Category Archives: จักรยาน

จักรยานฝึกให้ฉันเชื่อง (9) : ล้มบ้างก็ได้

มาตรฐาน

image

ตั้งแต่เส้นทางปั่นจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมิปิดลงเพื่อปรับปรุง เส้นทางจักรยานรอบบึงหนองบอนก็มีโอกาสต้อนรับนักปั่นมากมาย ยิ่งมีการปรับปรุงเส้นทางใหม่ ให้ปั่นได้รอบบึงโดยไม่ต้องเลี้ยวกลับ ราดยางใหม่ให้ถนนเรียบ ตีเส้นให้สวยๆ ชัดๆ ติดป้ายกำกับทิศทางการปั่น จักรยานสารพันประเภทก็พากันถาโถมเข้ามาปลดปล่อยพลังงานในการปั่น บ้างมาซ้อมรอบขา มาปั่นชิลล์ๆ มาชมนกชมไม้ มาจับคู่เดตกระหนุงกระหนิง ฯลฯ รวมทั้งมาหัดปั่นจักรยาน ฉันผู้เป็นแฟนประจำของบึงหนองบอนอันแสนสงบและอบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นแห่งมิตรภาพก็คิดว่าควรจะล่าถอยออกมาหน่อยนึง ก็ประชากรนักปั่นชักจะเยอะจนทำให้เครียด

โดยเฉพาะหลังจากพบว่า เดี๋ยวนี้คนปั่นจักรยานรอบบึงหนองบอนเขาไม่ส่งเสียงทักทายกันแล้ว

แต่เช้าวันนี้ฉันกลับไปอีกครั้ง เมื่อคืนมีฝน อากาศเช้านี้จึงเย็นสบายชวนปั่นมาก และมันดีมากๆ เพราะเป็นวันธรรมดา จึงมีจักรยานน้อย ขอบด้านซ้ายและขวาของถนนมีคนซ้อมวิ่งประปราย บนถนนไม่ได้มีแต่นักปั่นซ้อมรอบขาทำความเร็ว ฉันดีใจที่นักปั่นและนั่งวิ่งแชร์พื้นที่กันได้เหมือนเดิม สบายใจจนเริ่มทักทายพี่ๆ ขาประจำ ใครเป็นขาประจำ? สังเกตได้จากเครื่องแต่งกายและจักรยานที่ปั่นค่ะ ไม่จำเป็นต้องอธิบายนะ ฉันว่า ถ้าคุณได้มาเห็นก็จะแยกออกเองแหละ ใครหน้าใหม่ ใครหน้าเก่า

มีความสุขจัง ฉันบอกตัวเอง เหมือนกำลังฝันว่าปั่นจักรยานอย่างเพลิดเพลิน ก็อากาศสดชื่นขนาดนี้ แดดก็ไม่มี แถมวันนี้มีเวลา ไม่ต้องรีบเร่ง หยุดถ่ายรูปได้ตามสบายที่มุมเดิม ซึ่งต้องมาเยี่ยมกันทุกครั้งที่มาบึงหนองบอน ฉันครึ้มขนาดกะจะปั่นสักสองสามรอบบึง และแวะเยี่ยมเกาะทั้งสองให้ทั่วถึง

แต่แล้วก็ต้องตื่นจากความฝันเพราะจักรยานหลุดโค้ง อืมม์ ฉันเข้าโค้งโดยไม่ได้กำเบรก ไม่ได้ประมาทหรอก ตั้งใจเลยว่าจะไม่เบรกให้เสียจังหวะ แหม๋ ก็กะมาดีแล้วว่ามาเร็วขนาดนี้ เอนที่องศานี้ สบาย รอบที่แล้วก็เอาอยู่สวยๆ นี่

อืมม..แต่รอบนี้มันไม่อยู่เพราะอะไรล่ะ อ๋อ ..เพราะนอกจากถนนแอสฟัลท์ที่อมน้ำฝนเมื่อคืนไว้เต็มๆ (แดดยังไม่ออกไง) แล้ว เส้นแบ่งเลนขาวจั๊วะที่ตีไว้ชัดๆ ใหญ่ๆ กลางถนนน่ะ ตัวลื่นเลยไง (แถมเธอไม่เบรกช่วยเลยใช่ไหม?)

เป็นอันว่าได้ล้มไถโครมลงไปโดยไม่ได้ส่งเสียงกรี๊ด แม้จะเป็นห่วงจักรยานมาก ก็รู้แล้วไงว่าตัวน่าจะโอเค เพราะไม่ได้เอามือยัน หรือเอาหน้าไถ และไม่ได้เอาหัวฟาดพื้น แต่เป็นการใช้หัวเข่าข้างซ้ายหยุดการไถลตัวไปตามพื้น จึงมีแผลเปิดขนาดประมาณ 5×5 เซนติเมตร บนหัวเข่า เป็นแผลเปิดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จำได้ว่าเคยเป็น กับอีกแผล ขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่งตรงจุดก่อนถึงปลายข้อศอกข้างซ้าย อืมม์ และสีข้างด้านซ้ายของเสื้อเปื้อนแรงมากแต่เสื้อยังไม่ถลอกจนขาด (เย็นนี้อาจมีรอยช้ำตรงนี้ แต่ยังดีที่บริเวณนี้มีการซัพพอร์ตเยอะ ทั้งเสื้อ ทั้งบรา) ลุกขึ้นมาได้ก็ดูรถก่อนเลย ยกรถขึ้นมาตั้งพอดีกับพี่ผู้ชายสองคนวิ่งมาถึง

โฮ! คอรถบิดไปจากศูนย์ กำลังจะโวยวาย พี่เขาก็ช่วยดัดคืนให้ แล้วก็ถามหาน้ำเปล่า บอกให้เอาน้ำราดแผลเยอะๆ แล้วบอกว่า ถนนลื่น เขาก็เพิ่งล้มที่โค้งถัดไป เออ..จริงแฮะ เขามีแผลที่คางกับโหนกแก้ม เสื้อก็ขาด แล้วพี่ผู้ชายในเสื้อสีส้มอีกสองคนก็มาถึง พร้อมเสนอความช่วยเหลือด้วยอุปกรณ์ปฐมพยาบาล

โฮ! พี่เขามีมาครบเลย ทั้งน้ำเกลือล้างแผล สำลี เบตาดีน พลาสเตอร์ปิดแผลแบบแถบใหญ่ ..น้ำตาจะไหล คนสองคน หลุดคนละโค้ง แต่ได้รับการปฐมพยาบาลกันเรียบร้อย ครบถ้วน ตรงที่เกิดเหตุนี่เอง

น้ำตาจะไหล นักปั่นบึงหนองบอนที่เคยคิดว่าเดี๋ยวนี้แม้แต่ทักก็ไม่ทักกันแล้ว ที่จริงคือมีน้ำใจหยุดมาช่วยกัน ช่วยดูรถ แล้วช่วยดูแผลให้ละเอียดลออ ก่อนจะไปพี่พยาบาลจะไปยังถามอย่างมีเมตตา น้องมีน้ำกินไหม แล้วส่งน้ำผลไม้ให้อีกกล่อง

จะถามชื่อพี่เขาไว้ก็ไม่กล้า จะขอถ่ายรูปก็ไม่กล้า ได้แต่พนมมือไหว้เขาอย่างสวยคนละครั้ง ระหว่างน้ำตาซึม แล้วถ่ายรูปพี่ทั้งสี่ไว้เป็นที่ระลึก

ล้มแล้วก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา แต่ถ้าการเจ็บครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้ขนาดนี้ก็คุ้มนะ จักรยานยังต้องปั่นอีกนาน คงต้องรู้จักกำเบรกไว้ แล้วก็ใช้มันในยามที่ควรจะใช้ บอกตัวเองว่าสนุกได้ แต่ถ้าห้าวให้น้อยกว่านี้อีกหน่อย ก็คงไม่ต้องเจ็บกันแบบนี้ซ้ำๆ เรื่อยๆ

ถ้าการล้มสอนให้ระวัง และรู้จักลุก แถมยังเป็นโอกาสได้รับน้ำใจจากคนอื่นแบบนี้.. ล้มบ้างก็ได้

ที่สำคัญคงต้องเตรียมตัวพร้อมให้ความช่วยคนอื่นบ้างละเรา

Advertisements

on reading: อะไรๆ ก็จักรยาน

มาตรฐาน

image

ยิ่งแก่ยิ่งอ่านหนังสือไม่จบ

แต่อ่านเล่มนี้จบ เพราะเป็นเรื่องที่สนุกมาก แถมยังแปลดีอีก

It’s all about the bike
(ชื่อไทย: อะไรๆ ก็จักรยาน)

โดย โรเบิร์ต เพนน์ หนุ่มอังกฤษนักปั่นที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นนักปั่นแบบมีสปอนเซอร์ เขาเป็นนักปั่นแบบที่ทำงานเขียน (journalist-เข้าใจว่างั้นนะ) เพื่อเลี้ยงชีพตัวเองและลูกเมีย (เมียเป็นสถาปนิกค้า) แต่หมอนี่มีชีวิตส่วนหนึ่งบนอานจักรยานด้วย

หมอรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับจักรยานคันแรกๆ ของชีวิต (แม้จะจำไม่ได้ เหมือนที่หลายคนลืมไปแล้วว่าปั่นสองล้อได้เป็นครั้งแรกกับรถคันไหน) และคันต่อๆ มา ช่วงเวลาดีงาม โหดร้าย สุดประทับใจและช่วงเวลาแสนพิเศษบนเส้นทางหฤโหดในการเดินทางไกลแต่ละครั้ง

เฮียแกอาจไม่ถึงขนาดปั่นรอบโลก แต่แกเดินทางข้ามทวีปมาแล้ว และบรรดา destination ทั้งหลายของนักปั่นทัวริ่ง แกก็เก็บมาเรียบร้อยแล้ว

ร็อบมีความฝัน แกมีจักรยานดีเลิศแล้วหลายคัน ทุกประเภท (เว้นรถแม่บ้าน) ที่แกยังไม่มีคือ จักรยานในฝัน

เฮียอยากประกอบรถสักคัน ที่ไม่ใช่ทั้งโร้ดไบค์ ทัวริ่งหรือซิตี้ไบค์ แต่เป็นจักรยานที่สวย ทนทาน ปั่นสนุกทั้งใกล้และไกล แล้วก็โคตรจะฟิตติ้งพอดีกับตัวเฮียแก แกก็เลยออกตระเวนหาส่วนประกอบดีงามจากผู้ผลิตตัวพ่อทั่วโลก (ก็ไม่ถึงกับทั่วหรอก พ่อพวกนั้นกระจุกตัวตัวกันอยู่ในทวีปยุโรปกับอเมริกาเท่านั้นแหละ)

การเดินทางของเฮียร็อบแหละที่สนุก เฮียเล่าเรื่องตำนานของคนทำเฟรม วัสดุ องศา ประวัติของจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์ ความทรหดของนักปั่นสมัยก่อน ดรอปบาร์ของซิเนลลี ชุดเกียร์กัมปัญโญโล ดุมล้อ ซี่ล้อ การขึ้นล้อ ไปจนกระทั่งยาง และแน่นอน อาน Brooks ❤

กว่าจักรยานสีประหลาดคันนี้จะเสร็จ ฉันเลยพลอยรู้เรื่องตำนานจักรยานไปด้วยอย่างสนุกสนาน

อยากให้สนุกสนานด้วยกัน เลยมาโม้ต่อแบบนี้แหละ

หมายเหตุ: หนังสือเล่มนี้แปลโดย เบนซ์ ธนชาติ ศิริภัทราชัย คนเขียน New York 1st Time หมอนี่จะเป็นนักเขียน นักแปล นักเขียนบทและผู้กำกับที่น่าติดตามอีกคนนึงเลยล่ะ ฉันบอกให้

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (8) : เรื่องของน้ำใจ (ไม่ใช่จักรยาน)

มาตรฐาน

image

ถ้าสังเกตให้ดี คนปั่นจักรยาน ไม่ต้องถึงขนาดเซียนปั่นทัวริ่งข้ามพรมแดนประเทศ ต่อให้เป็นขาอ่อนแบรนด์นิวที่แค่พับรถล้อเล็กใส่ท้ายรถยนต์ไปกางปั่นเล่นในสวน ก็สามารถพบว่าจักรยานพาเราไปพบโลกอีกใบ ซึ่งที่จริงมันก็อยู่ในโลกใบที่เราอยู่มาตั้งแต่เกิดแหละ

เพียงแต่เราไม่เคยสนใจใยดีในสิ่งเล็กน้อยพวกนี้มาก่อน

เช้านี้ฉันตื่นขึ้นเพราะยุงกัด เลยคิดว่าไปปั่นจักรยานเล่นดีกว่า เอ้อ คิดถูกซะด้วย เพราะในอากาศเช้ามีลมหนาวมาแล้ว แดดสีนี้ องศานี้ กลิ่นแบบนี้ ไม่ผิดหรอก ลมหนาวมาแล้ว

ว่าจะไปสวนหลวง ร.๙ เหมือนเคย แต่อากาศหรือเปล่าที่ทำให้คึก คิดซุกซน อยากปั่นสำรวจเส้นทางปูนแคบๆ ริมคลองตาสาด คลองแถวบ้าน เดาว่าควรไปทะลุออกศรีนครินทร์ทางนี้ได้ ก็ยูเทิร์นเลย อ้าว ไม่มีทางลาดขึ้นทางปูน

ไม่เป็นไร ซีรีนเบา ยกสบาย ปั่นไปสัก 200 เมตร อ้าว ข้างหน้าหญ้าเต็ม ไปไม่ไหว เดี๋ยวหญ้าพันโซ่ กลับดีกว่า เฮ้ย ทำหมาบ้านที่เพิ่งผ่านไปตื่น กรี๊ด หมาวิ่งไล่เห่า กรี๊ดๆๆ ปั่นเร็วก็ไม่ได้ กลัวตกขอบทาง

ขนลุกเกรียว หมาพวกนี้ใจร้ายมาก!

กลับไปตั้งต้นใหม่ที่อีกฝั่งของคลอง (ต้องยกข้ามสะพานเล็กๆ ด้วย ประมาณว่าสะพานนี้สร้างคร่อมท่อระบายน้ำหรือท่อสูบน้ำใหญ่เบ้งเอาไว้) เอ้อ ต้องอย่างนี้สิ ถึงอีกฝั่งจะโล่ง ต้องระวังตก แต่บนทางปูนแคบนี้ก็แทบจะไร้สิ่งกีดขวาง เสียงหมาเห่าก็เพียงแค่แว่วมาจากที่ไกลๆ และแม้ต้องยกข้ามอีกสองสามจุดก็มองเห็นยวดยานที่กำลังสัญจรบนถนนศรีนครินทร์ตรงหน้าจนได้

แต่

เขาไม่ได้ทำทางปูนริมคลองนี้ไปจรดทางเท้าริมถนน ไม่ใช่แค่ไม่ได้ทำทางลาดเชื่อมกันแบบที่เราเข็นจักรยานได้นะ แต่มันคือทางที่หายไปเฉยๆ 2 เมตร

เหมือนท้องร่องกว้าง 2 เมตรที่มีท่อนไม้กลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซ็นติเมตร พาดให้เดินผ่าน

เดินผ่าน?

เอาไงล่ะเรา ลองยกรถท่าแบก MTB …ก็พอได้อยู่
แต่ถ้าตอนแบกรถในท่านี้ก้าวไป แล้วไม้ท่อนนี้มันพลิกหมุน ชีวิตจะเป็นไงล่ะ?
ไม่แคล้วตกคลองทั้งคนทั้งจักรยานสิ!

ความคิดจะถอยหลังกลับยังไม่เกิดในหัว ยังคงคิดว่าจะข้ามไปยังไงให้ไม่เสียหาย ส่งจักรยืนไปก่อน? เป็นไปไม่ได้ ก็มันไม่มีคนรับ

ระหว่างนั้นก็มีผู้ชายคนนึง สวมหมวกแก๊ปกับบัฟฟ์ ท่าทางเหมือน bike to work ปั่นมาบนทางเท้ากว้างๆ (แต่บางจุดก็แคบมาก และตันไปเฉยๆ) ของถนนศรีนครินทร์ เห็นเขามองมาก็รีบยิ้มให้ไป

คิดว่าเขาเลยไปแล้ว แต่ที่จริงคือวนกลับมา หยุด และในที่สุดก็มาปรากฏตัวที่อีกฝั่งของไม้พาดข้ามนั่น ฉันร้องบอกเขา ช่วยรับจักรยานหน่อยค่ะ

น้ำตาจะไหล เขารับจักรยานให้
แม้จักรยานคันนี้เบาที่สุดในจำนวนทั้งหมดที่มี แต่มันไม่ได้เบาเป็นขนมขนาดนั้น เขายกส่งข้ามรั้วเหล็กกั้นริมทางเท้าให้ฉันด้วย (ต้องปีนออกมารอรับนะ) ก่อนที่จะขึ้นจักรยานปั่นไปต่อ

ฉันมีให้เขาแค่คำขอบคุณ

ฉันว่าเขาคงไม่ได้ซีเรียสอะไร  คงเป็นคนปกติ ที่อาจจะไม่ได้ถึงกับเป็นคนดีมากกกกใจดีมากกกก ด้วยซ้ำ  แต่ฉันนึกนับถือที่เขาไม่ปล่อยผ่านคนที่กำลังเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ (ก็ไม่เห็นยากอะไร ไม่กล้าแบกจักรยานข้ามมาหล่อนก็ปั่นกลับไปทางปกติสิ) 

ถ้าไม่ได้ปั่นจักรยาน คงไม่ได้สัมผัสกับเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกดีมากๆ แบบนี้หรอก

หมายเหตุ: ความคึกและซุกซนทำให้ได้พบเห็นปริศนาธรรมในงานก่อสร้างถนนหนทางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางเดินเท้าสำหรับจักรยานและคนเดินอย่างจัง ทางเท้าริมถนนศรีนครินทร์เหมือนจะดี กว้างเชียว แต่กลับมีอุปสรรคให้ต้องเบี่ยงหลบกันเป็นระยะ เป็นเสาบ้าง ป้ายบ้าง อะไรบ้าง  บางช่วงก็หายไปเฉยๆ คิดจะปั่นบนทางเท้า (เลี่ยงการย้อนศรบนถนน) จากบริเวณนั้นไปจนถึงซีคอนทำไม่ได้นะคะ ทางมันจะไปสิ้นสุดเอาเฉยๆ ตรงตีนสะพานกลับรถนำจากบางนาเข้าซีคอน

ขี้เกียจรอจูงจักรยานข้ามถนนฉันเลยปั่นขึ้นสะพานกลับรถเข้าซีคอนไปเลย จบ

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (7) : ขาอ่อนควรขึ้นที่สูง

มาตรฐาน

image

แม่ริม-สะเมิงในจินตนาการของฉันนั้น เป็นเส้นทางสวยงามชวนฝัน ด้วยความอ่อนโลก ฉันกล้าจินตนาการถึงการปั่นจักรยานสวยๆ ไปบนถนนเส้นนี้ซะด้วย!

ไม่นึกเฉยๆ แต่กล้าหาญชวนเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมและ อ้น สามีเพื่อนรักที่ปั่นเสือภูเขาอยู่ ปั่นไปด้วยกัน ซึ่งเพื่อนๆ ก็ตอบรับในทันใด แม้จะออกอาการลังเลกันบ้าง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ปั่นจักรยานกันบ่อย โดยเฉพาะปั่นขึ้นดอย แทบทุกคนออกตัวว่า อ่อนซ้อม (รวมทั้งฉันด้วยแหละ เริ่มเดือนพฤษภาคมมา ปั่นจักรยานได้ประมาณ 2-3 วันเอง) งานนี้แม้แต่บรรดาเพื่อนสาวที่เป็นพ่อแม่แล้วยังกระตือรือร้นขนาดอาสาไปรถเซอร์วิสกันให้ครื้นเครงไป

ที่จริงฉันอ่อนโลกเกินไป แถมยังห้าวเกินตัวไปเยอะเลย

แม้ถนนแม่ริม-สะเมิงของจริงในตอนนี้จะเป็นอย่างที่ฝัน คือมีสองข้างทางสีเขียวเฉดต่างๆ สลับกับท้องฟ้าใสๆ สวยงามแบบป่าเต็งรังต้นฤดูฝน ถนนเรียบดี วางตัวเป็นเคิร์ฟอ่อนช้อยที่ดูเป็นมิตรในบางที ดูคมกริบแบบสาวเจ้าอารมณ์ในบางครั้ง แต่ว่าความชันและความคดโค้งของทางเส้นนี้ไม่อำนวยให้นักปั่นขาอ่อนอย่างฉันเดินทางไปได้ไกลจากจุดเริ่มต้น คือบ้านเพื่อนที่แม่ริมมากนัก

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้มรสของการปั่นขึ้นดอย ‘ขึ้นดอย’ ที่ไม่ใช่ขึ้นเนินชันเนินเดี่ยว ขึ้นให้รอดแค่เนินเดียวก็ถึง แต่เป็นการ ขึ้น ขึ้น และขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน

เหนื่อยมากจริงๆ

ยอมรับว่าไม่ได้เตรียมร่างกายเลย แต่ฉันไม่ซีเรียสกับแรงกายนัก เรา 5 คันคุยกันแล้วว่าจะไม่คาดคั้นตัวเองมาก เราไปกันตามที่ไหว หยุดเมื่อเหนื่อย และรอกันตลอดเวลา

สิ่งที่ฉันกังวลคือ ‘ใจ’ ฉันเตรียมใจตัวเองมามากพอดู ตั้งใจว่าจะนิ่ง จะสงบ ไม่รีบ จะหนักแน่น มีสมาธิ จะไม่ว่อกแว่กคิดไปก่อนว่าไม่ไหว ไม่คิดถึงความผิดพลาดข้างหลัง หรือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า จะอยู่กับรอบขาและลมหายใจในปัจจุบัน เปลี่ยนเกียร์ แล้วก็แค่ปั่นไป

ซึ่งก็ทำได้มาหลายต่อหลายโค้ง ไต่ขึ้นมาได้หลายต่อร้อยเมตรเหนือน้ำทะเล แต่มาหยุดตัวเองที่กิโลเมตรที่ 14 หลังจากที่หัวใจเต้นรัวไม่หยุดติดต่อกันมาได้สักสองสามร้อยเมตรกับช่วงทางขึ้นที่เปลี่ยนจากโค้งรูปเอส เปลี่ยนเป็นระยะ ทางลาดตรงยาวนาน ชันสัก 30-40 องศา ต่อเนื่องกันสองสองสามร้อยเมตรของถนนสวยๆ ที่ดูไร้พิษสง แต่ภาพนี้ขู่หัวใจฉันให้ปอดถึงขั้นสุด

ตอนนั้นแบมโยกปั่นหมอบคาร์บอนทิ้งไปจนมองไม่เห็นตัว อ้นตามมาข้างหลัง ฉันอยู่กับภาพข้างหน้า รู้สึกหวาดหวั่นมาก…

ไม่ไหวแล้ว …ฉันเปลี่ยนเกียร์จนหมดแล้วทุกจาน ความคิดว่าสองขาหมุนติ้วจนล้า แต่ยังไม่เท่าหัวใจเต้นถี่รัวเหมือนจะหลุดจากอก กับจังหวะหอบหายใจที่แค่หายใจเข้าออกถี่ๆ แบบนั้นก็เหนื่อยแล้ว บอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว

ฉันหยุดลงที่ขอบทาง ใต้เงาไม้ หอบแฮ่กๆ จนอ้นขึ้นมาถึง บอกว่าจุดชมวิวสะเมิงอยู่ข้างหน้า อีกไม่กี่ร้อยเมตร ฉันบอกไม่ไหวจริงๆ อ้นยังลุ้น แต่ฉันยืนกรานว่าพอแล้ว จะรออยู่ตรงนี้แล้วกลับลงไปพร้อมกันตอนอ้นกับแบมลงมา รถทีมเซอร์วิสมาถึงพร้อมแต๊กกับเจนที่สละจักรยานขึ้นไปอยู่บนนั้นเรียบร้อย ขณะพวกเรากำลังลังเลว่าจะขึ้นไปต่อ หรือจะกลับไปตามกลิ่นไก่ย่างที่ปั่นผ่านมา จี๋ก็ขับรถเซอร์วิสขึ้นไปตามแบม

สักครู่แบมจูงหมอบคาร์บอนคันเก่งเดินลงมา …ยางแบน ถามแบมจะปะไหม อุปกรณ์พร้อมนะ แบมบอกไม่มั่นใจกับการปั่นรถเพิ่งปะยางลงดอย เลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งท้ายรถเซอร์วิส จากนั้นพวกเราที่เหลือพากันปล่อยตัวเองให้ไหลลงดอย ไปตามแรงโน้มถ้วงและความลื่นไหลของล้อ

แงซายเป็นรถที่หนักที่สุดในรถทั้งหมด 5 คันของพวกเราแล้ว แต่ฉันรู้ว่าการไหลไปกับแงซายคือรางวัลที่คุ้มค่าของการบากบั่นปั่นขึ้นมา มันใช่อย่างที่คิด ทางขึ้นแสนชันและคดโค้งของเส้นทางแม่ริม-สะเมิงนั้นลงสนุกที่สุดกับกติกาปล่อยไหลโดยใช้เบรกให้น้อย บางช่วงเสียวจนขนลุก เพราะเกือบหลุดโค้ง แต่ก็ต้องขอบคุณเบรกที่พี่เพชรตั้งให้

ครั้งแรกของการปั่นขึ้นดอย ฉันรอดมาได้ และสนุกมาก

ระยะทาง 14 กิโลกว่า ใช้เวลาปั่นขึ้นเป็นชั่วโมงๆ แต่เหมือนจะไหลลงมาภายใน 10 นาที ความทรมานมันยาวนานกว่าความสุขอย่างนี้นี่หรือ?

บางเสี้ยวขณะเลี้ยงตัวอยู่บนแงซายในขาลง ขณะที่ประจักษ์ว่าเส้นทางบนดอยนั้นมีขึ้นก็ต้องมีลง ความทุกข์ทรมานที่ถึงที่สุดแห่งมันแล้ว ก็ย่อมต้องคลี่คลายลง ฉันนึกดีใจที่กล้าคิดมาปั่น ดีใจที่เพื่อนเอาด้วย ดีใจที่ทำได้ตั้ง 14 กิโล ในวันนี้

และเชื่อมั่นว่าหลังจากวันนี้ แม้ร่างกายจะไม่เปลี่ยนไปมากมาย แต่ฉันได้พัฒนาความมุ่งมั่นแข็งแกร่งแห่งจิตใจตัวเองขึ้นไปอีกขั้นแล้ว

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (6) : อยู่ๆ ก็อยากปั่นไปบางแสน

มาตรฐาน

image

อาทิตย์ 27 เมษายน 2557

อากาศร้อนแต่เช้า ฉันเอาซีรีนออกมาปั่นไปซื้อปลาทูที่ตลาดหน้าวัดทุ่ง แล้วเลยมาหาร้านส้มตำที่ได้ยินมาว่าอร่อย เจ้าตัวคนแนะนำกินอร่อยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ร้านยังไม่เปิด ก็เลยถ่ายรูป มาร์กตำแหน่งไว้หน่อย หลังกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนี้มีชายชราคนหนึ่ง หลังยังตรงแต่เดินถือไม้เท้า สวมหมวก สวมเสื้อแขนสั้นผ้าเดนิมฟอก ดูเซอร์ แต่สะอาดสะอ้าน เดินมาบีบยางหลังของซีรีน หน้าตายิ้มปลื้ม แกพูดอะไรบางอย่างที่ฉันไม่ได้ยิน จึงถอดหูฟังออกแล้วถามว่า

อะไรนะคะ
อ้าวคนไทยหรอ นึกว่าญี่ปุ่น นี่รถดีนะ

คุณลุงยังคงมองซีรีนอย่างชื่นชม แล้วเริ่มเล่าว่าเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนแกก็ปั่นจักรยานเสือหมอบ แต่ตอนนี้ 74 แล้ว ไม่ได้ปั่นแล้ว
ฉันถาม: อ้าวทำไมละคะ หนูเคยเห็นคนอายุ 80 บางคนยังปั่นจักรยานอยู่เลยนะ

แล้วแกก็บอกว่าไม่ไหวหรอก ถนนเดี๋ยวนี้รถเยอะ อันตราย อู้ย สมัยก่อนถนนเส้นนี้ก็ยังไม่มีเลย แกชี้ไปที่ถนนสุขุมวิท 101/1

ตอนผมปั่นจักรยานไปบางแสนก็ยังไม่มีถนนบางนา-ตราด ไปทางสุขุมวิท ผ่านหอนาฬิกา บางปู ไปเรื่อยๆ โน่น

ปั่นเสือหมอบไปบางแสนเลยหรอคะ: ฉันถาม ทึ่งจริงๆ  แอบตื่นเต้นกับจินตนาการภาพเสือหมอบวินเทจสับถัง (จักรยานเมื่อ 50 ปีก่อนเกือบไกลเกินนึกภาพ) กับถนนสุขุมวิทในกาลนั้น

ไปคนเดียวหรือไปหลายคนคะ
โอ้ยไปกันสิบกว่าคัน ตอนนั้นผมอายุ 15-16 ตอนนี้จะขี่รถสี่ล้อลูกยังห้ามเลย แต่นี่ผมมีเมาเท่นไบค์คันนึงนะ ได้แต่ขี่เล่นอยู่ในหมู่บ้าน
เมาเท่นไบค์ก็ขี่สนุกดีนะคะ สมบุกสมบันดี: ฉันพูดอย่างเห็นใจ
คุณลุงยิ้ม และยังคงมองซีรีนอย่างยิ้มปลื้ม รถคันนี้ โดยเฉพาะล้อคู่นี้คงทำให้แกนึกถึงจักรยานคู่หูของแกเมื่อครั้งกระนั้น คุณลุงดูติดใจกับล้อ 700C ของซีรีนจริงๆ

คุณลุงไม่ได้จากไปหลังกำชับให้ปั่นระวังๆ ทั้งยังไม่ได้ออกความเห็นกับเพศของฉันเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน แกเพียงแต่พูดอีกครั้งว่า นี่รถดี พร้อมมองซีรีนด้วยรอยยิ้ม

ฉันส่งคำขอบคุณตามหลังแกไป ขอบคุณจริงๆ สำหรับแรงบันดาลใจจากคุณลุง แอบขนลุก รู้สึกดี ไม่ใช่เพราะปลื้มที่มีผู้ใหญ่วัยนี้อีกคนแล้วที่เข้ามาชื่นชมซีรีน แต่เป็นเพราะภาพหนุ่มน้อยๆ กลุ่มใหญ่บนอานเสือหมอบวินเทจปั่นเกาะกลุ่มลัดเลาะไปตามถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าปากน้ำ มีปลายทางอยู่ที่หาดบางแสนที่สร้างขึ้นมาขึ้นในหัว

ไม่รู้ว่าตัวเองจะปั่นจักรยานไปได้จนอายุเท่าไหร่ แต่ก่อนหยุดก็อยากไปให้ถึงบางแสนสักครั้ง

จะไปทางบางนา-ตราด หรือผ่านบางปูแบบคุณลุงก็ขอให้ได้ไปถึงด้วยจักรยานสักครั้งเถอะ

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (5) : สวนแห่งแรงบันดาลใจ

มาตรฐาน

image

ฉันอยากจะวิ่ง แต่กลัว

เคยวิ่งเมื่อเด็กๆ แต่คงเริ่มแรงไปหน่อย คือเริ่มด้วยการวิ่งจริงๆ เลย ผลปรากฏว่าเหนื่อยเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอก เป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมากๆ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งคู่นั้นอีกเลย หยิบมาใช้อีกทีพื้นรองเท้าถึงแก่หลุดออกจากกัน

เวลาล่วงเลยมาอีกสิบกว่าปี คิดจะวิ่งอีกครั้ง เพราะมโนไปว่าการวิ่งออกไปเหมือนม้าป่าช่างดูมีอิสระเสรี แข็งแรง แล้วก็ชนะ คือชนะใจตัวเอง ฉันปั่นจักรยานลงถนนได้แล้ว แต่ยังออกวิ่งไม่ได้ ก็น่าจะลองดูไหม คิดไปคิดมากแล้วตัดสินใจกับตัวเอง ว่าจะลองวิ่งดู รองเท้าวิ่งคู่ใหม่ก็ซื้อมานานแล้ว

แต่ฉันก็ยังไม่ลืมกลัวหัวใจจะหลุดออกมาเหมือนวันนั้น จึงบอกตัวเองว่าเรามาเริ่มต้นด้วยการเดิน

ฉันเริ่มเดือนบนสายพานเมื่อวันพุธของอาทิตย์ที่แล้ว เราปรับให้สายพานเคลื่อนเร็วขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ฉันยังปรับสปีดให้เพียงแค่เดินได้ ยังไม่กล้าวิ่ง ความเร็วที่ไม่เกิน 7 กิโลเมตรของชั่วโมง ฉันให้ตัวเองเดินอยู่ 45 นาที และทำอย่างนั้นอีกครั้งในวันต่อมา วันต่อมาต้องหยุดเพราะการทำงานไม่เอื้ออำนวย กับเว้นไปอีก 2 วันเพราะท้องเสีย

เริ่มต้นอาทิตย์นี้อย่างสวยหรูด้วยการเปลี่ยนไปเดินที่สวนเบญจกิติ (ต่อไปนี้ขอเรียกว่าสวนยาสูบ เพราะชอบชื่อนี้มากกว่า) สวนนี้ฉันเคยแวะไปเพื่อปั่นจักรยาน ยังไม่เคยทำกิจกรรมที่ต้องใช้ขาของตัวเอง เช้าวันจันทร์ เพื่อนสาวขับรถมารับแต่เช้า เพราะต้องเผื่อเวลาให้การจราจรและกิจกรรมของเรา เมื่อไปถึง มันเป็นเวลาที่ดี เป็นเช้าที่มีเมฆมากและลมพัดเย็นชื่นตลอดเวลา กัลปพฤกษ์สองสามต้นที่กำลังบานสะพรั่งนั้นเหมือนยืนต้นต้อนรับเรา อากาศโดยรอบหอมชื่นใจนัก ฉันเดินเร็วได้ 2 รอบ เป็นระยะทางใกล้ๆ 4 กิโลเมตร เพื่อนวิ่ง น่าประทับใจมาก นางวิ่ง ฉันเดิน

เช้าวันอังคาร เพื่อนสาวยังมารับแต่เช้า เราตั้งใจจะไปคลาสโยคะร้อน ฉันรู้สึกดี ในคลาสร้อน แต่แสงสวยและรู้สึกสงบมาก ตกเย็นเราไปสวนยาสูบอีก บรรยากาศเปลี่ยนไปจากตอนเช้า ลมยังพัดเย็น แม้ไม่สว่างนัก แต่คึกคักไปด้วยผู้คนที่มีความมุ่งมั่น ทั้งคนเดิน คนวิ่ง คนปั่นจักรยาน ไม่ใช่สวน แต่เป็นผู้คนที่มุ่งมั่นรอบตัวที่ให้แรงบันดาลใจกับฉัน บางคนยังเด็ก บางคนเป็นผู้ใหญ่ บ้างก็มาเป็นคู่ เป็นกลุ่ม ทุกคนล้วนตั้งอกตั้งใจ มองไปข้างหน้า ไม่ได้แข่งกับใครนอกจากตัวเอง เห็นบางคู่ให้กำลังใจกันแล้วฉันรู้สึกดีจัง จำได้ว่าบอกเืพื่อนว่าชอบบรรยากาศที่นี่

เช้าวันพุธ ฉันบอกเพื่อนว่าจะปั่นจักรยานบ้าง ไม่ได้ปั่นหลายวันกลัวจะลืม ที่สำคัญคือ คิดถึง วันพฤหัสบดีฉันตื่นสายและเบี้ยว ไม่ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่หอบรองเท้าวิ่งมาด้วย

เช้าวันนี้ วันศุกร์ ฉันปั่นจักรยานออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ นัดมาพบกับเพื่อนซึ่งขับรถมาที่สวนยาสูบ รู้สึกมีความสุขมาก ดีจริงๆ ที่วันนี้อากาศดีอย่างที่มันควรเป็น แค่ฝนไม่ตก การมีแดดออกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลยสำหรับเช้าวันหนึ่งในฤดูร้อน สวนยาสูบดูสวยสดใสท่ามกลางแสงยามเช้าที่พระอาทิตย์ไม่เอียงขนาดในฤดูหนาว ฉันพบมุมบางมุมที่เป็นเหมือนบันทึกฤดูกาล มองข้ามลานใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่มีดอกสีชมพูกลีบอ่อนบอบบางร่วงราวกับปูพรมไป ในแสงอันอบอุ่น ฉันเห็นคนวิ่งบ้างเดิืนบ้าง นักปั่นปั่นจักรยานคันเล็กบ้าง ใหญ่บ้างไปตามทางทางสำหรับจักรยาน ดูแข็งแรงและมีชีวิตชีวา

ฉันบันทึุกภาพสวนแห่งนี้ไว้อีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเดิน

เช้านี้เดินไม่ได้นาน ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะว่าแสงแดดหลัง 8 โมงเช้าในเดือนมีนาคมชักจะโหด เราออกจากสวนก่อน 8.30 น. ฉันปั่นจักรยาน เพื่อนขับรถ เราไปพบกันที่ปลายทาง อาบน้ำ สดชื่น หาข้าวกินก่อนเริ่มงาน นี่คือชีวิตแบบที่เราควรจะใช้

อีกไม่นานฉันจะวิ่ง ฉันเชื่อว่าจะวิ่งได้เพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสวนยาสูบ ไม่ใช่จากการจินตนาการขึ้นเองบนลูวิ่ง (แม้ฉันจะรักความรู้สึกบนนั้นเหมือนกัน)

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (4) : เริ่มต้นพึ่งตัวเองด้วยการหัดปะยาง

มาตรฐาน

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

image

ติดกระเป๋าทัวริ่งให้คาร์เมนแล้วไปปั่นลองกันเมื่อเย็นวันเสาร์ กลับบ้านมา ยางหลังคงค่อยๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้เอาตอนค่ำๆ ว่าแบนแต๊ดแต๋ไปแล้วเรียบร้อย

คิดๆๆ จะถอดล้อหลังยังไง ต้องใช้ประแจใช่ไหม ไหนจะต้องใส่คืนเข้าไปอีก …อืมม์
แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าไม่ต้องถอดล้อหรอกก็แงะยางนอกออกมาจุ่มยางในแช่น้ำ หาจุดรั่ว ปะซะ แล้วก็ใส่ยางกลับ เออ …ใช่ ยางแบนอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ต้องรีบถอดล้อมาเปลี่ยนยางในเพื่อให้ไปต่อได้เร็วๆ  แล้วค่อยเก็บยางเส้นเดิมมาปะเหมือนกรณียางแบนตอนกำลังปั่นนี่นา

ทำใจอยู่ 3 คืน ก่อนจะตัดสินใจลงมือคืนนี้

แวะซื้อกาวปะยางแบบเป็นกระป๋อง น้องสาวร้านอุปกรณ์ก่อสร้างในซอยแนะนำว่าใช้แบบหลอดดีกว่า (ถึงจะโคตรแพงกว่า) เพราะกระป๋องถ้าใช้ไม่ทันมันจะแห้งซะก่อน รักน้องที่รู้จักสินค้าและรู้จักแนะนำ เลยขนซื้อมาทั้งกาว แผ่นแปะ และกระดาษทรายน้ำ ทั้งๆ ที่ของทั้งหมดนั้นที่บ้านก็มีอยู่บาน (มีแต่คนให้) ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปการปะยางสำหรับฉันมันจะง่ายเหมือนบีบสิวเลย อุปกรณ์ขอมีเยอะไว้ให้อุ่นใจละกัน

เริ่มไงดี ไล่ลมที่เหลือออกมา บีบนวดยางนอกให้นิ่ม (คิดเองอะ) แล้วเริ่มงัด

คือ ล้อที่ยังติดอยู่กับรถช่างงัดยาก น้ำตาจะไหล เจ็บมือ กลัวที่งัดยางหักกระเด็นใส่หน้า เลยหลับหูหลับตางัดไป งัดด้านซ้ายไม่ได้ ย้ายมางัดด้านขวา เออออก อ้าว แต่มันติดเบรก ซวยละ เบรกแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะแกะยังไง นี่ต่อให้ตัดสินใจถอดล้อตอนนี้ก็ปลดเบรกไม่เป็นนะเนี่ย!

เลยงมแงะยางในออกมาจากยางนอกทั้งๆ ที่ล้อยังอยู่กับตัวรถไปด้วยวิธีง่อยๆ ที่คงไม่มีใครเคยโพสต์ไว้ในยูทูบ มันก็แงะได้อยู่ แต่เสียเวลาและไม่ถนัดสุดๆ

พอยางในออกมาหมด ลองสูบลมเข้าไปก็ได้ยินเสียง..ฟี้…ถนัดชัดโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ รูเล็กๆ ถัดจากขอบแผลเดิมมาหน่อย เอ อย่างนี้จะเป็นได้ว่าด้านในของยางนอกบริเวณนี้มีเศษอะไรเล็กๆ ฝังอยู่แล้วคอยตำยางในหรือเปล่า

แต่ลูบแล้วก็ไม่เจออะไรนี่นะ

จากนั้นก็ขัดรอบๆ แผลด้วยกระดาษทราย (ทั้งหมดใช้ชุดที่พี่เต้ยให้มา-ถามว่าแล้วเธอจะซื้อของใหม่มาเพื่อ? …อ๋อ ก็น้องเขาคนขายน่ารัก!) แล้วปะ

การปะยางเป็นอะไรที่ง่ายจะตาย ถ้าเทียบกับการถอดล้อ งัดยาง ใส่เข้าไปใหม่ให้จุกลมมันตั้งตรง แล้วก็ประกอบล้อกลับที่เดิมโดยเบรกและระบบเกียร์ไม่เดี้ยงอะนะ

เพราะกระบวนการพวกนั้นมันต้องการความเข้าใจเรื่องกลไก ทักษะการใช้เครื่องมือ การออกแรงอย่างแม่นยำ และต้องการมือที่แข็งแรงๆ ฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลยเจ็บมือไปหมดแล้ว

เริ่มลงมือใกล้สามทุ่ม กว่าจะเสร็จสี่ทุ่มครึ่ง

ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองมันไม่ง่าย แต่ถ้าได้ทำบ่อยขึ้นก็คงเก่งขึ้น เหมือนทุกวันนี้ที่ปั่นจักรยานบ่อยขึ้น ฉันก็ปั่นเก่งขึ้น เรี่ยวแรงคงตัวขึ้น

ฝันสวยๆ ว่าถ้าตัวเองจัดการกับปัญหาเรื่องยางแบนยางแตกได้เหมือนบีบสิวเมื่อไหร่จะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวที่ที่อยากไป

ถึงตอนนั้นไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อน (ช่วยปะยาง) ฉันก็คงไม่แคร์!

#ยักไหล่