Category Archives: ของรัก

If Cats Disappeared from the World: จะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีแมว

มาตรฐาน

image

ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากเกี่ยวข้องกับอะไร แต่ตลอดชีวิตคนเราต้องมีความผูกพันกับอะไรหลายอย่างนะ ไม่กับคน สัตว์ ก็สิ่งของ

เช้านี้เพิ่งคุยกับญาติที่เคารพซึ่งส่งรูปดอกไม้สีตามวันมาทักทายกันทุกวัน แซวไปว่า แหมวันนี้ส่งเร็ว (เมื่อวานกว่าแกจะส่งรูปมาเย็นโขแล้ว) แกบอกว่าอือ เหงา ก็บอกว่าเลี้ยงแมวหรือหมาสิ จะได้มีความสุข หายเหงา แกบอก มันเป็นภาระอย่างหนึ่ง จะไปไหนก็ต้องเอาไปฝากเขาเลี้ยง

ก็นึกถึงตัวเองกับแมวอีก 2 ตัวที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา 6-7 ปีแล้ว ถามว่าเป็นภาระไหม? ก็คงแล้วแต่คนจะเรียกคำมาใช้ ส่วนหนึ่งต้องนึกภาพว่าการเลี้ยงแมวของฉัน ฉันไม่ได้ปล่อยให้แมวหากินเอง ฉันดูแลอาหาร น้ำ ที่นอน และที่ขับถ่ายให้มัน ก็เป็นกิจวัตรที่ทำมานานแล้วชินแล้ว เหมือนตัวเองตื่นนอนขึ้นมาต้องดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ (เสร็จแล้วก็ต้องไปกวาดกระบะทรายแล้วเสิร์ฟอาหารแมว เพราะแมวมันก็หิวเหมือนเรา) เลยไม่ได้คิดว่าเป็นภาระอะไร

ถามในอีกมุมหนึ่ง สมมติฉันไม่ได้อยู่กับแมว แต่อยู่กับแฟน แฟนจะนับเป็นภาระของฉันไหม? โอเค ถึงแฟนจะหาอาหารกินเองได้ อาบน้ำเข้า ใส่เสื้อผ้าเข้านอนได้ เข้าห้องน้ำทำความสะอาดตัวเองได้ ถ้าไม่อยู่บ้านฉันไม่ต้องห่วงเรื่องความเป็นอยู่ แต่ถามว่ายังมีความห่วง อาทร แคร์เรื่องทุกข์สุขของร่างกายและจิตใจเขาอย่างสม่ำเสมอไหม? ถ้ามี จะเรียกภาวะนี้ว่าแฟนเป็น “ภาระ” หรือเรียกว่า “(มีภาระ)ผูกพัน” ต่อกันดีล่ะ?

ย้อนกลับมานึกอีกที ถ้าทั้งความสัมพันธ์ทำให้เราต้องผูกติดกับทั้งแมวและแฟน ถามว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่บั่นทอน ทำให้เหนื่อย ลำบาก น่าเบื่อ หรือมันให้ความรู้สึกอีกด้าน

คนตอบได้คงมีแต่คนที่เคยมีทั้งความสัมพันธ์กับแมวและแฟนละนะ

…..

หนัง If Cats Disappeared from the World (: ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้,  ชื่อภาษาไทยแปลไม่ตรงนะคะ ถ้าแมวจะหายไป มันไม่ได้หายแค่ตัวนั้น มันจะหายไปหมดโลกเลย) ก็ทำให้กลับมาคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความผูกพัน จากเรื่องราวที่จู่ๆ ตัวละครซึ่งใช้ชีวิตโดดเดี่ยวกับแมวว่าง่ายหนึ่งตัวก็เกิดพบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย จะต้องตายในไม่ช้าขึ้นมา รู้อย่างนั้นในใจก็คงสับสนว่าพร้อมหรือไม่พร้อมที่จะตาย ยังมีอะไรที่เสียดายหรือยังไม่ได้เคลียร์อีกไหม ก็คงเหมือนๆ กับคนอื่นๆ ที่พบว่าตัวเองเหลือเวลาอีกไม่นาน คือในบรรดาไอเท็มเด็ดมากมายในชีวิต ถ้าต้องเลือกให้เหลือเพียงหนึ่งเดียวก็ที่จะใช้เวลาด้วยเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนตายก็ยังยากจะเลือก เช่นเดียวกับทสึทาย่า หรือชื่อจริงว่าทัตสึยะ จะเลือกหนังเรื่องเพียงเดียวให้เพื่อนรักดูก่อนตายไม่ได้

สบายใจได้นะ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังมุ้งมิ้งแบบที่จะทำร้ายหัวใจคนรักแมวด้วยการทำให้แมวหายไปจากโลก แต่คำเตือนคือมันเป็นหนังที่คมเหมือนเข็มที่เสียบเข้าไปแล้วในใจคนดู ก่อนจะมาถึงวันนี้ เราทุกคนล้วนเติบโตขึ้นมาจากความผูกพันกับอะไรบางอย่าง จากครอบครัว จากโรงเรียน จากที่ทำงาน เรามีพ่อมีแม่ มีเพื่อน มีแฟน มีสัตว์เลี้ยง มีงานอดิเรกที่เคยหลงใหล มีเพลงประจำตัว มีหนังเรื่องโปรด แล้วเราก็มีรอยแผลเล็กๆ เป็นความไม่เข้าใจ ไม่เคลียร์ หรือกินแหนงแคลงใจกับคนเหล่านั้น มีความรักผูกพันใกล้ชิดและมีความทรงจำกับสัตว์เหล่านั้น รวมทั้งมีความหวงแหน เสียดมเสียดายสิ่งของเหล่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผูกโยงชีวิตของตัวเองไว้ ล้วนยากจะละจาก ยากจะตัดรอน ปล่อยวาง

คำถามคือ แล้วถ้าวันสุดท้ายของเรามาถึงบ้าง เราจะจากสิ่งเหล่านี้ไปอย่างไร ทิ้งไปโดยละมันอยู่อย่างที่เคยเป็น ทิ้งมันไว้อย่างนั้น หรือพยายามสะสางเรื่องที่ค้างคาอยู่ให้ดีเสียก่อน?

แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องนึกถึงอีกคำถามด้วยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเวลาแก้ไขสะสางถึงเมื่อไหร่

เออ นั่นสิ

คำถามตอบยากพวกนี้พาวกกลับมาที่ไอเดียเกี่ยวกับปัจจุบันขณะ คือเราไม่รู้ว่าเรามีเวลาถึงเมื่อไหร่ พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าคนที่เรารัก สัตว์เลี้ยงที่เรารัก กระทั่งคนที่เราเกลียดจะมีเวลาอยู่กับเรา รักกับเรา หรืออยู่ทิ่มแทงเราไปถึงเมื่อไหร่ ดังนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้นาทีปัจจุบันที่พอจะใช้สะสางเรื่องราวซึ่งจะกลายเป็นเรื่องคาใจในอนาคตผ่านไปโดยไร้ประโยชน์

มีปัญหาก็สะสางเสียเลย แก้ไขเลย อยากชมชมเลย อยากบอกความรู้สึกดีๆ บอกเลย อยากกอดอยากหอม ทำเลย เพราะถ้าพลาดจากตอนนี้ อาจไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสทำแล้ว

พอถึงเวลานั้น จะตีอกชกหัวร่ำร้อง คร่ำครวญหาสิ่งที่หลุดมือหายไปแล้วอย่างไร ก็ไม่มีทางได้กลับคืนมา

…..

 

หมายเหตุ: เป็นหนังที่ชวนคิดต่อได้ยาวๆ และอดทำให้นึกถึง “Eternal Sunshine of the Spotless Mind” ตรงที่คำถามมันคล้ายกัน แต่เรื่องที่เล่าไม่เหมือนกันนะ

ก็ไม่รู้มนุษย์จะอะไรนักหนากับความทรงจำ เพราะที่จริงความทรงจำบางเรื่องที่อาจเคยเป็นความเลวร้าย เมื่อเวลาผ่านไป เราเปลี่ยนไป มามองอีกที อาจพบความสวยงามซ่อนอยู่ในความ(เคย)เลวร้ายนั้น ที่สำคัญเลยคือเรามักพบว่ามันสอนอะไรบางอย่างกับเราเสมอ

เหมือนกับคำพระที่กล่าวว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ” นั่นแหละ

 

 

Advertisements

on reading: ทิฟฟานี่ ทร็อตต์ เดตอย่างไรให้หายโสด

มาตรฐาน

image

ผู้หญิงปกติ หน้าตาไม่ได้ขี้ริ้ว อยากสวยก็แต่งสวยได้ที่เป็นโสดมาจนอายุ 37-38 ปี มันก็ต้องหวั่นไหวบ้างล่ะ อีตอนโดนแฟนทิ้งในวันเกิด (ที่จริงหมอนั่นเป็นเกย์นะยะ ถ้าหล่อนไม่รู้ฉันจะบอกให้!) แล้วเพื่อนฝูงที่รักและหวังดี (เลยอยากให้มีคู่ตุนาหงันไวๆ) พากันมาปลอบอย่างนั้นอย่างนี้ บ้างก็ปลอบดีๆ บ้างก็ขู่แกมปลอบ กดดันให้ออกสังคมต่างๆ นานา จะได้มีโอกาสเจอหนุ่มคนใหม่ที่เข้าตา ฯลฯ พอมาบวกกับแม่ที่คอยปลอบใจเสมอด้วยคำพูดทำนองว่า “แม่เชื่อว่าต้องมีหนุ่มดีๆ สักคนแถวนั้นๆ เดี๋ยวลูกก็เจอเอง”

…มันยิ่งเครียดนะโว้ยยย

คือสาวโสดน่ะ อยู่คนเดียวมานานจนรู้ว่าเป็นโสดมันสบาย บริหารเวลางานและกิจกรรมส่วนตัวสบายๆ ทำได้ทุกอย่างที่อยากทำ อย่างเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระที่จะเดตกับคนที่น่าสนใจ เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจใคร แถมว่างเสมอสำหรับเพื่อนทุกคน …คือโสดน่ะดี แต่ใจคอมันจะพลอยหวั่นไหว เหงาวูบๆ ขึ้นมาเสมอ อีตอนเห็นเพื่อนมีครอบครัว มีเดต ไปงานแต่ง เพื่อนสนิทที่เคยเกือบแต่งงานเก่ากำลังหลงใหลแฟนใหม่หัวปักหัวปำ ยิ่งเวลาไปเจอคนที่ชอบเอามากๆ แต่มารู้ความจริงทีหลังว่าคบกับหมอไม่ได้เพราะว่าหมอมีเมียแล้วนี่มันยิ่งกรี๊ด

ทำไม ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไมฉันถึงจะมีแฟนน่ารักๆ สักคน ที่ตั้งใจจะคบกันจริงจังถึงขั้นแต่งงานกับเขาบ้างไม่ได้?

Isabel Wolff เขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ 1988 ให้ยัย ทิฟฟานี่ ทร็อตต์ สติแตกหลังจากถูกบีบคั้นจากรอบด้าน ฉัน ผู้ซึ่งกำลังหายใจอยู่ในปี 2015 อ่านไปก็ขำนะ บางทีก็นึก ทำไมวะ ความโสดนี่มันเป็นปัญหาสังคมหรือไงวะ ไม่ได้ขึ้นไปนั่งโสดบนบ้านใครนะเฟ่ย! แต่นึกแล้วก็เข้าใจนาง สังคมยุคนั้นคงไม่อาจให้อภัยคนโสด นอกจากนี้ฉันเองก็เคยผ่านภาวะแบบนั้นมาบ้าง ยิ่งนึกถึงเวลาญาติที่นานปีเจอกันทีถามทุกครั้งว่า “เมื่อไหร่จะแต่งงาน” อารมณ์เดียวกับ “เมื่อไหร่แกจะเอ็นท์ฯ ติดวะ?” แล้วอยากจะกรี๊ด

ใครทำให้ป้าเชื่อว่าการหาผัวได้คือใบเซอร์ติฟิเคตของชีวิต? แล้วการที่คนคนนึงมีโอกาสเรียนมหา’ลัยรัฐ มันก็ไม่ได้เป็นการรับประกันดีกรีความเก่งเก๋อะไรเลยนี่ คนไม่ได้เรียนมหา’ลัย แต่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีเยอะไป ฯลฯ

….ปล่าว ฉันไม่ได้กรี๊ดออกไปยาวๆ อย่างนั้นจริงๆ หรอก อย่างมากก็หัวเราะสวยๆ ถือว่าเปิดโอกาสให้ญาติผู้ใหญ่สบายใจที่ได้แสดงออกถึงความห่วงใย ด้วยความไม่ค่อยจะแคร์ ฉันเลยยังไม่เคยจนตรอก ถึงขั้นลงโฆษณาหาคู่ในหนังสือพิมพ์หรือสมัครใช้บริการบริษัทหาคู่อย่างยายทิฟฟานี่ อิอิ

หนังสือเล่มนี้เล่าวีรกรรมตลอด 1 ปี ของทิฟฟานี่ ทร็อตต์ ความพยายามที่จะพบผู้ชายที่ตัวเองชอบสักคน คนที่มีคุณสมบัติเหมาะใจ ใช่ แล้วก็มีโอกาสจะมีความสัมพันธ์ที่พัฒนาได้ ฉันอ่านในวันที่เลยวัยของนางมาแล้ว ในปี ค.ศ. ที่ล้ำสมัยกว่าสมัยของนางมามาก สังคมเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ก็เลยออกจะขำแบบที่หัวเราะไม่เต็มเสียงนัก เพราะพอเข้าใจหัวอกของนางอยู่ อย่างไรก็ตามความเพียรพยายามของนางดูจะให้ผลสัมฤทธิ์ที่น่าพอใจอยู่เหมือนกัน เมื่อในที่สุด ผู้ชายคนที่ตัวเองชอบที่สุดในบรรดาผู้ชายเป็นสิบๆ ที่ออกเดตด้วยเขาก็มีใจให้ และมีอันมาขอคบด้วยจนได้

แทนที่จะคบๆ กับเขา แล้วก็แต่งงานมีบุตรไปได้ใช้ไข่ของตัวเองก่อนหมดอายุอย่างที่เคยฝัน ยัยทิฟฟานี่ ทร็อตต์ ดันตั้งคำถามสำคัญให้กับชีวิตสาวโสดของนางอีกครั้ง ว่าจริงๆ แล้วนางอยากมีครอบครัว (มีผัวน่ะ) มากกกก จนสามารถสละชีวิตโสดที่แสนจะน่าหวงแหนได้จริงหรือ?

กวนตีนจริงๆ นะคนเรา ตอนอยากได้นี่อยากได้แทบจะขาดใจตาย พอจะได้ขึ้นมาดันลังเลง่ายๆ ซะงั้น

on reading: อะไรๆ ก็จักรยาน

มาตรฐาน

image

ยิ่งแก่ยิ่งอ่านหนังสือไม่จบ

แต่อ่านเล่มนี้จบ เพราะเป็นเรื่องที่สนุกมาก แถมยังแปลดีอีก

It’s all about the bike
(ชื่อไทย: อะไรๆ ก็จักรยาน)

โดย โรเบิร์ต เพนน์ หนุ่มอังกฤษนักปั่นที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นนักปั่นแบบมีสปอนเซอร์ เขาเป็นนักปั่นแบบที่ทำงานเขียน (journalist-เข้าใจว่างั้นนะ) เพื่อเลี้ยงชีพตัวเองและลูกเมีย (เมียเป็นสถาปนิกค้า) แต่หมอนี่มีชีวิตส่วนหนึ่งบนอานจักรยานด้วย

หมอรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับจักรยานคันแรกๆ ของชีวิต (แม้จะจำไม่ได้ เหมือนที่หลายคนลืมไปแล้วว่าปั่นสองล้อได้เป็นครั้งแรกกับรถคันไหน) และคันต่อๆ มา ช่วงเวลาดีงาม โหดร้าย สุดประทับใจและช่วงเวลาแสนพิเศษบนเส้นทางหฤโหดในการเดินทางไกลแต่ละครั้ง

เฮียแกอาจไม่ถึงขนาดปั่นรอบโลก แต่แกเดินทางข้ามทวีปมาแล้ว และบรรดา destination ทั้งหลายของนักปั่นทัวริ่ง แกก็เก็บมาเรียบร้อยแล้ว

ร็อบมีความฝัน แกมีจักรยานดีเลิศแล้วหลายคัน ทุกประเภท (เว้นรถแม่บ้าน) ที่แกยังไม่มีคือ จักรยานในฝัน

เฮียอยากประกอบรถสักคัน ที่ไม่ใช่ทั้งโร้ดไบค์ ทัวริ่งหรือซิตี้ไบค์ แต่เป็นจักรยานที่สวย ทนทาน ปั่นสนุกทั้งใกล้และไกล แล้วก็โคตรจะฟิตติ้งพอดีกับตัวเฮียแก แกก็เลยออกตระเวนหาส่วนประกอบดีงามจากผู้ผลิตตัวพ่อทั่วโลก (ก็ไม่ถึงกับทั่วหรอก พ่อพวกนั้นกระจุกตัวตัวกันอยู่ในทวีปยุโรปกับอเมริกาเท่านั้นแหละ)

การเดินทางของเฮียร็อบแหละที่สนุก เฮียเล่าเรื่องตำนานของคนทำเฟรม วัสดุ องศา ประวัติของจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์ ความทรหดของนักปั่นสมัยก่อน ดรอปบาร์ของซิเนลลี ชุดเกียร์กัมปัญโญโล ดุมล้อ ซี่ล้อ การขึ้นล้อ ไปจนกระทั่งยาง และแน่นอน อาน Brooks ❤

กว่าจักรยานสีประหลาดคันนี้จะเสร็จ ฉันเลยพลอยรู้เรื่องตำนานจักรยานไปด้วยอย่างสนุกสนาน

อยากให้สนุกสนานด้วยกัน เลยมาโม้ต่อแบบนี้แหละ

หมายเหตุ: หนังสือเล่มนี้แปลโดย เบนซ์ ธนชาติ ศิริภัทราชัย คนเขียน New York 1st Time หมอนี่จะเป็นนักเขียน นักแปล นักเขียนบทและผู้กำกับที่น่าติดตามอีกคนนึงเลยล่ะ ฉันบอกให้

LUCY : she knows everything

มาตรฐาน

LUCY1

คนเรามีความทุกข์เพราะความไม่รู้

ไม่รู้ จึงทำให้วิตกกังวล หวาดกลัว เนื่องจากไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดตั้งแต่เมื่อไหร่ และจะยุติสิ่งนั้นลงอย่างไร อะไรคือวิธีแก้ไขที่ดี ยังกลัวได้อีกเพราะไม่รู้ว่าแล้วต่อจากวิกฤตินี้จะมีอะไรอีก จะซ้ำรอยเดิมหรือจะเป็นปัญหารูปแบบใหม่

เราหวั่นไหวเพราะควบคุมไม่ได้ทั้งตัวเองและคนอื่น เราไม่อาจจัดการแก้ไขรูปลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิดด้วยตัวเอง หากไม่พอใจกับรูป เราจะทุกข์เพราะมันไม่เป็นอย่างใจ ติดอยู่กับบ่วงของการดื้นรนหาวิธีจัดการเปลี่ยนรูปกายของเราให้เป็นตามที่ต้องการ กับคนอื่น เราบังคับเขาไม่ได้เลย บังคับให้เขาสวย หรือผอม หอม สะอาด ให้พูดเพราะๆ กับเรา ชอบเหมือนเรา เลิกชอบผู้หญิงคนนั้น หยุดเป็นเกย์ หรือแม้แต่บังคับให้เขาชอบเรา ไปไหนกับเรา ซื่อสัตย์ เอาใจและทำตามที่เราต้องการเสมอ ..ไม่มีอะไรที่บังคับหรือควบคุมได้เลย

เราเจ็บปวดเพราะสรรพสิ่งไม่เป็นไปดังหวัง เพราะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เราทุกข์เพราะสติปัญญาเรามีแค่นี้ หยั่งรู้แค่นี้ เข้าใจแค่นี้ และเราเกรงว่าศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของเรามีเพียงแค่นี้ เราไม่กล้าที่จะฝันถึงการแก้ปัญหาหรืองานการที่ยิ่งใหญ่ใช้พลังมากกว่าเดิม เราไม่กล้ามั่นใจในศักยภาพของตัวเราเอง

เกิดมาทำไม มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร บางคนยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย

มีการสันนิษฐานกันว่าที่เรารู้อยู่แค่นี้เพราะเราใช้ประสิทธิภาพของสมองได้เพียงแค่ 10% ยังน้อยกว่าโลมาที่ใช้สมองได้ถึงประมาณ 20% ของประสิทธิภาพทั้งหมด มันจึงสามารถอ่านข้อมูลรอบตัวจากคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาจากวัตถุต่างๆ รอบตัวทั้งที่อยู่ใกล้และไกลออกไป

แต่เมื่อมนุษย์คนหนึ่งมีเหตุบังเอิญให้ได้พัฒนาประสิทธิภาพของสมองจนเต็ม 100% ในเวลารวดเร็ว เธอจึงได้พบความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง

เริ่มต้นที่ความทรงจำ ลูซี่ระลึกได้ถึงความเจ็บปวดตอนผิวกายและกระดูกปริขยายเพื่อเติบโต ความรู้สึกเมื่ออายุขวบกว่าๆ สัมผัสจากขนอันนุ่มนิ่มของแมว ไปไกลถึงสภาพแวดล้อมในห้องอันอบอุ่น (ในกายแม่) และไกลยิ่งกว่านั้น จากนั้นก็เริ่มควบคุมการซ่อมแซมและสร้างร่างกายของตัวเองได้ ควบคุมการเผาผลาญได้ ลูซี่รู้และเข้าใจเรื่องที่เราไม่รู้และไม่เข้าใจมากขึ้นทีละน้อย ในที่สุดเธอจึงก้าวข้ามผ่าน พ้นความทุกข์แบบที่เรามี เพราะความรู้ ความเข้าใจ เธอควบคุมได้ ทั้งตัวเองและคนอื่น จึงไม่สนใจอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันไม่จีรัง ลูซี่ไม่กลัว ไม่หวั่นไหว เธอมีปัญหาใหญ่ที่ยังไม่รู้จะทำอย่างไรดี

สมองที่ใช้ได้เกือบเต็ม 100% ของประสิทธิภาพ บอกให้ลูซี่รู้ว่าเธอเกิดขึ้นอย่างไร รู้ว่าต้องสลายไปในไม่ช้า แต่กระนั้นเธอยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ว่าควรทำอะไรกับสิ่งที่รู้ ลูซี่ถามคำถามนี้กับศาสตราจารย์นอร์แมน เจ้าของสมองที่มีประสิทธิภาพเพียง 10% ซึ่งให้คำตอบเรียบง่าย

If you’re asking me what to do with all this knowledge you’re accumulating, I say, pass it on … just like any simple cell, going through time.

“เหมือนสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่มีเพียงเซลเดียว พวกมันถ่ายทอดสิ่งที่รู้”

แล้วลูซี่ก็ทำตามนั้น ก่อนที่จะสลายหายไป

ฉันดู LUCY ของ Luc Besson ด้วยความทึ่ง ค่อนข้างเชื่อ (ความคิดของเบซซง) ว่าคนเราสามารถ Enlighten ได้ (ในหนัง ศจ. นอร์แมนเรียกว่าเป็น knowledge ที่ accumulating) แต่ถ้าถามว่าคนอย่างเราจะไปได้ถึงขั้นนั้นไหม ฉันอยากจะคิดว่าได้ แต่คงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ต้องไม่ธรรมดา ควรต้องใช้ความเพียรและมานะบากบั่นกว่าธรรมดา (คงจะหวังฟลุ๊คแบบลูซี่ได้ยาก)

แต่ระหว่างนี้ถ้าสามารถใช้ประสิทธิภาพของสมองได้เต็ม 10% ในการทำความเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น “ไม่เที่ยง” ไม่มีอะไรพ้นไปจากความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรควบคุมได้ ยอมรับมันดังที่มันเป็นจริงๆ เช่นที่เราเห็นอยู่ อย่างไม่หลอกตัวเอง

หยุดยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ไม่เที่ยง ไม่เป็นของเราอย่างแท้จริง ก็น่าจะพบว่าไม่จำเป็นต้องทุกข์เลย เพราะแม้แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น

หมายเหตุ:
-ฉันว่า Luc Besson เป็นผู้กำกับอีกคนที่ฉันรัก ในความบู๊สนั่นเลือดสาด เขาจะแนมฉากดราม่าซึ้งๆ ไว้เนียนๆ เสมอ (คิดถึง Leon ไหม?)
-สการ์เล็ต โจแฮนสัน นั้นสุดยอด นอกจากเก่งในงานของตัวเองแล้วยังเป็นผู้หญิงเซ็กซี่ที่แค่ได้ยินเสียงก็รู้สึกแล้ว (ว่าแล้วก็กลับไปเปิด Her) ฉันชอบผู้หญิงหุ่นแบบเธอ ไม่ต้องสูงยาวสกินนี่มาก และอวบอึ๋มในทุกสัดส่วน (ว่าแล้วกลับไปเปิด A Love Song for Bobby Long) ชอบแม้กระทั่งตอนน้องสวมยีนกับคอนเวิร์ส ดีใจด้วยที่น้องคลอดลูกสาว แม่หนูนั่นคงจะสวยไม่แพ้แม่หรอก
-หนังเรื่องนี้มีฉาก CG เยอะ ซึ่งฉันดูแล้วบอกกับตัวเองว่า นี่คงเป็นแนวยุโรปสินะ ถ้าเป็นหนังฮอลลีวูดคงมหัศจรรย์พันลึกกว่านี้เป็นอันมาก (เอ๊ะหรือเราจะชินกับอเมริกันสไตล์เกินไป?)
-อยากซื้อแผ่น

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (4) : เริ่มต้นพึ่งตัวเองด้วยการหัดปะยาง

มาตรฐาน

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

image

ติดกระเป๋าทัวริ่งให้คาร์เมนแล้วไปปั่นลองกันเมื่อเย็นวันเสาร์ กลับบ้านมา ยางหลังคงค่อยๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้เอาตอนค่ำๆ ว่าแบนแต๊ดแต๋ไปแล้วเรียบร้อย

คิดๆๆ จะถอดล้อหลังยังไง ต้องใช้ประแจใช่ไหม ไหนจะต้องใส่คืนเข้าไปอีก …อืมม์
แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าไม่ต้องถอดล้อหรอกก็แงะยางนอกออกมาจุ่มยางในแช่น้ำ หาจุดรั่ว ปะซะ แล้วก็ใส่ยางกลับ เออ …ใช่ ยางแบนอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ต้องรีบถอดล้อมาเปลี่ยนยางในเพื่อให้ไปต่อได้เร็วๆ  แล้วค่อยเก็บยางเส้นเดิมมาปะเหมือนกรณียางแบนตอนกำลังปั่นนี่นา

ทำใจอยู่ 3 คืน ก่อนจะตัดสินใจลงมือคืนนี้

แวะซื้อกาวปะยางแบบเป็นกระป๋อง น้องสาวร้านอุปกรณ์ก่อสร้างในซอยแนะนำว่าใช้แบบหลอดดีกว่า (ถึงจะโคตรแพงกว่า) เพราะกระป๋องถ้าใช้ไม่ทันมันจะแห้งซะก่อน รักน้องที่รู้จักสินค้าและรู้จักแนะนำ เลยขนซื้อมาทั้งกาว แผ่นแปะ และกระดาษทรายน้ำ ทั้งๆ ที่ของทั้งหมดนั้นที่บ้านก็มีอยู่บาน (มีแต่คนให้) ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปการปะยางสำหรับฉันมันจะง่ายเหมือนบีบสิวเลย อุปกรณ์ขอมีเยอะไว้ให้อุ่นใจละกัน

เริ่มไงดี ไล่ลมที่เหลือออกมา บีบนวดยางนอกให้นิ่ม (คิดเองอะ) แล้วเริ่มงัด

คือ ล้อที่ยังติดอยู่กับรถช่างงัดยาก น้ำตาจะไหล เจ็บมือ กลัวที่งัดยางหักกระเด็นใส่หน้า เลยหลับหูหลับตางัดไป งัดด้านซ้ายไม่ได้ ย้ายมางัดด้านขวา เออออก อ้าว แต่มันติดเบรก ซวยละ เบรกแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะแกะยังไง นี่ต่อให้ตัดสินใจถอดล้อตอนนี้ก็ปลดเบรกไม่เป็นนะเนี่ย!

เลยงมแงะยางในออกมาจากยางนอกทั้งๆ ที่ล้อยังอยู่กับตัวรถไปด้วยวิธีง่อยๆ ที่คงไม่มีใครเคยโพสต์ไว้ในยูทูบ มันก็แงะได้อยู่ แต่เสียเวลาและไม่ถนัดสุดๆ

พอยางในออกมาหมด ลองสูบลมเข้าไปก็ได้ยินเสียง..ฟี้…ถนัดชัดโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ รูเล็กๆ ถัดจากขอบแผลเดิมมาหน่อย เอ อย่างนี้จะเป็นได้ว่าด้านในของยางนอกบริเวณนี้มีเศษอะไรเล็กๆ ฝังอยู่แล้วคอยตำยางในหรือเปล่า

แต่ลูบแล้วก็ไม่เจออะไรนี่นะ

จากนั้นก็ขัดรอบๆ แผลด้วยกระดาษทราย (ทั้งหมดใช้ชุดที่พี่เต้ยให้มา-ถามว่าแล้วเธอจะซื้อของใหม่มาเพื่อ? …อ๋อ ก็น้องเขาคนขายน่ารัก!) แล้วปะ

การปะยางเป็นอะไรที่ง่ายจะตาย ถ้าเทียบกับการถอดล้อ งัดยาง ใส่เข้าไปใหม่ให้จุกลมมันตั้งตรง แล้วก็ประกอบล้อกลับที่เดิมโดยเบรกและระบบเกียร์ไม่เดี้ยงอะนะ

เพราะกระบวนการพวกนั้นมันต้องการความเข้าใจเรื่องกลไก ทักษะการใช้เครื่องมือ การออกแรงอย่างแม่นยำ และต้องการมือที่แข็งแรงๆ ฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลยเจ็บมือไปหมดแล้ว

เริ่มลงมือใกล้สามทุ่ม กว่าจะเสร็จสี่ทุ่มครึ่ง

ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองมันไม่ง่าย แต่ถ้าได้ทำบ่อยขึ้นก็คงเก่งขึ้น เหมือนทุกวันนี้ที่ปั่นจักรยานบ่อยขึ้น ฉันก็ปั่นเก่งขึ้น เรี่ยวแรงคงตัวขึ้น

ฝันสวยๆ ว่าถ้าตัวเองจัดการกับปัญหาเรื่องยางแบนยางแตกได้เหมือนบีบสิวเมื่อไหร่จะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวที่ที่อยากไป

ถึงตอนนั้นไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อน (ช่วยปะยาง) ฉันก็คงไม่แคร์!

#ยักไหล่

21 days, my journey back to life (day 17/21)

มาตรฐาน

Day 17: จันทร์ 17 กุมภาพันธ์ 2557

 

image

แปลกดีที่เรายินดีจะตื่นเช้าในวันหยุด แต่ไม่ค่อยยินดีเท่าไหร่ที่จะต้องตื่นในเวลาที่ควรตื่นในเช้าวันจันทร์ ฉัน นอกจากจะตื่นสายแล้วยังโอ้เอ้ กว่าจะออกจากบ้านได้ก็สายมาก เลยคิดว่าวันนี้ไม่แวะฟิตเนส เข้าออฟฟิศแล้วเช็ดตัวก็พอ แล้วออกไปกับแงซาย ก็เกรงใจซีรีนเหมือนกันที่พักนี้ใช้แต่แงซาย แต่อยากจะรู้ว่าถ้าสะพายเป้หนักๆ ปั่นแงซายจะเจ็บหลังตรงใกล้ๆ เอวไหม

เจ้ากรรมที่เลือกเส้นทางไปทำงานที่ผ่านหลังตึกแกรมมี่พอดี เลยแวะซะหน่อย ฝากแงซายกับเพื่อนแล้วนั่งเม้าธ์ระหว่างจิบน้ำนมข้าวโพดของเพื่อนตั้งพักนึงก่อนจะได้ฤกษ์ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วจึงยุรยาตรไปทำงาน ก่อนถึงตึกยังมีหน้าแวะซื้อแซนด์วิชที่เซเว่นอีก

บางทีฉันก็เกรงใจคนอื่นนะที่เป็นคนมีงานทำที่ทำตัวได้ชิลล์เวอร์ราวกับคนไม่มีงานทำ …แต่ฉันก็ทำงานนะ ไม่ใช่ไม่ทำ

 

การจับจ่ายเงินซื้อของให้ตัวเองช่วยให้ความรู้สึกบางอย่างดีขึ้น ไม่รู้คนอื่นๆ เป็นเหมือนกันไหม ตั้งแต่เกิดเรื่องฉันรูดการ์ดไปเยอะเหมือนกัน ทั้งสมัครฟิตเนส เพื่อ.. หลักๆ ก็เอาไว้อาบน้ำหลังปั่นมาทำงานตอนเช้า แต่ถ้าสามารถเข้าคลาสโยคะในบางวัน และเทรนตัวเองให้วิ่งบนเทรดมิลล์ได้บ้างก็คงถือเป็นกำไร ฉันจะใช้เงินที่ลงทุนค่าสมาชิกฟิตเนสได้คุ้มแค่ไหน คงอยู่ที่ตัวเอง จะมีวินัยของตัวเอง จะขี้เกียจไหม หรือจะอึดวิ่งจนติดได้ไหม ถ้าเมื่อไหร่ติดวิ่งได้เหมือนติดปั่นจักรยานก็คงไม่ต้องเคี่ยวเข็ญกันอีกต่อไป

เมื่อวานฉันซื้อมือถือ ซื้อเพาเวอร์แบงค์แพงๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ชีวิต ซื้อรองเท้า รองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ดที่ออกแบบมาให้สวมสบาย เดินสะดวก สำหรับบางวันที่อยากสวมส้นสูง วันนี้ก็ยังอยากจะจ่ายเงินอีกสักเล็กน้อย ซื้อของให้ตัวเอง โดยใช้ข้ออ้างว่าการปั่นจักรยานช่วยประหยัดเงินในส่วนที่ต้องใช้เดินทางได้ไม่น้อย ฉะนั้นถ้าจะช้อปปิ้งของในตลาดนัดบ้างก็ซื้อไปเหอะ ระวังอย่าให้มันเยอะจนล้นบ้านก็แล้วกัน

ฉันเตร่ไปดูแผงดีวีดี ยังไม่มีเรื่องที่ต้องการดู แวะไปดูร้านเสื้อแขก แล้วคิดว่ามันสวย มันใช่ แต่มันไม่ทนทาน แล้วก็ได้กางเกงกระโปรงมาตัวหนึ่ง จากคนขายที่ทำให้คิดอะไรบางอย่าง เราคุยกันแล้วเขาบอกว่าค่าแผงที่ตลาดนัดนั้นเป็นเงินเท่าไหร่ ฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันมากแค่ไหน แต่ถ้าเขาขายของราคาประมาณนั้น โดยไม่ได้มีคนซื้อแบบรุมเลือกซื้อ ฉันว่านี่อาจจะเป็นการเจอกันครั้งแรก และครั้งเดียวที่ตลาดนัดแห่งนี้ ชีวิตการทำงานของคนอื่นดูไม่ได้ชิลล์อย่างฉัน แม้งานของเขาจะทำให้ได้อยู่กับสิ่งที่รัก เป็นอิสระ แต่ก็คงมีความเครียดจากความไม่มั่นคงสินะ

อยากกินข้าวไข่เจียวแหนม แต่แหนมหมด หลังจัดการข้าวไข่เจียวกุ้งที่แม่ครัวจัดมาให้อย่างเต็มขีดของความกรอบก็ได้เสื้อยืดอีกตัว แล้วก็มะม่วงปั่นกับเสาวรสเบาๆ อีกแก้ว รู้สึกขอบคุณชีวิตที่พอหาความสุขทางวัตถุตามที่ต้องการได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถพอใจในวัตถุเท่าที่หาให้ตัวเองได้ด้วย

ยังดีที่ความสุขไม่ได้มาจากการนำเงินไปแลกมาเท่านั้น บางทีคนเราก็มีความสุขจากการค้นพบและรู้จักตัวเอง พอใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เพราะตราบใดที่เรายังหาตัวเองไม่เจอ ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่สามารถเป็นเพื่อนที่เข้าใจตัวเองที่สุด ไม่ได้ให้ความรักและโอบกอดตัวเองอย่างแนบแน่นเพียงพอ ต่อให้แสวงหาวัตถุมาปรนเปรอตัวเองมากเท่าไหร่ แพงเท่าไหร่ ของพวกนั้นก็ไม่สามารถจะทำให้เราหายขาดจากความรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียวในโลกได้ และไม่มีทางถมโพรงแห่งความพร่องอะไรบางอย่างในใจของเราได้เต็ม

 

การปั่นจักรยานทำให้ห่างหายการแวะซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วซื้อของใช้ทีละเยอะๆ กระดาษทิชชูที่บ้านจึงหมดโดยไม่รู้ตัว (ที่จริงมีอาหารเม็ดของแมวด้วยที่หมด) ขากลับ ฉันแวะ Max Valu กลางซอย หยิบเบียร์อาซาฮีมาปรนเปรอความสุขทางใจให้ตัวเองอีก 2 กระป๋อง เบียร์สิงห์อีก 1 ถ้าฉันมีกระเป๋าทัวริ่งอาจได้จำนวนเบียร์อาซาฮีมากกว่านี้ ฐานที่ไม่ได้เห็นแบบกระป๋องแช่ขายปลีกในร้านสะดวกซื้อแบบนี้นานแล้ว

ของทุกอย่าง ยกเว้นแพคกระดาษทิชชู ลงไปอัดแน่นในเป้ ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป้ใบนี้เล็กไป ควรหาใบใหม่ในขนาดที่เหมาะกว่านี้ และถ้าเป็นไปได้ อาจจะเป็นเป้แบบที่สะพายแล้วไม่ร้อนหลัง …เอ๊ะ หรือฉันควรเอาแงซายไปหาตะแกรงหลังแล้วลงทุนซื้อกระเป๋าทัวริ่งเหมาะๆ สักคู่ดี จะได้ไม่ต้องซื้อเป้ใหม่ และไม่ต้องสะพายเป้เก่าให้ร้อนหลังอีก (อิอิ)

ยังไงก็ตาม แงซายที่เขาส่งกลับมาพร้อมสเต็มยาวๆ กับเบาะทรงแปลกๆ ที่ทำให้ต้องก้มและยืดแขนออกไปมากขึ้นตอนปั่น ไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บหลังช่วงเหนือเอวในวันที่ปั่นโดยมีเป้หนักๆ บนหลังแต่อย่างใด

ไว้จะขอบใจเขาในฝัน ถ้าเรามีโอกาสพบกันอีก

 

 

 

 

 

   

21 days, my journey back to life (day16/21)

มาตรฐาน

day 16: อาทิตย์ 16 กุมภาพันธ์ 2557
image

เมื่อคืนฝนตกเหมือนฟ้ารั่ว ตื่นเช้ามากระถางต้นไม้ที่ระเบียงยังเปียกอยู่เลย ชักไม่อยากเลอะ ที่คิดจะปั่นไปศูนย์ประชุมฯ เปลี่ยนแผน นั่งรถเมล์บ้างดีกว่า

 

ถ้าจะเดินทางด้วยรถเมล์ เหมือนว่าจะเหนื่อยน้อยกว่าและไม่ต้องกลัวดำเท่าปั่นจักรยาน แต่ที่จริงเราต้องเผื่อเวลาไม่ใช่น้อย ทั้งเวลาในการเดินทางไปรอรถสายที่เราต้องการ และเผื่อรถติด อีตอนยืนรอรถกับตอนเดินนี่ ถ้าคนมันจะดำ มันก็ดำได้ ฉะนั้น ฉันบอกตัวเองว่าถ้าไม่อยากเสียเวลามาก แล้วปัจจัยดีพอ ไม่มีฝน ไม่ปวดหัว ปวดตา ปวดท้อง มีที่จอดแบบไม่เครียด มีห้องน้ำสำหรับจัดการกับเหงื่อและแต่งองค์ทรงเครื่อง เตรียมตัวให้รอบคอบแล้วก็ปั่นจักรยานไปเหอะ เอาเวลาที่จะแช่อยู่บนท้องถนนนอนเล่นเฟซบุคอยู่บ้านยังจะดีเสียกว่า

 

อย่างไรก็ตาม บนเก้าอี้ยาวแถวหลังรถเมล์ร่วมบริการสาย 46 วันนี้ฉันได้แรงบันดาลใจบางอย่างจากป้าที่นั่งใกล้ๆ กัน เราไม่ได้นั่งติดกัน เพราะนี่เป็นสายวันอาทิตย์ในวันหยุดยาว รถโล่ง ป้านั่งริมหน้าต่างด้านซ้ายของตัวรถ มีแดดสายๆ ส่องเข้ามาจากหน้าต่างและด้านหลัง ป้าดูชิลล์มาก นั่งแทะข้าวโพดต้มตลอดทาง ข้าวโพดข้าวเหนียวกลิ่นหอม ฉันว่าบางฝักมันดูแข็ง แต่ป้าแทะอย่างเพลิน สงสัยจะชอบกินข้าวโพด

 

ป้าทำให้ฉันคิดถึงแม่ แม่ฉันฟันไม่ค่อยดี เมื่อเด็กๆ แม่ต้มข้าวโพดหวานให้ลูกกินบ่อย ทีละหม้อๆ ให้พอกับลูกสามคน แต่ไม่ค่อยแทะข้าวโพดแบบนี้ให้เราเห็น แม่คงเห็นว่ามันไม่งามนัก แต่เมื่อเห็นแม่ หรือป้าคนนี้ก็ตามแทะข้าวโพด มันดูมีฟิลลิ่ง มันดูอร่อย ฟิน ดูเป็นอิสระจากการบังคับตัวเองให้อยู่ในกรอบที่คิดว่าคนอื่นคาดหวังให้เป็น ใช่ ป้าดูอินดี้มาก ป้าเป็นไอดอลของฉัน!

วันนี้มีงานมหกรรมขายมือถือ ฉันนัดเพื่อนให้ไปช่วยเลือกมือถือ เวลาฉันจะซื้ออุปกรณ์สื่อสารฉันต้องเคี่ยวเข็ญเพื่อนคนนี้ให้มาช่วยดู ช่วยเลือก และช่วยตรวจของให้ตลอด เพื่อนอาจจะทำอิดออดบ้าง แต่ก็ช่วยซื้อมา 2-3 เครื่องแล้ว แท็บเล็ตอีกเครื่อง รู้สึกดีจังที่มีเพื่อนพึ่งพา ไม่ต้องคอยพึ่งผู้ชายที่มาคบกันชั่วคราวตอนนั้นๆ เพราะคนพวกนี้ไม่คบกับฉันนานเหมือนที่เพื่อนคบ ใช้มือถือไปสักพัก ถ้าเริ่มมีปัญหา คนพวกนี้มักไม่อยู่ให้บ่นแล้ว แต่เพื่อนยังอยู่

ฉันมีตัวเลือกไม่มากรุ่น แต่มีให้เลือกซื้อหลายร้านจนแทบจะตาลาย ถ้ามากับผู้ชาย บรรยากาศคลาคล่ำด้วยผู้คน เสียงดังๆ และโปรโมชั่นชวนลังเลแบบนี้ ต้องทำให้มีคนหมดความอดทนก่อนจะเลือกของได้และตัดสินใจซื้อ ไม่ฉันก็เขา (ไม่ได้จิ้น ฉันเคยเจอมาแล้วในงานสัปดาห์หนังสือ) แต่เพื่อนฉันคนนี้คงเป็นโรคจิตเล็กๆ เขามีความพากเพียรในการหาร้านที่ขายของราคาดีที่สุด และให้ของแถมเยอะที่สุด แต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องช่วยฉันกลั่นกรองและตรวจสอบเสียก่อนว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่

แน่นอนว่าฉันอยากได้มือถือที่ถ่ายรูปได้ดี เดิมฉันใช้ Sony Ericsson Xperia Ray ฉันชอบหลายๆ อย่างในความเป็นมือถือเครื่องนั้น รวมทั้งคุณภาพของภาพถ่าย (ไม่รวมภาพจากกล้องหน้านะ) เมื่อฉันมีประสบการณ์ดีๆ กับโซนี่ งานนี้จึงมีช้อยส์เป็น Sony Xperia Z กับ Z1 แต่ใจฉันดันปันไปให้ Nokia Lumia 1020 ฉันชอบอะไรที่หนักๆ ปึ้กๆ งานประกอบดีๆ สีเหลืองนั่นก็เข้าตา ที่สำคัญราคาโนเกีย ที่มาพร้อมกล้องความละเอียด 41 ล้านพิกเซล แพงกว่า Z1 แค่พันบาทเอง

ยืนดูเขาสาธิตกล้องโนเกีย เกือบจะตัดสินใจแล้ว ถ้าไม่ลืมนึกถึงการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ในโลก

เพราะความเป็นวินโดว์โมบายของโนเกียนั่นเองที่ทำให้ฉันสรุปได้ ตกลงใจเลือก Z1 สมาร์ทโฟนที่มีกล้องความละเอียดแค่ครึ่งเดียวของ Lumia 1020 และเลือกอยู่กับแอนดรอยด์เหมือนเดิม

เพื่อนช่วยหาร้านที่ได้ของแถมเจ๋งๆ มาเพียบ ไม่พอ ไปเป็นเพื่อนติดฟิล์ม เดินหาซื้อพาวเวอร์แบงค์ ซึ่งกว่าจะเลือกได้ เดินอยู่ประมาณ 5 ร้าน เดินไปรับของแถม และให้ยืมเงิน (สด) ซื้อรองเท้าส้นสูง (ใครจะคิดว่าในงานมือถือมีขายทั้งรองเท้าส้นสูงและชุดชั้นใน) อีก ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมันอย่างอ่อนเพลีย

ไม่ต้องคิดว่าจะกินอะไรกันดี หรือไปไหนกันต่อ ไม่ต้องคอยมาช่วยฉันถือของ (ที่จริงฉันไม่ค่อยวางใจให้ใครถือของให้ แม้แต่คนเป็นแฟนก็เหอะ) ไม่ต้องคอยดูอารมณ์กันว่าตอนนี้ดีไหม กำลังจะบูดแล้ว ต้องเติมหรือพร่องอะไร กับเพื่อน ฉันแค่เกรงใจนิดหน่อยกับวันอาทิตย์ครึ่งวันที่เพื่อนสละให้ ส่วนสำหรับเพื่อน การมาเลือกมือถือเป็นเพื่อนฉัน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องสนุกๆ (ถ้าเขาว่างพอดี) อีกส่วนก็คงเป็นการบริการ และสงเคราะห์ เพื่อนฉันคนนี้ใจดี ชอบบริการเขาไปทั่วอยู่แล้ว กินยากินิคุด้วยกันมันยังเป็นคนย่างเนื้อให้คนทั้งโต๊ะเลย

ทำไมผู้ชายเวลาคบกันเป็นเพื่อนถึงประเสริฐอย่างนี้ล่ะ?

เพราะการคบกันแบบเพื่อนมัน “สบายสบาย” กว่า? เพราะระหว่างคบกันไม่มีการคาดหวังว่าเขาควรรักเรา เทคแคร์เรา? ไม่ต้องเกร็งว่าเราเทคแคร์เขาพอไหม หรือมีอะไรที่ยังพร่อง แต่ต่างคนต่างเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ แบบหัวเราะได้เต็มเสียง ไม่ต้องกลัวจะเสียกริยา ยิ้มกว้างได้สุดระยะฟัน ไม่ต้องระแวงว่ามีผักติดฟันหรือเปล่า ริ้วที่หางและใต้ตาโอเคไหม?

ก็ถ้าเป็นเพื่อนกันมันดีกว่า แล้วผู้หญิงเราจะเป็นแฟนกับผู้ชายไปทำไม?