่ต่างๆ ตามแต่เพื่อนสาวจะชวน ฉันก็ไปบ้างไม่ไปบ้าง เพราะค่อนข้างเป็นคนเลือกมากเรื่องเยอะ บางสตูดิโอเพดานต่ำไปฉันก็ว่ามันอึดอัด คนเรียนเยอะไปก็อึดอัด แต่การได้เปลี่ยนครูหลายคนก็สนุกดี โยคะเป็นภาษาสากลโดยแท้ ครูแต่ละคนมีสไตล์การสอนต่างกันไป แต่จริงๆ แล้วครูกำลังสอนเรื่องเดียวกันให้กับเรา

สิ่งแปลกใหม่ในการฝึกโยคะของฉันจึงไม่ใช่การเปลี่ยนครู เปลี่ยนเพื่อนร่วมฝึก แต่เป็นการเปลี่ยนสถานที่ฝึก

วันเสาร์ที่ผ่านมาเพื่อนสาวชวนฉันไปฝึกโยคะในสวน กับครูรุ่นน้องที่ฉันไม่ได้สนใจมาก่อนว่าเป็นผู้ชาย ขนาดสวนฉันยังจำว่าเป็นอีกสวนหนึ่ง ไม่ใช่สวนเบญจกิติ และคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าอากาศและบรรยากาศจะดีขนาดนี้

ก่อนหน้านี้ฉันฝึกโยคะในสตูดิโอปรับอากาศ ไม่ปรับให้เย็นก็ปรับให้ร้อน บนพื้นเรียบ สะอาด เป็นไม้ปาเก้บ้าง กระเบื้องยางและวัสดุอื่นบ้าง แต่วันนั้นเราปูเสื่อโยคะลงบนฝืนหญ้า ใต้แนวต้นไม้ เรียงหน้ากระดาน โค้งไปตามองศาของอัฒจรรย์นั้น ลมเย็นโชยให้คลายร้อนเป็นระยะพัดกลิ่นหอมอ่อนของดอกกัลปพฤกษ์ หรืออาจจะเป็นดอกนนทรี แต่บางครั้งฉันแน่ใจว่าเป็นดอกปีบ ที่แน่ๆ มันสะอาด และเป็นมิตร รู้สึกเหมือนสามารถหายใจเอาอากาศแสนสบายปอดนั้นเข้าไปในร่างกายลึกถึงช่องท้องจริงๆ ตอนหลับตาทำสมาธิ ครูนำให้เราใช้ผัสสะส่วนต่างๆ สัมผัสรอบกาย ฉันรู้สึกว่าสามารถสัมผัสสวนแห่งนี้ได้ดีกว่าตอนลืมตาอีก

ครูเฟี๊ยตเป็นหนุ่มกระฉับกระเฉง ฉันเคยบอกไหมว่าฉันชอบมองผู้ชายฝึกโยคะ ฉันชอบที่จะได้เห็นผู้ชายในช่วงเวลาอันสงบ นิ่ง แสดงการฝึกฝนอันแข็งแรง และเปี่ยมพลัง เย็นวันนั้นเป็นโยคะที่เน้นความแข็งแรง ก็เลยเป็นการฝึกที่ค่อนข้างยาก และหนัก นักเรียนเหนื่อยกันมาก แต่ทุกครั้งที่เหยียดกระดูกสันหลัง แหงนหน้าขึ้นฟ้า สิ่งที่ฉันเห็นไม่ใช่ฝ้าเพดานหรือดวงไฟนีออนอีกต่อไป หากเป็นกิ่งก้านต้นไม้พลิ้วไหวไปตามลม บนฟ้ามีนกกำลังบินกลับรัง

ฉันบอกได้ในตอนนั้น นี่เป็นการเรียนโยคะครั้งที่ฉันมีความสุขมากที่สุด หลังจากการฝึก รู้สึกเหนื่อย ตัวเปียกโชก เปื้อนดินและหญ้าเป็นหย่อมๆ แต่สมองปลอดโปร่งกับอากาศถ่ายเท เย็นสบาย ใช่แล้ว… ฉันควรได้รับสิ่งนี้

ที่ที่เราควรจะฝึกโยคะเป็นที่แบบนี้เอง

Advertisements

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (5) : สวนแห่งแรงบันดาลใจ

มาตรฐาน

image

ฉันอยากจะวิ่ง แต่กลัว

เคยวิ่งเมื่อเด็กๆ แต่คงเริ่มแรงไปหน่อย คือเริ่มด้วยการวิ่งจริงๆ เลย ผลปรากฏว่าเหนื่อยเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมากๆ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งคู่นั้นอีกเลย หยิบมาใช้อีกทีพื้นรองเท้าถึงแก่หลุดออกจากกัน

เวลาล่วงเลยมาอีกสิบกว่าปี คิดจะวิ่งอีกครั้ง เพราะมโนไปว่าการวิ่งออกไปเหมือนม้าป่าช่างดูมีอิสระเสรี แข็งแรง แล้วก็ชนะ คือชนะใจตัวเอง ฉันปั่นจักรยานลงถนนได้แล้ว แต่ยังออกวิ่งไม่ได้ ก็น่าจะลองดูไหม คิดไปคิดมากแล้วตัดสินใจกับตัวเอง ว่าจะลองวิ่งดู รองเท้าวิ่งคู่ใหม่ก็ซื้อมานานแล้ว

แต่ฉันก็ยังไม่ลืมกลัวหัวใจจะหลุดออกมาเหมือนวันนั้น จึงบอกตัวเองว่าเรามาเริ่มต้นด้วยการเดิน

ฉันเริ่มเดือนบนสายพานเมื่อวันพุธของอาทิตย์ที่แล้ว เราปรับให้สายพานเคลื่อนเร็วขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ฉันยังปรับสปีดให้เพียงแค่เดินได้ ยังไม่กล้าวิ่ง ความเร็วที่ไม่เกิน 7 กิโลเมตรของชั่วโมง ฉันให้ตัวเองเดินอยู่ 45 นาที และทำอย่างนั้นอีกครั้งในวันต่อมา วันต่อมาต้องหยุดเพราะการทำงานไม่เอื้ออำนวย กับเว้นไปอีก 2 วันเพราะท้องเสีย

เริ่มต้นอาทิตย์นี้อย่างสวยหรูด้วยการเปลี่ยนไปเดินที่สวนเบญจกิติ (ต่อไปนี้ขอเรียกว่าสวนยาสูบ เพราะชอบชื่อนี้มากกว่า) สวนนี้ฉันเคยแวะไปเพื่อปั่นจักรยาน ยังไม่เคยทำกิจกรรมที่ต้องใช้ขาของตัวเอง เช้าวันจันทร์ เพื่อนสาวขับรถมารับแต่เช้า เพราะต้องเผื่อเวลาให้การจราจรและกิจกรรมของเรา เมื่อไปถึง มันเป็นเวลาที่ดี เป็นเช้าที่มีเมฆมากและลมพัดเย็นชื่นตลอดเวลา กัลปพฤกษ์สองสามต้นที่กำลังบานสะพรั่งนั้นเหมือนยืนต้นต้อนรับเรา อากาศโดยรอบหอมชื่นใจนัก ฉันเดินเร็วได้ 2 รอบ เป็นระยะทางใกล้ๆ 4 กิโลเมตร เพื่อนวิ่ง น่าประทับใจมาก นางวิ่ง ฉันเดิน

เช้าวันอังคาร เพื่อนสาวยังมารับแต่เช้า เราตั้งใจจะไปคลาสโยคะร้อน ฉันรู้สึกดี ในคลาสร้อน แต่แสงสวยและรู้สึกสงบมาก ตกเย็นเราไปสวนยาสูบอีก บรรยากาศเปลี่ยนไปจากตอนเช้า ลมยังพัดเย็น แม้ไม่สว่างนัก แต่คึกคักไปด้วยผู้คนที่มีความมุ่งมั่น ทั้งคนเดิน คนวิ่ง คนปั่นจักรยาน ไม่ใช่สวน แต่เป็นผู้คนที่มุ่งมั่นรอบตัวที่ให้แรงบันดาลใจกับฉัน บางคนยังเด็ก บางคนเป็นผู้ใหญ่ บ้างก็มาเป็นคู่ เป็นกลุ่ม ทุกคนล้วนตั้งอกตั้งใจ มองไปข้างหน้า ไม่ได้แข่งกับใครนอกจากตัวเอง เห็นบางคู่ให้กำลังใจกันแล้วฉันรู้สึกดีจัง จำได้ว่าบอกเืพื่อนว่าชอบบรรยากาศที่นี่

เช้าวันพุธ ฉันบอกเพื่อนว่าจะปั่นจักรยานบ้าง ไม่ได้ปั่นหลายวันกลัวจะลืม ที่สำคัญคือ คิดถึง วันพฤหัสบดีฉันตื่นสายและเบี้ยว ไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่หอบรองเท้าวิ่งมาด้วย

เช้าวันนี้ วันศุกร์ ฉันปั่นจักรยานออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ นัดมาพบกับเพื่อนซึ่งขับรถมาที่สวนยาสูบ รู้สึกมีความสุขมาก ดีจริงๆ ที่วันนี้อากาศดีอย่างที่มันควรเป็น แค่ฝนไม่ตก การมีแดดออกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลยสำหรับเช้าวันหนึ่งในฤดูร้อน สวนยาสูบดูสวยสดใสท่ามกลางแสงยามเช้าที่พระอาทิตย์ไม่เอียงขนาดในฤดูหนาว ฉันพบมุมบางมุมที่เป็นเหมือนบันทึกฤดูกาล มองข้ามลานใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่มีดอกสีชมพูกลีบอ่อนบอบบางร่วงราวกับปูพรมไป ในแสงอันอบอุ่น ฉันเห็นคนวิ่งบ้างเดิืนบ้าง นักปั่นปั่นจักรยานคันเล็กบ้าง ใหญ่บ้างไปตามทางทางสำหรับจักรยาน ดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวา

ฉันบันทึุกภาพสวนแห่งนี้ไว้อีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเดิน

เช้านี้เดินไม่ได้นาน ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะว่าแสงแดดหลัง 8 โมงเช้าในเดือนมีนาคมชักจะโหด เราออกจากสวนก่อน 8.30 น. ฉันปั่นจักรยาน เพื่อนขับรถ เราไปพบกันที่ปลายทาง อาบน้ำ สดชื่น หาข้าวกินก่อนเริ่มงาน นี่คือชีวิตแบบที่เราควรจะใช้

อีกไม่นานฉันจะวิ่ง ฉันเชื่อว่าจะวิ่งได้เพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสวนยาสูบ ไม่ใช่จากการจินตนาการขึ้นเองบนลูวิ่ง (แม้ฉันจะรักความรู้สึกบนนั้นเหมือนกัน)

21 days, my journey back to life (day12/21)

มาตรฐาน

day 12: พุธ 12 กุมภาพันธ์ 2557

 

 

image

นัดพบกับไบค์เมตแต่เช้าด้วยตั้งใจจะไปวิ่งที่สวนเบญจสิริ เช้าๆ อากาศดี แต่รถติดแล้ว น่าอัศจรรย์ใจจริงที่ออกจากบ้านเวลาไหนก็เจอรถติด

เราไม่ได้รีบร้อนนัก ส่วนหนึ่งเพราะรถเราไม่ค่อยดี เรารู้สึกได้ แม่ไบค์เมตนั่นรู้ชัดๆ เลย โตเกียวของนางโซ่หลุดอีกแล้วตอนจังหวะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสะพานพระโขนง นี่ดูเหมือนเป็นครั้งที่สองแล้ว ซีรีนของฉันไม่เลวร้ายขนาดนั้น แค่จังหวะเปลี่ยนเกียร์จะกระโดดจากจานที่สองไปสี่ และสี่ลงไปสองเสมอ

ฉันแทบไม่เคยได้ปั่นด้วยจานใบที่สาม ซึ่งน่าจะให้น้ำหนักและสปีดที่เหมาะกับหลายสถานการณ์บนถนนมากกว่าที่จานใบที่สองซึ่งเบาเว่อร์ไป และสี่ซึ่งหนักเว่อร์ไปมาก ไม่เป็นไร ยังพอประคองตัว รอจนกว่าจะถึงวันที่ได้เจอช่างจักรยานที่เข้าใจและแก้ปัญหานี้ได้

โลกบนถนนช่วงหน้าเอ็มโพเรียมไปจนถึงแยกอโศกเกือบถึงขั้นวิกฤต แต่โลกในสวนสาธารณะเล็กๆ ริมทาง ข้างห้างแบรนด์เนมห้างนี้เงียบสงบเหมือนอยู่กันคนละโลก เราล็อกจักรยานไว้ที่เสาไฟผอมๆ ทั้งๆ ที่เหงื่อยังไม่หมาด ไบค์เมตของฉันเปลี่ยนบทบาทจากนักปั่นไปเป็นนักวิ่ง ส่วนฉันต้องขอตัวเพราะไม่รู้จะเอาสัมภาระไว้ไหนตอนที่วิ่ง อุตส่าห์แต่งตัวมาอย่างพร้อม แต่ดันลืมนึกไปว่าจะเอาข้าวของไว้ที่ไหน

ในสวนไม่เหงา ฉันแบกเป้ เดินเชื่องช้าบนรองเท้าวิ่ง ผู้คนแถวนี้ดูมีความสุข ทุกคนมาที่นี่เพราะรักชีวิตของตัวเอง ส่วนใหญ่มาออกกำลังกาย ในวัยหนุ่มสาวก็ออกวิ่ง วัยผู้ใหญ่ถึงชราในรูปแบบการออกกำลังกายเชื่องช้า รับกับวัยแห่งความสุขุม ไร้แรงกระทั้นกระแทก บางคนในชุดทำงาน ฉันเห็นเขานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ …ไม่รู้สิ บางทีข้างตัวเขาอาจจะเป็นแก้วกาแฟหอมๆ สักแก้ว

ฉันนั่งลงที่ม้านั่ง ไม่ไกลจากตำแหน่งครั้งแรกและครั้งเดียวที่มานั่งในสวนนี้กับเขา ใกล้แปดโมงเช้าเข้าไปทุกทีแต่แดดยังไม่ออก มองไปรอบๆ ดอกไม้หน้าแล้งเริ่มแสดงตัว ตอนนี้มีสามสีแล้ว ชมพู ม่วง และแดง รอสีส้มจากหางนกยูง และสีเหลืองของคูน แล้วสวนนี้ก็จะผลัดจากสวนฤดูหนาว เปลี่ยนสู่สวนฤดูร้อนอย่างแท้จริง

ไม่รู้สึกเจ็บแปลบอะไรเมื่อเดินผ่านจุดที่เราเคยนั่งข้างกันเมื่อสิบกว่าวันก่อน เรื่องธรรมดาแท้ๆ การเกิดขึ้นในวันนี้ และจบลงในวันถัดไป ไม่ต่างจากฤดูกาลที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

ไบค์เมตกลับมาพร้อมเนื้อตัวพราวเหงื่อและใบหน้าแดงก่ำ วิ่งได้ห้ากิโลกว่า ท่าทางมีความสุขกับสปอนเซอร์ขวดนั้น ขณะที่ฉันใช้เวลาเท่ากันไปกับการนั่ง หายใจเข้าออก พิจารณาธรรมชาติรอบตัวและผู้คน คิดอะไรๆ และบันทึกภาพ เรามีความสุขกันไปคนละทาง แต่ร่วมทางปั่นต่อไปอีกไม่ไกลก็ถึงจุดหมายปลายทาง จอดจักรยาน จากนั้นอาบน้ำแต่งตัว หาอะไรรองท้องก่อนเริ่มต้นทำงาน

ฉันมองชีวิตตัวเองตอนนี้ ไม่มีคนรักอยู่ข้างกายเหมือนเมื่อสิบกว่าวันก่อน แต่ขาดอะไรไปไหม? ไม่เลยนี่ ฉันมีครบ ทั้งเพื่อน เวลา สุขภาพ ความสุข และความคิด

ฉันว่าฉันรักชีวิตตัวเองตอนนี้ออก

เราจะยืนเคียงข้างกัน

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

ตอนที่มาเลเซียต้องการสร้างหอสูงเพื่อติดตั้งเสาสื่อสารโทรคมนาคมเมื่อ 20 กว่าปีก่อน พวกเขาเลือกชัยภูมิตรงจุดยอดบนภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งกลางเมืองกัวลาลัมเปอร์ แล้วออกแบบหอซึ่งจะมีความสูงที่ปลายยอดเท่ากับ 421 เมตร (เมื่อนับรวมฐานที่เป็นภูเขา จะได้ความสูง 515 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สูงกว่าตึกแฝดเปโตรนาส) ความสูงระดับนี้ ถ้าสร้างเสร็จก็จะทำสถิติโลกในตอนนั้นทีเดียว

แล้วทีมวิศวกรก็เจอปัญหาเล็กๆ ที่อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับทีมวิศวกรหอสูงของชาติอื่น นั่นคือ ต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ อายุเกิน 100 ปีต้นหนึ่ง ซึ่งยืนต้นอยู่ใกล้จุดที่ถูกกำหนดให้เป็นฐานของหอสูงที่จะสร้างเหลือเกิน

..ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก เอาไงดี?

 

ปิ๊ง! ..เอาไว้ละกัน ผู้มีอำนาจตัดสินใจตัดสินใจจะให้ต้น Jelutong tree อายุคราวคุณทวดต้นนี้ยืนอยู่คู่กับสิ่งก่อสร้างที่นับว่าล้ำที่สุดแล้วในยามนั้น ว่าแล้วก็ต้องกันงบประมาณจำนวนหนึ่งในการล้อมไม้ต้นนี้ไว้ไม่ให้รากถูกรบกวนจากฐานของหอคอย

ก่อนขึ้นลิฟต์ไปชมวิว พวกเรามีโอกาสชมวิดีโอฉายให้เห็นขั้นตอนการก่อสร้างหอสูงของเมื่อยี่สิบปีก่อน …แม่เจ้า ฉันเห็นแล้วรัก KL Tower มากกว่า Petronas Twin Tower เจ้าของความสูง 452 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ได้ขึ้นไปชมวิวจากชั้น 86 (มีทั้งหมด 88 ชั้น ต่อด้วยเสาส่งวิทยุอีกช่วงหนึ่ง) เมื่อวันก่อนหน้าเสียอีก

ในยุคที่ยังสื่อสารกันผ่านวอล์กกี้ทอล์กกี้ พวกเขาเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2535 ปรับพื้นที่ให้เตียนโล่ง ใช้เครื่องมือขุดแห่งยุคขุดหลุมลึกกว้างใหญ่ ก่อนจะเทคอนกรีต รอให้เซ็ตตัว แล้วจึงขยับความสูงขึ้นทีละ 5 ฟุต ภาพคนงานตัวเล็กๆ ในเครื่องแต่งกายปกติกับการทำงานบนยอดสูงกลางแสงแดดและสายลมในภาพที่ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ สูงขนาดนั้น แค่มองลงไปข้างล่างเป็นฉันก็คงขาอ่อน พลัดตกลงมาจบชีวิตเอาง่ายๆ แต่พวกเขาทำงานได้เสร็จตามกำหนด

จากนั้นแล้วก็เป็นช่วงของช่างตกแต่งภายใน ค่อยประดิษฐ์งานติดแผ่นกระจกเงาประดับเพดานโดมชั้นล่างตามสไตล์เปอร์เซียนจนสวยงามวิจิตรราวกับถูกครอบด้วยท้องฟ้าที่มีดวงดาวเป็นเพชร

KL Tower เสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมทัศนียภาพเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2539 และเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมในปีเดียวกัน

เป็นหอคอยที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศชาติและประชาชนมาเลเซียตลอดมา มี Jelutong tree ยืนต้นอยู่เคียงข้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จในการการปีนข้ามขีดกั้นสูงลิบลิ่วของเทคโนโลยีโดยไม่หักหาญทำร้ายทำลายธรรมชาติ

 

 หมายเหตุ: ปัจจุบัน KL Tower สูงเป็นอันดับที่ 7 ของโลก

เกิด แล้วดับ แล้วเกิด แล้วดับ

มาตรฐาน

 

 รูปภาพ

 

สถานที่บางแห่งสำหรับฉันเหมือนมีพนักงานต้อนรับที่คอยส่งรอยยิ้มคุ้นเคยมาทักทายกันเสมอ

ไปรษณีย์สวนหลวง อยู่ลึกเข้าไปในซอยอ่อนนุช 28 สักร้อยเมตร  ฉันแวะไปส่งของเป็นครั้งคราว บางช่วงไปถี่ แต่บางทีก็ห่างๆ ไปบ้าง ทุกๆ หน้าร้อน ประมาณตั้งแต่ปลายหนาวไปจนปลายเดือนเมษายน ก่อนถึงไปรษณีย์ จะมีต้นคูณไม่ใหญ่นักต้นหนึ่ง ยืนต้นชิดรั้วบ้านหลังหนึ่ง ผลิดอกกลีบสีเหลืองสดสว่างห้อยเป็นพวง เต็มทุกกิ่งก้านเก้งก้าง บางช่วงบนลำต้นสวยเด่นที่สุดในซอยของเธอไม่มีสิ่งอื่นใด นอกจากกิ่งสีน้ำตาลประดับด้วยดอกสีเหลืองระย้า มีแมลงตัวน้อยๆ คอยตอมเกสรจากดอกนั้นไปดอกนี้ บินทำงานยุ่งไปทั้งต้น  กับนกน้อยสามสี่ตัวที่ถกเถียงอะไรบางอย่างอยู่บนนั้น

เธอเตือนฉันว่าถึงเวลาผลิดอกบานของเธอแล้ว

บานจนเต็มที่แล้วเธอจะค่อยๆ ทิ้งกลีบ เกสรที่ได้รับการผสมก็จะกลายเป็นฝัก ติดอยู่อย่างนั้นสักพักก็ร่วงลงพื้น จากนั้นอาจบังเอิญมีต้นคูณน้อยๆ งอกขึ้นจากเมล็ดที่หล่นลงไม่ไกลต้นของเธอ แล้วเธอก็จะมีเพื่อน

แล้วอาจจะพร้อมๆ กับการมาของฝนที่ใบอ่อนจะถูกผลิขึ้น แล้วเธอจะเปลี่ยนเป็นต้นไม้สามัญที่มีใบเขียวอีกครั้ง

ระหว่างเฝ้าสังเกตเธอ ฉันมองเห็นข้อความที่เธอส่งมา เธอบอกว่านี่เป็นอีกปีที่เธอเติบโต เช่นฉันผู้เฝ้ามอง ที่ก็สูงวัยขึ้น 

ฤดูกาลทำให้เธอเปลี่ยนแปลง ผลิดอกตูม แล้วบาน แล้วโรย กลายเป็นเมล็ด จากนั้นเมื่อฤดูกาลเวียนมาอีกครั้ง ร่างกายของเธอก็จะทำหน้าที่ตามขั้นตอนอีกครั้ง แต่ละปี แต่ละปี เธอแสดงให้ฉันเห็นวงจรของการเกิดและดับ   

ต้นไม้สามัญเช่นเธอแสดงให้เห็นสัจธรรมข้อสำคัญ

บอกง่ายๆ แต่งดงามตามวิถีของเธอเช่นนี้เอง