Category Archives: ความฝัน

นักเรียนคนแรก

มาตรฐาน

ฉันสมัครเรียนโยคะเพราะอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับโยคะอาสนะที่เทียวเข้าเทียวออกสตูดิโอฝึกอยู่เรื่อย ห่างบ้างถี่บ้างตามเวลา โอกาส และแรงฮึด ตอนแรกแค่อยากรู้ว่าจะฝึกกันไปทำไม จะฝึกไปให้ได้อะไร มิได้มีความประสงค์จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูสอนโยคะ เนื่องจากเล็งแล้วว่าอาชีพครูโยคะไม่ได้เป็นกันง่ายๆ คนหยาบๆ อย่างฉันคงไม่ไหวจะทน

แต่เมื่อได้ไปเรียน ฉันเห็นสิ่งใหม่ ทั้งครู เพื่อน และเนื้อแท้ของศาสตร์โบราณแห่งโยคะทำให้ฉันมองมนุษย์เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” ยิ่งกว่าที่แผ่เมตตามาตลอดชีวิต

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรเป็นของเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ อยากจะหยุดหายใจก็ทำไม่ได้ ตอนที่หมดสิทธิ์จะหายใจแล้ว จะเริ่มหายใจอีกครั้งก็ไม่ได้ 
แล้วจะไปอะไรมากมายกับมัน จะสะสมอะไรไปเยอะแยะ จะอยากได้ใคร่ดีอะไรนัก 

ฉันเริ่มอยากทำอะไรบางอย่าง เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นการแบ่งปันกระมัง อยากแบ่งปันสักเสี้ยวส่วนของแก่นแท้อันประเสริฐดีงามของศาสตร์โยคะ ให้กับคนที่ฉันรัก ผูกพัน ได้สัมผัส เรียนรู้ เผื่อเขาจะได้นำไปให้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและจิตใจตัวเอง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงคนรอบกายของเขา เหมือนที่ฉันได้รับ และอยากแบ่ง

ในขณะที่รอคอยโอกาสนี่อยู่เงียบๆ โอกาสและเวลาของเราก็มาประจวบเหมาะกันนะโอ๋

โอ๋เป็นน้องสาวคนละพ่อแม่ที่เติบโตมาด้วยกัน เราพบ และคบกันมาตั้งแต่โอ๋ยังเป็นสาวน้อย ฉันร่วมเป็นพยานในหลายโอกาสของชีวิตน้อง ตั้งแต่นางเริ่มรู้จักความรัก แต่งงาน มีลูก โอ๋ลูกสองแล้ว ก็เด็กชายทั้งสองในภาพนั่นไง 

เวลาผ่านไปหลายสิ่งก็เปลี่ยนแปลง รวมทั้งร่างกาย โอ๋กำลังตั้งใจแน่วแน่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพ นางก็เลยได้มาเป็นนักเรียนคนเแรกของฉัน

ดีใจที่โอ๋มาเป็นนักเรียนคนแรก ยินดีที่เห็นความตั้งใจของโอ๋ อยากจะขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ฉันมีวันนี้ วันที่พอมีอะไรจะแบ่งปันให้กับคนที่กำลังมองหา

รักแกนะโอ๋ เรามาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เริ่มรักและเอาใจใส่สังขารกันนะ จะได้อยู่เป็นซิสเตอร์กันอย่างนี้ไปนานๆ

ครบปีที่เริ่มวิ่ง

มาตรฐาน

image

มันจริงหรือเปล่าที่ว่า หลายสิ่งในชีวิตรอเวลาให้เราค้นพบ

หลังจากเดินได้ไม่นาน คนเราก็เริ่มเรียนรู้ที่จะวิ่ง แต่นักวิ่งส่วนใหญ่ไม่ยักเริ่มวิ่งจริงจังตั้งแต่เริ่มวิ่งเป็น มาเริ่มกันหลังจากนั้นตั้งนมนาม ด้วยสาเหตุแตกต่างกันไป

บางคนวิ่งเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี เป็นพรสวรรค์ เรียกว่าคนกลุ่มนี้มีต้นทุนสูง พอได้รับการส่งเสริม ได้พัฒนาศักยภาพ ก็ไปได้ไกล กลายเป็นนักกีฬาอาชีพ ได้เรียนหนังสือ ได้สร้างชื่อเสียง รับใช้ชาติ แต่บางคนไม่ได้มีต้นทุนสูงขนาดนั้น แต่ได้มาวิ่งเพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากคนอื่น วิ่งในแบบของตัวเอง อาจจะไม่ใช่เพื่อรับใช้ชาติเหมือนนักกีฬาทีมชาติ แต่ก็เพื่ออะไรบางอย่าง ที่แต่ละคนก็คงมีคำตอบของตัวเองต่างกันไป

ฉันเองก็คงจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

-ก่อนวิ่ง-

ทุกคนรู้มานานถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย และการวิ่งก็ดูเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องมีองค์ประกอบเยอะยุ่ง ไม่ต้องมีชุดเฉพาะ สนาม หรืออุปกรณ์อย่างว่ายน้ำ ตีเทนนิส ปิงปอง เล่นเรือใบ ชกมวย หรือแม้แต่ตีแบดที่อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนตีด้วย จะวิ่ง เอาจริงๆ แค่มีรองเท้าสักคู่ (บางกรณีไม่ต้องใส่รองเท้าก็ได้ อย่างวิ่งบนหญ้าหรือหาดทราย) ไม่ต้องเป็นรองเท้าวิ่งด้วยซ้ำ แค่นี้ก็วิ่งได้แล้ว

คิดดูก็ง่าย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ไม่ใช่ว่าแค่ใส่รองเท้า ผูกเชือกแล้วออกไปวิ่งกันได้ปร๋อขนาดนั้น

ราวๆ สิบกว่าปีก่อน ฉันเคยคิดว่าเราน่าจะออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง งั้นพรุ่งนี้จะวิ่งละนะ ก็ไปซื้อรองเท้าวิ่งอาดิดาสลดราคามาคู่นึง รุ่งขึ้นก็เริ่มวิ่ง… แต่วิ่งไปได้สัก 200-300 เมตรก็พบว่าหัวใจเต้นแรง ถี่แรงมาก เข้าใจว่านี่คืออาการก่อนหัวใจวายแน่นอน รู้สึกกลัวมาก หลังจากนั้นเลยเก็บรองเท้าลงกล่องเลย เก็บไว้เมื่อเอามาใส่อีกที พื้นรองเท้าหลุดเป็นชิ้นๆ ถึงกาลอวสานไป พร้อมกับบอกตัวเองว่า ตัวเองไม่เหมาะจะวิ่ง จบไปตั้งแต่บัดนั้น

เวลาผ่านไป อายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการเผาผลาญลดลง น้ำหนักตัวมากขึ้น (sad but true) เพื่อนสาวเริ่มวิ่งกัน ไดเอ็ตอดอาหารอดข้าวอดแป้งกันบ้าง ฉันก็ยังเฉย ยังไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเป็นเรื่องราว ที่ปั่นจักรยานบ้างก็เพราะมันช่วยคลายเศร้า ช่วยให้สนุก มีความสุข เพราะจักรยานคือวิถีของการพึ่งตัวเอง คือวิธีเดินทาง ที่ฝึกโยคะบ้าง อันที่จริงน่ะ ฝึกมานานแล้ว แต่ไม่ต่อเนื่องตามประสาคนไม่มีความมุ่งมั่นหวังผลเลิศ ก็เพราะมองว่าการฝึกโยคะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจตัวเอง เป็นเรื่องของสมาธิ เป็นการฝึกฝน และการสื่อสารกับตัวเอง (ก็ไม่ได้พยายามสื่อสารอะไรมากมายหรอก แค่ไม่ได้มองว่ามันคือการเบิร์น คือวิถีแห่งการมีรูปร่างสุดเซี้ยะอะไรแบบที่สาวๆ หลายคนมอง) ส่วนการอดอาหารก็ไม่ใช่แนว ก็ยังคงใช้ชีวิตเรื่อยๆ สบายๆ ไปแบบที่พอใจ ไม่เร่งรัด บังคับตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งโพสต์รูปฉันที่ตัวเองถ่ายแล้ว tag ฉันด้วย …ช่างเป็นรูปพอร์ตเทรตที่ถ่ายได้อ้วนใหญ่มาก มากจนแอบโกรธ แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะโกรธหรอ คือเพื่อนก็คงดูว่าเป็นรูปที่สวย คม องค์ประกอบอื่นๆ ดี ฯลฯ ตัวแบบก็กำลังยิ้มแย้มเฮฮา …แต่กูอ้วนมากไงคะเพื่อน

เกือบทำใจได้ละ ก็ต้องมาโกรธอีกทีตอนผู้ชายอีกคนที่เห็นรูปนี้พูดวิจารณ์เกี่ยวกับรูปร่างของฉัน คือมันมีหลายคำมากที่เสียดแทงใจแม้ว่าเราจะคุยกันในขอบเขตของคำสุภาพ เพราะไม่ได้สนิทกันมากขนาดเพื่อนที่จะพูดอะไรตรงขนาดเพื่อนพูดกับเพื่อน แต่คำที่มันโดนมากแบบจำได้ไม่ลืมเลยคือ “มีน้ำหนักตัวมาก”

ตอนแรกก็ แล้วไง น้ำหนักตัวมาก ก็ไม่ได้ไปอยู่บนหลังเท้าใครป้ะ? แล้วก็เริ่มคิด …ถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนรังเกียจรูปร่างหรือหน้าตาของตัวเอง (จึงไม่เคยคิดจะปรับปรุงส่วนใดๆ อย่างจริงจังด้วยวิธีใดๆ เลยยย) แต่มันก็เออ ในรอบสองปีนี้มันก็มากขึ้นจริงๆ กางเกงยีนส์รุ่นใหม่ๆ เริ่มคับ อย่าว่าไปถึงกางเกงรุ่นเก่าที่ซื้อมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก เพรียวกว่านี้ และถึงแม้จะไม่ได้รังเกียจหุ่นตัวเอง แต่เออ…ฉันรับเซลลูไลต์แถวๆ ต้นขากับสะโพกไม่ได้นะ

บอกตัวเองว่าคนเราไม่ควรมีขาแบบนั้น ถึงขาจะใหญ่ แต่แบบที่ควรจะเป็นคือขาที่มีผิวเรียบตึง ไร้เซลลูไลต์

-เริ่มวิ่ง-

ฉันจึงเริ่ม search จะเริ่มยังไงดีแบบไม่ให้หัวใจวาย รองเท้ามีแล้ว ซื้อเมื่อสองสามปีก่อนหน้านี้ ตอนเริ่มมีกระแสรักเจ็ดปีฯ ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่งไปวิ่งอยู่แล้ว ฉันก็ติดตามอยู่ ได้รองเท้ามาก็ว่าจะวิ่งละ ถามอะไรเขาไปเยอะเหมือนกัน เขาก็แนะนำมาบ้าง ฉันก็ไปสอยรองเท้ามิซูโน่ตามรอยลุงมู (ราคามิ) อยากจะอินไปกับหนังสือของแก แต่ก็ยังไม่ได้ฤกษ์เริ่มวิ่งจริงจัง เหนื่อยไง วิ่งเมื่อไหร่ก็เหนื่อยนะ น่าจะยังไม่ถึงเวลาที่จะเริ่ม จนคราวนี้มา Search เจอโปรแกรมซ้อมให้วิ่งได้ 5K ใน 35 วัน ของครูดิน สถาวร จันทร์ผ่องศรี ก็ได้เริ่มต้นในวันนี้ของปีก่อนเลยแหละ วันที่ 6 มิถุนายน 2558

เริ่มจากการเดิน วันแรกๆ ของโปรแกรมเป็นแบบนั้นเดินช้า เดินช้าสลับกับเดินเร็ว เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินช้า เริ่มวิ่งสั้นๆ สลับกับเดินเร็ว ฉันก็ทำตามเป็นวันๆ ไป ตั้งใจพอควรเลยเพราะคิดว่า เอ้อ จบโปรแกรมแล้ว ถ้าเราวิ่ง 5K ได้พลิ้วๆ จะฉลองด้วยการวิ่งไปปากซอย ซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวแล้วขึ้นรถสองแถวกลับมากินบ้าน

ระหว่างโปรแกรม เพื่อนสาวที่วิ่งกันอยู่แล้ว พากันไปสมัครวิ่งฟันรันบ้าง มินิบ้างกันแล้วก็มาชวนไปเรียนกับครูดินที่ลานจามจุรี ก็ไป ก็พบว่า เออ ดีจังที่เราได้มาเรียนตอนที่กำลังเริ่มต้นจะวิ่ง จะได้เริ่มอย่างเหมาะควร และรู้ว่าควรทำอะไร ควรเลี่ยงอะไร ควรระวังอะไร ถึงกับชวนกันสมัครไปคอร์ส “วิ่งกับเพื่อนที่เรารัก” ที่ครูจัดที่นครนายกด้วย ก่อนจะถึงวันเข้าคอร์ส ด้วยความนอยด์ กลัวว่าในคอร์สจะมีการถามถึงประสบการณ์การวิ่ง ซึ่งฉันยังไม่มีเลยสักสนาม ก็เลยไปสมัครฟันรัน 6.2K งานวันแม่ของศูนย์ประชุมฯ ไว้ ซึ่งพอถึงเวลาก็ไปวิ่งสลับกับเดินจนครบระยะ ก็ตอนนั้นพัฒนาการการซ้อมวิ่ง 5K ยังมีแค่วิ่งต่อเนื่องนาน 20 นาทีได้แค่หนเดียวเองมั้ง

เทรนตัวเองตามโปรแกรมวิ่ง 5K มาจนครบ ก็ยังวิ่ง 5K ต่อเนื่องไม่ได้ ก็รู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก ทำไมเราถึงอ่อนอย่างนี้นะ ฯลฯ ภาวะตอนนั้นเหมือนเคว้งนิดๆ ว่า อ้าว จบโปรแกรมนี้แล้วจะฝึกยังไงกันต่อล่ะ พอได้ข่าวว่าครูรับสมัครเข้ากลุ่มวัดใจ ThaiCom10K นี่ก็รีบไปสมัครกับเขาเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสถิติ 5K สักครั้ง แอดมินถามถึงสถิติ 10K ที่ดีที่สุด, 10K ครั้งสุดท้าย เพื่อจะตั้งเป้าเวลาวิ่ง 10K หลังจบโปรแกรม ก็ไม่มีกับเขา กะประมาณเป้าเอาว่า ขอวิ่ง 10K ได้ในเวลา 70 นาทีก็จะดีใจมากแล้ว …แต่คุณพระคุณเจ้า โปรแกรมนี้คือโปรแกรมพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของนักวิ่งที่ควรจะมีประสบการณ์มาส่วนหนึ่งแล้ว โปรแกรมการฝึกถึงได้โหดหิน ยิ่งนัก

จำได้ว่าตามโปรแกรมต้องส่งการบ้านเป็นผลการวิ่ง 10K ครั้งแรกในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ฉันก็ไปลงวิ่ง 10K ครั้งแรกในชีวิตที่งาน “Thai Health Day 10K Run” เพื่อมีการบ้านส่งวันนั้น จากนั้นไม่กี่วัน เสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2558 โปรแกรมซ้อม ให้ไปความเร็วเหนื่อยหอบยาว 13K …โห ก้าวกระโดดม้าก แต่ฉันก็อุตส่าห์วิ่งจนได้ ตั้งใจแค่ไหนคิดดู กลับมาถึงเปิดทีวี เจอข่าววิศกรรมปารีส ลืมไม่ลงทีเดียวล่ะเช้าวันนั้น อีกพักต่อจากนั้นโปรแกรมก็ให้ฉันได้ลองวิ่งไกลออกไปอีก ถึง 15-16K เกินระยะที่เราจะวิ่งกันจริงๆ อีกเสียอีก ช่วงนี้เริ่มมีเจ็บกล้ามเนื้อข้างหน้าแข้งด้านในของขาขวาที่หมอเรียก Shin Splint แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร คิดว่าเป็นอาการเจ็บปกติจากการวิ่ง ก็ยังคงซ้อมไป คงมีความรู้สึกบางอย่างมาช่วยให้ไม่ใส่ใจกับอาการเจ็บด้วย ประมาณเป็นความปลื้มปิติว่า เฮ้ย ด้วยขาของเรา เราพาตัวเองไปได้ไกลขนาดนั้นเลยนะ

วันที่ซ้อม 16K คือออกวิ่งจากบ้านไปจบที่หัวลำโพง (น้ำตาจะไหล วิ่งเสร็จขึ้นรถเมล์ไปสมัครวิ่ง 10K อีกรายการนึงสำหรับการส่งผลการวิ่งครั้งที่ 2 ให้แอดมินด้วย ในหัวตอนนั้นคงมีแต่เรื่องซ้อมกับเรื่องจะวิ่งมั้ง ลืมไปเลยว่าตอนแรกแค่จะวิ่งเพื่อสลายเซลลูไลต์ แต่ก็นะ การพยายามออกมาเดินออกมาวิ่งก็เหมือนน้ำหนักก็ค่อยๆ ลดช้าๆ ช่วงนั้นมีงดโยคะไป เพราะดันปั่นจักรยานไปแหกโค้ง ได้แผลใหญ่ที่หัวเข่า เกรงว่าการฝึกโยคะจะทำให้แผลแยก เลยหายตัวไปจากสตูดิโอเสียนาน มาโผล่ที่เทรดมิลล์กับทางวิ่งริมคลองแถวบ้านแทน เนื่องจากไปวิ่งที่สวนแล้วท้อแท้ ทุกคนวิ่งกันดีมาก วิ่งไม่หยุดเดินสลับกันเลย …ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มสังเกตตัวเอง เฮ้ย ฉันมีความสามารถในการจริงจังกับอะไรได้ต่อเนื่องขนาดนี้ด้วยหรอออ

พอเริ่มเจ็บ Shin Splint มากขึ้นก็เริ่มพบว่า นี่มันต้องเป็นการบาดเจ็บแน่นอน เริ่มหาข้อมูล พอเข้าใจว่าพื้นคอนกรีตริมคลองคงแข็งไป แล้วเราก็คงเร่งซ้อมเกินกว่าที่กล้ามเนื้อจะพัฒนาความแข็งแรงทัน วิ่งเร็วเกินไป เพิ่มระยะเร็วเกินไป แต่ทำไงล่ะ มาถึงขั้นนี้แล้วจะให้หายหน้าไปจากกลุ่มเฉยๆ รึ เกรงใจแอดมินแย่เลย ก็พยายามซ้อมต่อไป แอบเพลาความหนักของการซ้อมลงบ้าง มีโดดในวันที่ไม่ไหวจริง (เวลาที่ปวดมากๆ นี่จะเดินยังแทบต้องลากขานะคะ เรื่องวิ่งลงบันไดลืมไปได้เลย) แต่ก็ยังไปวิ่งเพื่อให้ได้ผลมาส่งแอดมินในครั้งที่ 2 ในรายการ “เดิน-วิ่ง 135 ปี กรมหลวงชุมพร” ในวันที่ 20 ธันวาคม 2558 วิ่งๆ เดินๆ เท่าที่ขากับหัวใจที่ยังไม่แข็งแรงสักทีจะอำนวยอีกตามเคย เป็นเส้นทางวิ่งที่น่าสนใจในความรู้สึกนะ แต่มันโคตรทรมานเลยแหละ เจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่บ่นให้เพื่อนฟังไม่ได้นี่อึดอัดกว่า เพราะถ้าบ่น เพื่อนเป็นต้องบ่นกลับว่าเฮ้ย เจ็บทำไมไม่พัก …ก็ถ้าพักแล้วที่ทำๆ มาจะพังไหม เรียกว่าจุดนั้นทิฐิแนวทำร้ายตัวเองแบบที่นักวิ่งส่วนหนึ่งก็มีเหมือนกันมาเต็มๆ

ด้วยความเจียมองค์ หลังจากครั้งนั้นเลยซ้อมแบบป้อแป้ๆ ถนอมตัวอย่างยิ่ง เพราะมีรายการสำคัญที่ได้สมัครไว้ตั้งแต่เพิ่งเริ่มซ้อม 5K โน่นนน “จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 31” วันที่ 17 มกราคม 2559 ก่อนวิ่งบอกเลยว่าไม่พร้อม ขายังไม่หายเจ็บ ซ้อมก็น้อย แต่มาถึงขั้นนี้แล้วมันต้องลองดู ด้วยบรรยากาศหรืออุณหภูมิเย็นสบาย หรือมนต์กองเชียร์อะไรสักอย่างของจอมบึงนี่แหละทำให้ฉันวิ่งได้ดีม้ากที่สุดในตอนนั้นเลย วิ่งไปยาวม้ากก ไปหยุดครั้งแรกที่กิโลที่ 6 ได้มั้ง มาเริ่มจะหมดแรงตอนกิโล 8 ตอนนั้นเหมือนเมื่อไหร่จะถึง ดูนาฬิกาทุกนาทีเลยมั้ง มาจบได้ที่เวลาดีกว่าที่ตั้งเป้าไว้ในโปรแกรมแล้ว แต่ฉันว่าฟีลลิ่งตอนวิ่งจอมบึงมันทำให้รู้สึกดีกว่าเวลาที่ทำได้อีก บอกไม่ถูกเลย

เสร็จจากจอมบึงนี่เหมือนสละแล้วซึ่งความอยากได้ใคร่ดี ไม่ไปวิ่งรายการสุดท้ายที่เป็นการประเมินผลได้มะ? (ไม่ได้สิ หล่อนมาถึงขนาดนี้แล้วต้องทำให้จบนะ) บอกตัวเองว่าพักนิดนึง ให้ขาหายดีขึ้น ก็พยายามซ้อมอยู่ แต่ก็เพลาๆ ลงจากแผน เป็นห่วงขาจะพังไปอีก แต่ระหว่างซ้อม ก่อนจะถึงวันสอบไฟนอลนั้นฉันดันไปบริจาคโลหิตโดยไม่ทันคิด.. เพิ่งรู้ว่าการบริจาคโลหิตจะทำให้เปลี้ยลงขนาดนี้ 10 วันหลังบริจาคโลหิตไปวิ่งรายการ “ThaiCom 10K” นี่ยังเหนื่อยแทบเป็นลมจริงๆ นะ วิ่งได้ไม่นาน ต้องหยุดเดิน เป็นแบบนี้ตลอดทาง เรื่องเวลาหรอคะ แย่มากเลยสิ เกือบ 80 นาทีได้ เลยจากเป้ามาเกือบ 10 นาทีแน่ะ เหนื่อย แต่ก็ดีใจที่ตัวเองยอมมาวิ่ง (เหมือนดีใจหลังซ้อมทุกวันที่ยอมตื่นแล้วลุกมาซ้อม) ดีใจที่พาตัวเองมาจนจบโปรแกรม และดีใจได้รูปสวย (ฮา) และได้เรียนรู้เยอะเลย ได้มีช่วงเวลาที่ดีกับเพื่อนๆ ด้วย

-วิ่ง และวิ่งต่อไป-

หลังจากจบซีรีส์ซ้อมวิ่ง 10K ไป ก็ยังคงวิ่งได้ไม่ดีอะไร ยังวิ่งไม่ได้แบบที่ฝัน ฉันไม่ได้ฝันถึงเพซหรือเวลาที่อยากทำได้นะ แบบที่ฝันคือวิ่งไปได้เรื่อยๆ แบบชิลๆ I just felt like running แบบฟอร์เรสต์ กัมพ์ ไม่ใช่เอะอะก็หยุดเดินๆ แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าบุญหรือกรรม เพราะก่อนจะจบซ้อม 10K ก็ได้ชวนเพื่อนๆ ไปสมัครวิ่งรอบกว๊านพะเยา 26K ไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอยากจะไปเที่ยวพะเยาหรืออยากจะวิ่งมากกว่ากัน แต่หลังพักจนอาการที่หน้าแข้งเริ่มดีขึ้นแล้วก็แอบหาโปรแกรมซ้อมฮาล์ฟมาราธอนสำหรับมือใหม่มาซ้อมดู

แล้วนี่ก็เพิ่งไป “วิ่งรอบกว๊าน” พะเยากันมาเมื่ออาทิตย์ก่อน (29 พฤษภาคม 2559) ไม่ขอพูดถึงผลประกอบการนะ มันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก ความรู้สึกจากการซ้อมไกลที่สุดคือ 21K ซึ่งก็ทำให้แฮ่กมากมายแล้ว ยังไม่เท่าระยะทางรอบกว๊านของจริง มันทั้งไกลและเวิ้งว้างในความรู้สึก ตอนที่ตั้งใจวิ่งไปตามคนข้างหน้าไปเรื่อยๆ นั้นถึงกับคิดว่าจะมีทางไปถึงเส้นชัยไหม จะหมดแรงหลายทีแต่ยังไม่ทันนึกถึงการถอดใจ คงพอดีเจอกองเชียร์ริมกว๊านเสียก่อน เล่นเอาหยุดเดินไม่ได้เลย ต้องวิ่งเหยาะๆ ผ่านไปเรื่อยๆบ้านแล้วบ้านเล่า แล้วเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้แต่มันเป็นไปได้ก็คือ ฉันวิ่งจบรอบกว๊านได้จริงด้วย!

ถ้าไม่นับอากาศดี เย็นฝนและไม่มีแดด นอกนั้นไม่ใช่เรื่องของโชค ฉันเชื่อว่าที่ขาสองข้างพาตัวเองมาถึงกิโลเมตรที่ 26 ได้โดยไม่มีอะไรแตกหักเสียหายนั้นเป็นเพราะว่าเราซ้อมมาแล้ว ซ้อมดีไหมไม่รู้ แต่เรา (ฉันกับร่างกาย) ได้พยายามซ้อมกันมาแล้ว เราค่อยๆ ทำความรู้จักกับระยะที่เพิ่มขึ้นทีละนิด อย่างเชื่องช้าและนิ่มนวลมาก เพราะว่าฉันไม่อยากจะเจ็บ Shin Splint จนอดทุกอย่างอีก

ย้อนกลับมาดูตัวเอง ตอนนี้นอกจากมีรองเท้าวิ่งเพิ่มขึ้นหลายคู่ ฉันยังได้พบว่า ตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก ตั้งแต่เริ่มวิ่งเล็บเท้าหลุดไป 3 เล็บ เพราะติดนิสัยจิกนิ้วลงกับรองเท้าจนช้ำ จากนั้นเล็บจะม่วง ค่อยๆเผยอแล้วหลุด (ไม่เป็นไรนะ ไม่เจ็บมาก แค่ไม่สวย) น้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนหายไปทั้งหมด 7.5 กิโลกรัม และคงที่เท่าเดิมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เนื้อตัว lean เป็นกล้ามมากขึ้น แต่ไม่น่าจะเป็นเพราะวิ่งอย่างเดียว พอแผลที่เข่าหายดี ฉันเข้าคลาาสโยคะเยอะขึ้น เพราะโยคะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังวิ่งได้ดี โยคะหัดให้นิ่ง และสร้างความแข็งแรงมาจากข้างใน กล้ามแขน ปีก และ core muscle ของฉันได้มาจากโยคะ (ในขณะที่เซลลูไลต์ยังไม่ไปไหน!)

ฉันค้นพบว่า ทั้งการวิ่งและโยคะไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น มันเป็นแค่ส่วนกิจกรรมฝึกฝนตัวเอง แบบทำคนเดียว เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นการทบทวนตัวเอง สื่อสารต่อรองกับตัวเอง จะซ้อมไหม จะวิ่งต่อหรือจะเดิน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ละโลกวุ่นวายภายนอก ลืมความเครียดความกดดัน ความทุกข์จากความไม่แน่นอน ความทุกข์จากการไม่อาจเป็นเจ้าของสิ่งไม่เที่ยง ให้มา focus (ครูโยคะชาวอิตาเลียนของฉันอ่านว่า “โฟกุส”) ที่จุดเล็กๆ ข้างในตัวเอง สองกิจกรรมนี้ทำให้เห็นอนิจจัง ฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะ และรู้จัก “อดทน” ทักษะซึ่งตลอดมาฉันแทบไม่เคยมี

สำหรับฉันจึงไม่สำคัญแล้วว่าแต่ละครั้งที่วิ่ง สถิติจะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร การเพิ่มระยะก็ไม่ใช่เรื่องท้าทายเกินไปกว่าความพยายามซ้อมให้ได้อย่างที่ตั้งใจ ฉันเชื่อว่าถ้าเราขยันซ้อม สร้างความพร้อม สักวันหนึ่งเราก็ย่อมพร้อมสำหรับระยะไกลขึ้น สิ่งที่ฉันควรแคร์คือ คุณภาพของการวิ่ง วิ่งให้ข้างนอก คือร่างกายโอเค และข้างใน คือจิตใจโอเค เพื่อนๆ ที่วิ่งด้วยกันก็โอเค นั้นก็นับว่าเป็นการวิ่งที่คุ้มค่า ควรค่าแก่การพอใจแล้ว

นอกจากวิ่ง ชีวิตของฉันยังมีอีกหลายสิ่งในชีวิตที่รอคอยการค้นพบ (ความรักก็เช่นกัน)

ป.ล. ฉันยังคงไม่เคยวิ่ง 5K ไปปากซอยเพื่อซื้อขนมจีนน้ำเงี้ยวกลับมากินบ้าน เพราะวิ่งถึงปากซอยทีไร เป็นเลยออกถนนใหญ่ตลอดสิ

on reading: อะไรๆ ก็จักรยาน

มาตรฐาน

image

ยิ่งแก่ยิ่งอ่านหนังสือไม่จบ

แต่อ่านเล่มนี้จบ เพราะเป็นเรื่องที่สนุกมาก แถมยังแปลดีอีก

It’s all about the bike
(ชื่อไทย: อะไรๆ ก็จักรยาน)

โดย โรเบิร์ต เพนน์ หนุ่มอังกฤษนักปั่นที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นนักปั่นแบบมีสปอนเซอร์ เขาเป็นนักปั่นแบบที่ทำงานเขียน (journalist-เข้าใจว่างั้นนะ) เพื่อเลี้ยงชีพตัวเองและลูกเมีย (เมียเป็นสถาปนิกค้า) แต่หมอนี่มีชีวิตส่วนหนึ่งบนอานจักรยานด้วย

หมอรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับจักรยานคันแรกๆ ของชีวิต (แม้จะจำไม่ได้ เหมือนที่หลายคนลืมไปแล้วว่าปั่นสองล้อได้เป็นครั้งแรกกับรถคันไหน) และคันต่อๆ มา ช่วงเวลาดีงาม โหดร้าย สุดประทับใจและช่วงเวลาแสนพิเศษบนเส้นทางหฤโหดในการเดินทางไกลแต่ละครั้ง

เฮียแกอาจไม่ถึงขนาดปั่นรอบโลก แต่แกเดินทางข้ามทวีปมาแล้ว และบรรดา destination ทั้งหลายของนักปั่นทัวริ่ง แกก็เก็บมาเรียบร้อยแล้ว

ร็อบมีความฝัน แกมีจักรยานดีเลิศแล้วหลายคัน ทุกประเภท (เว้นรถแม่บ้าน) ที่แกยังไม่มีคือ จักรยานในฝัน

เฮียอยากประกอบรถสักคัน ที่ไม่ใช่ทั้งโร้ดไบค์ ทัวริ่งหรือซิตี้ไบค์ แต่เป็นจักรยานที่สวย ทนทาน ปั่นสนุกทั้งใกล้และไกล แล้วก็โคตรจะฟิตติ้งพอดีกับตัวเฮียแก แกก็เลยออกตระเวนหาส่วนประกอบดีงามจากผู้ผลิตตัวพ่อทั่วโลก (ก็ไม่ถึงกับทั่วหรอก พ่อพวกนั้นกระจุกตัวตัวกันอยู่ในทวีปยุโรปกับอเมริกาเท่านั้นแหละ)

การเดินทางของเฮียร็อบแหละที่สนุก เฮียเล่าเรื่องตำนานของคนทำเฟรม วัสดุ องศา ประวัติของจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์ ความทรหดของนักปั่นสมัยก่อน ดรอปบาร์ของซิเนลลี ชุดเกียร์กัมปัญโญโล ดุมล้อ ซี่ล้อ การขึ้นล้อ ไปจนกระทั่งยาง และแน่นอน อาน Brooks ❤

กว่าจักรยานสีประหลาดคันนี้จะเสร็จ ฉันเลยพลอยรู้เรื่องตำนานจักรยานไปด้วยอย่างสนุกสนาน

อยากให้สนุกสนานด้วยกัน เลยมาโม้ต่อแบบนี้แหละ

หมายเหตุ: หนังสือเล่มนี้แปลโดย เบนซ์ ธนชาติ ศิริภัทราชัย คนเขียน New York 1st Time หมอนี่จะเป็นนักเขียน นักแปล นักเขียนบทและผู้กำกับที่น่าติดตามอีกคนนึงเลยล่ะ ฉันบอกให้

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (7) : ขาอ่อนควรขึ้นที่สูง

มาตรฐาน

image

แม่ริม-สะเมิงในจินตนาการของฉันนั้น เป็นเส้นทางสวยงามชวนฝัน ด้วยความอ่อนโลก ฉันกล้าจินตนาการถึงการปั่นจักรยานสวยๆ ไปบนถนนเส้นนี้ซะด้วย!

ไม่นึกเฉยๆ แต่กล้าหาญชวนเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมและ อ้น สามีเพื่อนรักที่ปั่นเสือภูเขาอยู่ ปั่นไปด้วยกัน ซึ่งเพื่อนๆ ก็ตอบรับในทันใด แม้จะออกอาการลังเลกันบ้าง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ปั่นจักรยานกันบ่อย โดยเฉพาะปั่นขึ้นดอย แทบทุกคนออกตัวว่า อ่อนซ้อม (รวมทั้งฉันด้วยแหละ เริ่มเดือนพฤษภาคมมา ปั่นจักรยานได้ประมาณ 2-3 วันเอง) งานนี้แม้แต่บรรดาเพื่อนสาวที่เป็นพ่อแม่แล้วยังกระตือรือร้นขนาดอาสาไปรถเซอร์วิสกันให้ครื้นเครงไป

ที่จริงฉันอ่อนโลกเกินไป แถมยังห้าวเกินตัวไปเยอะเลย

แม้ถนนแม่ริม-สะเมิงของจริงในตอนนี้จะเป็นอย่างที่ฝัน คือมีสองข้างทางสีเขียวเฉดต่างๆ สลับกับท้องฟ้าใสๆ สวยงามแบบป่าเต็งรังต้นฤดูฝน ถนนเรียบดี วางตัวเป็นเคิร์ฟอ่อนช้อยที่ดูเป็นมิตรในบางที ดูคมกริบแบบสาวเจ้าอารมณ์ในบางครั้ง แต่ว่าความชันและความคดโค้งของทางเส้นนี้ไม่อำนวยให้นักปั่นขาอ่อนอย่างฉันเดินทางไปได้ไกลจากจุดเริ่มต้น คือบ้านเพื่อนที่แม่ริมมากนัก

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้มรสของการปั่นขึ้นดอย ‘ขึ้นดอย’ ที่ไม่ใช่ขึ้นเนินชันเนินเดี่ยว ขึ้นให้รอดแค่เนินเดียวก็ถึง แต่เป็นการ ขึ้น ขึ้น และขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน

เหนื่อยมากจริงๆ

ยอมรับว่าไม่ได้เตรียมร่างกายเลย แต่ฉันไม่ซีเรียสกับแรงกายนัก เรา 5 คันคุยกันแล้วว่าจะไม่คาดคั้นตัวเองมาก เราไปกันตามที่ไหว หยุดเมื่อเหนื่อย และรอกันตลอดเวลา

สิ่งที่ฉันกังวลคือ ‘ใจ’ ฉันเตรียมใจตัวเองมามากพอดู ตั้งใจว่าจะนิ่ง จะสงบ ไม่รีบ จะหนักแน่น มีสมาธิ จะไม่ว่อกแว่กคิดไปก่อนว่าไม่ไหว ไม่คิดถึงความผิดพลาดข้างหลัง หรือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า จะอยู่กับรอบขาและลมหายใจในปัจจุบัน เปลี่ยนเกียร์ แล้วก็แค่ปั่นไป

ซึ่งก็ทำได้มาหลายต่อหลายโค้ง ไต่ขึ้นมาได้หลายต่อร้อยเมตรเหนือน้ำทะเล แต่มาหยุดตัวเองที่กิโลเมตรที่ 14 หลังจากที่หัวใจเต้นรัวไม่หยุดติดต่อกันมาได้สักสองสามร้อยเมตรกับช่วงทางขึ้นที่เปลี่ยนจากโค้งรูปเอส เปลี่ยนเป็นระยะ ทางลาดตรงยาวนาน ชันสัก 30-40 องศา ต่อเนื่องกันสองสองสามร้อยเมตรของถนนสวยๆ ที่ดูไร้พิษสง แต่ภาพนี้ขู่หัวใจฉันให้ปอดถึงขั้นสุด

ตอนนั้นแบมโยกปั่นหมอบคาร์บอนทิ้งไปจนมองไม่เห็นตัว อ้นตามมาข้างหลัง ฉันอยู่กับภาพข้างหน้า รู้สึกหวาดหวั่นมาก…

ไม่ไหวแล้ว …ฉันเปลี่ยนเกียร์จนหมดแล้วทุกจาน ความคิดว่าสองขาหมุนติ้วจนล้า แต่ยังไม่เท่าหัวใจเต้นถี่รัวเหมือนจะหลุดจากอก กับจังหวะหอบหายใจที่แค่หายใจเข้าออกถี่ๆ แบบนั้นก็เหนื่อยแล้ว บอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว

ฉันหยุดลงที่ขอบทาง ใต้เงาไม้ หอบแฮ่กๆ จนอ้นขึ้นมาถึง บอกว่าจุดชมวิวสะเมิงอยู่ข้างหน้า อีกไม่กี่ร้อยเมตร ฉันบอกไม่ไหวจริงๆ อ้นยังลุ้น แต่ฉันยืนกรานว่าพอแล้ว จะรออยู่ตรงนี้แล้วกลับลงไปพร้อมกันตอนอ้นกับแบมลงมา รถทีมเซอร์วิสมาถึงพร้อมแต๊กกับเจนที่สละจักรยานขึ้นไปอยู่บนนั้นเรียบร้อย ขณะพวกเรากำลังลังเลว่าจะขึ้นไปต่อ หรือจะกลับไปตามกลิ่นไก่ย่างที่ปั่นผ่านมา จี๋ก็ขับรถเซอร์วิสขึ้นไปตามแบม

สักครู่แบมจูงหมอบคาร์บอนคันเก่งเดินลงมา …ยางแบน ถามแบมจะปะไหม อุปกรณ์พร้อมนะ แบมบอกไม่มั่นใจกับการปั่นรถเพิ่งปะยางลงดอย เลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งท้ายรถเซอร์วิส จากนั้นพวกเราที่เหลือพากันปล่อยตัวเองให้ไหลลงดอย ไปตามแรงโน้มถ้วงและความลื่นไหลของล้อ

แงซายเป็นรถที่หนักที่สุดในรถทั้งหมด 5 คันของพวกเราแล้ว แต่ฉันรู้ว่าการไหลไปกับแงซายคือรางวัลที่คุ้มค่าของการบากบั่นปั่นขึ้นมา มันใช่อย่างที่คิด ทางขึ้นแสนชันและคดโค้งของเส้นทางแม่ริม-สะเมิงนั้นลงสนุกที่สุดกับกติกาปล่อยไหลโดยใช้เบรกให้น้อย บางช่วงเสียวจนขนลุก เพราะเกือบหลุดโค้ง แต่ก็ต้องขอบคุณเบรกที่พี่เพชรตั้งให้

ครั้งแรกของการปั่นขึ้นดอย ฉันรอดมาได้ และสนุกมาก

ระยะทาง 14 กิโลกว่า ใช้เวลาปั่นขึ้นเป็นชั่วโมงๆ แต่เหมือนจะไหลลงมาภายใน 10 นาที ความทรมานมันยาวนานกว่าความสุขอย่างนี้นี่หรือ?

บางเสี้ยวขณะเลี้ยงตัวอยู่บนแงซายในขาลง ขณะที่ประจักษ์ว่าเส้นทางบนดอยนั้นมีขึ้นก็ต้องมีลง ความทุกข์ทรมานที่ถึงที่สุดแห่งมันแล้ว ก็ย่อมต้องคลี่คลายลง ฉันนึกดีใจที่กล้าคิดมาปั่น ดีใจที่เพื่อนเอาด้วย ดีใจที่ทำได้ตั้ง 14 กิโล ในวันนี้

และเชื่อมั่นว่าหลังจากวันนี้ แม้ร่างกายจะไม่เปลี่ยนไปมากมาย แต่ฉันได้พัฒนาความมุ่งมั่นแข็งแกร่งแห่งจิตใจตัวเองขึ้นไปอีกขั้นแล้ว

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (6) : อยู่ๆ ก็อยากปั่นไปบางแสน

มาตรฐาน

image

อาทิตย์ 27 เมษายน 2557

อากาศร้อนแต่เช้า ฉันเอาซีรีนออกมาปั่นไปซื้อปลาทูที่ตลาดหน้าวัดทุ่ง แล้วเลยมาหาร้านส้มตำที่ได้ยินมาว่าอร่อย เจ้าตัวคนแนะนำกินอร่อยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ร้านยังไม่เปิด ก็เลยถ่ายรูป มาร์กตำแหน่งไว้หน่อย หลังกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนี้มีชายชราคนหนึ่ง หลังยังตรงแต่เดินถือไม้เท้า สวมหมวก สวมเสื้อแขนสั้นผ้าเดนิมฟอก ดูเซอร์ แต่สะอาดสะอ้าน เดินมาบีบยางหลังของซีรีน หน้าตายิ้มปลื้ม แกพูดอะไรบางอย่างที่ฉันไม่ได้ยิน จึงถอดหูฟังออกแล้วถามว่า

อะไรนะคะ
อ้าวคนไทยหรอ นึกว่าญี่ปุ่น นี่รถดีนะ

คุณลุงยังคงมองซีรีนอย่างชื่นชม แล้วเริ่มเล่าว่าเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนแกก็ปั่นจักรยานเสือหมอบ แต่ตอนนี้ 74 แล้ว ไม่ได้ปั่นแล้ว
ฉันถาม: อ้าวทำไมละคะ หนูเคยเห็นคนอายุ 80 บางคนยังปั่นจักรยานอยู่เลยนะ

แล้วแกก็บอกว่าไม่ไหวหรอก ถนนเดี๋ยวนี้รถเยอะ อันตราย อู้ย สมัยก่อนถนนเส้นนี้ก็ยังไม่มีเลย แกชี้ไปที่ถนนสุขุมวิท 101/1

ตอนผมปั่นจักรยานไปบางแสนก็ยังไม่มีถนนบางนา-ตราด ไปทางสุขุมวิท ผ่านหอนาฬิกา บางปู ไปเรื่อยๆ โน่น

ปั่นเสือหมอบไปบางแสนเลยหรอคะ: ฉันถาม ทึ่งจริงๆ  แอบตื่นเต้นกับจินตนาการภาพเสือหมอบวินเทจสับถัง (จักรยานเมื่อ 50 ปีก่อนเกือบไกลเกินนึกภาพ) กับถนนสุขุมวิทในกาลนั้น

ไปคนเดียวหรือไปหลายคนคะ
โอ้ยไปกันสิบกว่าคัน ตอนนั้นผมอายุ 15-16 ตอนนี้จะขี่รถสี่ล้อลูกยังห้ามเลย แต่นี่ผมมีเมาเท่นไบค์คันนึงนะ ได้แต่ขี่เล่นอยู่ในหมู่บ้าน
เมาเท่นไบค์ก็ขี่สนุกดีนะคะ สมบุกสมบันดี: ฉันพูดอย่างเห็นใจ
คุณลุงยิ้ม และยังคงมองซีรีนอย่างยิ้มปลื้ม รถคันนี้ โดยเฉพาะล้อคู่นี้คงทำให้แกนึกถึงจักรยานคู่หูของแกเมื่อครั้งกระนั้น คุณลุงดูติดใจกับล้อ 700C ของซีรีนจริงๆ

คุณลุงไม่ได้จากไปหลังกำชับให้ปั่นระวังๆ ทั้งยังไม่ได้ออกความเห็นกับเพศของฉันเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน แกเพียงแต่พูดอีกครั้งว่า นี่รถดี พร้อมมองซีรีนด้วยรอยยิ้ม

ฉันส่งคำขอบคุณตามหลังแกไป ขอบคุณจริงๆ สำหรับแรงบันดาลใจจากคุณลุง แอบขนลุก รู้สึกดี ไม่ใช่เพราะปลื้มที่มีผู้ใหญ่วัยนี้อีกคนแล้วที่เข้ามาชื่นชมซีรีน แต่เป็นเพราะภาพหนุ่มน้อยๆ กลุ่มใหญ่บนอานเสือหมอบวินเทจปั่นเกาะกลุ่มลัดเลาะไปตามถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าปากน้ำ มีปลายทางอยู่ที่หาดบางแสนที่สร้างขึ้นมาขึ้นในหัว

ไม่รู้ว่าตัวเองจะปั่นจักรยานไปได้จนอายุเท่าไหร่ แต่ก่อนหยุดก็อยากไปให้ถึงบางแสนสักครั้ง

จะไปทางบางนา-ตราด หรือผ่านบางปูแบบคุณลุงก็ขอให้ได้ไปถึงด้วยจักรยานสักครั้งเถอะ

The Secret Life of Walter Mitty: The Secret Life of Sean O’Connell indeed

มาตรฐาน

Sean OConnell

ได้ดูเสียที The Secret Life of Walter Mitty หนังที่สร้างแรงบันดาลใจในการออกไปบ้างจากชีวิตเดิมๆ ที่แสนจะปลอดภัยและคุ้นเคยซึ่งเพื่อนหลายคนพูดถึง ซึ่งฉันก็ชอบนะ แต่โดยส่วนตัวฉันรักหนังเรื่องนี้ในส่วนที่มันปลุกความฝันเก่าๆ ที่ตัวเองหลงลืมไปเสียเฉยๆ ทริประห่ำที่ฉันกับเพื่อนเคยไป วิธีเดินทางแบบที่มานึกตอนนี้แล้วสงสัยว่าทำไปได้ยังไง นั่งรถไฟชั้นสาม ปูกระดาษหนังสือพิมพ์นอนใต้เก้าอี้ โบกรถโค้ก กางเต็นท์ผิงไฟ ร้องเพลงกับกีตาร์ใต้ฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว วีรกรรมหัวหกก้นขวิดแบบนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเคยทำมาแล้ว

หนังเรื่องก่อนๆ ของ เบน สติลเลอร์ ที่ดูมามักเป็นหนังตลกแบบ ฮากระจาย (Starsky & Hutch โคตรขำ) แต่พอมาถึง Walter Mitty มันนิ่ง สงบ ทรงพลัง น้อยแต่มาก จบได้ประทับใจ ไม่ใช่เพราะว่ามันแฮปปี้เอนดิ้ง แต่จบได้แบบที่ทำให้คนดูรู้สึกรักและเชื่อมั่นในตัวเอง เหมือนจะฮึดกล้าจัดเป้ดุ่มออกจากบ้านไปเจอโลกข้างนอกจริงๆ เสียเดี๋ยวนั้น ซึ่งมันดีนะ ในบรรดาหนังมากมายที่รอให้เราเลือกดู ควรมีหนังแบบนี้อยู่ด้วย และควรทำให้ดี ให้พอเหมาะพองาม ไม่พิถีพิถันบรรจงจัดเสิร์ฟแรงบันดาลใจกันเกินไป

ฉากที่กินใจฉัน มี 2 ส่วน ส่วนแรก คือตอนเครื่องบินสีแดงกำลังจะแลนดิ้งลงบนเกาะสีฟ้า (กรีนแลนด์) ตอนนั้นเลยที่มันฟีลแบบ เฮ้ย ถึงปลายทางแล้ว อดนึกถึงการแลนดิ้งของบางกอกแอร์เวยส์ เอเชียสบูตีคแอร์ไลน์ยุคนึงไม่ได้ สายการบินนี้จะเปิดเพลงบีทเทิลส์เวอร์ชั่นกีตาร์แจ๊ส ช่วงนั้นฉันได้โดยสายบ่อยๆ พอเพลงดังทีไร นึกในใจ “ถึงบ้านแล้ว” ทุกที มีความสุขจัง

อีกตอนคือ ตอนวอลเตอร์เดินขึ้นภูเขาหิมาลัย ดั้นด้นไป (ดันมีสายเรียกเข้าจากเว็บหาคู่-มุกนี้น่ารักมาก ชอบ-และคุยกันอยู่นาน) จนไปหยุดหน้า Sean O’ Connell ซึ่งนั่งซุ่มรอถ่ายเสือดาวหิมะอยู่ ฌอน เพนน์ คงไม่ได้ตั้งใจจะขโมยซีนพี่เบน แต่เขาทำไปตั้งแต่ปรากฏตัวในภาพถ่ายบนโต๊ะทำงานของวอลเตอร์นู่นแล้ว จะเรียกว่ารัศมี ออร่า หรือคาริสม่า บารมี หรืออะไรของฌอน เพนน์ ก็ตามแต่ ฉันบอกตัวเองในนาทีนั้นว่า นี่มันควรจะเป็นหนังชื่อ The Secret Life of Sean O’ Connell ต่างหาก

ก็ช่างภาพฟรีแลนซ์นายนี้ไม่ใช่หรอที่ทำให้ วอลเตอร์ มิตตี้ ต้องออกเดินทางอีกครั้ง คนอะไรเท่ชะมัด ยังใช้ฟิล์ม ไม่ใช้มือถือ และไม่อยู่เป็นหลักแหล่งให้ตามตัวกันได้ง่ายๆ ที่เท่กว่านั้นคือการใช้ชีวิตของเขา ฌอนเรียกวอลเตอร์ไปดูเสือดาวหิมะตัวที่ซุ่มรออยู่ผ่านวิวไฟน์เดอร์ ซึ่งเหมือนจะมองกลับมาอย่างรู้จักกัน วอลเตอร์คงเดาว่าเดี๋ยวฌอนคงกดชัตเตอร์ ใช่สิ ยิ่งถ้าเป็นช่างภาพสัตว์ป่า DSLR คงกดรัวเก็บภาพจนได้อากัปกริยาครบหมดทุกๆ 1/16 วินาทีไปแล้ว แต่ฌอนยังเฉย ดูบทสนทนาตอนนี้นะ

Walter Mitty: When are you going to take it?
Sean O’Connell: Sometimes I don’t. If I like a moment, for me, personally, I don’t like to have the distraction of the camera. I just want to stay in it.
Walter Mitty: Stay in it?
Sean O’Connell: Yeah. Right there. Right here.

ไม่ใช่วอลเตอร์ มิตตี้ หรอก ที่ทำให้ฉันอยากออกไปใช้ชีวิตแบบ “Life is about courage and going into the unknown.” (อย่างที่เชอริลพูด) แต่เป็น ฌอน โอ’ คอนเนล ที่ทำให้ฉันอยากออกไปอยู่ตรงนั้น เป็นส่วนหนึ่ง มองเห็นและสัมผัสโลกอย่างที่มันเป็น โดยไม่มีอะไรขวางกั้นจริงๆ สักครั้ง

บางทีก็อยากมีบางส่วนของชีวิตที่เป็นส่วนตัวบ้าง

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (4) : เริ่มต้นพึ่งตัวเองด้วยการหัดปะยาง

มาตรฐาน

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

image

ติดกระเป๋าทัวริ่งให้คาร์เมนแล้วไปปั่นลองกันเมื่อเย็นวันเสาร์ กลับบ้านมา ยางหลังคงค่อยๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้เอาตอนค่ำๆ ว่าแบนแต๊ดแต๋ไปแล้วเรียบร้อย

คิดๆๆ จะถอดล้อหลังยังไง ต้องใช้ประแจใช่ไหม ไหนจะต้องใส่คืนเข้าไปอีก …อืมม์
แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าไม่ต้องถอดล้อหรอกก็แงะยางนอกออกมาจุ่มยางในแช่น้ำ หาจุดรั่ว ปะซะ แล้วก็ใส่ยางกลับ เออ …ใช่ ยางแบนอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ต้องรีบถอดล้อมาเปลี่ยนยางในเพื่อให้ไปต่อได้เร็วๆ  แล้วค่อยเก็บยางเส้นเดิมมาปะเหมือนกรณียางแบนตอนกำลังปั่นนี่นา

ทำใจอยู่ 3 คืน ก่อนจะตัดสินใจลงมือคืนนี้

แวะซื้อกาวปะยางแบบเป็นกระป๋อง น้องสาวร้านอุปกรณ์ก่อสร้างในซอยแนะนำว่าใช้แบบหลอดดีกว่า (ถึงจะโคตรแพงกว่า) เพราะกระป๋องถ้าใช้ไม่ทันมันจะแห้งซะก่อน รักน้องที่รู้จักสินค้าและรู้จักแนะนำ เลยขนซื้อมาทั้งกาว แผ่นแปะ และกระดาษทรายน้ำ ทั้งๆ ที่ของทั้งหมดนั้นที่บ้านก็มีอยู่บาน (มีแต่คนให้) ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปการปะยางสำหรับฉันมันจะง่ายเหมือนบีบสิวเลย อุปกรณ์ขอมีเยอะไว้ให้อุ่นใจละกัน

เริ่มไงดี ไล่ลมที่เหลือออกมา บีบนวดยางนอกให้นิ่ม (คิดเองอะ) แล้วเริ่มงัด

คือ ล้อที่ยังติดอยู่กับรถช่างงัดยาก น้ำตาจะไหล เจ็บมือ กลัวที่งัดยางหักกระเด็นใส่หน้า เลยหลับหูหลับตางัดไป งัดด้านซ้ายไม่ได้ ย้ายมางัดด้านขวา เออออก อ้าว แต่มันติดเบรก ซวยละ เบรกแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะแกะยังไง นี่ต่อให้ตัดสินใจถอดล้อตอนนี้ก็ปลดเบรกไม่เป็นนะเนี่ย!

เลยงมแงะยางในออกมาจากยางนอกทั้งๆ ที่ล้อยังอยู่กับตัวรถไปด้วยวิธีง่อยๆ ที่คงไม่มีใครเคยโพสต์ไว้ในยูทูบ มันก็แงะได้อยู่ แต่เสียเวลาและไม่ถนัดสุดๆ

พอยางในออกมาหมด ลองสูบลมเข้าไปก็ได้ยินเสียง..ฟี้…ถนัดชัดโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ รูเล็กๆ ถัดจากขอบแผลเดิมมาหน่อย เอ อย่างนี้จะเป็นได้ว่าด้านในของยางนอกบริเวณนี้มีเศษอะไรเล็กๆ ฝังอยู่แล้วคอยตำยางในหรือเปล่า

แต่ลูบแล้วก็ไม่เจออะไรนี่นะ

จากนั้นก็ขัดรอบๆ แผลด้วยกระดาษทราย (ทั้งหมดใช้ชุดที่พี่เต้ยให้มา-ถามว่าแล้วเธอจะซื้อของใหม่มาเพื่อ? …อ๋อ ก็น้องเขาคนขายน่ารัก!) แล้วปะ

การปะยางเป็นอะไรที่ง่ายจะตาย ถ้าเทียบกับการถอดล้อ งัดยาง ใส่เข้าไปใหม่ให้จุกลมมันตั้งตรง แล้วก็ประกอบล้อกลับที่เดิมโดยเบรกและระบบเกียร์ไม่เดี้ยงอะนะ

เพราะกระบวนการพวกนั้นมันต้องการความเข้าใจเรื่องกลไก ทักษะการใช้เครื่องมือ การออกแรงอย่างแม่นยำ และต้องการมือที่แข็งแรงๆ ฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลยเจ็บมือไปหมดแล้ว

เริ่มลงมือใกล้สามทุ่ม กว่าจะเสร็จสี่ทุ่มครึ่ง

ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองมันไม่ง่าย แต่ถ้าได้ทำบ่อยขึ้นก็คงเก่งขึ้น เหมือนทุกวันนี้ที่ปั่นจักรยานบ่อยขึ้น ฉันก็ปั่นเก่งขึ้น เรี่ยวแรงคงตัวขึ้น

ฝันสวยๆ ว่าถ้าตัวเองจัดการกับปัญหาเรื่องยางแบนยางแตกได้เหมือนบีบสิวเมื่อไหร่จะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวที่ที่อยากไป

ถึงตอนนั้นไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อน (ช่วยปะยาง) ฉันก็คงไม่แคร์!

#ยักไหล่