Category Archives: ความสุข

วิ่งมาราธอนแล้วได้อะไร?

มาตรฐาน
img_20161218_110016.jpg

เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน มาราธอนแรก 18/12/2016

ฉันเพิ่งจบมาราธอนครั้งแรกในชีวิตไปเมื่อวันอาทิตย์ 18 ธันวาคม 2559 ด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย

กระทั่งเหตุผลตอนที่ตัดสินใจว่าจะลองวิ่งดู ก็ยังบอกกล่าวได้ยาก

หลังจากที่ตัดสินใจจะวิ่งมาราธอนแรกที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองที่มีความผูกพันเป็นการส่วนตัว ฉันก็สมัครไปเงียบๆ ก่อนจะบอกเจ้นางด้วยซ้ำ พอเจ้นางตัดสินใจจะวิ่งด้วย ก็พากันไปขอตารางซ้อมจากพี่ภู แล้วก็ซ้อมกันไปเงียบๆ ไม่ประกาศ ไม่สัญญาอะไรกับใคร เพราะส่วนหนึ่งฉันคิดว่าการที่เราตั้งใจจะทำเรื่องยากๆ ที่ดูเพี้ยนในสายตาชาวบ้าน (เพราะเขาไม่ได้นิยมทำกัน) ให้สำเร็จให้ได้ มันก็เป็นแค่ mission ส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจเพื่อสังคมเพื่อชาติ  ก็เลยทำมันไปแบบทำเรื่องส่วนตัว กะว่าถ้าทำได้จริงแล้วค่อยเล่าให้เพื่อนฟัง

สองวันหลังจากที่ทำสำเร็จ พอตั้งสติได้ ฉันก็บอกกล่าวกับญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รู้ข่าวเรื่องนี้จากฉันมาก่อนเลย ดูเหมือนแกจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันวิ่ง

ฉัน: ม้อยเพิ่งวิ่งมาราธอนมาล่ะ
ญผญ: …
ฉัน: มาราธอนที่ต้องวิ่ง 42 โลอะ
ญผญ: แล้ว?
ฉัน: …
ญผญ: นอกจากสุขภาพดีแล้วได้รางวัลอะไรมาบ้าง?
ฉัน: ….

ฉันเนียนชิ่งออกมาจากบทสนทนานั้นมา เพราะนอกจากเหรียญกับเสื้อ finisher ที่แกคงได้ไม่ให้ราคาอะไรนัก ฉันก็ไม่ได้รางวัลอะไรเป็นชิ้นอันอะไรกลับมาอีก เรื่องสุขภาพ ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าระยะทางวิ่งของมาราธอนช่วยส่งเสริม หรือทำลายสุขภาพกันแน่

เท่าที่รู้คือ สิ่งที่ได้จากการวิ่งมาราธอน ซึ่งก่อนจะวิ่งได้ต้องผ่านการซ้อมอันยาวนานนั้นมีมากมาย แต่บอกไปก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบที่กินใจคนทุกคน

สำหรับฉัน การวิ่งมาราธอนไม่ได้มีแค่ระยะทาง 42 กิโลเมตรที่เราต้องไปให้ถึงภายในเวลาคัตออฟของการแข่งขัน แต่ยังรวมเวลาหลายเดือนนับจากตัดสินใจว่าจะวิ่ง หลายร้อยกิโลเมตรของการซ้อม ชั่วโมงยาวนานของการออกกำลังบริหารร่างกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้พร้อมสำหรับการวิ่งไกลขนาดนั้น ความ ‘พร้อม’ หมายถึงคุณภาพของการพักผ่อน คุณภาพของอาหารการกิน ว่าไปถึงการทำใจให้พร้อมสำหรับทุกๆ ครั้งของการซ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่ไกลออกไปทุกทีในเดือนท้ายๆ แม้ฝนจะตก แม้แดดจะแรง อากาศอบอ้าว แม้จะนอนน้อย แม้จะมีเมนส์ ซึ่งระหว่างนั้นเราก็ต้องใช้ชีวิตของเราไปด้วย เราทำงานหาเลี้ยงชีพ โดนออกจากงานก็ต้องหางานใหม่ ปรับตัวเข้ากับงานใหม่พร้อมกับซ้อมไปด้วย ยังคงมีกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ไปกินข้าวกับผู้ชาย ทะเลาะกัน จนเลิกคบเลิกคุยกัน แต่ก็ยังซ้อมวิ่ง  นอกจากนี้เรายังต้องเตรียมใจรับผลของความอุตสาหะยาวนานตลอดหลายเดือน ไม่ว่ามันจะออกมาเป็นบวกหรือลบ เรายังซ้อมต่อไปให้ถึง ซ้อมให้พอ แม้เวลาในการซ้อมจะแย่จนไม่กล้าคาดเดาเวลาวิ่งวันจริง เราก็ยังซ้อม

ระหว่างที่รวบรวมกำลังผลิตความพยายามเพื่อจะซ้อม ระหว่างจุดใดจุดหนึ่งจะมีความจิตตกเกิดขึ้น บางจุดก็แย่มากจนเราต้องหาทางออกให้ตัวเอง ด้วยการค้นพบสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการ ‘ปลง’

ปลงคือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชื่นบาน อย่างแข็งแรง ยอมรับทุกสิ่งในแบบที่มันเป็น ไม่งอแงถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิด เข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง ชื่นชมและเคารพทุกคนที่สู้ด้วยความพยายาม

ช่วงเตรียมตัวไปวิ่งมาราธอนจึงเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความอดทน ใช้ความพยายาม และสงบอย่างน่าแปลกใจ ถ้าพิจารณาจากความจริงว่าฉันเป็นคนมีความพยายามต่ำ ความอดทนน้อย และถึงจุด ‘ปรี๊ด’ ง่ายเพียงใด

สุดท้าย เมื่อฉันถามตัวเองระหว่างซ้อมวิ่งไกลครั้งสุดท้าย ตอนที่เหนื่อยจนยกขาแทบไม่ขึ้น เมื่อยระบมไปตั้งแต่ลาดไหล่ลงไปถึงปลายเท้า -นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ก็ตอบตัวเองว่า กำลังซ้อมจะไปลองวิ่งมาราธอนสักครั้งไง -เฮ้ยเราต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยหรอ จะวิ่ง วิ่งแค่ 10 กิโลก็ดีต่อหัวใจพอแล้วไหม -มาถึงขั้นนี้แล้วลองดูสักครั้งเหอะ จะได้รู้ว่ามันเป็นยังไง ต้องตั้งใจด้วยนะแก นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวที่มีโอกาสทำก็ได้ ต่อไปจะได้วิ่งอีกหรือเปล่ายังไม่รู้นะเว้ย -…เค เอาก็เอา แล้วก็กัดฟัน ขยับขา วิ่งไป

แล้วก็นึกถึงคำพูดของพี่อ้วนในวันที่ฉันบอกว่าจะไปวิ่งมาราธอนแรกที่เชียงใหม่ว่า ‘มาราธอนแรกมีครั้งเดียว จบดีๆ นะเว่ย’ พี่อ้วนห่วงเรื่องความพร้อม ตอนนั้นฉันเริ่มวิ่งได้ยังไม่ทันครบปี พี่อ้วนไม่อยากให้รีบร้อนไปวิ่งมาราธอน ด้วยกลัวว่าถ้าเจ็บจะกลายเป็นความทรงจำอันโหดร้าย พี่อ้วนพูดไม่มาก แต่ฉันจำแม่น พอนึกขึ้นมาทีไรก็จะมโนเถียงไปว่า จริงๆ แล้วการวิ่งแต่ละครั้งมันก็มีแค่ครั้งเดียวป่าววะพี่อ้วน คือถ้าเราพลาดซ้อมจนวิ่งไม่ได้ มันก็กลับมาวิ่งซ่อมไม่ได้อีกแล้ว .. เออ ชั้นจะตั้งใจซ้อม

หลังจากนั้น แต่ละครั้งที่วิ่ง ฉันจะวิ่งโดยดึงความคิดให้อยู่กับปัจจุบันขณะมากที่สุด เพราะนี่จะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวสำหรับการวิ่งครั้งนั้น ตั้งแต่ออกตัวตอนตีสี่หนึ่งนาทีเช้าวันนั้น ฉันก็อยู่กับแต่ละก้าววิ่ง ไม่ได้ปล่อยใจให้วอกแวกไปที่ความเหนื่อย หรือท้อถอยนาน มีไหลไปกับความทรงจำตามเส้นทางที่วิ่งผ่านบ้าง แต่ไม่หลง ฉันรีบดึงใจกลับมากำกับก้าววิ่ง วางเท้าอย่างนุ่มนวล วิ่งเรื่อยๆ ไม่เร่ง หยุดตามระยะ หายใจเข้าออกยาว ดื่มน้ำและเกลือแร่ ถนอมเท้า ขา และร่างกายให้วิ่งได้ครบ 42 กิโล โชคดีที่ขาฉันแค่ตึง กล้ามเนื้อไม่ถึงกับหดเกร็งเป็นตะคริว ฉันไม่เจอกำแพง ไม่พบปิศาจ เห็นแต่บรรยากาศสนุกสนานของนักวิ่งจีนที่มากันทุกวัยเลย ตั้งแต่หนุ่มสาวถึงลุงป้า ที่ขอโทษ หลายคนวิ่งเร็วและทนกว่าฉันเยอะ ได้เห็นน้ำใจที่นักวิ่งมีต่อกัน ได้กินกล้วยไข่วิเศษลูกนั้น ได้กิน m&m ที่อร่อยที่สุด ได้เจอเพื่อนมัธยมตรงกลางทางตอนจะหมดแรง ได้จบ 42 กิโลเมตรโดยไม่บาดเจ็บ และในที่สุดก็ได้เจอเพื่อนที่จุด Finish แถมยังมีโอกาสไปยืนรอรับเจ้นาง ซึ่งวิ่งมาถึงโดยไม่บาดเจ็บเสียด้วย

มีหลายคนและหลายสิ่งที่ต้องขอบคุณ ทั้งกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่รู้เรื่อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันยึดเป็นที่พึ่งทางใจ ขอบคุณเวียงเจียงใหม่ กับอากาศเย็นสบาย และแดดหนาวที่ส่องผ่านหมอกมาอย่างเมตตา ขอบคุณเจ้นาง เพื่อนร่วมทางที่อยู่ด้วยกันตลอดทางอย่างสบายใจ ดีใจที่ได้ที่พักทำเลโอเค มีเตียงที่ฉันหลับสบายได้ในคืนก่อนมาราธอน ขอบคุณพิซซ่าร้าน by Hand ขอบคุณสปอนเซอร์ทุกราย อาหารอันเพียบพร้อมทั้งกล้วยหอมลูกโต เบอร์เกอร์แมค ข้าวไข่เจียว และ 100+

“นี่เป็นมาราธอนครั้งแรกที่ดีมาก” ฉันน่าจะบอกกับทุกคนได้อย่างนี้ โดยไม่ต้องสนใจเลยว่าตัวเองใช้เวลาวิ่งไปนานแค่ไหน 

คงไม่ต้องถามกันเรื่องความเหนื่อย แต่ถ้ามีคนถามว่าวิ่งมาราธอนสนุกไหม ฉันคงตอบได้ว่า เฮ้ย ก็สนุกดีนะ! 😆

(ตอนพี่ภูหันมาบอกตอนรอปล่อยตัวว่า ‘วิ่งให้สนุก อย่ากดดันตัวเอง’ นั่นฉันยังนึกไม่ออกเลย ว่าคนเราจะวิ่งมาราธอนโดยไร้ความกดดันและสนุกกับมันได้อย่างไร)

อย่ากลัวฝนเพราะฝนนั้นเย็นฉ่ำ

มาตรฐาน

6972

 

“ตื่นเต้นไหม?”

ก่อนถึงวันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในรายการนาวิกโยธินมาราธอน 2016 ที่สัตหีบ วันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนที่จะไปวิ่งด้วยกัน แต่สำหรับเขาเป็นฮาล์ฟฯ ครั้งที่สองแล้วถาม

จริงๆ ต้องตอบว่าตื่นเต้นมาตลอด ตั้งแต่ก่อนวิ่งรอบกว๊านพะเยาราวหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้  ในวันที่ 29 พฤษภาคมแล้ว ตอนนั้นซ้อมไปก็ใจกล้าๆ กลัวๆ  รับ BIB เสร็จนั่งรถวนรอบกว๊าน สำรวจเส้นทาง บอกตรงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จะวิ่งจบไหม วันรุ่งขึ้นก็วิ่งไปทั้งที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะวิ่งจบไหม แต่ขอลองดูก่อน ปรากฏว่าวิ่งจบโดยไม่บาดเจ็บ (มีแค่เล็บช้ำกับตุ่มน้ำ) ดีใจมาก ตอนนั้นเชื่อเลยว่าวิ่งได้เพราะซ้อมมาอย่างสม่ำเสมอจนร่างกายพร้อม  สำคัญคือมีกองเชียร์ช่วง 5 กิโลสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ถ้าไม่มีเสียงเชียร์ เป็นได้ว่าอาจถอดใจเดินมาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 19 แล้ว

จากนั้นกราฟของความรู้สึกบางอย่างก็ตกลงมาหน่อย ส่งผลต่อการซ้อมเตรียมไปฮาล์ฟฯ แรกพอควร รอบก่อนเคยซ้อมได้ครบถ้วนตามเป้า รอบนี้กลายเป็นซ้อมไม่ครบ หมดแรงกาย  เพลีย ไม่แน่ใจว่ายังไม่หายเหนื่อย หรือเพราะ passion ที่เคยมีอยู่พร่องไป ระหว่างนั้นก็มีประเด็นเรื่องงานที่ชวนลุ้นอย่างหวาดเสียวแทรกเข้ามาอีก เป็นภาวะที่เบียดเบียนการซ้อมกลายๆ ความพร้อมก่อนลงสนามวิ่ง 21K เลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่

ก่อนออกเดินทางเพื่อไปวิ่ง 1 วัน กลายเป็นวันแรกในที่ทำงานใหม่ หลังจากวันก่อนหน้านั้นเพิ่งเก็บกวาดโต๊ะทำงานในที่ทำงานเก่ามาหมาดๆ ความรู้สึกหลายอย่างยังประดังประเด ทั้งกังวล สับสนและ ฯลฯ จนต้องบอกตัวเองว่าพอแล้ว กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ “รอเจอมันเลยเหอะ” กับทุกๆ เรื่อง รวมทั้งฮาล์ฟฯ แรกด้วย จากนั้นก็ปล่อยๆ บอกตัวเองว่าจะจบหรือไม่จบ เวลาจะได้เท่าไหร่อย่าไปสนเลย วิ่งให้สนุก เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ กันดีกว่า

แล้วฉันก็ได้พบประสบการณ์ใหม่ในสนามนี้จริงๆ

ตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็นตัวเป็นตนมา ยังไม่เคยยอมสมัครใจวิ่งตากฝน กลัวฟ้าผ่าบ้าง กลัวลื่นล้มบ้าง กลัวป่วย กลัวโป๊ กลัวนั่นกลัวนี่ แต่หลักๆ คือไม่อยากให้รองเท้าเลอะสกปรก และพังเร็ว แต่งานนี้เราเจอฝนกันตั้งแต่ตื่น ฝนตกจริงจัง เป็นเม็ดๆ ทำให้พื้นเปียก มีน้ำขัง และทำให้คนทั้งเปียกและหนาว ตกมานานก่อนปล่อยตัว ปล่อยตัวแล้วยังตกอย่างนั้นอยู่เกือบสี่สิบห้านาทีได้ ปล่อยตัวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นทางขึ้นเขา อย่างชัน ขึ้นแล้วก็ลงมา แล้วก็ขึ้นอีก แล้วก็ลง แล้วก็ขึ้น ขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้อยู่พักใหญ่ ฉันยังก็ยังพอวิ่งไปได้โดยการไต่ขึ้นช้าๆ อาศัยแรงไหลจากช่วงลงเนินไต่ขึ้นเนินต่อไป แล้วก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาดจากรองเท้าที่น่าจะเกิดจากน้ำระหว่างพื้นรองเท้ากับแผ่นรอง เรียกว่าการวิ่งครั้งนี้ นอกจากมีเสียงหายใจออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก็ยังมีเสียงแฟ่ดๆ จากพื้นรองเท้าดังเป็นจังหวะเป็นเพื่อนไปแทบจะตลอดการวิ่ง

ลงจากเขา ก็เจอเนินซึม ขึ้นบ้าง ลงบ้าง  ข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ฉ่ำตา ชวนให้นึกว่าเวลาปกติเราไม่ยักออกมาเดินเล่นตากละอองฝนชมนกชมไม้ ได้กลิ่นดอกหอมๆ ของประดู่กับมะขามอย่างนี้บ้าง พอฝนเบาลงไป  แรงก็เริ่มหมด เริ่มเดิน เริ่มหิว เริ่มหยิบกล้วยตากที่เหน็บกระเป๋าข้างขากางเกงออกมากิน  พร้อมๆ กับรู้สึกว่าฝ่าเท้าเริ่มทะเลาะกับแผ่นรองรองเท้า สงสัยจะผูกเชือกรองเท้าแน่นไป และเริ่มมีอาการแหม่งๆ ที่นิ้วเดียวกันของเท้าอีกข้าง ช่วงที่พาตัวเองวิ่งเลาะดงตาลไปกลับตัวครั้งแรกริมอ่าวดงตาลนี่บอกเลยแรงจะหมดแล้ว ปกติระแวงแตงโมมาก แต่คราวนี้เจอแล้วกินเลย ต้องการเรี่ยวแรง

กลับตัวแล้วก็พยายามวิ่งเรื่อยๆ เหนื่อยจนคิดว่าไม่ไหวก็เดิน  แต่พอเริ่มวิ่งอีกก็จะรู้สึกระบมที่เท้าและนิ้วเท้าเจ้าปัญหาเหล่านั้นเป็นพิเศษ พานให้เกิดอาการงอแง ไม่ยอมวิ่งต่อเนื่องได้ยาวๆ (คือมันก็เหนื่อยด้วยแหละ) เลยหยุดเดินอีกเรื่อยๆ แต่ก็พยายามละ แต่ดียังพอหากำลังใจได้จากนักวิ่งอื่นๆ เป็นคุณลุงที่วิ่งอย่างสตรองบ้าง คนวัยเดียวกันหรือเด็กกว่าที่ดูพยายามวิ่งมากๆ บ้าง

ฉันพยายามพาตัวเองไปข้างหน้าด้วยการวิ่งมากกว่าเดินจนมองเห็นอ่าวเตยงามอยู่ข้างหน้า  นั่นคือจะถึงเส้น finish แล้วใช่ไหม แต่ทำไมนาฬิกาบอกระยะอยู่แค่ประมาณ 17 โลกว่าๆ  หรือ GPS เพี้ยน ฯลฯ …ที่ไหนได้ ต้องเลี้ยวขวาไปกลับตัวอีกเกือบสองโลจ้า โอย แรงจะหมดแล้วๆ วิวช่วงนี้สวยมาก เป็นช่วงน้ำลงเห็นก้นอ่าวแห้งๆ โล่งๆ ยาวจากฝั่งหลายร้อยเมตร ก็อยากจะหยุดถ่ายรูปเหมือนบางคน แต่กลัวเครื่องดับจริง เลยแค่เก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำ

วิ่งผ่านบ้านพักริมอ่าวเตยงามอีกครั้งก็จำได้ว่า ดงเตยทะเลตรงนี้นี่เองที่เราเคยมาพักกับเพื่อนวารสารฯ ยังจำได้เลยว่าทะเลสัตหีบสะอาดและสวยมาก แดดจัด เลยได้เห็นว่าน้ำทะเลทั้งลึกและใส

วันนี้แม้สัตหีบจะมีฝนตกยาวมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ก็ต้องขอขอบคุณที่ฝนตก  ฟ้าหม่น เพราะถ้าแดดออก ฟ้าใส เหมือนสัตหีบในความทรงจำ ฉันคงจะจอดตั้งแต่กลางทาง หรือไม่ก็อาจจะจบด้วยการเดิน

วิ่งฮาล์ฟฯ ครั้งแรกในสภาพตากฝนขึ้นเขา บรรยากาศเทาหม่นดูเย็นชา แต่ไม่หรอก นั่นคือความปราณีจากดินฟ้าอากาศต่างหาก

เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับฝนแล้วเลิกกลัวฝนได้เสียที 😉

 

 

ป.ล. ฮาล์ฟมาราธอนแรกทำเวลาไม่ดีเท่าวิ่ง 26K แรก แต่ประทับใจทั้งสองรายการ ดีใจที่ตั้งใจจะมาวิ่ง ดีที่ตั้งใจซ้อม โล่งใจที่ไม่บาดเจ็บ ยินดีจริงๆ ที่มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้แบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

ครบปีที่เริ่มวิ่ง

มาตรฐาน

image

มันจริงหรือเปล่าที่ว่า หลายสิ่งในชีวิตรอเวลาให้เราค้นพบ

หลังจากเดินได้ไม่นาน คนเราก็เริ่มเรียนรู้ที่จะวิ่ง แต่นักวิ่งส่วนใหญ่ไม่ยักเริ่มวิ่งจริงจังตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็น มาเริ่มกันหลังจากนั้นตั้งนมนาม ด้วยสาเหตุแตกต่างกันไป

บางคนวิ่งเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี เป็นพรสวรรค์ เรียกว่าคนกลุ่มนี้มีต้นทุนสูง พอได้รับการส่งเสริม ได้พัฒนาศักยภาพ ก็ไปได้ไกล กลายเป็นนักกีฬาอาชีพ ได้เรียนหนังสือ ได้สร้างชื่อเสียง รับใช้ชาติ แต่บางคนไม่ได้มีต้นทุนสูงขนาดนั้น แต่ได้มาวิ่งเพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคนอื่น วิ่งในแบบของตัวเอง อาจจะไม่ใช่เพื่อรับใช้ชาติเหมือนนักกีฬาทีมชาติ แต่ก็เพื่ออะไรบางอย่าง ที่แต่ละคนก็คงมีคำตอบของตัวเองต่างกันไป

ฉันเองก็คงจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

-ก่อนวิ่ง-

ทุกคนรู้มานานถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย และการวิ่งก็ดูเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องมีองค์ประกอบเยอะยุ่ง ไม่ต้องมีชุดเฉพาะ สนาม หรืออุปกรณ์อย่างว่ายน้ำ ตีเทนนิส ปิงปอง เล่นเรือใบ ชกมวย หรือแม้แต่ตีแบดที่อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนตีด้วย จะวิ่ง เอาจริงๆ แค่มีรองเท้าสักคู่ (บางกรณีไม่ต้องใส่รองเท้าก็ได้ อย่างวิ่งบนหญ้าหรือหาดทราย) ไม่ต้องเป็นรองเท้าวิ่งด้วยซ้ำ แค่นี้ก็วิ่งได้แล้ว

คิดดูก็ง่าย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ไม่ใช่ว่าแค่ใส่รองเท้า ผูกเชือกแล้วออกไปวิ่งกันได้ปร๋อขนาดนั้น

ราวๆ สิบกว่าปีก่อน ฉันเคยคิดว่าเราน่าจะออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง งั้นพรุ่งนี้จะวิ่งละนะ ก็ไปซื้อรองเท้าวิ่งอาดิดาสลดราคามาคู่นึง รุ่งขึ้นก็เริ่มวิ่ง… แต่วิ่งไปได้สัก 200-300 เมตรก็พบว่าหัวใจเต้นแรง ถี่แรงมาก เข้าใจว่านี่คืออาการก่อนหัวใจวายแน่นอน รู้สึกกลัวมาก หลังจากนั้นเลยเก็บรองเท้าลงกล่องเลย เก็บไว้เมื่อเอามาใส่อีกที พื้นรองเท้าหลุดเป็นชิ้นๆ ถึงกาลอวสานไป พร้อมกับบอกตัวเองว่า ตัวเองไม่เหมาะจะวิ่ง จบไปตั้งแต่บัดนั้น

เวลาผ่านไป อายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการเผาผลาญลดลง น้ำหนักตัวมากขึ้น (sad but true) เพื่อนสาวเริ่มวิ่งกัน ไดเอ็ตอดอาหารอดข้าวอดแป้งกันบ้าง ฉันก็ยังเฉย ยังไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเป็นเรื่องราว ที่ปั่นจักรยานบ้างก็เพราะมันช่วยคลายเศร้า ช่วยให้สนุก มีความสุข เพราะจักรยานคือวิถีของการพึ่งตัวเอง คือวิธีเดินทาง ที่ฝึกโยคะบ้าง อันที่จริงน่ะ ฝึกมานานแล้ว แต่ไม่ต่อเนื่องตามประสาคนไม่มีความมุ่งมั่นหวังผลเลิศ ก็เพราะมองว่าการฝึกโยคะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจตัวเอง เป็นเรื่องของสมาธิ เป็นการฝึกฝน และการสื่อสารกับตัวเอง (ก็ไม่ได้พยายามสื่อสารอะไรมากมายหรอก แค่ไม่ได้มองว่ามันคือการเบิร์น คือวิถีแห่งการมีรูปร่างสุดเซี้ยะอะไรแบบที่สาวๆ หลายคนมอง) ส่วนการอดอาหารก็ไม่ใช่แนว ก็ยังคงใช้ชีวิตเรื่อยๆ สบายๆ ไปแบบที่พอใจ ไม่เร่งรัด บังคับตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งโพสต์รูปฉันที่ตัวเองถ่ายแล้ว tag ฉันด้วย …ช่างเป็นรูปพอร์ตเทรตที่ถ่ายได้อ้วนใหญ่มาก มากจนแอบโกรธ แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะโกรธหรอ คือเพื่อนก็คงดูว่าเป็นรูปที่สวย คม องค์ประกอบอื่นๆ ดี ฯลฯ ตัวแบบก็กำลังยิ้มแย้มเฮฮา …แต่กูอ้วนมากไงคะเพื่อน

เกือบทำใจได้ละ ก็ต้องมาโกรธอีกทีตอนผู้ชายอีกคนที่เห็นรูปนี้พูดวิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างของฉัน คือมันมีหลายคำมากที่เสียดแทงใจแม้ว่าเราจะคุยกันในขอบเขตของคำสุภาพ เพราะไม่ได้สนิทกันมากขนาดเพื่อนที่จะพูดอะไรตรงขนาดเพื่อนพูดกับเพื่อน แต่คำที่มันโดนมากแบบจำได้ไม่ลืมเลยคือ “มีน้ำหนักตัวมาก”

ตอนแรกก็ แล้วไง น้ำหนักตัวมาก ก็ไม่ได้ไปอยู่บนหลังเท้าใครป้ะ? แล้วก็เริ่มคิด …ถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนรังเกียจรูปร่างหรือหน้าตาของตัวเอง (จึงไม่เคยคิดจะปรับปรุงส่วนใดๆ อย่างจริงจังด้วยวิธีใดๆ เลยยย) แต่มันก็เออ ในรอบสองปีนี้มันก็มากขึ้นจริงๆ กางเกงยีนส์รุ่นใหม่ๆ เริ่มคับ อย่าว่าไปถึงกางเกงรุ่นเก่าที่ซื้อมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก เพรียวกว่านี้ และถึงแม้จะไม่ได้รังเกียจหุ่นตัวเอง แต่เออ…ฉันรับเซลลูไลต์แถวๆ ต้นขากับสะโพกไม่ได้นะ

บอกตัวเองว่าคนเราไม่ควรมีขาแบบนั้น ถึงขาจะใหญ่ แต่แบบที่ควรจะเป็นคือขาที่มีผิวเรียบตึง ไร้เซลลูไลต์

-เริ่มวิ่ง-

ฉันจึงเริ่ม search จะเริ่มยังไงดีแบบไม่ให้หัวใจวาย รองเท้ามีแล้ว ซื้อเมื่อสองสามปีก่อนหน้านี้ ตอนเริ่มมีกระแสรักเจ็ดปีฯ ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่งไปวิ่งอยู่แล้ว ฉันก็ติดตามอยู่ ได้รองเท้ามาก็ว่าจะวิ่งละ ถามอะไรเขาไปเยอะเหมือนกัน เขาก็แนะนำมาบ้าง ฉันก็ไปสอยรองเท้ามิซูโน่ตามรอยลุงมู (ราคามิ) อยากจะอินไปกับหนังสือของแก แต่ก็ยังไม่ได้ฤกษ์เริ่มวิ่งจริงจัง เหนื่อยไง วิ่งเมื่อไหร่ก็เหนื่อยนะ น่าจะยังไม่ถึงเวลาที่จะเริ่ม จนคราวนี้มา Search เจอโปรแกรมซ้อมให้วิ่งได้ 5K ใน 35 วัน ของครูดิน สถาวร จันทร์ผ่องศรี ก็ได้เริ่มต้นในวันนี้ของปีก่อนเลยแหละ วันที่ 6 มิถุนายน 2558

เริ่มจากการเดิน วันแรกๆ ของโปรแกรมเป็นแบบนั้นเดินช้า เดินช้าสลับกับเดินเร็ว เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินช้า เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินเร็ว ฉันก็ทำตามเป็นวันๆ ไป ตั้งใจพอควรเลยเพราะคิดว่า เอ้อ จบโปรแกรมแล้ว ถ้าเราวิ่ง 5K ได้พลิ้วๆ จะฉลองด้วยการวิ่งไปปากซอย ซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวแล้วขึ้นรถสองแถวกลับมากินบ้าน

ระหว่างโปรแกรม เพื่อนสาวที่วิ่งกันอยู่แล้ว พากันไปสมัครวิ่งฟันรันบ้าง มินิบ้างกันแล้วก็มาชวนไปเรียนกับครูดินที่ลานจามจุรี ก็ไป ก็พบว่า เออ ดีจังที่เราได้มาเรียนตอนที่กำลังเริ่มต้นจะวิ่ง จะได้เริ่มอย่างเหมาะควร และรู้ว่าควรทำอะไร ควรเลี่ยงอะไร ควรระวังอะไร ถึงกับชวนกันสมัครไปคอร์ส “วิ่งกับเพื่อนที่เรารัก” ที่ครูจัดที่นครนายกด้วย ก่อนจะถึงวันเข้าคอร์ส ด้วยความนอยด์ กลัวว่าในคอร์สจะมีการถามถึงประสบการณ์การวิ่ง ซึ่งฉันยังไม่มีเลยสักสนาม ก็เลยไปสมัครฟันรัน 6.2K งานวันแม่ของศูนย์ประชุมฯ ไว้ ซึ่งพอถึงเวลาก็ไปวิ่งสลับกับเดินจนครบระยะ ก็ตอนนั้นพัฒนาการการซ้อมวิ่ง 5K ยังมีแค่วิ่งต่อเนื่องนาน 20 นาทีได้แค่หนเดียวเองมั้ง

เทรนตัวเองตามโปรแกรมวิ่ง 5K มาจนครบ ก็ยังวิ่ง 5K ต่อเนื่องไม่ได้ ก็รู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก ทำไมเราถึงอ่อนอย่างนี้นะ ฯลฯ ภาวะตอนนั้นเหมือนเคว้งนิดๆ ว่า อ้าว จบโปรแกรมนี้แล้วจะฝึกยังไงกันต่อล่ะ พอได้ข่าวว่าครูรับสมัครเข้ากลุ่มวัดใจ ThaiCom10K นี่ก็รีบไปสมัครกับเขาเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสถิติ 5K สักครั้ง แอดมินถามถึงสถิติ 10K ที่ดีที่สุด, 10K ครั้งสุดท้าย เพื่อจะตั้งเป้าเวลาวิ่ง 10K หลังจบโปรแกรม ก็ไม่มีกับเขา กะประมาณเป้าเอาว่า ขอวิ่ง 10K ได้ในเวลา 70 นาทีก็จะดีใจมากแล้ว …แต่คุณพระคุณเจ้า โปรแกรมนี้คือโปรแกรมพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของนักวิ่งที่ควรจะมีประสบการณ์มาส่วนหนึ่งแล้ว โปรแกรมการฝึกถึงได้โหดหิน ยิ่งนัก

จำได้ว่าตามโปรแกรมต้องส่งการบ้านเป็นผลการวิ่ง 10K ครั้งแรกในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ฉันก็ไปลงวิ่ง 10K ครั้งแรกในชีวิตที่งาน “Thai Health Day 10K Run” เพื่อมีการบ้านส่งวันนั้น จากนั้นไม่กี่วัน เสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2558 โปรแกรมซ้อม ให้ไปความเร็วเหนื่อยหอบยาว 13K …โห ก้าวกระโดดม้าก แต่ฉันก็อุตส่าห์วิ่งจนได้ ตั้งใจแค่ไหนคิดดู กลับมาถึงเปิดทีวี เจอข่าววิศกรรมปารีส ลืมไม่ลงทีเดียวล่ะเช้าวันนั้น อีกพักต่อจากนั้นโปรแกรมก็ให้ฉันได้ลองวิ่งไกลออกไปอีก ถึง 15-16K เกินระยะที่เราจะวิ่งกันจริงๆ อีกเสียอีก ช่วงนี้เริ่มมีเจ็บกล้ามเนื้อข้างหน้าแข้งด้านในของขาขวาที่หมอเรียก Shin Splint แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร คิดว่าเป็นอาการเจ็บปกติจากการวิ่ง ก็ยังคงซ้อมไป คงมีความรู้สึกบางอย่างมาช่วยให้ไม่ใส่ใจกับอาการเจ็บด้วย ประมาณเป็นความปลื้มปิติว่า เฮ้ย ด้วยขาของเรา เราพาตัวเองไปได้ไกลขนาดนั้นเลยนะ

วันที่ซ้อม 16K คือออกวิ่งจากบ้านไปจบที่หัวลำโพง (น้ำตาจะไหล วิ่งเสร็จขึ้นรถเมล์ไปสมัครวิ่ง 10K อีกรายการนึงสำหรับการส่งผลการวิ่งครั้งที่ 2 ให้แอดมินด้วย ในหัวตอนนั้นคงมีแต่เรื่องซ้อมกับเรื่องจะวิ่งมั้ง ลืมไปเลยว่าตอนแรกแค่จะวิ่งเพื่อสลายเซลลูไลต์ แต่ก็นะ การพยายามออกมาเดินออกมาวิ่งก็เหมือนน้ำหนักก็ค่อยๆ ลดช้าๆ ช่วงนั้นมีงดโยคะไป เพราะดันปั่นจักรยานไปแหกโค้ง ได้แผลใหญ่ที่หัวเข่า เกรงว่าการฝึกโยคะจะทำให้แผลแยก เลยหายตัวไปจากสตูดิโอเสียนาน มาโผล่ที่เทรดมิลล์กับทางวิ่งริมคลองแถวบ้านแทน เนื่องจากไปวิ่งที่สวนแล้วท้อแท้ ทุกคนวิ่งกันดีมาก วิ่งไม่หยุดเดินสลับกันเลย …ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มสังเกตตัวเอง เฮ้ย ฉันมีความสามารถในการจริงจังกับอะไรได้ต่อเนื่องขนาดนี้ด้วยหรอออ

พอเริ่มเจ็บ Shin Splint มากขึ้นก็เริ่มพบว่า นี่มันต้องเป็นการบาดเจ็บแน่นอน เริ่มหาข้อมูล พอเข้าใจว่าพื้นคอนกรีตริมคลองคงแข็งไป แล้วเราก็คงเร่งซ้อมเกินกว่าที่กล้ามเนื้อจะพัฒนาความแข็งแรงทัน วิ่งเร็วเกินไป เพิ่มระยะเร็วเกินไป แต่ทำไงล่ะ มาถึงขั้นนี้แล้วจะให้หายหน้าไปจากกลุ่มเฉยๆ รึ เกรงใจแอดมินแย่เลย ก็พยายามซ้อมต่อไป แอบเพลาความหนักของการซ้อมลงบ้าง มีโดดในวันที่ไม่ไหวจริง (เวลาที่ปวดมากๆ นี่จะเดินยังแทบต้องลากขานะคะ เรื่องวิ่งลงบันไดลืมไปได้เลย) แต่ก็ยังไปวิ่งเพื่อให้ได้ผลมาส่งแอดมินในครั้งที่ 2 ในรายการ “เดิน-วิ่ง 135 ปี กรมหลวงชุมพร” ในวันที่ 20 ธันวาคม 2558 วิ่งๆ เดินๆ เท่าที่ขากับหัวใจที่ยังไม่แข็งแรงสักทีจะอำนวยอีกตามเคย เป็นเส้นทางวิ่งที่น่าสนใจในความรู้สึกนะ แต่มันโคตรทรมานเลยแหละ เจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่บ่นให้เพื่อนฟังไม่ได้นี่อึดอัดกว่า เพราะถ้าบ่น เพื่อนเป็นต้องบ่นกลับว่าเฮ้ย เจ็บทำไมไม่พัก …ก็ถ้าพักแล้วที่ทำๆ มาจะพังไหม เรียกว่าจุดนั้นทิฐิแนวทำร้ายตัวเองแบบที่นักวิ่งส่วนหนึ่งก็มีเหมือนกันมาเต็มๆ

ด้วยความเจียมองค์ หลังจากครั้งนั้นเลยซ้อมแบบป้อแป้ๆ ถนอมตัวอย่างยิ่ง เพราะมีรายการสำคัญที่ได้สมัครไว้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มซ้อม 5K โน่นนน “จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 31” วันที่ 17 มกราคม 2559 ก่อนวิ่งบอกเลยว่าไม่พร้อม ขายังไม่หายเจ็บ ซ้อมก็น้อย แต่มาถึงขั้นนี้แล้วมันต้องลองดู ด้วยบรรยากาศหรืออุณหภูมิเย็นสบาย หรือมนต์กองเชียร์อะไรสักอย่างของจอมบึงนี่แหละทำให้ฉันวิ่งได้ดีม้ากที่สุดในตอนนั้นเลย วิ่งไปยาวม้ากก ไปหยุดครั้งแรกที่กิโลที่ 6 ได้มั้ง มาเริ่มจะหมดแรงตอนกิโล 8 ตอนนั้นเหมือนเมื่อไหร่จะถึง ดูนาฬิกาทุกนาทีเลยมั้ง มาจบได้ที่เวลาดีกว่าที่ตั้งเป้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ฉันว่าฟีลลิ่งตอนวิ่งจอมบึงมันทำให้รู้สึกดีกว่าเวลาที่ทำได้อีก บอกไม่ถูกเลย

เสร็จจากจอมบึงนี่เหมือนสละแล้วซึ่งความอยากได้ใคร่ดี ไม่ไปวิ่งรายการสุดท้ายที่เป็นการประเมินผลได้มะ? (ไม่ได้สิ หล่อนมาถึงขนาดนี้แล้วต้องทำให้จบนะ) บอกตัวเองว่าพักนิดนึง ให้ขาหายดีขึ้น ก็พยายามซ้อมอยู่ แต่ก็เพลาๆ ลงจากแผน เป็นห่วงขาจะพังไปอีก แต่ระหว่างซ้อม ก่อนจะถึงวันสอบไฟนอลนั้นฉันดันไปบริจาคโลหิตโดยไม่ทันคิด.. เพิ่งรู้ว่าการบริจาคโลหิตจะทำให้เปลี้ยลงขนาดนี้ 10 วันหลังบริจาคโลหิตไปวิ่งรายการ “ThaiCom 10K” นี่ยังเหนื่อยแทบเป็นลมจริงๆ นะ วิ่งได้ไม่นาน ต้องหยุดเดิน เป็นแบบนี้ตลอดทาง เรื่องเวลาหรอคะ แย่มากเลยสิ เกือบ 80 นาทีได้ เลยจากเป้ามาเกือบ 10 นาทีแน่ะ เหนื่อย แต่ก็ดีใจที่ตัวเองยอมมาวิ่ง (เหมือนดีใจหลังซ้อมทุกวันที่ยอมตื่นแล้วลุกมาซ้อม) ดีใจที่พาตัวเองมาจนจบโปรแกรม และดีใจได้รูปสวย (ฮา) และได้เรียนรู้เยอะเลย ได้มีช่วงเวลาที่ดีกับเพื่อนๆ ด้วย

-วิ่ง และวิ่งต่อไป-

หลังจากจบซีรีส์ซ้อมวิ่ง 10K ไป ก็ยังคงวิ่งได้ไม่ดีอะไร ยังวิ่งไม่ได้แบบที่ฝัน ฉันไม่ได้ฝันถึงเพซหรือเวลาที่อยากทำได้นะ แบบที่ฝันคือวิ่งไปได้เรื่อยๆ แบบชิลๆ I just felt like running แบบฟอร์เรสต์ กัมพ์ ไม่ใช่เอะอะก็หยุดเดินๆ แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าบุญหรือกรรม เพราะก่อนจะจบซ้อม 10K ก็ได้ชวนเพื่อนๆ ไปสมัครวิ่งรอบกว๊านพะเยา 26K ไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอยากจะไปเที่ยวพะเยาหรืออยากจะวิ่งมากกว่ากัน แต่หลังพักจนอาการที่หน้าแข้งเริ่มดีขึ้นแล้วก็แอบหาโปรแกรมซ้อมฮาล์ฟมาราธอนสำหรับมือใหม่มาซ้อมดู

แล้วนี่ก็เพิ่งไป “วิ่งรอบกว๊าน” พะเยากันมาเมื่ออาทิตย์ก่อน (29 พฤษภาคม 2559) ไม่ขอพูดถึงผลประกอบการนะ มันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก ความรู้สึกจากการซ้อมไกลที่สุดคือ 21K ซึ่งก็ทำให้แฮ่กมากมายแล้ว ยังไม่เท่าระยะทางรอบกว๊านของจริง มันทั้งไกลและเวิ้งว้างในความรู้สึก ตอนที่ตั้งใจวิ่งไปตามคนข้างหน้าไปเรื่อยๆ นั้นถึงกับคิดว่าจะมีทางไปถึงเส้นชัยไหม จะหมดแรงหลายทีแต่ยังไม่ทันนึกถึงการถอดใจ คงพอดีเจอกองเชียร์ริมกว๊านเสียก่อน เล่นเอาหยุดเดินไม่ได้เลย ต้องวิ่งเหยาะๆ ผ่านไปเรื่อยๆบ้านแล้วบ้านเล่า แล้วเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้แต่มันเป็นไปได้ก็คือ ฉันวิ่งจบรอบกว๊านได้จริงด้วย!

ถ้าไม่นับอากาศดี เย็นฝนและไม่มีแดด นอกนั้นไม่ใช่เรื่องของโชค ฉันเชื่อว่าที่ขาสองข้างพาตัวเองมาถึงกิโลเมตรที่ 26 ได้โดยไม่มีอะไรแตกหักเสียหายนั้นเป็นเพราะว่าเราซ้อมมาแล้ว ซ้อมดีไหมไม่รู้ แต่เรา (ฉันกับร่างกาย) ได้พยายามซ้อมกันมาแล้ว เราค่อยๆ ทำความรู้จักกับระยะที่เพิ่มขึ้นทีละนิด อย่างเชื่องช้าและนิ่มนวลมาก เพราะว่าฉันไม่อยากจะเจ็บ Shin Splint จนอดทุกอย่างอีก

ย้อนกลับมาดูตัวเอง ตอนนี้นอกจากมีรองเท้าวิ่งเพิ่มขึ้นหลายคู่ ฉันยังได้พบว่า ตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก ตั้งแต่เริ่มวิ่งเล็บเท้าหลุดไป 3 เล็บ เพราะติดนิสัยจิกนิ้วลงกับรองเท้าจนช้ำ จากนั้นเล็บจะม่วง ค่อยๆเผยอแล้วหลุด (ไม่เป็นไรนะ ไม่เจ็บมาก แค่ไม่สวย) น้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนหายไปทั้งหมด 7.5 กิโลกรัม และคงที่เท่าเดิมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เนื้อตัว lean เป็นกล้ามมากขึ้น แต่ไม่น่าจะเป็นเพราะวิ่งอย่างเดียว พอแผลที่เข่าหายดี ฉันเข้าคลาาสโยคะเยอะขึ้น เพราะโยคะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังวิ่งได้ดี โยคะหัดให้นิ่ง และสร้างความแข็งแรงมาจากข้างใน กล้ามแขน ปีก และ core muscle ของฉันได้มาจากโยคะ (ในขณะที่เซลลูไลต์ยังไม่ไปไหน!)

ฉันค้นพบว่า ทั้งการวิ่งและโยคะไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น มันเป็นแค่ส่วนกิจกรรมฝึกฝนตัวเอง แบบทำคนเดียว เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นการทบทวนตัวเอง สื่อสารต่อรองกับตัวเอง จะซ้อมไหม จะวิ่งต่อหรือจะเดิน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ละโลกวุ่นวายภายนอก ลืมความเครียดความกดดัน ความทุกข์จากความไม่แน่นอน ความทุกข์จากการไม่อาจเป็นเจ้าของสิ่งไม่เที่ยง ให้มา focus (ครูโยคะชาวอิตาเลียนของฉันอ่านว่า “โฟกุส”) ที่จุดเล็กๆ ข้างในตัวเอง สองกิจกรรมนี้ทำให้เห็นอนิจจัง ฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะ และรู้จัก “อดทน” ทักษะซึ่งตลอดมาฉันแทบไม่เคยมี

สำหรับฉันจึงไม่สำคัญแล้วว่าแต่ละครั้งที่วิ่ง สถิติจะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร การเพิ่มระยะก็ไม่ใช่เรื่องท้าทายเกินไปกว่าความพยายามซ้อมให้ได้อย่างที่ตั้งใจ ฉันเชื่อว่าถ้าเราขยันซ้อม สร้างความพร้อม สักวันหนึ่งเราก็ย่อมพร้อมสำหรับระยะไกลขึ้น สิ่งที่ฉันควรแคร์คือ คุณภาพของการวิ่ง วิ่งให้ข้างนอก คือร่างกายโอเค และข้างใน คือจิตใจโอเค เพื่อนๆ ที่วิ่งด้วยกันก็โอเค นั้นก็นับว่าเป็นการวิ่งที่คุ้มค่า ควรค่าแก่การพอใจแล้ว

นอกจากวิ่ง ชีวิตของฉันยังมีอีกหลายสิ่งในชีวิตที่รอคอยการค้นพบ (ความรักก็เช่นกัน)

ป.ล. ฉันยังคงไม่เคยวิ่ง 5K ไปปากซอยเพื่อซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวกลับมากินบ้าน เพราะวิ่งถึงปากซอยทีไร เป็นเลยออกถนนใหญ่ตลอดสิ

The Lobster: จะโสดหรือไม่-เลือกให้สบายใจนะ

มาตรฐาน

TheLobster

บางคนอาจไม่มีโอกาสเลือก แต่สำหรับบางคนที่ได้เลือก นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยเชียว ว่าชีวิตที่เหลือนั้น ควรค่าแก่การอยู่เป็นโสดหรือควรอยู่แบบมีคู่จะดีกว่า

คิดดูแล้ว ถ้าเราหาเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ทำไมเราจะเลือกเองไม่ได้ว่าจะอยู่เดี่ยวแบบไม่คบกับใครเพราะโลกส่วนตัวสูง ปรับตัวไม่เก่ง อยู่เดี่ยวแบบเพื่อนเยอะ หรืออยู่เงียบๆ เพื่อนไม่ต้องมาก อยู่เดี่ยวแบบมีแฟน อยู่กับแฟนแบบมีแผนจะแต่งแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ หรืออยู่อย่างนี้ดีแล้วแหละ ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่แบบตกลงแต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝา นอนเตียงเดียวกันทุกคืน หรือแต่งงานมีลูก แต่แยกห้องกันนอน กระทั่งว่าแต่งไปแล้วชีวิตแย่ ขอแยกทางมาอยู่เดี่ยวเหมือนเดิม ฯลฯ จะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเราล้วนๆ กระทั่งว่าจะคบกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ จะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นรุกหรือรับ หรือมีรสนิยมทางเพศที่ล้ำเกินกว่าจะคิดได้ในตอนนี้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตราบที่ไม่ได้กระทำผิดศีล ผิดข้อห้ามทางศาสนา เราย่อมสามารถใช้ชีวิตของเราไปแบบไม่มีปัญหาอะไรเลย …ถ้าเพียงแค่เราไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความหวังดีจากผู้คนทั้งใกล้ตัวและไกลตัวน่ะนะ

ฉันเลยเชื่อว่าคนเขียนบทและผู้กำกับหนัง The Lobster นี่จะต้องหมั่นไส้แกมรำคาญบรรดาผู้มีความปรารถนาดี อยากให้คนโสดได้พบ ตกหลุมรักและแต่งงาน อยู่กันเป็นคู่ชีวิต ฯลฯ อย่างแม่นมั่นถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางคลอดพล็อตหนังโหดดิบขนาดนี้ อะไรจะประชดประชันความมานะพยายามจนกลายเป็นกระเสือกกระสนจะหาคู่ให้ได้ภายในเวลาที่ (ใคร?) กำหนด ไม่งั้นจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก (อาทิ ล็อบสเตอร์) ไปในที่สุด

ช่างเป็นสถานการณ์สมมติอันร้ายกาจ ตีกรอบขังแน่นหนา อึดอัด ขัดใจอินดี้ผู้ถืออิสรเสรีภาพในการใช้ชีวิตสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดเสียเหลือเกินนน

ครั้นจะแหกกรอบประเพณีสายหลักที่กำหนดว่ามนุษย์ผู้โตเต็มที่แล้วต้องมีคู่อยู่เรียงเคียงหมอน หนีเข้าป่าไปอยู่กับพวกคนโสด ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์ในป่า (ซึ่งมีอดีตชาติเป็นคนโสดหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด) ก็ต้องไปเจออีกกรอบซึ่งกำหนดไว้ว่า คนโสดห้ามมีใจให้กัน ห้ามหลี ห้ามจีบ ห้ามกอดจูบ มีเซ็กซ์ ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักถึงขั้นพบจุดจบในหลุมที่ตัวเองถูกบังคับให้ขุดเตรียมเอาไว้นั่นเลย

โอ้ย จะอะไรนักหนากับชีวิตคะ? ความรักความปรารถนามันไม่ได้ควบคุมกันได้ด้วยการกดปุ่ม on/off ซะเมื่อไหร่ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ออกจากบ้านทุกวัน จะมีสักวันไหมที่ได้เจอคนถูกใจกัน ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอคนที่อยากอยู่ด้วยทุกๆ วันไหม แล้วก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่เคยรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันไปจนตายน่ะ จะเกิดเหม็นเบื่อกันภายในสองปีครึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกลียดกันแบบเกิดมายังไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อนไหม …กระทั่งจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่ได้เจอคนคนนั้นไหมยังไม่อาจรู้ได้เลย แล้วจะไปรู้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรว่าควรเลือกฟากไหน ชีวิตสามัญ มีผัวมีลูกไปตามทำนองคลองธรรม หรือหนีไปอยู่ป่าเร่ร่อนเป็นคนเสรี ไม่อาลัยอาวรณ์กับความรัก ไม่แยแสกับความสัมพันธ์ผูกมัดใดๆ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย เพลงแนว บทพูดมีน้ำหนัก (เหมือนขวานผ่าซาก-ฮา) เป็นหนังที่ทำให้รู้สึก ขมขื่น ขำ และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน แต่ดูแล้วก็อดนึกขอบใจเรื่องเพี้ยนๆ ที่เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้ ด้วยมันช่วยเตือนให้รู้สึกตัวว่า ในเมื่อชีวิตมันมีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปจริงจังอะไรมากกับการมีคู่หรือไม่มีคู่ ในเมื่อการมีคู่ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะได้รับความซื่อสัตย์ ความรักความอบอุ่น จะปราศจากแล้วซึ่งความเหงาเดียวดาย การแต่งงานรึก็ไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะครองคู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเลย ความสัมพันธ์ที่งดงาม บริสุทธิ์ อบอุ่น สว่างไสวยังมีในรูปแบบอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อน พี่น้อง ระหว่างญาติ กระทั่งความรักของแม่กับลูกยังไม่ได้มีข้อแม้เลยว่าต้องมีมนุษย์เพศชายมาแสดงตัวเป็นพ่อด้วยนะ นี่ถึงจะเป็นรักแท้จากแม่

เป็นอย่างที่อยากเป็น เป็นอย่างที่สะดวกจะเป็นเถอะค่ะ ใช้ชีวิตอย่างเคารพตัวเอง หากกาลข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วยอมรับมัน หาความสุขไปตามอัตภาพ แคร์คนไม่รักเราให้น้อยลง อาทรดูแลคนที่รักเราให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ระลึกไว้เสมอว่าแม้ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา แต่ชีวิตเรา เราเป็นคนใช้ ไม่ใช่คนอื่น

 

บันทึก:

-ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ (ฮา) แอบนึกว่าถ้าความเพี้ยนในหนังของพี่เจ้ยมันออกมาสวย และมีตรรกะแบบของมันแบบหนังของ Yorgos Lanthimos อย่างน้อยฉันคงดูรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่พี่เจ้ยอยากบอกมากกว่านี้

-โถ Colin Farrell รูปหล่อของช้านน อุตส่าห์กินจนอ้วนฉุ ใส่แว่นสายตาหนาเตอะให้สมบทบาทผู้ชายที่ (สมควร) โดนทิ้ง

-Rachel Weisz เป็นหญิงโสดสายตาสั้นที่จดไดอารี่ละเอียดมาก เล่นหนังเก่งมาก หุ่นดีมาก อิจฉาเจมส์ บอนด์จริงๆ

-น้อง Lea Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด งานนี้น้องมาพร้อมถุงใต้ตาสามชั้นทรงเสน่ห์ ซิกเนเจอร์ประจำตัว พร้อมความสวย และความสามารถในการแสดงที่เจิดจรัสมากขึ้นทุกที แม้เรื่องนี้น้องจะไม่ได้เมคอัพเลยและเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งแขนเปลือยของน้อง เพียงแค่ริมฝีปากอิ่มไร้สีสันแต่งแต้มของน้องก็แสนจะน่าดู จนความจริงที่ว่าน้องอาจแอบเป็น loner leader เลสเบี้ยนก็ไม่อาจทำให้ความเย้ายวนนั้นลดลงแต่อย่างใด

-ตัวละครอื่นๆ เพอร์ฟอร์มได้เจ๋งโคตร จิตสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวบิสกิตนม สาวไร้หัวใจ หนุ่มเป๋ หรือหนุ่มพูดไม่ชัด เมดสาวผู้ใส่ใจบริการ

-หนังเรื่องนี้มีซีนศพสัตว์เยอะไปหน่อย (มีฉากยิงลาด้วย) ก็รู้นะว่าอาจจะไม่ได้ยิงกันจริงๆ สัตว์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันสะเทือนใจคนโสดรักสัตว์อะ

จักรยานฝึกให้ฉันเชื่อง (9) : ล้มบ้างก็ได้

มาตรฐาน

image

ตั้งแต่เส้นทางปั่นจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมิปิดลงเพื่อปรับปรุง เส้นทางจักรยานรอบบึงหนองบอนก็มีโอกาสต้อนรับนักปั่นมากมาย ยิ่งมีการปรับปรุงเส้นทางใหม่ ให้ปั่นได้รอบบึงโดยไม่ต้องเลี้ยวกลับ ราดยางใหม่ให้ถนนเรียบ ตีเส้นให้สวยๆ ชัดๆ ติดป้ายกำกับทิศทางการปั่น จักรยานสารพันประเภทก็พากันถาโถมเข้ามาปลดปล่อยพลังงานในการปั่น บ้างมาซ้อมรอบขา มาปั่นชิลล์ๆ มาชมนกชมไม้ มาจับคู่เดตกระหนุงกระหนิง ฯลฯ รวมทั้งมาหัดปั่นจักรยาน ฉันผู้เป็นแฟนประจำของบึงหนองบอนอันแสนสงบและอบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นแห่งมิตรภาพก็คิดว่าควรจะล่าถอยออกมาหน่อยนึง ก็ประชากรนักปั่นชักจะเยอะจนทำให้เครียด

โดยเฉพาะหลังจากพบว่า เดี๋ยวนี้คนปั่นจักรยานรอบบึงหนองบอนเขาไม่ส่งเสียงทักทายกันแล้ว

แต่เช้าวันนี้ฉันกลับไปอีกครั้ง เมื่อคืนมีฝน อากาศเช้านี้จึงเย็นสบายชวนปั่นมาก และมันดีมากๆ เพราะเป็นวันธรรมดา จึงมีจักรยานน้อย ขอบด้านซ้ายและขวาของถนนมีคนซ้อมวิ่งประปราย บนถนนไม่ได้มีแต่นักปั่นซ้อมรอบขาทำความเร็ว ฉันดีใจที่นักปั่นและนั่งวิ่งแชร์พื้นที่กันได้เหมือนเดิม สบายใจจนเริ่มทักทายพี่ๆ ขาประจำ ใครเป็นขาประจำ? สังเกตได้จากเครื่องแต่งกายและจักรยานที่ปั่นค่ะ ไม่จำเป็นต้องอธิบายนะ ฉันว่า ถ้าคุณได้มาเห็นก็จะแยกออกเองแหละ ใครหน้าใหม่ ใครหน้าเก่า

มีความสุขจัง ฉันบอกตัวเอง เหมือนกำลังฝันว่าปั่นจักรยานอย่างเพลิดเพลิน ก็อากาศสดชื่นขนาดนี้ แดดก็ไม่มี แถมวันนี้มีเวลา ไม่ต้องรีบเร่ง หยุดถ่ายรูปได้ตามสบายที่มุมเดิม ซึ่งต้องมาเยี่ยมกันทุกครั้งที่มาบึงหนองบอน ฉันครึ้มขนาดกะจะปั่นสักสองสามรอบบึง และแวะเยี่ยมเกาะทั้งสองให้ทั่วถึง

แต่แล้วก็ต้องตื่นจากความฝันเพราะจักรยานหลุดโค้ง อืมม์ ฉันเข้าโค้งโดยไม่ได้กำเบรก ไม่ได้ประมาทหรอก ตั้งใจเลยว่าจะไม่เบรกให้เสียจังหวะ แหม๋ ก็กะมาดีแล้วว่ามาเร็วขนาดนี้ เอนที่องศานี้ สบาย รอบที่แล้วก็เอาอยู่สวยๆ นี่

อืมม..แต่รอบนี้มันไม่อยู่เพราะอะไรล่ะ อ๋อ ..เพราะนอกจากถนนแอสฟัลท์ที่อมน้ำฝนเมื่อคืนไว้เต็มๆ (แดดยังไม่ออกไง) แล้ว เส้นแบ่งเลนขาวจั๊วะที่ตีไว้ชัดๆ ใหญ่ๆ กลางถนนน่ะ ตัวลื่นเลยไง (แถมเธอไม่เบรกช่วยเลยใช่ไหม?)

เป็นอันว่าได้ล้มไถโครมลงไปโดยไม่ได้ส่งเสียงกรี๊ด แม้จะเป็นห่วงจักรยานมาก ก็รู้แล้วไงว่าตัวน่าจะโอเค เพราะไม่ได้เอามือยัน หรือเอาหน้าไถ และไม่ได้เอาหัวฟาดพื้น แต่เป็นการใช้หัวเข่าข้างซ้ายหยุดการไถลตัวไปตามพื้น จึงมีแผลเปิดขนาดประมาณ 5×5 เซนติเมตร บนหัวเข่า เป็นแผลเปิดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จำได้ว่าเคยเป็น กับอีกแผล ขนาดเล็กลงครึ่งหนึ่งตรงจุดก่อนถึงปลายข้อศอกข้างซ้าย อืมม์ และสีข้างด้านซ้ายของเสื้อเปื้อนแรงมากแต่เสื้อยังไม่ถลอกจนขาด (เย็นนี้อาจมีรอยช้ำตรงนี้ แต่ยังดีที่บริเวณนี้มีการซัพพอร์ตเยอะ ทั้งเสื้อ ทั้งบรา) ลุกขึ้นมาได้ก็ดูรถก่อนเลย ยกรถขึ้นมาตั้งพอดีกับพี่ผู้ชายสองคนวิ่งมาถึง

โฮ! คอรถบิดไปจากศูนย์ กำลังจะโวยวาย พี่เขาก็ช่วยดัดคืนให้ แล้วก็ถามหาน้ำเปล่า บอกให้เอาน้ำราดแผลเยอะๆ แล้วบอกว่า ถนนลื่น เขาก็เพิ่งล้มที่โค้งถัดไป เออ..จริงแฮะ เขามีแผลที่คางกับโหนกแก้ม เสื้อก็ขาด แล้วพี่ผู้ชายในเสื้อสีส้มอีกสองคนก็มาถึง พร้อมเสนอความช่วยเหลือด้วยอุปกรณ์ปฐมพยาบาล

โฮ! พี่เขามีมาครบเลย ทั้งน้ำเกลือล้างแผล สำลี เบตาดีน พลาสเตอร์ปิดแผลแบบแถบใหญ่ ..น้ำตาจะไหล คนสองคน หลุดคนละโค้ง แต่ได้รับการปฐมพยาบาลกันเรียบร้อย ครบถ้วน ตรงที่เกิดเหตุนี่เอง

น้ำตาจะไหล นักปั่นบึงหนองบอนที่เคยคิดว่าเดี๋ยวนี้แม้แต่ทักก็ไม่ทักกันแล้ว ที่จริงคือมีน้ำใจหยุดมาช่วยกัน ช่วยดูรถ แล้วช่วยดูแผลให้ละเอียดลออ ก่อนจะไปพี่พยาบาลจะไปยังถามอย่างมีเมตตา น้องมีน้ำกินไหม แล้วส่งน้ำผลไม้ให้อีกกล่อง

จะถามชื่อพี่เขาไว้ก็ไม่กล้า จะขอถ่ายรูปก็ไม่กล้า ได้แต่พนมมือไหว้เขาอย่างสวยคนละครั้ง ระหว่างน้ำตาซึม แล้วถ่ายรูปพี่ทั้งสี่ไว้เป็นที่ระลึก

ล้มแล้วก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา แต่ถ้าการเจ็บครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้ขนาดนี้ก็คุ้มนะ จักรยานยังต้องปั่นอีกนาน คงต้องรู้จักกำเบรกไว้ แล้วก็ใช้มันในยามที่ควรจะใช้ บอกตัวเองว่าสนุกได้ แต่ถ้าห้าวให้น้อยกว่านี้อีกหน่อย ก็คงไม่ต้องเจ็บกันแบบนี้ซ้ำๆ เรื่อยๆ

ถ้าการล้มสอนให้ระวัง และรู้จักลุก แถมยังเป็นโอกาสได้รับน้ำใจจากคนอื่นแบบนี้.. ล้มบ้างก็ได้

ที่สำคัญคงต้องเตรียมตัวพร้อมให้ความช่วยคนอื่นบ้างละเรา

knit back into life

มาตรฐาน

image

ชีวิตช่วงที่ผ่านมานั้นวุ่นวายจากหลายสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องไปยุ่ง เมื่อรู้ตัวแล้วฉันก็บอกตัวเอง เอาชีวิตของหล่อนคืนมา ค่อยทยอยปลดปมปัญหาออกไปจากชีวิตทีละสิ่ง อย่างเลือดเย็นและไร้น้ำใจ (ฮา)

แล้วก็เริ่มหยิบไหมพรม ไม้นิต เข็มถักโครเชต์ ลงมือทำงานฝีมืออีกครั้ง พร้อมๆ กับหาโอกาสปั่นจักรยานตามแต่กำหนดการชีวิตและฟ้าฝนจะอำนวย

ปลายเดือนก่อน ฉันกับเพื่อนสาวไปร่วมกิจกรรมบ่ายวันอาทิตย์กับกลุ่มอาสากลุ่มหนึ่ง ที่จะรวมตัวกันแบบนี้ทุกๆ เดือน เพื่อมาสอนกันถักเสื้อผ้ากันหนาว จำพวก หมวก ผ้าพันคอ เพื่อเตรียมส่งมอบให้พื้นที่ประสบภัยพิบัติหนาว

จริงอยู่ว่าผ้าพันคอหรือหมวกที่ถักด้วยเครื่องจักรก็กันหนาวได้ดีพอกัน อาจจะสวยงามเรียบร้อยและทนทานกว่าของที่ถักร้อยขึ้นกับมือด้วยซ้ำ แต่ฉันกับเพื่อนคิดต่างออกไปในเรื่องนี้ เพื่อนสาวบอกสั้นๆ ว่า อยากจะทำอะไรเพื่อคนอื่นสักครั้ง ฉันคิดเช่นเดียวกับเธอในหลายปีหลังๆ มานี้ ระหว่างพยายามจะถักหมวกถวายพระบ้าง มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งบ้าง แต่พบว่าระหว่างการทำงานเหล่านั้น ฉัน “ได้” ของขวัญอันงดงามก่อนงานเสร็จเสียอีก

ทุกๆ นิตและเพิร์ล ทุกๆ การควักจิ้มพันดึงด้ายขึ้นลง จิตใจที่วุ่นวาย แตกซ่าน รกรุงรัง ถูกเรียกกลับมาอยู่ที่มือ ที่งานตรงหน้า ไฟล์และโฟลเดอร์ต่างๆ ในสมองเหมือนถูก defragment เรียบเรียงให้เข้าที่ เป็นระเบียบขึ้นทีละน้อย ฉันรู้สึกดีกับตัวเองที่นิ่งลง และพบว่ายิ่งนิ่ง งานยิ่งสวย แม้มันจะเสร็จช้าไปเสียทุกชิ้น (อะไรนะ หมวกถักวันเดียวก็เสร็จหรอ!) เพราะนอกจากมีเวลาไม่มากแล้วยังเป็นคนจับจด สมาธิสั้น แต่ด้วยความตั้งใจ งานที่ถักเพื่อจะให้ใครสักคนนั้น เสร็จเรียบร้อยทุกชิ้น

ล่าสุดฉันพบว่างานที่เริ่มต้นไว้ในวันอาทิตย์ปลายเดือนก่อนดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ มีอะไรบางอย่างที่ไม่เข้ากัน ไม่ได้ดังใจ แล้วก็นึกถึงผ้าพันคอนิตติ้งผืนหนึ่งที่ทำค้างไว้สัก 6-7 ปีได้แล้วละมั้ง ที่ถักไม่เสร็จเสียทีคงเพราะไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าจะถักให้ใคร เฉียดจะทำเสร็จไปหนหนึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านเพราะเกือบมีคนจะถักให้แล้ว ดีที่ฉันเปลี่ยนใจไม่ถักให้เขา เพราะถ้าให้ไป วันเวลาทีละน้อยละนิดที่ฉันใช้ปะติดปะต่อถักผ้าพันคอผืนนี้อยู่ 6-7 ปี อาจกลายเป็นของไม่มีค่าอะไรเลย (คิดอย่างเลวร้ายเขาอาจจะไม่ไยดีกับมันด้วยซ้ำ)

จึงตัดสินใจหยิบงานชิ้นนี้มาทำต่อเพื่อนำไปสมทบกับผ้าพันคอของเพื่อนและของใครอีกหลายคนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนนี้ ประเมินความยาวที่มีอยู่เป็นทุนแล้วได้กำลังใจ เชื่อว่าคงเสร็จในไม่ช้า แล้วผ้าพันคอไหมขนสัตว์ผืนนี้ ที่ฉันใช้เยียวยาจิตใจอันฟุ้งซ่านของตัวเองตลอดหลายปีก็อาจจะได้ไปสร้างความอบอุ่นให้หูคอจมูกของใครสักคน ที่บ้านของเขาหนาวมากกว่าบ้านฉัน

แค่คิดก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจตัวเอง

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (7) : ขาอ่อนควรขึ้นที่สูง

มาตรฐาน

image

แม่ริม-สะเมิงในจินตนาการของฉันนั้น เป็นเส้นทางสวยงามชวนฝัน ด้วยความอ่อนโลก ฉันกล้าจินตนาการถึงการปั่นจักรยานสวยๆ ไปบนถนนเส้นนี้ซะด้วย!

ไม่นึกเฉยๆ แต่กล้าหาญชวนเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมและ อ้น สามีเพื่อนรักที่ปั่นเสือภูเขาอยู่ ปั่นไปด้วยกัน ซึ่งเพื่อนๆ ก็ตอบรับในทันใด แม้จะออกอาการลังเลกันบ้าง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ปั่นจักรยานกันบ่อย โดยเฉพาะปั่นขึ้นดอย แทบทุกคนออกตัวว่า อ่อนซ้อม (รวมทั้งฉันด้วยแหละ เริ่มเดือนพฤษภาคมมา ปั่นจักรยานได้ประมาณ 2-3 วันเอง) งานนี้แม้แต่บรรดาเพื่อนสาวที่เป็นพ่อแม่แล้วยังกระตือรือร้นขนาดอาสาไปรถเซอร์วิสกันให้ครื้นเครงไป

ที่จริงฉันอ่อนโลกเกินไป แถมยังห้าวเกินตัวไปเยอะเลย

แม้ถนนแม่ริม-สะเมิงของจริงในตอนนี้จะเป็นอย่างที่ฝัน คือมีสองข้างทางสีเขียวเฉดต่างๆ สลับกับท้องฟ้าใสๆ สวยงามแบบป่าเต็งรังต้นฤดูฝน ถนนเรียบดี วางตัวเป็นเคิร์ฟอ่อนช้อยที่ดูเป็นมิตรในบางที ดูคมกริบแบบสาวเจ้าอารมณ์ในบางครั้ง แต่ว่าความชันและความคดโค้งของทางเส้นนี้ไม่อำนวยให้นักปั่นขาอ่อนอย่างฉันเดินทางไปได้ไกลจากจุดเริ่มต้น คือบ้านเพื่อนที่แม่ริมมากนัก

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้มรสของการปั่นขึ้นดอย ‘ขึ้นดอย’ ที่ไม่ใช่ขึ้นเนินชันเนินเดี่ยว ขึ้นให้รอดแค่เนินเดียวก็ถึง แต่เป็นการ ขึ้น ขึ้น และขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน

เหนื่อยมากจริงๆ

ยอมรับว่าไม่ได้เตรียมร่างกายเลย แต่ฉันไม่ซีเรียสกับแรงกายนัก เรา 5 คันคุยกันแล้วว่าจะไม่คาดคั้นตัวเองมาก เราไปกันตามที่ไหว หยุดเมื่อเหนื่อย และรอกันตลอดเวลา

สิ่งที่ฉันกังวลคือ ‘ใจ’ ฉันเตรียมใจตัวเองมามากพอดู ตั้งใจว่าจะนิ่ง จะสงบ ไม่รีบ จะหนักแน่น มีสมาธิ จะไม่ว่อกแว่กคิดไปก่อนว่าไม่ไหว ไม่คิดถึงความผิดพลาดข้างหลัง หรือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า จะอยู่กับรอบขาและลมหายใจในปัจจุบัน เปลี่ยนเกียร์ แล้วก็แค่ปั่นไป

ซึ่งก็ทำได้มาหลายต่อหลายโค้ง ไต่ขึ้นมาได้หลายต่อร้อยเมตรเหนือน้ำทะเล แต่มาหยุดตัวเองที่กิโลเมตรที่ 14 หลังจากที่หัวใจเต้นรัวไม่หยุดติดต่อกันมาได้สักสองสามร้อยเมตรกับช่วงทางขึ้นที่เปลี่ยนจากโค้งรูปเอส เปลี่ยนเป็นระยะ ทางลาดตรงยาวนาน ชันสัก 30-40 องศา ต่อเนื่องกันสองสองสามร้อยเมตรของถนนสวยๆ ที่ดูไร้พิษสง แต่ภาพนี้ขู่หัวใจฉันให้ปอดถึงขั้นสุด

ตอนนั้นแบมโยกปั่นหมอบคาร์บอนทิ้งไปจนมองไม่เห็นตัว อ้นตามมาข้างหลัง ฉันอยู่กับภาพข้างหน้า รู้สึกหวาดหวั่นมาก…

ไม่ไหวแล้ว …ฉันเปลี่ยนเกียร์จนหมดแล้วทุกจาน ความคิดว่าสองขาหมุนติ้วจนล้า แต่ยังไม่เท่าหัวใจเต้นถี่รัวเหมือนจะหลุดจากอก กับจังหวะหอบหายใจที่แค่หายใจเข้าออกถี่ๆ แบบนั้นก็เหนื่อยแล้ว บอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว

ฉันหยุดลงที่ขอบทาง ใต้เงาไม้ หอบแฮ่กๆ จนอ้นขึ้นมาถึง บอกว่าจุดชมวิวสะเมิงอยู่ข้างหน้า อีกไม่กี่ร้อยเมตร ฉันบอกไม่ไหวจริงๆ อ้นยังลุ้น แต่ฉันยืนกรานว่าพอแล้ว จะรออยู่ตรงนี้แล้วกลับลงไปพร้อมกันตอนอ้นกับแบมลงมา รถทีมเซอร์วิสมาถึงพร้อมแต๊กกับเจนที่สละจักรยานขึ้นไปอยู่บนนั้นเรียบร้อย ขณะพวกเรากำลังลังเลว่าจะขึ้นไปต่อ หรือจะกลับไปตามกลิ่นไก่ย่างที่ปั่นผ่านมา จี๋ก็ขับรถเซอร์วิสขึ้นไปตามแบม

สักครู่แบมจูงหมอบคาร์บอนคันเก่งเดินลงมา …ยางแบน ถามแบมจะปะไหม อุปกรณ์พร้อมนะ แบมบอกไม่มั่นใจกับการปั่นรถเพิ่งปะยางลงดอย เลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งท้ายรถเซอร์วิส จากนั้นพวกเราที่เหลือพากันปล่อยตัวเองให้ไหลลงดอย ไปตามแรงโน้มถ้วงและความลื่นไหลของล้อ

แงซายเป็นรถที่หนักที่สุดในรถทั้งหมด 5 คันของพวกเราแล้ว แต่ฉันรู้ว่าการไหลไปกับแงซายคือรางวัลที่คุ้มค่าของการบากบั่นปั่นขึ้นมา มันใช่อย่างที่คิด ทางขึ้นแสนชันและคดโค้งของเส้นทางแม่ริม-สะเมิงนั้นลงสนุกที่สุดกับกติกาปล่อยไหลโดยใช้เบรกให้น้อย บางช่วงเสียวจนขนลุก เพราะเกือบหลุดโค้ง แต่ก็ต้องขอบคุณเบรกที่พี่เพชรตั้งให้

ครั้งแรกของการปั่นขึ้นดอย ฉันรอดมาได้ และสนุกมาก

ระยะทาง 14 กิโลกว่า ใช้เวลาปั่นขึ้นเป็นชั่วโมงๆ แต่เหมือนจะไหลลงมาภายใน 10 นาที ความทรมานมันยาวนานกว่าความสุขอย่างนี้นี่หรือ?

บางเสี้ยวขณะเลี้ยงตัวอยู่บนแงซายในขาลง ขณะที่ประจักษ์ว่าเส้นทางบนดอยนั้นมีขึ้นก็ต้องมีลง ความทุกข์ทรมานที่ถึงที่สุดแห่งมันแล้ว ก็ย่อมต้องคลี่คลายลง ฉันนึกดีใจที่กล้าคิดมาปั่น ดีใจที่เพื่อนเอาด้วย ดีใจที่ทำได้ตั้ง 14 กิโล ในวันนี้

และเชื่อมั่นว่าหลังจากวันนี้ แม้ร่างกายจะไม่เปลี่ยนไปมากมาย แต่ฉันได้พัฒนาความมุ่งมั่นแข็งแกร่งแห่งจิตใจตัวเองขึ้นไปอีกขั้นแล้ว