Category Archives: ครอบครัว

If Cats Disappeared from the World: จะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีแมว

มาตรฐาน

image

ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากเกี่ยวข้องกับอะไร แต่ตลอดชีวิตคนเราต้องมีความผูกพันกับอะไรหลายอย่างนะ ไม่กับคน สัตว์ ก็สิ่งของ

เช้านี้เพิ่งคุยกับญาติที่เคารพซึ่งส่งรูปดอกไม้สีตามวันมาทักทายกันทุกวัน แซวไปว่า แหมวันนี้ส่งเร็ว (เมื่อวานกว่าแกจะส่งรูปมาเย็นโขแล้ว) แกบอกว่าอือ เหงา ก็บอกว่าเลี้ยงแมวหรือหมาสิ จะได้มีความสุข หายเหงา แกบอก มันเป็นภาระอย่างหนึ่ง จะไปไหนก็ต้องเอาไปฝากเขาเลี้ยง

ก็นึกถึงตัวเองกับแมวอีก 2 ตัวที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา 6-7 ปีแล้ว ถามว่าเป็นภาระไหม? ก็คงแล้วแต่คนจะเรียกคำมาใช้ ส่วนหนึ่งต้องนึกภาพว่าการเลี้ยงแมวของฉัน ฉันไม่ได้ปล่อยให้แมวหากินเอง ฉันดูแลอาหาร น้ำ ที่นอน และที่ขับถ่ายให้มัน ก็เป็นกิจวัตรที่ทำมานานแล้วชินแล้ว เหมือนตัวเองตื่นนอนขึ้นมาต้องดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ (เสร็จแล้วก็ต้องไปกวาดกระบะทรายแล้วเสิร์ฟอาหารแมว เพราะแมวมันก็หิวเหมือนเรา) เลยไม่ได้คิดว่าเป็นภาระอะไร

ถามในอีกมุมหนึ่ง สมมติฉันไม่ได้อยู่กับแมว แต่อยู่กับแฟน แฟนจะนับเป็นภาระของฉันไหม? โอเค ถึงแฟนจะหาอาหารกินเองได้ อาบน้ำเข้า ใส่เสื้อผ้าเข้านอนได้ เข้าห้องน้ำทำความสะอาดตัวเองได้ ถ้าไม่อยู่บ้านฉันไม่ต้องห่วงเรื่องความเป็นอยู่ แต่ถามว่ายังมีความห่วง อาทร แคร์เรื่องทุกข์สุขของร่างกายและจิตใจเขาอย่างสม่ำเสมอไหม? ถ้ามี จะเรียกภาวะนี้ว่าแฟนเป็น “ภาระ” หรือเรียกว่า “(มีภาระ)ผูกพัน” ต่อกันดีล่ะ?

ย้อนกลับมานึกอีกที ถ้าทั้งความสัมพันธ์ทำให้เราต้องผูกติดกับทั้งแมวและแฟน ถามว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่บั่นทอน ทำให้เหนื่อย ลำบาก น่าเบื่อ หรือมันให้ความรู้สึกอีกด้าน

คนตอบได้คงมีแต่คนที่เคยมีทั้งความสัมพันธ์กับแมวและแฟนละนะ

…..

หนัง If Cats Disappeared from the World (: ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้,  ชื่อภาษาไทยแปลไม่ตรงนะคะ ถ้าแมวจะหายไป มันไม่ได้หายแค่ตัวนั้น มันจะหายไปหมดโลกเลย) ก็ทำให้กลับมาคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความผูกพัน จากเรื่องราวที่จู่ๆ ตัวละครซึ่งใช้ชีวิตโดดเดี่ยวกับแมวว่าง่ายหนึ่งตัวก็เกิดพบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย จะต้องตายในไม่ช้าขึ้นมา รู้อย่างนั้นในใจก็คงสับสนว่าพร้อมหรือไม่พร้อมที่จะตาย ยังมีอะไรที่เสียดายหรือยังไม่ได้เคลียร์อีกไหม ก็คงเหมือนๆ กับคนอื่นๆ ที่พบว่าตัวเองเหลือเวลาอีกไม่นาน คือในบรรดาไอเท็มเด็ดมากมายในชีวิต ถ้าต้องเลือกให้เหลือเพียงหนึ่งเดียวก็ที่จะใช้เวลาด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนตายก็ยังยากจะเลือก เช่นเดียวกับทสึทาย่า หรือชื่อจริงว่าทัตสึยะ จะเลือกหนังเรื่องเพียงเดียวให้เพื่อนรักดูก่อนตายไม่ได้

สบายใจได้นะ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังมุ้งมิ้งแบบที่จะทำร้ายหัวใจคนรักแมวด้วยการทำให้แมวหายไปจากโลก แต่คำเตือนคือมันเป็นหนังที่คมเหมือนเข็มที่เสียบเข้าไปแล้วในใจคนดู ก่อนจะมาถึงวันนี้ เราทุกคนล้วนเติบโตขึ้นมาจากความผูกพันกับอะไรบางอย่าง จากครอบครัว จากโรงเรียน จากที่ทำงาน เรามีพ่อมีแม่ มีเพื่อน มีแฟน มีสัตว์เลี้ยง มีงานอดิเรกที่เคยหลงใหล มีเพลงประจำตัว มีหนังเรื่องโปรด แล้วเราก็มีรอยแผลเล็กๆ เป็นความไม่เข้าใจ ไม่เคลียร์ หรือกินแหนงแคลงใจกับคนเหล่านั้น มีความรักผูกพันใกล้ชิดและมีความทรงจำกับสัตว์เหล่านั้น รวมทั้งมีความหวงแหน เสียดมเสียดายสิ่งของเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผูกโยงชีวิตของตัวเองไว้ ล้วนยากจะละจาก ยากจะตัดรอน ปล่อยวาง

คำถามคือ แล้วถ้าวันสุดท้ายของเรามาถึงบ้าง เราจะจากสิ่งเหล่านี้ไปอย่างไร ทิ้งไปโดยละมันอยู่อย่างที่เคยเป็น ทิ้งมันไว้อย่างนั้น หรือพยายามสะสางเรื่องที่ค้างคาอยู่ให้ดีเสียก่อน?

แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องนึกถึงอีกคำถามด้วยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเวลาแก้ไขสะสางถึงเมื่อไหร่

เออ นั่นสิ

คำถามตอบยากพวกนี้พาวกกลับมาที่ไอเดียเกี่ยวกับปัจจุบันขณะ คือเราไม่รู้ว่าเรามีเวลาถึงเมื่อไหร่ พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าคนที่เรารัก สัตว์เลี้ยงที่เรารัก กระทั่งคนที่เราเกลียดจะมีเวลาอยู่กับเรา รักกับเรา หรืออยู่ทิ่มแทงเราไปถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้นาทีปัจจุบันที่พอจะใช้สะสางเรื่องราวซึ่งจะกลายเป็นเรื่องคาใจในอนาคตผ่านไปโดยไร้ประโยชน์

มีปัญหาก็สะสางเสียเลย แก้ไขเลย อยากชมชมเลย อยากบอกความรู้สึกดีๆ บอกเลย อยากกอดอยากหอม ทำเลย เพราะถ้าพลาดจากตอนนี้ อาจไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสทำแล้ว

พอถึงเวลานั้น จะตีอกชกหัวร่ำร้อง คร่ำครวญหาสิ่งที่หลุดมือหายไปแล้วอย่างไร ก็ไม่มีทางได้กลับคืนมา

…..

 

หมายเหตุ: เป็นหนังที่ชวนคิดต่อได้ยาวๆ และอดทำให้นึกถึง “Eternal Sunshine of the Spotless Mind” ตรงที่คำถามมันคล้ายกัน แต่เรื่องที่เล่าไม่เหมือนกันนะ

ก็ไม่รู้มนุษย์จะอะไรนักหนากับความทรงจำ เพราะที่จริงความทรงจำบางเรื่องที่อาจเคยเป็นความเลวร้าย เมื่อเวลาผ่านไป เราเปลี่ยนไป มามองอีกที อาจพบความสวยงามซ่อนอยู่ในความ(เคย)เลวร้ายนั้น ที่สำคัญเลยคือเรามักพบว่ามันสอนอะไรบางอย่างกับเราเสมอ

เหมือนกับคำพระที่กล่าวว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ” นั่นแหละ

 

 

Advertisements

The Lobster: จะโสดหรือไม่-เลือกให้สบายใจนะ

มาตรฐาน

TheLobster

บางคนอาจไม่มีโอกาสเลือก แต่สำหรับบางคนที่ได้เลือก นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยเชียว ว่าชีวิตที่เหลือนั้น ควรค่าแก่การอยู่เป็นโสดหรือควรอยู่แบบมีคู่จะดีกว่า

คิดดูแล้ว ถ้าเราหาเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ทำไมเราจะเลือกเองไม่ได้ว่าจะอยู่เดี่ยวแบบไม่คบกับใครเพราะโลกส่วนตัวสูง ปรับตัวไม่เก่ง อยู่เดี่ยวแบบเพื่อนเยอะ หรืออยู่เงียบๆ เพื่อนไม่ต้องมาก อยู่เดี่ยวแบบมีแฟน อยู่กับแฟนแบบมีแผนจะแต่งแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ หรืออยู่อย่างนี้ดีแล้วแหละ ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่แบบตกลงแต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝา นอนเตียงเดียวกันทุกคืน หรือแต่งงานมีลูก แต่แยกห้องกันนอน กระทั่งว่าแต่งไปแล้วชีวิตแย่ ขอแยกทางมาอยู่เดี่ยวเหมือนเดิม ฯลฯ จะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเราล้วนๆ กระทั่งว่าจะคบกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ จะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นรุกหรือรับ หรือมีรสนิยมทางเพศที่ล้ำเกินกว่าจะคิดได้ในตอนนี้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตราบที่ไม่ได้กระทำผิดศีล ผิดข้อห้ามทางศาสนา เราย่อมสามารถใช้ชีวิตของเราไปแบบไม่มีปัญหาอะไรเลย …ถ้าเพียงแค่เราไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความหวังดีจากผู้คนทั้งใกล้ตัวและไกลตัวน่ะนะ

ฉันเลยเชื่อว่าคนเขียนบทและผู้กำกับหนัง The Lobster นี่จะต้องหมั่นไส้แกมรำคาญบรรดาผู้มีความปรารถนาดี อยากให้คนโสดได้พบ ตกหลุมรักและแต่งงาน อยู่กันเป็นคู่ชีวิต ฯลฯ อย่างแม่นมั่นถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางคลอดพล็อตหนังโหดดิบขนาดนี้ อะไรจะประชดประชันความมานะพยายามจนกลายเป็นกระเสือกกระสนจะหาคู่ให้ได้ภายในเวลาที่ (ใคร?) กำหนด ไม่งั้นจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก (อาทิ ล็อบสเตอร์) ไปในที่สุด

ช่างเป็นสถานการณ์สมมติอันร้ายกาจ ตีกรอบขังแน่นหนา อึดอัด ขัดใจอินดี้ผู้ถืออิสรเสรีภาพในการใช้ชีวิตสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดเสียเหลือเกินนน

ครั้นจะแหกกรอบประเพณีสายหลักที่กำหนดว่ามนุษย์ผู้โตเต็มที่แล้วต้องมีคู่อยู่เรียงเคียงหมอน หนีเข้าป่าไปอยู่กับพวกคนโสด ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์ในป่า (ซึ่งมีอดีตชาติเป็นคนโสดหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด) ก็ต้องไปเจออีกกรอบซึ่งกำหนดไว้ว่า คนโสดห้ามมีใจให้กัน ห้ามหลี ห้ามจีบ ห้ามกอดจูบ มีเซ็กซ์ ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักถึงขั้นพบจุดจบในหลุมที่ตัวเองถูกบังคับให้ขุดเตรียมเอาไว้นั่นเลย

โอ้ย จะอะไรนักหนากับชีวิตคะ? ความรักความปรารถนามันไม่ได้ควบคุมกันได้ด้วยการกดปุ่ม on/off ซะเมื่อไหร่ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ออกจากบ้านทุกวัน จะมีสักวันไหมที่ได้เจอคนถูกใจกัน ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอคนที่อยากอยู่ด้วยทุกๆ วันไหม แล้วก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่เคยรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันไปจนตายน่ะ จะเกิดเหม็นเบื่อกันภายในสองปีครึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกลียดกันแบบเกิดมายังไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อนไหม …กระทั่งจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่ได้เจอคนคนนั้นไหมยังไม่อาจรู้ได้เลย แล้วจะไปรู้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรว่าควรเลือกฟากไหน ชีวิตสามัญ มีผัวมีลูกไปตามทำนองคลองธรรม หรือหนีไปอยู่ป่าเร่ร่อนเป็นคนเสรี ไม่อาลัยอาวรณ์กับความรัก ไม่แยแสกับความสัมพันธ์ผูกมัดใดๆ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย เพลงแนว บทพูดมีน้ำหนัก (เหมือนขวานผ่าซาก-ฮา) เป็นหนังที่ทำให้รู้สึก ขมขื่น ขำ และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน แต่ดูแล้วก็อดนึกขอบใจเรื่องเพี้ยนๆ ที่เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้ ด้วยมันช่วยเตือนให้รู้สึกตัวว่า ในเมื่อชีวิตมันมีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปจริงจังอะไรมากกับการมีคู่หรือไม่มีคู่ ในเมื่อการมีคู่ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะได้รับความซื่อสัตย์ ความรักความอบอุ่น จะปราศจากแล้วซึ่งความเหงาเดียวดาย การแต่งงานรึก็ไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะครองคู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเลย ความสัมพันธ์ที่งดงาม บริสุทธิ์ อบอุ่น สว่างไสวยังมีในรูปแบบอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อน พี่น้อง ระหว่างญาติ กระทั่งความรักของแม่กับลูกยังไม่ได้มีข้อแม้เลยว่าต้องมีมนุษย์เพศชายมาแสดงตัวเป็นพ่อด้วยนะ นี่ถึงจะเป็นรักแท้จากแม่

เป็นอย่างที่อยากเป็น เป็นอย่างที่สะดวกจะเป็นเถอะค่ะ ใช้ชีวิตอย่างเคารพตัวเอง หากกาลข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วยอมรับมัน หาความสุขไปตามอัตภาพ แคร์คนไม่รักเราให้น้อยลง อาทรดูแลคนที่รักเราให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ระลึกไว้เสมอว่าแม้ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา แต่ชีวิตเรา เราเป็นคนใช้ ไม่ใช่คนอื่น

 

บันทึก:

-ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ (ฮา) แอบนึกว่าถ้าความเพี้ยนในหนังของพี่เจ้ยมันออกมาสวย และมีตรรกะแบบของมันแบบหนังของ Yorgos Lanthimos อย่างน้อยฉันคงดูรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่พี่เจ้ยอยากบอกมากกว่านี้

-โถ Colin Farrell รูปหล่อของช้านน อุตส่าห์กินจนอ้วนฉุ ใส่แว่นสายตาหนาเตอะให้สมบทบาทผู้ชายที่ (สมควร) โดนทิ้ง

-Rachel Weisz เป็นหญิงโสดสายตาสั้นที่จดไดอารี่ละเอียดมาก เล่นหนังเก่งมาก หุ่นดีมาก อิจฉาเจมส์ บอนด์จริงๆ

-น้อง Lea Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด งานนี้น้องมาพร้อมถุงใต้ตาสามชั้นทรงเสน่ห์ ซิกเนเจอร์ประจำตัว พร้อมความสวย และความสามารถในการแสดงที่เจิดจรัสมากขึ้นทุกที แม้เรื่องนี้น้องจะไม่ได้เมคอัพเลยและเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งแขนเปลือยของน้อง เพียงแค่ริมฝีปากอิ่มไร้สีสันแต่งแต้มของน้องก็แสนจะน่าดู จนความจริงที่ว่าน้องอาจแอบเป็น loner leader เลสเบี้ยนก็ไม่อาจทำให้ความเย้ายวนนั้นลดลงแต่อย่างใด

-ตัวละครอื่นๆ เพอร์ฟอร์มได้เจ๋งโคตร จิตสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวบิสกิตนม สาวไร้หัวใจ หนุ่มเป๋ หรือหนุ่มพูดไม่ชัด เมดสาวผู้ใส่ใจบริการ

-หนังเรื่องนี้มีซีนศพสัตว์เยอะไปหน่อย (มีฉากยิงลาด้วย) ก็รู้นะว่าอาจจะไม่ได้ยิงกันจริงๆ สัตว์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันสะเทือนใจคนโสดรักสัตว์อะ

The Intern: เรื่องของเด็กฝึกหัด

มาตรฐาน

image

หนัง The Intern เล่าถึงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของคนรุ่นนี้ จูลส์ ออสติน (แอนน์ แฮททาเวย์) เปิดบริษัทขายเสื้อผ้าออนไลน์โดยไม่มีหน้าร้าน ขยายขนาดของบริษัทที่เริ่มต้นด้วยคนทำงานแค่สิบกว่าคนเป็นหลักร้อยภายในเวลาปีครึ่ง ด้วยกุญแจของความสำเร็จคือความเข้าใจพฤติกรรมและรสนิยมของคนยุคเดียวกัน เจนเนอเรชันเดียวกัน แถมเป็นผู้หญิงเหมือนกัน

จูลส์ออกมาทำงานข้างนอกโดยมีสามีอาสาเลี้ยงลูกดูแลบ้าน งานของเธอกำลังรุ่ง แต่ที่บ้านกำลังมีปัญหา จูลส์รู้ดี เธอกำลังตัดสินใจว่าจะหาซีอีโอมืออาชีพมาช่วยบริหารดีมั้ย จะได้นอนมากขึ้นอีกนิด แล้วก็มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้นอีกหน่อย ขณะเดียวกับที่บริษัทกำลังรับพนักงานฝึกหัดสูงวัย ตามแคมเปญ CSR ของบริษัทพอดี แล้วแบน วิทเทเกอร์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ชายวัยเจ็ดสิบ+ ผู้ตระหนักว่าชีวิตหลังเกษียนที่ไร้ภรรยาคู่คิดนั้นช่างว่างเปล่า ก็ผ่านการสัมภาษณ์ ก้าวเข้ามาในลุคสุภาพบุรุษโอลด์แฟชั่นเต็มรูปแบบ ใส่สูท ผูกไท รองเท้าเงาวับ ผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดรีดเรียบในอกเสื้อ พร้อมด้วยกระเป๋าเจมส์บอนด์หนังใบงาม ตกยุคมาจากยุค ’70s

แม้ว่าตั้งใจเปิดรับ เตรียมมาเรียนรู้เต็มที่ กระนั้นในตอนแรกเบนแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำงานที่นี่ ในขณะที่บริษัทก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไรจากเบน แต่พวกเขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ใจดี คิดบวก ก็ต้อนรับลุงเบนและเพื่อนสูงวัยอีกสองชีวิตอย่างดี แจกงานให้ทำพอสวย และด้วยคลิปแนะนำตัวอันน่าประทับใจก็ทำให้เบนได้รับเลือกให้ไปเป็นผู้ช่วยประจำตัวของจูลส์ แม้เธอจะไม่ปลื้มเท่าไหร่

เบนอาจดูเป็นคุณลุงขี้เหงาแต่เขาเป็นคนมีเสน่ห์และเปิดกว้าง ไม่มีการตั้งโต๊ะตำหนิติเตียนพฤติกรรมแห่งยุคสมัยและความ casual จนเกินกาลเทศะของเด็กยุคใหม่ เบนแค่ให้คำแนะนำในเวลาที่เหมาะ เขาเรียกเสียงหัวเราะในตอนแรก เราค่อยๆ รู้สึกว่าเขาเติมอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในบรรยากาศของที่ทำงานแห่งนั้น เริ่มจากคนที่นั่งข้างๆ ไปจนถึงจูลส์ ผู้ยุ่งเสมอ แถมยังพยายามปลีกตัวให้ไกลจากเขาเพราะความเชื่อมั่นว่าเข้ากับคนอื่นได้ยาก โดยเฉพาะคนต่างยุคต่างสมัย ที่แค่ดูจากการแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ก็แทบจะเหมือนพูดกันคนละภาษาแล้ว

งานทำให้จูลส์แทบไม่เหลือเวลาว่างสำหรับสามีลูกและการนอนหลับ และงานเติมเต็มชีวิตที่ว่างเปล่าให้กับเบน แน่นอน เติมหัวใจที่ว่างเปล่าด้วย เขาได้เจอหวานใจคนใหม่จากที่ทำงานนี่แหละ ในฐานะเด็กฝึกงาน เบนไม่ได้เป็นฝ่ายเรียนรู้การทำงานของเด็กยุคนี้เพียงอย่างเดียว เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ถึงศิลปะในการใช้ชีวิตและวิธีจัดการกับปัญหาในสไตล์ของคนยุคเบนด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามันอาจเป็นอะไรที่ดูเชย โอลด์แฟชั่น แต่มันเป็นการแก้ปัญหาแบบคลาสสิก ที่มีประนีประนอมอันเด็ดขาด ที่สำคัญ โรแมนติกซะด้วย

เบนกลายเป็นไอดอลของเด็กเนิร์ดหลายคนในออฟฟิศ เขาแนะนำวิธีทรีตสาวที่ทำให้ได้ใจของเธอ เขาทำให้จูลส์วางใจ อย่างเงียบๆ เขาได้รับความไว้วางใจจากเธอ กระนั้นเบนยังอยู่ในขอบเขตของเขา สำหรับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับจูลส์ เบนมองดูห่างๆ อย่างเอาใจช่วย และในที่สุดเธอก็เลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเธอ ครอบครัว และทีมงาน

ฉันไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ขนาดโคตรปลื้ม รักสุดๆ แค่ชอบใจที่ในความเป็นหนังรอม-คอมที่ “ฟีลกู้ด” มันยังอุตส่าห์สะกิดเตือนให้เรา คนยุคนี้ที่เหมือนจะพราวกับความเป็นศูนย์กลางของโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง และความเชื่อมั่นว่าสามารถไขคำตอบทุกอย่างในโลกได้ด้วยอำนาจของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ว่าที่จริงเราไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง เอาอยู่ สตรอง กับทุกสิ่งทุกอย่าง จะอายุแค่ไหนเราก็ยังเป็นเพียง “เด็กฝึกหัดการใช้ชีวิต” ที่ยังใหม่และอ่อนด้อย น้อยประสบการณ์ชีวิตในมุมแปลกใหม่

หนังไม่ได้โบยตีเราด้วยความจริงข้อนี้แล้วก็ทิ้งเราไว้ตรงกลางทาง แต่ยังให้ตัวช่วยด้วยการบอกว่า ไม่เป็นไรนี่ สำหรับอะไรที่เราไม่รู้ หรือไม่มั่นใจ ลองถามผู้ใหญ่ได้นะ ส่วนพวกผู้ใหญ่ ในประเด็นแปลกใหม่ที่ยังไม่รู้ ลองถามเด็กดู อาจจะได้คำตอบที่ฟังแล้วงง แต่ลองจูนดู เดี๋ยวดีเอง

ฉันยังชอบหนังเรื่องนี้ที่มันพูดถึงการเลือกวิถีการใช้ชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเอง เชื่อว่าหลายคนดูแล้วคงอดถามตัวเองไม่ได้ว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้ว เราจะเลือกอะไรให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด งาน หรือชีวิตครอบครัว หรือจะลองโจทย์ที่ท้าทายในขั้นกว่า คือเลือกที่จะให้อภัย พยายามประนีประนอม ออมชอม ประคับประคองชีวิตทั้งสองส่วนให้มันเดินไปด้วยกัน พร้อมๆ กันได้

อืมม์ ชีวิตฉันตอนนี้ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ไว้ถึงเวลาค่อยปรึกษาผู้มีประสบการณ์ละกันนะ

Danny Collins: ชีวิตเริ่มต้นที่ 60

มาตรฐาน

dannycollins

คนเราวัดความเก๋า ความเจ๋งกันที่ไหน ใช่ที่ชื่อเสียงและเงินทองหรือเปล่า?

Danny Collins (Al Pacino) ใน ค.ศ. นี้คือร็อคสตาร์วัยดึกที่มีแฟนเพลงหลายวัยตามมากรี๊ดในคอนเสิร์ต ช่วยกันร้องเพลงป็อปตกยุคดังก้องอารีน่า เขาเริ่มต้นชีวิตบนถนนแห่งเสียงเพลงในทศวรรษที่ 1970’s ในฐานะนักแต่งเพลงหนุ่มไฟแรงที่มี จอห์น เลนนอน เป็นไอดอล แต่ในที่สุดแล้วก็ไม่ได้โด่งดัง ประสบความสำเร็จล้นหลาม และร่ำรวยจากความสามารถในการแต่งเพลง หากด้วยความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์บนเวทีคอนเสิร์ต

บนเวที แดนนี่ คอลลินส์ คือศิลปินผู้ยืนยง ยิ้มแย้ม ทรงเสน่ห์ แต่หลังเวที ที่เราได้เห็นคือริ้วรอยของความชราบนใบหน้าซึ่งปกปิดด้วยครีมช่วยให้ผิวเป็นสีแทน เส้นผมที่ถูกเคลือบสีเข้ม สังขารร่วงโรยที่ดูเหน็ดเหนื่อย หมดไฟ ต้องใช้เหล้าและยา ช่วยอัพพลังขึ้นตลอดเวลา

ในงานเซอร์ไพรซ์ปาร์ตี้ฉลองแซยิดที่ไม่ได้จัดบนเวทีคอนเสิร์ตของเขา เราเห็นคู่หมั้นสาวที่มีอายุเพียงครึ่งหนึ่งของแดนนี่นอนเมาปลิ้นเมาโป๊ ซึ่งเขาก็ได้แต่มองอย่างปลงๆ เนื่องด้วยภาพนั้นไม่อาจทำให้เขาเกิดอารมณ์กำหนัดใดๆ ขึ้นมาอีกแล้ว เขานั่งทอดกายอยู่จนกระทั่งแกะเปิดกล่องของขวัญชิ้นพิเศษจากเพื่อนรักที่เขา คนเดียวกับที่ทำงานให้เขาในฐานะผู้จัดการส่วนตัวผู้ซื่อสัตย์มายาวนาน

เราเห็นประกายไฟลุกขึ้นในดวงตาของแดนนี่

ใจความในจดหมายที่มาถึงผู้รับช้าไปราวสี่สิบปีทำให้แดนนี่ตัดสินใจหยุดทัวร์คอนเสิร์ตที่วางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว กลับบ้านไปเก็บข้าวของนิดหน่อย ทิ้งคู่หมั้นสาวเซ็กซี่ไว้กับชายชู้ โทรเช่าเครื่องบินเจ็ต บินจากแอลเอไปนิวเจอร์ซี่ แล้วก้าวขึ้นเมร์เซเดสสปอร์ตประตูทรงปีกนกสีแดงสด ขับไปโรงแรมฮิลตัน …เป็นฮิลตันที่เงียบหงอยยิ่ง แต่ก็มีบุคคลสองสามคนที่แดนนี่ยินดีโปรยเสน่ห์ผูกมิตร

ในห้องพักธรรมดาๆ ของเขา เขาให้คนยกแกรนด์เปียโนเข้ามา แล้วเริ่มแต่งเพลง เนื้อเพลงฟังดูป๊อกแป๊ก แต่มีเมโลดี้ที่อบอุ่น

รุ่งขึ้นแดนนี่ขับรถสปอร์ตสะดุดตาของเขาไปในย่านพักอาศัยโทรมๆ หยุดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ลงไปจากรถพร้อมถุงเบเกิล ในบ้านมีเด็กหญิงสมาธิสั้น อายุ 4-5 ขวบกับแม่ที่กำลังท้องโต ทั้งสองคือลูกสะใภ้และหลานที่ยังไม่มีโอกาสรู้จักตัวจริงของเขา แค่เห็นในทีวีเมื่อไหร่ พ่อก็จะเปลี่ยนช่องตลอด

แล้วเราก็ได้รู้จักกับลูกชายหนุ่มใหญ่ ผู้ที่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อสักครั้งในชีวิต

แดนนี่กลับมาสะสางสิ่งสำคัญที่เขาทิ้งไว้เพื่อไปสร้างชื่อเสียงและเงินทอง ซึ่งเมื่อมีมันอยู่พร้อมตรงหน้าแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกฟิน ประสบความสำเร็จในชีวิต หรือมีความสุขเท่าที่ชายอายุ 60 คนหนึ่งพึงมีแต่อย่างใด

ครอบครัวเล็กๆ นี้ไม่ต้อนรับเขา ผู้จัดการโรงแรมสาวใหญ่ผู้ยิ้มตลอดเวลาไม่ตอบรับไมตรีง่ายๆ และการปลีกมาใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในห้องพักของโรงแรมก็ไม่ได้ทำให้เขาดูสดชื่น แต่เราเหมือนเห็นว่าเขามีความสุขแบบเป็นตัวของตัวเองที่เขาไม่เคยได้พบระหว่างการใช้ชีวิตร็อคสตาร์เจ้าเสน่ห์ผู้ทอดทิ้งครอบครัว เขาหยุดยา และแทบจะหยุดเหล้าไปด้วยซ้ำ

แดนนี่กำลังสะสาง และทำความฝันของเขาให้เป็นจริงไปพร้อมๆ กัน เท่าที่เรี่ยวแรง ความกระฉับกระเฉง และโอกาสที่ยังเหลือของเขาจะอำนวย ตลอดเวลาที่หนังเล่าเรื่องเหล่านี้ช้าๆ เราไม่ได้เบื่อ เรามองตาแดนนี่แล้วยิ้ม เราลุ้น เอาใจช่วย เราบางคนน้ำตาไหล ไม่แน่ใจว่าสงสารแดนนี่หรือลูกชายที่ถูกพ่อทิ้งไปตั้งเกือบสี่สิบปี (ฮา) หรือว่าเราซึ้งที่คนบางคนกลับมาทันเวลา

จะอย่างไรก็ตาม เรายินดีที่หนังจบแบบนั้น เพราะมันทำให้เรามีความหวัง

ความหวังว่า ถ้าอยากมีชีวิตในแบบที่เราต้องการ เริ่มต้นพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย

(ก็เรายังไม่ถึง 60 กันเลยนี่?)