Category Archives: คนรัก

If Cats Disappeared from the World: จะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีแมว

มาตรฐาน

image

ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากเกี่ยวข้องกับอะไร แต่ตลอดชีวิตคนเราต้องมีความผูกพันกับอะไรหลายอย่างนะ ไม่กับคน สัตว์ ก็สิ่งของ

เช้านี้เพิ่งคุยกับญาติที่เคารพซึ่งส่งรูปดอกไม้สีตามวันมาทักทายกันทุกวัน แซวไปว่า แหมวันนี้ส่งเร็ว (เมื่อวานกว่าแกจะส่งรูปมาเย็นโขแล้ว) แกบอกว่าอือ เหงา ก็บอกว่าเลี้ยงแมวหรือหมาสิ จะได้มีความสุข หายเหงา แกบอก มันเป็นภาระอย่างหนึ่ง จะไปไหนก็ต้องเอาไปฝากเขาเลี้ยง

ก็นึกถึงตัวเองกับแมวอีก 2 ตัวที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา 6-7 ปีแล้ว ถามว่าเป็นภาระไหม? ก็คงแล้วแต่คนจะเรียกคำมาใช้ ส่วนหนึ่งต้องนึกภาพว่าการเลี้ยงแมวของฉัน ฉันไม่ได้ปล่อยให้แมวหากินเอง ฉันดูแลอาหาร น้ำ ที่นอน และที่ขับถ่ายให้มัน ก็เป็นกิจวัตรที่ทำมานานแล้วชินแล้ว เหมือนตัวเองตื่นนอนขึ้นมาต้องดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ (เสร็จแล้วก็ต้องไปกวาดกระบะทรายแล้วเสิร์ฟอาหารแมว เพราะแมวมันก็หิวเหมือนเรา) เลยไม่ได้คิดว่าเป็นภาระอะไร

ถามในอีกมุมหนึ่ง สมมติฉันไม่ได้อยู่กับแมว แต่อยู่กับแฟน แฟนจะนับเป็นภาระของฉันไหม? โอเค ถึงแฟนจะหาอาหารกินเองได้ อาบน้ำเข้า ใส่เสื้อผ้าเข้านอนได้ เข้าห้องน้ำทำความสะอาดตัวเองได้ ถ้าไม่อยู่บ้านฉันไม่ต้องห่วงเรื่องความเป็นอยู่ แต่ถามว่ายังมีความห่วง อาทร แคร์เรื่องทุกข์สุขของร่างกายและจิตใจเขาอย่างสม่ำเสมอไหม? ถ้ามี จะเรียกภาวะนี้ว่าแฟนเป็น “ภาระ” หรือเรียกว่า “(มีภาระ)ผูกพัน” ต่อกันดีล่ะ?

ย้อนกลับมานึกอีกที ถ้าทั้งความสัมพันธ์ทำให้เราต้องผูกติดกับทั้งแมวและแฟน ถามว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่บั่นทอน ทำให้เหนื่อย ลำบาก น่าเบื่อ หรือมันให้ความรู้สึกอีกด้าน

คนตอบได้คงมีแต่คนที่เคยมีทั้งความสัมพันธ์กับแมวและแฟนละนะ

…..

หนัง If Cats Disappeared from the World (: ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้,  ชื่อภาษาไทยแปลไม่ตรงนะคะ ถ้าแมวจะหายไป มันไม่ได้หายแค่ตัวนั้น มันจะหายไปหมดโลกเลย) ก็ทำให้กลับมาคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความผูกพัน จากเรื่องราวที่จู่ๆ ตัวละครซึ่งใช้ชีวิตโดดเดี่ยวกับแมวว่าง่ายหนึ่งตัวก็เกิดพบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย จะต้องตายในไม่ช้าขึ้นมา รู้อย่างนั้นในใจก็คงสับสนว่าพร้อมหรือไม่พร้อมที่จะตาย ยังมีอะไรที่เสียดายหรือยังไม่ได้เคลียร์อีกไหม ก็คงเหมือนๆ กับคนอื่นๆ ที่พบว่าตัวเองเหลือเวลาอีกไม่นาน คือในบรรดาไอเท็มเด็ดมากมายในชีวิต ถ้าต้องเลือกให้เหลือเพียงหนึ่งเดียวก็ที่จะใช้เวลาด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนตายก็ยังยากจะเลือก เช่นเดียวกับทสึทาย่า หรือชื่อจริงว่าทัตสึยะ จะเลือกหนังเรื่องเพียงเดียวให้เพื่อนรักดูก่อนตายไม่ได้

สบายใจได้นะ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังมุ้งมิ้งแบบที่จะทำร้ายหัวใจคนรักแมวด้วยการทำให้แมวหายไปจากโลก แต่คำเตือนคือมันเป็นหนังที่คมเหมือนเข็มที่เสียบเข้าไปแล้วในใจคนดู ก่อนจะมาถึงวันนี้ เราทุกคนล้วนเติบโตขึ้นมาจากความผูกพันกับอะไรบางอย่าง จากครอบครัว จากโรงเรียน จากที่ทำงาน เรามีพ่อมีแม่ มีเพื่อน มีแฟน มีสัตว์เลี้ยง มีงานอดิเรกที่เคยหลงใหล มีเพลงประจำตัว มีหนังเรื่องโปรด แล้วเราก็มีรอยแผลเล็กๆ เป็นความไม่เข้าใจ ไม่เคลียร์ หรือกินแหนงแคลงใจกับคนเหล่านั้น มีความรักผูกพันใกล้ชิดและมีความทรงจำกับสัตว์เหล่านั้น รวมทั้งมีความหวงแหน เสียดมเสียดายสิ่งของเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผูกโยงชีวิตของตัวเองไว้ ล้วนยากจะละจาก ยากจะตัดรอน ปล่อยวาง

คำถามคือ แล้วถ้าวันสุดท้ายของเรามาถึงบ้าง เราจะจากสิ่งเหล่านี้ไปอย่างไร ทิ้งไปโดยละมันอยู่อย่างที่เคยเป็น ทิ้งมันไว้อย่างนั้น หรือพยายามสะสางเรื่องที่ค้างคาอยู่ให้ดีเสียก่อน?

แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องนึกถึงอีกคำถามด้วยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเวลาแก้ไขสะสางถึงเมื่อไหร่

เออ นั่นสิ

คำถามตอบยากพวกนี้พาวกกลับมาที่ไอเดียเกี่ยวกับปัจจุบันขณะ คือเราไม่รู้ว่าเรามีเวลาถึงเมื่อไหร่ พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าคนที่เรารัก สัตว์เลี้ยงที่เรารัก กระทั่งคนที่เราเกลียดจะมีเวลาอยู่กับเรา รักกับเรา หรืออยู่ทิ่มแทงเราไปถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้นาทีปัจจุบันที่พอจะใช้สะสางเรื่องราวซึ่งจะกลายเป็นเรื่องคาใจในอนาคตผ่านไปโดยไร้ประโยชน์

มีปัญหาก็สะสางเสียเลย แก้ไขเลย อยากชมชมเลย อยากบอกความรู้สึกดีๆ บอกเลย อยากกอดอยากหอม ทำเลย เพราะถ้าพลาดจากตอนนี้ อาจไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสทำแล้ว

พอถึงเวลานั้น จะตีอกชกหัวร่ำร้อง คร่ำครวญหาสิ่งที่หลุดมือหายไปแล้วอย่างไร ก็ไม่มีทางได้กลับคืนมา

…..

 

หมายเหตุ: เป็นหนังที่ชวนคิดต่อได้ยาวๆ และอดทำให้นึกถึง “Eternal Sunshine of the Spotless Mind” ตรงที่คำถามมันคล้ายกัน แต่เรื่องที่เล่าไม่เหมือนกันนะ

ก็ไม่รู้มนุษย์จะอะไรนักหนากับความทรงจำ เพราะที่จริงความทรงจำบางเรื่องที่อาจเคยเป็นความเลวร้าย เมื่อเวลาผ่านไป เราเปลี่ยนไป มามองอีกที อาจพบความสวยงามซ่อนอยู่ในความ(เคย)เลวร้ายนั้น ที่สำคัญเลยคือเรามักพบว่ามันสอนอะไรบางอย่างกับเราเสมอ

เหมือนกับคำพระที่กล่าวว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ” นั่นแหละ

 

 

Advertisements

The Lobster: จะโสดหรือไม่-เลือกให้สบายใจนะ

มาตรฐาน

TheLobster

บางคนอาจไม่มีโอกาสเลือก แต่สำหรับบางคนที่ได้เลือก นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยเชียว ว่าชีวิตที่เหลือนั้น ควรค่าแก่การอยู่เป็นโสดหรือควรอยู่แบบมีคู่จะดีกว่า

คิดดูแล้ว ถ้าเราหาเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ทำไมเราจะเลือกเองไม่ได้ว่าจะอยู่เดี่ยวแบบไม่คบกับใครเพราะโลกส่วนตัวสูง ปรับตัวไม่เก่ง อยู่เดี่ยวแบบเพื่อนเยอะ หรืออยู่เงียบๆ เพื่อนไม่ต้องมาก อยู่เดี่ยวแบบมีแฟน อยู่กับแฟนแบบมีแผนจะแต่งแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ หรืออยู่อย่างนี้ดีแล้วแหละ ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่แบบตกลงแต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝา นอนเตียงเดียวกันทุกคืน หรือแต่งงานมีลูก แต่แยกห้องกันนอน กระทั่งว่าแต่งไปแล้วชีวิตแย่ ขอแยกทางมาอยู่เดี่ยวเหมือนเดิม ฯลฯ จะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเราล้วนๆ กระทั่งว่าจะคบกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ จะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นรุกหรือรับ หรือมีรสนิยมทางเพศที่ล้ำเกินกว่าจะคิดได้ในตอนนี้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตราบที่ไม่ได้กระทำผิดศีล ผิดข้อห้ามทางศาสนา เราย่อมสามารถใช้ชีวิตของเราไปแบบไม่มีปัญหาอะไรเลย …ถ้าเพียงแค่เราไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความหวังดีจากผู้คนทั้งใกล้ตัวและไกลตัวน่ะนะ

ฉันเลยเชื่อว่าคนเขียนบทและผู้กำกับหนัง The Lobster นี่จะต้องหมั่นไส้แกมรำคาญบรรดาผู้มีความปรารถนาดี อยากให้คนโสดได้พบ ตกหลุมรักและแต่งงาน อยู่กันเป็นคู่ชีวิต ฯลฯ อย่างแม่นมั่นถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางคลอดพล็อตหนังโหดดิบขนาดนี้ อะไรจะประชดประชันความมานะพยายามจนกลายเป็นกระเสือกกระสนจะหาคู่ให้ได้ภายในเวลาที่ (ใคร?) กำหนด ไม่งั้นจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก (อาทิ ล็อบสเตอร์) ไปในที่สุด

ช่างเป็นสถานการณ์สมมติอันร้ายกาจ ตีกรอบขังแน่นหนา อึดอัด ขัดใจอินดี้ผู้ถืออิสรเสรีภาพในการใช้ชีวิตสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดเสียเหลือเกินนน

ครั้นจะแหกกรอบประเพณีสายหลักที่กำหนดว่ามนุษย์ผู้โตเต็มที่แล้วต้องมีคู่อยู่เรียงเคียงหมอน หนีเข้าป่าไปอยู่กับพวกคนโสด ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์ในป่า (ซึ่งมีอดีตชาติเป็นคนโสดหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด) ก็ต้องไปเจออีกกรอบซึ่งกำหนดไว้ว่า คนโสดห้ามมีใจให้กัน ห้ามหลี ห้ามจีบ ห้ามกอดจูบ มีเซ็กซ์ ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักถึงขั้นพบจุดจบในหลุมที่ตัวเองถูกบังคับให้ขุดเตรียมเอาไว้นั่นเลย

โอ้ย จะอะไรนักหนากับชีวิตคะ? ความรักความปรารถนามันไม่ได้ควบคุมกันได้ด้วยการกดปุ่ม on/off ซะเมื่อไหร่ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ออกจากบ้านทุกวัน จะมีสักวันไหมที่ได้เจอคนถูกใจกัน ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอคนที่อยากอยู่ด้วยทุกๆ วันไหม แล้วก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่เคยรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันไปจนตายน่ะ จะเกิดเหม็นเบื่อกันภายในสองปีครึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกลียดกันแบบเกิดมายังไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อนไหม …กระทั่งจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่ได้เจอคนคนนั้นไหมยังไม่อาจรู้ได้เลย แล้วจะไปรู้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรว่าควรเลือกฟากไหน ชีวิตสามัญ มีผัวมีลูกไปตามทำนองคลองธรรม หรือหนีไปอยู่ป่าเร่ร่อนเป็นคนเสรี ไม่อาลัยอาวรณ์กับความรัก ไม่แยแสกับความสัมพันธ์ผูกมัดใดๆ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย เพลงแนว บทพูดมีน้ำหนัก (เหมือนขวานผ่าซาก-ฮา) เป็นหนังที่ทำให้รู้สึก ขมขื่น ขำ และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน แต่ดูแล้วก็อดนึกขอบใจเรื่องเพี้ยนๆ ที่เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้ ด้วยมันช่วยเตือนให้รู้สึกตัวว่า ในเมื่อชีวิตมันมีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปจริงจังอะไรมากกับการมีคู่หรือไม่มีคู่ ในเมื่อการมีคู่ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะได้รับความซื่อสัตย์ ความรักความอบอุ่น จะปราศจากแล้วซึ่งความเหงาเดียวดาย การแต่งงานรึก็ไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะครองคู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเลย ความสัมพันธ์ที่งดงาม บริสุทธิ์ อบอุ่น สว่างไสวยังมีในรูปแบบอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อน พี่น้อง ระหว่างญาติ กระทั่งความรักของแม่กับลูกยังไม่ได้มีข้อแม้เลยว่าต้องมีมนุษย์เพศชายมาแสดงตัวเป็นพ่อด้วยนะ นี่ถึงจะเป็นรักแท้จากแม่

เป็นอย่างที่อยากเป็น เป็นอย่างที่สะดวกจะเป็นเถอะค่ะ ใช้ชีวิตอย่างเคารพตัวเอง หากกาลข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วยอมรับมัน หาความสุขไปตามอัตภาพ แคร์คนไม่รักเราให้น้อยลง อาทรดูแลคนที่รักเราให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ระลึกไว้เสมอว่าแม้ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา แต่ชีวิตเรา เราเป็นคนใช้ ไม่ใช่คนอื่น

 

บันทึก:

-ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ (ฮา) แอบนึกว่าถ้าความเพี้ยนในหนังของพี่เจ้ยมันออกมาสวย และมีตรรกะแบบของมันแบบหนังของ Yorgos Lanthimos อย่างน้อยฉันคงดูรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่พี่เจ้ยอยากบอกมากกว่านี้

-โถ Colin Farrell รูปหล่อของช้านน อุตส่าห์กินจนอ้วนฉุ ใส่แว่นสายตาหนาเตอะให้สมบทบาทผู้ชายที่ (สมควร) โดนทิ้ง

-Rachel Weisz เป็นหญิงโสดสายตาสั้นที่จดไดอารี่ละเอียดมาก เล่นหนังเก่งมาก หุ่นดีมาก อิจฉาเจมส์ บอนด์จริงๆ

-น้อง Lea Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด งานนี้น้องมาพร้อมถุงใต้ตาสามชั้นทรงเสน่ห์ ซิกเนเจอร์ประจำตัว พร้อมความสวย และความสามารถในการแสดงที่เจิดจรัสมากขึ้นทุกที แม้เรื่องนี้น้องจะไม่ได้เมคอัพเลยและเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งแขนเปลือยของน้อง เพียงแค่ริมฝีปากอิ่มไร้สีสันแต่งแต้มของน้องก็แสนจะน่าดู จนความจริงที่ว่าน้องอาจแอบเป็น loner leader เลสเบี้ยนก็ไม่อาจทำให้ความเย้ายวนนั้นลดลงแต่อย่างใด

-ตัวละครอื่นๆ เพอร์ฟอร์มได้เจ๋งโคตร จิตสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวบิสกิตนม สาวไร้หัวใจ หนุ่มเป๋ หรือหนุ่มพูดไม่ชัด เมดสาวผู้ใส่ใจบริการ

-หนังเรื่องนี้มีซีนศพสัตว์เยอะไปหน่อย (มีฉากยิงลาด้วย) ก็รู้นะว่าอาจจะไม่ได้ยิงกันจริงๆ สัตว์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันสะเทือนใจคนโสดรักสัตว์อะ

on reading: เซ็กส์กับความรักของคนขี้อาย

มาตรฐาน

image

(1)
ความรักคืออะไร:
คงไม่ใช่คำถามที่ตอบยากเย็น และคำตอบก็คงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวเหมือนโจทย์คณิตศาสตร์ ตราบที่เราแต่ละคนมีประสบการณ์และโอกาสการเรียนรู้เกี่ยวกับความรักแตกต่างกันออกไป

ฉันเองก็ได้เรียนรู้หลายอย่างระหว่างค้นหานิยามรักของตัวเอง แม้เมื่อผ่านมาแล้วจะไม่แน่ใจนักว่าที่เคยคิดว่ารักเขานั้น ที่จริงคือรักตัวเอง ความรู้สึกที่คิดว่าใช่ มันยังไม่ใช่จนกระทั่งได้พบผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งในที่สุดฉันกลับเป็นคนที่ไม่ใช่สำหรับเขา ..นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่เขาทำให้ฉันค้นพบแล้วตัวเองจะสามารถรักผู้ชายคนหนึ่งได้อย่างไร รักได้ขนาดไหน

ความรู้สึกแบบนั้นมีแค่ครั้งเดียว ความรู้สึกที่เกิดกับผู้ชายคนอื่นๆ ก็เป็นแบบอื่น แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอะไรนัก สำหรับฉันในตอนนี้ สิ่งที่น่าคิดหาค้นหาคำตอบมากกว่าความรักคืออะไร คือ “ความสัมพันธ์กับคนรัก” แบบไหนกันล่ะ ที่ฉันต้องการมี

(2)
เซ็กส์ กับความรักของคนขี้อาย:
ฉันไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้จากร้านขายหนังสือ แต่จากสถานที่สอนทำขนมปังจากยีสต์ที่เลี้ยงขึ้นเอง จุดนัดพบสำหรับผู้ปรารถนาจะเรียนรู้หนทางในการพึ่งพาตัวเอง และเพราะฉันรู้จัก โจน จันใด อยู่บ้าง ชื่อหนังสือแบบนี้ที่พี่โจนตั้งจึงทำให้สนใจมากกว่าหวาดเกรงไปว่าเนื้อหาข้างในจะเป็นเรื่องราวปลุกกามารมณ์หรืออะไรเทือกนั้น

พี่โจนเล่าเรื่องสนุก ไหลลื่น ด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เริ่มจากความรักตั้งแต่เราเริ่มรู้จักความรัก ความรู้สึกซึ่งพัฒนาไปพร้อมร่างกายที่เติบใหญ่ การเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และฮอร์โมน มันน่าสนใจเพราะฉันยังไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้จากผู้ชายจริงๆ แบบที่คนเล่าเล่าอย่างเปิดเผย ไร้การปิดบัง เบี่ยงเบน หรือข้ามบางตอนไปแบบจะให้ตัวเองดูดี มันเป็นเรื่องธรรมชาติแบบที่พี่โจนบอก ฉันเห็นด้วย และคิดว่าเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้วควรรู้ รู้ไม่พอ ต้องเข้าใจ และด้วยกาลเทศะกับภาษาที่เหมาะสมแล้ว เราควรพูดถึงมัน ถกเถียง อภิปราย แบบที่มันเป็นความจริงเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องลามก สกปรก หรือน่าละอาย

ทัศนะต่อความรักของพี่โจนยิ่งน่าสนใจ จากการอ่านต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ฉันมองเห็นพัฒนาการและความเติบโตทางอารมณ์ วุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นตามวัย ในขณะที่ความต้องการทางเพศก็ยังคงมีอยู่ตามธรรมชาติ

ผู้ชายโสดแต่ละคนคงมีวิธีจัดการกับความต้องการในส่วนนี้ต่างกัน และพี่โจนก็มีวิธีการที่น่าสนใจอีกตามเคย

(3)
เซ็กส์ ความรัก และความสัมพันธ์:
ตอนที่เราเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนรัก เริ่มตกลงเป็นแฟนกัน การผูกมัดก็เริ่มก่อตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ ..ก็ตั้งแต่เราเริ่มสถาปนาเขาเป็นแฟนเรานั่นแหละ พอเริ่มผูกมัดกัน คนโสดสองคนก็เริ่มสูญเสียอิสรภาพ พี่โจนมีทัศนะต่ออิสรภาพที่น่าสนใจ เมื่อเริ่มมีภรรยา ความรักของเขาพัฒนาไปอยู่ที่ รัก คือรักอิสรภาพของคนที่เขารักด้วย มันประทับใจฉัน เพราะฉันเอง แม้จะร้างความสัมพันธ์กับคนรักมานานขนาดนี้ (อย่าถามว่านานแค่ไหน มันต้องนึกนาน) ก็ยังคงจำได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยในการออกแรงเหนี่ยวรั้งกันและกัน ความเบื่อหน่ายกับความอารมณ์เสีย ต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองบ่อยๆ จากการคอยสังเกตว่าคนรักกำลังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองกับผู้หญิงอื่นไหม ยิ่งอยู่ห่างไกลกันยิ่งเหนื่อย ครั้นอยู่ใกล้กันก็ต้องเผชิญความตึงเครียดในรูปแบบอื่นๆ อีก

ยังไม่นับเรื่องความต้องการทางเพศและการตอบสนองที่ทั้งสองคนควรมีต่อกันอย่างเหมาะสมด้วย

ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันไม่ชอบเลยกับความคิดทำนอง ถ้าเขาทิ้งฉัน ฉันจะเป็นยังไง หรือถ้าฉันบอกให้เขาไป จะเกิดอะไรขึ้น ทำไมล่ะ ตอนจีบกันเราแฮปปี้จะตาย ทำไมเป็นแฟนกันแล้วเครียด

..จึงประทับใจกับใจที่เปิดกว้างของพี่โจน ตอนที่เขากล่าวถึงภรรยาฝรั่งทั้งสองคน ว่าไม่รู้ว่าแต่ละคนจะอยู่กับเขานานแค่ไหน เป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้ และเรื่องนั้นไม่น่าสนใจเท่ากับว่า ทุกๆ วันที่ได้อยู่ด้วยกันนั้นต่างคนมีความสุขแค่ไหน

อ่านถึงตอนนี้ฉันเห็นด้วย ใช่แล้ว ความสัมพันธ์ที่คนเราควรจะมีไม่ใช่การครอบครอง แต่คือความสัมพันธ์เบาสบาย หากผูกพันกันแน่นหนาด้วยความรักและความรู้สึกดีๆ ที่มีร่วมกัน เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพ ให้เกียรติ และใส่ใจดูแลกัน

การอยู่ร่วมกันแบบนี้น่าจะอบอุ่น แต่ไม่อึดอัด และมีช่องว่างพอสำหรับการสร้างสรรค์

(แต่จะทำได้อย่างที่คิดไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ)

on reading: ลำเนาป่า

มาตรฐาน

image

เข้าใจว่า “ลำเนาป่า” เป็นหนังสือที่คนรุ่นเดียวกันจำนวนไม่น้อยอ่านจบแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อาจเพราะหนังสือเล่มนี้ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน สำหรับกลุ่มเด็กวัย 13-18 ปี ค่าที่ผู้เขียนใช้ศัพท์สำนวนไพเราะนัก

ฉัน ผู้ซึ่งไม่ได้อ่าน แต่ได้ยินเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ พูดถึงกันอย่างหนาหู เมื่อโตขึ้นมาถึงวัยมหา’ลัยจึงไปหาหนังสือเล่มนี้มาไว้บ้าง รู้สึกจะมีฉบับพิมพ์ครั้งแรกกับเขาด้วย แล้วก็ทำหาย จึงซื้อใหม่เป็นปกนี้ จัดว่าเป็นหนังสือที่อยากอ่าน แต่ก็ทิ้งให้มันนอนรอฉันเปิดอ่านอยู่อย่างนี้ จนกระทั่ง. . .

จนกระทั่งผู้ชายคนหนึ่งที่มีโอกาสได้คุยกันในเวลาสั้นๆ โดยยังไม่มีโอกาสเจอกันตัวเป็นๆ มาทักว่า ฉันทำให้เขานึกถึงนางเอกในหนังเรื่อง “คือฉัน” (พ.ศ. 2533) หนังไทยสมัยสันติสุข พรหมศิริ ยังเป็นพระเอกขึ้นหม้อ ซึ่งสร้างมาจาก “ลำเนาป่า” นั่นทำให้ฉันไปค้นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ได้อ่าน รอให้อ่านเล่มที่ on reading อยู่จริงๆ ขณะนั้นจบเสียก่อน

พอเริ่มก็ใช้เวลาไม่นาน ก็หนังสือมันเล่มนิดเดียว และใจความไม่มีอะไรมากเลย ยิ่งมาอ่าน ณ ตอนที่แก่ป่านนี้แล้วยิ่งรู้สึกสงสัย ว่านอกจากศัพท์สำนวนไพเราะละลานตาเสนาะหูด้วยคลังคำมหาศาลของ ศิเรมอร อุณหธูป แล้ว นอกจากอุดมการณ์และความแน่วแน่ของลำเนาแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีอื่นใดที่คบกริบ น่าจับใจกว่านี้อีกไหม

คิดแล้วก็คงมีเท่านี้

ที่ไม่โดนเท่าไหร่ คงเพราะฉันอ่าน “ลำเนาป่า” ช้าไปมาก คือมาอ่านเอาตอนที่รู้จัก เข้าใจตัวเองดีแล้ว มาอ่านในวันที่บอกตัวเองว่าไม่แคร์แล้วว่าจะหาเจอไหม ผู้ชายคนที่รักและอยากใช้ชีวิตร่วมด้วย ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่ประเด็นแล้วว่าหากได้พบเจอเขาคนนั้น (ผู้ให้เกียรติฉันพอๆ กับที่เขาให้เกียรติตัวเอง) ฉันจะแต่งงานกับเขาดี หรือเราจะอยู่ด้วยกันด้วยความรักและซื่อสัตย์ล้วนๆ ไม่ต้องผูดมัดรัดกันไว้ด้วยทะเบียนสมรส หรือให้กำเนิดชีวิตที่เรียกว่าลูกเพื่อใช้เป็น “โซ่ทองคล้องใจ” อะไรทำนองนั้น

ตัวตนของลำเนาในหนังสือจึงไม่ใช่สิ่งสง่างามยิ่งใหญ่อะไรนักในสายตาผู้หญิงวัยฉัน ยิ่งฉันใช้ชีวิตในสังคมที่พัฒนามาซับซ้อนหลายชั้น ไกลจากโลกวันที่ลำเนารักกับชด ลำเนาที่ฉันเพิ่งรู้จักจึง แน่นอนว่าเป็นผู้หญิงน่านับถือคนหนึ่ง รู้จักตัวเอง มั่นใจในตัวเอง และกล้าพอจะยอมเสียโอกาสที่จะได้อยู่กับคนรัก เพื่อให้ได้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ

แต่ลำเนาไม่ใช่ผู้หญิงแปลก เป็นวีรสตรีเด่นดีอะไร เพราะที่จริงผู้หญิงทุกบนโลกคนควรเลือก และกำหนดชีวิตตัวเองได้แบบลำเนา

แล้วฉันก็มาคิดว่าฉันทำให้เขา (ผู้ซึ่งมีโอกาสคุยกันเพียงผิวเผินแต่ยังไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ) นึกถึงลำเนาตรงไหน เฉพาะเรื่องวัยก็ไกลจากกันมาเยอะแล้ว และฉันก็แค่นักสุขนิยม ติดสุข ไม่มีปัญหากับแสงสี ทำงานในเมือง ไม่เกลียดกรุงเทพ ไม่ได้ชังรถติดขนาดลำเนา เป็นพนักงานบริษัทมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ได้เป็นคนเจ้าอุดมการณ์และเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อคนด้อยโอกาสขนาดลำเนา ส่วนเรื่องความคาดหวังจะได้แต่งงานไหม จะคบกันยังไง ฉันกับเขาก็ยังกันไปไม่ถึงตรงนั้น และเอาเข้าจริงฉันยังไม่รู้หรอกว่าจะออกแบบชีวิตช่วงนั้นอย่างไร (ถ้ามีโอกาสมีนะ) ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีใครกล้ามาขอฉันไปเป็นเมียไหม หุหุ

ก็เลยสงสัยว่าจะมีแค่ผมหยิกฟูนี่ละมั้ง ที่ฉันทำให้เขานึกถึงลำเนา

เป็นเรื่องของ “เปลือก” ล้วนๆ เลยนะนั่น

21 days, my journey back to life (day 20/21)

มาตรฐาน

day 20: พฤหัสบดี 20 กุมภาพันธ์ 2557
image

เกลียดกันได้ขนาดนั้นเลยหรือ?

หลังหายอึ้งที่ถูกเขา block ในเฟซบุ๊ค ฉันเริ่มคิด และถามตัวเอง

วันนี้เป็นวันที่ 20 ที่ฉันถูกขอจบความสัมพันธ์ผ่านการส่ง message ในเฟซบุ๊ค ด้วยเหตุผลว่าเขากลัวความสัมพันธ์ กลัวความผูกพัน กลัวความพลัดพราก แล้วฉับพลันนั้นเขาก็เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ เลิกติดต่อฉัน ไม่โทร ไม่ inbox ไม่ tag ไม่มีคอมเมนต์ และไม่มีเงาของเขาในเฟซบุ๊คของฉันอีกต่อไป

…แต่เรายังเป็นเพื่อนกัน ฉันคิดโง่ๆ ตามสถานะในเฟซบุ๊คที่คอยเช็กทุกวัน โดยการเข้าไปที่ timeline ของเขา เพื่อจะดูว่าคำว่า friend ยังอยู่ตรงนั้น ข้างๆ กับคำว่า message ซึ่งยังเป็นช่องทางที่เราอาจส่งข่าวหากัน หากต้องการ

แต่ขอสารภาพความจริงว่าเมื่อเข้าไปแล้วฉันไม่ได้ดูเฉพาะคำคำนั้นหรอก ฉันยังดูเรื่องราวที่เขาเล่าสู่โลกเท่าที่เขาจะอนุญาตให้ “เพื่อน” ระดับฉันรับรู้ได้ด้วย

แม้ฉันจะโอเคขึ้นมากแล้ว ใกล้คำว่าหายดีเข้าไปทุกที แต่ผู้หญิงเราเป็นแบบนี้แหละ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นคนขอจบความสัมพันธ์ ฉันสารภาพ ฉันดูเฟซบุ๊คเขาทุกวัน

เขาไม่ได้ unfriend และแม้ฉันเคยคิดว่าจะ unfriend เขาเองหลังได้ของคืน แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะยังอยากรู้ว่าชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็มันน่าสนใจจริงๆ

สาบานว่าฉันได้แต่ดู ไม่เคยแสดงความคิดเห็นหรือก้าวก่ายชีวิตใหม่ของเขากับผู้หญิงอีกคน ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีฉันรวมอยู่ด้วย ดูทุกวัน จนเห็นว่ามันเป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดาสามัญที่มีความต้องการความรักและการยอมรับ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ และตัวฉันเอง

เริ่มชาชินและรู้สึกว่าเรื่องราวของเขาเกือบกลายเป็นเรื่องราวของคนรู้จักแต่ไม่สนิทนักซึ่งมีชีวิตอยู่ใน friend list ของเรา และเราจะบังเอิญรู้เรื่องของในชีวิตเขาผ่าน news feed ในเฟซบุ๊ค เช่นเดียวกับเพื่อนกลุ่มนี้อีกนับสิบๆ คน

แต่วันนี้แปลกไป ฉันไม่สามารถหาเฟซบุ๊คของเขาพบ มันขึ้นคำแปลกๆ และมีอาการแปลกๆ ฉันรีบกลับไปที่ timeline ตัวเอง พบว่าในอัลบั้ม photo of you ไม่เหลือรูปถ่ายของเขาที่เคย tag ฉันแล้ว

ฉันเริ่มแน่ใจว่าเขา block ฉัน

แปลกดี ไม่ได้เริ่มต้นที่การ unfriend เพื่อจำกัดสิทธิ์ในการเข้าสู่โลกเฟซบุ๊คของเขา แต่ไปสู่ขั้นของการ block เพื่อไม่ให้สิทธิ์ในการมองเห็นเขาอีกต่อไปเลย

เพื่ออะไร? ฉันคิด ถ้าไม่อยากให้ฉันรู้เรื่องของเขาอีก แค่ unfriend ก็พอ เออ แต่ต้องเซ็ต privacy ไม่ให้อยู่ที่ public ด้วยนะ

ฉันเชื่อว่าการ block ที่จริงไม่ได้เป็นการป้องกันไม่ให้ฉันเห็นเรื่องราวของเขาหรอก เฟซบุ๊คไม่เคยเก็บความลับให้ใคร ถ้าฉันคลั่งอยากรู้เรื่องของเขาจริงๆ ไม่ต้องพัฒนาตัวเองให้ถึงขั้น stalker เลย แค่ sign up อีกบัญชีหนึ่ง ฉันก็ยังเข้าถึงเรื่องราวที่เขา public ได้อยู่ดี

ไม่ใช่ เขาไม่ได้ block เพื่อการนั้น แต่เพื่อเป็นการ delete tag ทั้งในส่วนของรูป และ status จำนวนมากมายในเวลาสั้นๆ เพียงเกินเดือนมานิดหน่อย ทำให้มันหายไป เพื่อตัวเอง หรือเพื่อคนอื่นไม่รู้ แต่เรื่องนั้นฉันไม่สนใจแล้ว

ง่ายดี ..เขาเข้าใจคิด ฉันเชื่อว่านี่อาจไม่ใช่เทคนิคใหม่อะไร ด้วยวิธีเดียวกันนี้เขาอาจจะเคยใช้แล้ว เพื่อลบร่องรอยผู้หญิงเก่าๆ ออกไปจากเฟคบุ๊คของตัวเองอย่างรวดเร็ว …ก็ไม่แน่ใจนักในข้อสันนิษฐานนี้ เพราะตอนคบกัน ฉันไม่เคยติดจะตรวจเฟซบุ๊คของเขา
(แต่เราสามารถติดตามได้ว่าเขาจะใช้มุกนี้อีกไหม เมื่อเขาเจอผู้หญิงคนที่ใหม่กว่าผู้หญิงคนนี้ ก็แค่ดูว่า อยู่ๆ เรื่องราวของเธอคนนี้จะหายไปจากเฟซบุ๊คเขาอย่างไร้ร่องรอยหรือเปล่า-แต่ฉันบอกเลยว่าต่อจากนี้ฉันคงไม่สนใจแล้วล่ะ)

ฉันสงสัยว่าเขาจะเกลียดฉันจนไม่อยากเหลือความทรงจำที่เกี่ยวกับฉันอีกต่อไป

เสียใจนิดเดียว เขาน่าจะเข้าใจ-เท่าที่เขารู้จักฉัน-นะ ว่าฉันไม่ได้เป็นผู้หญิงถูกทิ้งที่น่ารำคาญนัก แรกๆ ฉันอาจจะช็อคและงอแงบ้าง แต่ก็แข็งแรงพอจะตั้งสติได้ในเวลาไม่นาน และที่จริงฉันเป็นคนพูดรู้เรื่อง

กลับมา ณ จุดที่ฉันยืนอยู่ ไม่มีเขา แต่ฉันยังแวดล้อมด้วยผู้คนที่รักและเห็นค่าของฉัน รวมแมวอีกสองตัว

มีคนเกลียดแค่คนเดียว มันจะเป็นอะไรนักหนาเชียว?

21 days, my journey back to life (day15/21)

มาตรฐาน

day 15: เสาร์ 15 กุมภาพันธ์ 2557

image

เป็นวันที่ควรไปถึงบ้านลุงกุลบางกระเจ้าในเวลา 9.00 น. แต่ฉันตื่นแปดโมงเช้า และพบว่าเช้านี้มีฝนตกปรอยๆ

ไม่อยากเชื่อสายตา รีบเปิดแอพ แอพบอกฝนตกจริงๆ ว้าเซ็งเลย ไม่เคยคิดล่วงหน้าถึงการปั่นจักรยานวันฝนตกมาก่อน  ถ้าฝนเริ่มตกจริงจังอีกทีต้องหยุดปั่นจักรยานไหม

ชักลังเลกับการไปบางกระเจ้า เลยตัดสินใจว่าไม่ไปดีกว่า ไปคนเดียวกลับคนเดียวเป็นสิบกิโล และไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบกับงานใดๆ ที่บางกระเจ้า นอกจากหวังจะแวะไปเที่ยวเล่น เจอเพื่อน และหาของอร่อยกิน

แต่ถ้าไม่ไปบางกระเจ้า อย่างน้อยก็ต้องปั่นไปหาปลาทูมาต้มให้แมวกิน ก็เลยปั่นแงซายออกไปตลาดวัดทุ่ง ฝนปรอยแบบนี้ทำไมไม่เอาคาร์เมนไปนะ อย่างน้อยก็มีบังโคลน ไม่เข้าใจตัวเอง

ขากลับเลยได้โจ๊กเจ้าเดียวกับที่เขาเคยซื้อมาฝากมากินด้วย โจ๊กเจ้านี้ ที่จริงเคยไปซื้อมากินก่อนเขาเอามาส่งอีก จำได้ว่ารสชาติไม่มีอะไรน่าประทับใจ แต่โจ๊กสูตรเดิม หม้อเดิม ทำไมถุงที่เขาเอามาส่งมันถึงโดนใจกว่าตอนซื้อกินเองล่ะ?

อ๋อ สงสัยเพราะมันไม่มีต้นหอม
ฉันประทับใจโจ๊กของเขา เพราะเขาใส่ใจจำว่าฉันไม่ชอบกินต้นหอมนี่เอง

ไม่เป็นไร ฉันจัดการย้ำความจำพ่อค้าโจ๊กร้านนี้เรียบร้อยแล้ว ว่าผู้หญิงที่ปั่นจักรยานและหิ้วหม้อเคลือบใบนี้มาซื้อโจ๊กไม่ต้องการต้นหอม ถ้าคราวหน้าบอกแล้วยังเผลอใส่ ก็จะต้องตักออกไปเหมือนคราวนี้แหละ เพราะว่าฉันบอกคุณแล้ว

เพื่อนสาวสาธิต มช. ที่คบกันมานานส่งข่าวมาตั้งแต่เมื่อคืนว่าวันนี้จะไปขายเสื้อยืดสกรีน “เรารักชาวนาไทย” ตัวละ 200 บาท ที่เวทีอโศก รายได้จากการขายทุกบาทจะส่งสมทบช่วยชาวนา ฉันยัังบอกเพื่อนไปว่าวันนี้จะไปบางกระเจ้า จะกลับมาช่วยขายเสื้อทันไหมหนอ ก็มาคิดใหม่ ไหนๆ วันนี้ไม่ได้ไปบางกระเจ้า ไปช่วยเพื่อนขายเสื้อดีกว่า ไม่ได้เจอกันนานแล้ว และที่จริงฉันว่าง ควรทำตัวเป็นประโยชน์

บ่ายมากแล้วตอนปั่นคาร์เมนไปที่คอนโดปิ ค่อนทางระหว่างบ้านกับเวทีอโศก คอนโดเพื่อนน่าอยู่เชียว โลว์ไรซ์ อยู่ในโลเคชั่นเดินทางสะดวก แต่เงียบ และรายล้อมด้วยไม้ใหญ่ดอกหอม แล้วเราสี่คนก็รียูเนี่ยนด้วยสปองจ์เค้กหน้าผลไม้ที่หนิงกับอิ๋วหิ้วเข้ามา ท่ามกลางกองเสื้อยืดที่ถูกคัดแยกเตรียมไปขาย ฉันรู้สึกเหมือนเราเพิ่งจบมัธยมเมื่อเดือนที่แล้ว

เราช่วยกันแบกขนเสื้อยืดขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ม็อบ หาที่ขาย ตั้งโต๊ะ แล้วก็ร้องเรียกหาคนซื้อ ฉันรู้สึกเหมือนเราได้ทำกิจกรรมสมัยมหาวิทยาลัยด้วยกัน ทั้งๆ ที่เวลานั้นเราพลัดพราย กระจัดกระจายกันไปคนละที่ ระหว่างกำลังขายอย่างคร่ำเคร่ง หมออั๋นก็มาถึง นางประกาศว่าไม่เจอฉันตั้งแต่จบ ม.5 เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่แกไม่ได้แก่กว่าเดิมเท่าไหร่เลยนะอั๋น 🙂

สนุกจริงๆ ไม่เคยเห็นเพื่อนกลุ่มนี้ในมุมนี้ เราช่วยกันขายเสื้อสกรีนลายแปลกๆ ที่ถ้าเทียบกับเสื้อรณรงค์ลายอื่นๆ แล้ว มันแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าคืนนี้ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราขายเสื้อได้เงินตั้ง 5,200 บาท

คนซื้อเสื้อเราช่างเป็นคนน่าสนใจ บางคนไม่ถามอะไร ไม่เกี่ยงเรื่องไซส์ที่มีเหลือแค่ไซส์เดียว แต่ยินดีช่วยซื้อ แถมขอบใจเราด้วย เรารีบบอก เราสิที่ต้องขอบคุณพี่ที่ช่วยซื้อเสื้อยืด (ขี้เหร่ๆ) ของเรา

คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เราทั้งสี่คนได้ทำอะไรแบบนี้ ฉันได้กินปลาหมึกปิ้งด้วยเตาอั้งโล่ลูกเล็กบนจักรยานที่ปักหลักจอดขายอยู่หน้า 7-11 หนิงนั่งพักลงบนผ้าพลาสติกปูบนพื้น ฟังลุงกำนันไฮปาร์กเติมน้ำตาลจากอมยิ้มชูป้าจู้ปรสแอปเปิ้ลไปพลาง อิ๋วเจ้าแม่จัดซื้อซึ่งปกติต้องห้ำหั่นเฉือนคมกับบรรดากับซัพพลายเออร์ คืนนี้นางเปลี่ยนบทบาทมาใช้เสน่ห์ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนระหว่างชั่วโมงการทำงาน เพื่อสร้างยอดขาย หาเงินบริจาคให้มากที่สุด (แม้จะเสี่ยงกับการโดนเพื่อนบ้านเขม่นให้สไตล์การขายอันมีสีสันก็ตาม) ส่วนปิ เชื่อว่าคราวนี้นางได้บริหารสมองซีกตรรกะครั้งใหญ่กับการบริหารสต็อกเสื้อ ตัวเลขรายรับ และยอดบริจาค เหนื่อยหน่อย แต่สุขใจนะเพื่อน

หลังจากมอบเงินทั้งหมดจากการขายเสื้อที่หลังเวที ได้รับของที่ระลึกเป็นซอฟต์คุกกี้ช็อกโกแลตชิพหอมเฮิร์บหน้าตาประเมินความอร่อยไม่ถูก แต่อร่อยจนอยากกลับไปขอ พวกเราหิ้วท้องไปที่สถานีทองหล่อ แวะกินสตรีทฟู้ดในซอยตรงข้ามซอยทองหล่อ ของกินตรงนั้นอร่อยจริงๆ ไม่ได้เพียงอร่อยเพราะเราหิว ยิ่งได้กินพร้อมหน้ากับเพื่อน ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นมื้อข้างถนนที่ดีมาก

เราจับแท็กซี่กลับไปที่คอนโดปิ คำแรกที่โชเฟอร์หนุ่มร่างอวบทักคือ เสื้อสวย

น่าทึ่งจริงๆ ที่เขาเห็นเสื้อของพวกเรา และเห็นว่าสวย เราแย่งกันเล่าให้เขาฟังว่าวันนี้เราทำอะไร และเสียใจที่ไม่เหลือเสื้อไซส์ที่เขาใส่ได้

รู้ไหม เขาทำอะไร เขาไม่รับค่ารถจากเรา ถึงแม้จะเป็นเงินไม่ถึงครึ่งร้อยบาท แต่นี่คือน้ำใจของคนคนหนึ่งที่อยากมีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน แม้จะเล็กๆ น้อยมาก เสื้อทั้งหมดมี 200 ตัว ขายหมด ได้เงินแค่ 40,000 บาท ใบประทวนชาวนาหนึ่งคนเป็นมูล ค่าเท่าไหร่ ฉันว่ามากกว่าเงิน 40,000 บาทหลายเท่า แต่มันน่านับถือไหม ที่กลุ่มคนอย่างเพื่อนๆ ฉันลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ได้แค่นั่งสงสารชะตากรรมของชาวนาอย่างเดียว

เราพักเหนื่อยด้วยการนั่งเม้าต่อหน้าแก้วชาผลไม้หอมกรุ่น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเมโลดราม่าของฉันเอง ดูเหมือนมีเพื่อนหลายคนได้เรียนรู้จากกรณีนี้ ไม่ใช่แค่ตัวฉัน

เพื่อนๆ ลงมาส่งฉันปั่นคาร์เมนกลับบ้านตอนห้าทุ่ม นี่เป็นการปั่นจักรยานเดี่ยวที่ดึกที่สุดแล้ว แถมข้างนอกมีฝนปรอยสลับกับลงเม็ดในบางช่วง แต่เพื่อนๆ และคาร์เมนทำให้ฉันซึ่งที่จริงเริ่มง่วงนอนกลับรู้สึกแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

คืนนี้กลับบ้านดึก และนอนดึก แต่เป็นอีกวันที่มีความสุขมาก

21 days, my journey back to life (day10/21)

มาตรฐาน

day 10: จันทร์ 10 กุมภาพันธ์ 2557

ภาพยนตร์-Timeline-จดหมาย-ความทรงจำ

หลับสบายขึ้นมากเมื่อได้กลับมาหลับในที่ที่คุ้นเคย เช้าวันจันทร์รถก็ติดอยู่แล้ว แต่วันนี้ม็อบมีการเคลื่อนขบวนจากเอกมัย บนเส้นทางที่ใช้รถเลยติดกว่าเดิม ผู้คนบนถนนดูมู้ดดี้มาก แต่ฉันกับคาร์เมนก็พากันมาถึงออฟฟิศไม่ช้ากว่ามากับซีรีนนัก

ตอนเริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ ฉันได้คาร์เมนมาจากลุงมนัส ในบรรดาจักรยานหลายคันที่ลุงเอาออกมาให้ลองปั่น จากประสบการณ์น้อยนิด ฉันเลือกคาร์เมน ด้วยเหตุผลเพียงแค่ ‘รู้สึกถูกชะตา’ ในยามนั้นที่แข้งขายังมีกำลังไม่มาก คาร์เมนจึงยังคงเป็นจักรยานที่ปั่นยากสำหรับฉัน ต้องใช้แรงมากมายในการถีบบันไดให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เรียกว่าต้องมีเวลาพักใหญ่สำหรับปรับตัวให้ปั่นคาร์เมนได้อย่างเป็นธรรมชาติและไม่ทรมานตัวเอง

ช่วงนั้นมีคนเปรยขึ้นทำนองว่า เขายังไม่เห็นว่าฉันสนุกกับการปั่นจักรยาน ฉันประเมินไม่ได้จริงๆ ว่าเขาต้องการการยืนยันประมาณไหน คือฉันก็มีความสุขของฉัน แต่คงไม่ขนาด ‘สนุกมากกกกค่ะ เกิดมาไม่ได้ทำอะไรสนุกๆ แบบนี้มานานแล้ว’ และก็ไม่ถึงกับรู้สึก ‘ไม่สนุกเลยย’ ที่จะปั่นจักรยาน ไม่อย่างนั้นฉันคงเลิกปั่นไปแล้วสิ คือที่มาปั่นจักรยานนี่ไม่มีใครจ้างนะ ต้องตากแดดตากควันจนตัวดำ ไหนจะความเครียดบนท้องถนน ไหนจะภาระที่ต้องยกเข้าออก จัดท่าจักรยานล้อ 27 นิ้วในลิฟต์แคบๆ ของคอนโด เวลาจะเอาลงมาปั่นและเวลาจะเก็บ

แต่สิ่งเหล่านั้น ฉันเปลี่ยนให้มันทั้งหมดให้กลายเป็นความท้าทายในการปั่นจักรยาน รวมทั้งเรื่องที่เคยโดนมอเตอร์ไซค์เกี่ยวล้มบนถนนจนเจ็บสะโพกอยู่เป็นอาทิตย์ และความกลัวยางแตกกลางทางแล้วช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย

ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรที่จะหยุดไม่ให้ฉันปั่นจักรยานในวันที่สะดวกและอยากจะปั่น

ยิ่งได้แงซาย ซึ่งเบา และปั่นง่ายกว่าคาร์เมนมาใช้ ฉันยิ่งปั่น จนเคยชินกับระยะทาง 12 กิโลเมตรจากบ้านมาที่ทำงาน ถึงกับเชื่อว่าในวันต่อๆ ไปถ้าไม่มีอุปสรรคยิ่งใหญ่ในชีวิตจริง (เช่น ป่วยหนักหรือตั้งท้อง) การเสพย์ติดความสุขจากความรู้สึกอิสระที่สูบฉีดไปทั่วร่างกายทุกครั้งตั้งแต่เริ่มออกแรงถีบบันได จับแฮนด์ทรงตัวพร้อมวางก้นลงบนอาน คงทำให้ฉันปั่นจักรยานได้เรื่อยๆ จนพานคิดว่าคนที่ค้นพบความสุขในการปั่นแล้วก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

เมื่อมาเจอกับข่าวใหม่ ว่าเขาผู้เป็นอดีตไบค์เมต ตอนนี้แทบจะหยุดปั่นจักรยานไปเฉยๆ ตามคำ (สั่ง?) ของผู้หญิงที่เขาแคร์ จะเป็นด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ให้สอดคล้องกันหรือยังไงก็ตามที แต่ฉันคงทึ่งมาก หากเขาสามารถอด งด ความสุขบนจักรยานได้จริง เขาลืมความรู้สึกระหว่างที่พุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยกำลังจากขาทั้งสอง ความตื่นเต้นขณะเลี้ยวหลบหลีกอุปสรรค เปลี่ยนเกียร์ปรับเค้นน้ำหนักของการถีบไปตามสถานการณ์บนท้องถนนได้จริง?
ฉันอยากรู้ว่าเขาไม่เสียดายช่วงเวลาที่สายลมเย็นๆ โบกจากกลางบึง นำพากลิ่นหอมของเกสรกระถินณรงค์มาให้ชื่นใจหรือ และเวลาปั่นจักรยานกลางคืนตอนรถโล่งๆ อากาศเย็นๆ ล่ะ ไม่คิดถึงแล้วหรือ
หรือว่าความรัก ความชอบ ความสนุก จากการปั่นจักรยานมันเป็นสิ่งที่เสแสร้งทำขึ้นมาได้จริง ดังที่ครั้งหนึ่งที่ใครคนนั้นไม่เชื่อ ว่าที่ฉันปั่นจักรยานอยู่นี่กำลังปั่นอย่างสนุก มีความสุขจริงๆ

จักรยานทำให้เราสัมผัสถึงความพิเศษของอิสรภาพ ฉันว่าอย่างนั้นนะ มันเป็นช่วงเวลาที่เราเคลื่อนไปข้างหน้าได้ตามใจของเรา ช้า หรือเร็ว หรือไปข้างๆ คนข้างๆ เพราะได้สัมผัสประสบการณ์กับจักรยานแบบนี้แล้วหรือเปล่าที่ทำให้ฉันรู้สึกจับใจกับภาษาหนังใน “Timeline จดหมาย-ความทรงจำ” โดยพี่อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับนักปั่นนัก

2 ตัวละครเอกใน Timeline เป็นเด็กเพียง 2 คนที่ปั่นจักรยานไปเรียน ด้วยจักรยานที่ต่างกันไปตามบุคลิกของแต่ละคน เราได้เห็นว่าแม้เด็กทั้งสองจะมีพฤติกรรมและกิจกรรมคล้ายเพื่อน หากแต่มีส่วนแตกต่าง ตรงที่ทั้งสองมีอิสระจากเทรนด์พันธนาการแห่งยุคสมัย มีช่วงเวลาเชื่องช้าและดื่มด่ำของการเดินทางด้วยจักรยาน กับการรับรู้เรื่องราวของอีกคนผ่านการอ่านตัวหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นบนกระดาษที่เรียกว่าจดหมาย หรือบนไทม์ไลน์ของเฟสบุ๊ค กระทั่งหน้าจอสนทนาของไลน์ มันช้าพอจะทิ้งช่วงให้แต่ละคนได้คิด ซึมซาบ รู้สึก และบันทึกความทรงจำ ข้อความเหล่านั้นต่อมาจึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่า ซึ่งสามารถช่วยรื้อฟื้นความรู้สึกดีๆ ต่อเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว รวมทั้งผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปแล้วได้เสมอ ด้วยการอ่านแล้ว อ่านอีก

แทนปั่นจักรยานทัวริ่งออกจากบ้านไปทำตามความฝันของจูน หนังจบลงอย่างนี้ ฉันเชื่อว่าแทนไม่ได้ทำแทนจูน แต่เพราะความฝันของจูนได้กลายเป็นความฝันของแทนไปแล้ว และบางทีการปั่นจักรยานอาจทำให้แทนรู้สึกเหมือนได้อยู่ข้างๆ จูน แทนจึงยังคงปั่นจักรยานต่อไป

สำหรับฉันเองการปั่นจักรยานช่วยให้คลายทุกข์ และระลึกถึงความสุขได้ทุกครั้ง

ยอมรับว่าฉันติดการปั่นจักรยาน และมองไม่เห็นเหตุผลที่จะเลิก หรือหยุดปั่น
จึงคิดไม่ออกเลยว่าคนที่เคยมีความสุขมากๆ กับการปั่นจักรยานจะเลิกไปง่ายๆ ได้อย่างไร