Category Archives: การเดินทาง

#ฉันอยากแชร์

มาตรฐาน

#missioncompleted แรกของปีนี้!

 

ไม่มีใครบอกให้ทำ อยากทำเอง และกะให้เสร็จก่อนวันเกิด จะได้จัดให้เป็นความสำเร็จใน milestone ของอายุก่อนจะแก่ขึ้นอีกปี (ดู ..ความงี่เง่าของชะนี) เป็นภารกิจที่ทำเงียบๆ ไม่ได้บอกใครมากอีกตามเคย เหตุผลก็เช่นเดียวกับตอนตัดสินใจซ้อมเพื่อไปวิ่งมาราธอนแรก คือ มองว่ามันเป็นความมุ่งมั่น ปรารถนาเล็กๆ ส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ต้องขอพลังจากชาวโลก ไม่ต้องมีพยานมาก เพราะถ้ามันมีอันผิดพลาด ทำไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจจะได้ไม่ต้องอายหรือเสียเซลฟ์เพราะดันไปประกาศเอาไว้มากมาย

ฉันสมัครเรียนคอร์สครูโยคะในวิถีของ Mindfulness Yoga กับครูโน้ตไว้ตั้งแต่ปลายปีก่อน ช่วงที่เริ่มซ้อมวิ่งไกลขึ้นเรื่อยๆ จนประสาทแทบจะกิน อุทธรณ์กับชีวิตขึ้นมาในวันหนึ่งว่า นี่หล่อนกำลังทำอะไรอยู่ จะวิ่งทำบ้าอะไรมากมาย ความสมดุลของชีวิตอยู่ตรงไหน ฯลฯ จนมาจบลงที่คำถามว่า แกอยากให้ชีวิตแกเป็นแบบนี้หรอ?

อ่านเพจครูแล้วฉันเลยบอกตัวเองว่า โอเค ถ้าแกไม่เกเร ประคองชีวิตผ่านช่วงนี้ไปได้ จบมันได้อย่างที่แกต้องการ ฉันจะให้แกได้พักอย่างสงบกับโยคะ แกจะได้รู้เสียทีว่าที่แกเข้าคลาสโยคะมาตลอดเนี่ย แค่ช่วยให้แกใช้เป็น cross-training ช่วยยืดเส้นตึงจากการวิ่ง หรือเพื่อให้แกได้ทิ้งตัวพักสัก 2 นาทีในท่าศพ

จะได้มีคำตอบให้คำถามว่า “คนเราเรียนโยคะไปเพื่ออะไร?” ทีแกถามมาตลอด ตอนที่ขากำลังสั่นในท่านักรบ แขนสั่นเหงื่อแตกพลั่กในจตุรังคาสนะนับ 8  ที่ช้าอย่างแทบจะขาดใจเสียก่อนถึง 1 …คำถามคล้ายกับที่แกเคยถามตัวเองว่า “แกอยากมีชีวิตแบบไหน?”
(ฉันไม่ค่อยสนใจคำถามว่า “คนเราเกิดมาเพื่ออะไร” แฮะ)

ฉันเลยสมัครเรียนคอร์สนี้กับครูตั้งแต่ตอนนั้น โดยบอกกับครูไปตามจริงเมื่อได้คุยกันทางโทรศัพท์ครั้งแรก (เออ ฉันนี่ก็กล้าสมัครเรียนคอร์สครูกับครูที่ไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ เลยเนอะ) ว่า ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นครูโยคะหรอก แต่อยากเรียนโยคะให้ลึกซึ้งกว่าในแต่ละชั่วโมงที่ได้ฝึกแต่อาสนะในซีเควนซ์เดิมๆ แบบที่ได้ทำอยู่ อยากรู้ว่าคนเราฝึกโยคะไปเพื่ออะไร แล้วนอกจากอาสนะท่าสวยท่ายากท่าบาลานซ์ที่เราทำกัน มันมีอะไรน่ารู้น่าค้นหาเกี่ยวกับโยคะอีก

 

ถ้าวันนึงเราฝึกจนทำท่าพวกนี้ได้หมดแล้วไงต่อ?

จำได้ว่าบอกครูว่าชอบที่ครูเคยเขียนในเพจวันหนึ่ง ใจความยังติดอยู่ในหัว ครูบอกว่า …เราฝึกโยคะเพื่อลดอัตตา ไม่ใช่เพื่อเพิ่มอัตตา

ฉันสนใจการลดอัตตา

 

แล้วเมื่อถึงเวลา ฉันก็มาเรียนจริงๆ ด้วยความตั้งใจ อย่างสนุก และอินมาก (นี่ช่างเป็นคอนเทนท์ที่เหมาะกับชีวิตในวัยเท่านี้!)
ใช้เวลาเรียนอย่างเป็นทางการสุทธิ 7 เสาร์-อาทิตย์ และคงรวมชีวิตอีกทั้งชีวิตต่อจากนี้ ถ้าฉันยังสนใจ อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับโยคะและชีวิตต่อไปให้สุดทาง

 

เมื่อวานหลังสอบข้อเขียนและนำสอนเสร็จ ครูโน้ตแจกใบประกาศมาให้ฉันและเพื่อนร่วมรุ่นอีก 20 คนได้สัมผัสก่อน แล้วก็เก็บไว้ให้ จะมอบให้จริงๆ อีกครั้งหลังจากพวกเราเสร็จภารกิจที่ยากกว่าการตื่นตีสี่ พาตัวเองไปถึงโรงเรียนก่อนหกโมงครึ่งทุกเช้าแล้วก็ร่ำเรียนกันไปจนห้าหกโมงเย็น เป็นเวลา 14 วันเสียอีก คือ เราต้องเก็บชั่วโมงสอน 20 ชั่วโมง ปฏิบัติสมาธิ 10 ชั่วโมง  ทำงานอาสา บริการสาธารณะอีก 4 โครงการ

ก็เลยอยากจะบอกเพื่อนๆ ที่รัก ที่สนิทสนมคุ้นเคยทั้งหลาย ใครที่…

  1. ยังไม่เคยเรียนโยคะมาก่อน
  2. อยากรู้ว่าโยคะคืออะไร
  3. อยากฝึกโยคะ

ไม่ต้องอายนะ แค่บอกมา ฉันไม่อายที่จะสอน เธอไม่ต้องอายถ้าอยากเรียน เรามาแบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจต่อกัน ให้สมกับที่เราเป็นปิยมิตร กัลยาณมิตรต่อกัน ให้โอกาสฉันเป็นคนแนะนำเธอให้รู้จักกับสิ่งดีๆ จากการฝึกอาสนะอย่างตื่นรู้ เพื่อที่เธอแต่ละคนจะได้พบกับวิถีในการแสวงหาความสมดุลให้ชีวิตของตัวเอง พึ่งตัวเองได้ เพื่อที่จะเป็นที่พึ่งของคนอื่นต่อไป

#อินบ็อกซ์มานะ ฉันอยากแชร์

#nonofficial200HrYogaTeacher

 

เรียนชีวิตจากการพายเรือ

มาตรฐาน

-นั่งเรือ-

ยายกับตามีบ้านอยู่ริมแม่น้ำตาปี สมัยฉันยังเล็กถนนหลังบ้านยายยังไม่มี การคมนาคมหลักยังอยู่ในแม่น้ำ จึงมีโอกาสโดยสารเรือหลายลำ ตั้งแต่เรือติดเครื่อง เรือพาย ไปจนถึงเรือแจว ซึ่งก็น่าทึ่งไม่ใช่น้อยที่ภาพ เสียง และความรู้สึกระหว่างอยู่ในเรือลำที่ยายขนผัก ดอกบัว และอื่นๆ ไปขายที่ตลาดตอนเช้ามืดยังประทับอยู่ในใจแบบไม่มีอะไรมาเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความมืดตึ้ดตื๋อ ความเย็นของอากาศ กลิ่นและความกว้างของแม่น้ำ ดาวบนฟ้า จังหวะที่เรือโยนตัวขึ้นลงตามคลื่น และเสียงเครื่องเรือกับความเร็วที่พาเราแล่นตัดกระแสน้ำไป

ชีวิตวัยเด็กที่เชียงใหม่ แม้จะอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ชาวเชียงใหม่ถนัดใช้แต่รถแดงกับรถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ได้มาลงเรือกันอีกก็โน่นเลย เรือเฟอรี่สำหรับข้ามไปเที่ยวเกาะสมุยตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.1 เป็นเรือลำใหญ่เท่าตึกที่ให้ความรู้สึกนิ่งมาก เราแทบไม่รู้สึกว่าในทะเลมีคลื่น จนโตกว่านั้น เอ็นท์ฯ ติดธรรมศาสตร์ฯ ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้าง ฉันได้รู้จักกับเรือข้ามฟากครั้งแรกที่ท่าพระจันทร์ ได้เรียนรู้จังหวะการก้าวขึ้นลงระหว่างเรือกับโป๊ะ เป็นพื้นฐานให้การกระโดดลงเรือด่วนเจ้าพระยาในเวลาต่อมา จะใช้เรือด่วนฯ ต้องมีไหวพริบและคล่องแคล่วแพรวพราวกว่าเรือข้ามฟากนะ โดยเฉพาะตอนเรือเพียบคนบนน้ำเต็มฝั่ง และคลื่นลูกโต

บนเรือด่วนเจ้าพระยา ฉันได้เรียนรู้ว่าช่วงเวลาบนนี้คือการเรียนรู้จักการยอมรับและจำนนต่อชะตากรรม เพราะถึงเราจะรีบแค่ไหน พอก้าวลงเรือแล้วเราไม่มีทางไปได้เร็วกว่าที่สายน้ำและคนขับเรือจะเมตตา ฉะนั้น ระหว่างจุดนี้ไปจนถึงจุดหมายปลายท่า สงบใจชิลล์กับวิวสองฟากฝั่งไปจะดีกว่า

ระหว่างเรียนมหา’ลัย แอบหนีไปเที่ยวเกาะกับเพื่อนหลายแห่ง ที่ประทับใจคือเกาะเสม็ด คลื่นลมในทะเลขากลับมันแกว่งไกวจนลืมไม่ลง เราอยู่บนเรือประมงขนาดย่อม ลอยไปบนยอดคลื่น เจอทั้งฝนและแดด ตอนนั้นถึงกับนึกว่า หนีแม่มาเที่ยวคราวนี้ไม่รู้จะรอดกลับไปไหม แต่แล้วก็รอดกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นหวาดเสียวแต่สนุกมาก

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดมาตลอด ถ้าไม่กลัวน้ำเกินไป เรือจะเป็นอีกออปชั่นที่ดีสำหรับการสัญจรอันว่องไว ฉันว่าฉันชอบฟีลลิ่งของการโดยสารเรือในคลองแสนแสบจากท่าผ่านฟ้าไปประตูน้ำนะ ถึงกลิ่นจะแปลกไปจากแม่น้ำ แต่ชีวิตสองฟากคลองมันน่าดู แปลกตรงที่วิวของเส้นทางจากประตูน้ำถึงคลองตัน และคลองตันไปจนสุดสายที่วัดศรีบุญเรืองก็ต่างออกไปอีก น่าสนใจออก และดูเหมือนจะเป็นในคลองแสนแสบนี่แหละที่เป็นการโดยสารเรือที่ตื่นเต้นที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเที่ยวกลับเข้าเมืองตอนเย็นๆ ตอนฝนตกฟ้าคะนอง คลื่นในคลองสูงเกือบเท่าแม่น้ำ เพิ่งสวนกับเรืออีกลำ และกำลังจะผ่านช่องตอม่อใต้สะพานปูน ถ้านั่งหัวเรือ จังหวะที่เรือเงิบขึ้นตามคลื่นแล้วทิ่มหัวลงมานี่ เป็นอะไรที่เสียววาบได้แบบไม่อาจทำใจให้ชิน เรือในคลองแสนแสบเป็นอีกครั้งที่ทำให้ตระหนักว่าหลังจากก้าวลงเรือแล้ว ชีวิตเราอยู่ในมือคนอื่นอย่างแท้จริง

งานที่เคยทำช่วยเปิดประตูประสบการณ์ให้กว้างขึ้นอีกนิด เพราะการทำงาน ทำให้ได้สัมผัสกับเรือหลายประเภท ตั้งแต่แพไม้ไผ่สำหรับล่องลำธาร เรือใบที่แล่นได้ด้วยลม ไปจนเรือยอชท์ สปีดโบ๊ต กระทั่งเรือหัวโทง เรือยางตอนไปเที่ยวทีลอซู อ้อ เรือสำราญจริงๆ ก็เคยขึ้นไปชมมาแล้ว ตอนเรือมาแวะพักที่กรุงเทพฯ ณ ท่าเรือคลองเตย บนนั้นมีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำไปจนโรงละคร

แน่นอนว่าฉันไม่พลาดโอกาสสัมผัสเรือพายสายอีโคทัวริสม์อย่างคายัก เคยพายตอนสาวๆ แต่ไม่ไกลหรือนานพอจะประกาศได้ว่า ฉันพายเรือคายักเป็นจนได้มีโอกาสจับพายคายักจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้เอง

-พายเรือ-

ตอนยังเล็กเห็นผู้ใหญ่พายเรือแล้วชวนให้คิดว่าเรือพายง่าย จริงๆ คือไม่เลย เคยลองหัดพายเรือลำเล็กในท้องร่องที่ดูเหมือนยายจะใช้เก็บบัวหรือใช้รดน้ำผักในท้องร่อง ในความรู้สึกคือไม้พายทั้งใหญ่ ยาว และหนัก ไอ้เราก็ยังตัวเล็ก แค่จะยกจับให้ถนัดยังทำไม่ได้ดี ถ้าไม่มีขอบดินของท้องร่องทำหน้าที่เป็นแทร็กให้ สงสัยมีเป๋ พายวนเป็นวงกลม ก็เลยจบอยู่แค่นั้น พอเขาตัดถนนหลังบ้านยายเรียบร้อย บทบาทของเรือที่บ้านตายายรวมทั้งบ้านอื่นๆ ด้วยก็ลดลง ตาไม่ได้ออกไปหาปลา ยายไม่ได้ไปตลาด เรือลำเล็กๆ หายไปทีละลำ เรือลำใหญ่ถูกถอดเครื่อง ยกขึ้นคาน แล้วฉันเลยไม่ได้หัดพายเรืออีก

พอเจ้หนกชวนไปทริป Smile Riders on Tour ซึ่งคราวนี้จะไม่ได้ไปปั่นจักรยานยิ้มกันเหมือนเคย แต่เป็นการทัวร์วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ย่านอำเภอบางคนที สมุทรสงคราม ด้วยการ “พายเรือคายัก” จากตลาดน้ำท่าคา ลัดเลาะจากคลองท่าคาไปถึงคลองบางน้อย ในลำคลองที่ผู้คนยังคงพายเรือสัญจรกันจริงๆ ..ไม่ต้องจินตนาการกันมากมาย ฉันกด Going อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รอชวนเพื่อน

คายักแบบที่เห็นกันบ่อยๆ เป็นเรือที่ทำจากวัสดุทนทาน ค่อนข้างสมบุกสมบัน และขนย้ายง่าย ฉันพอจะรู้คอนเซ็ปท์ของการพายเรือคายักจากไม้พายที่แตกต่างจากเรืออื่นๆ คือมีพายอยู่ทั้งสองด้าน ปลอยสองข้างของพายก็บิดออกจากไม้พายในองศาที่ต่างกัน ต้องใช้แขนทั้งสองและการบิดข้อมือในการพาย พายข้างซ้ายสลับกับขวา ประมาณนี้ ซึ่งก่อนเอาเรือลงน้ำพี่ทัพ ผู้นำกิตติมศักดิ์ของเราซึ่งไม่เคยจัดคายักทัวร์ในประเทศมาก่อนได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือ พาย หลักในการพาย แต่ในส่วนของเทคนิคนั้น เรียกว่าได้เรียนรู้ระหว่างพายจริง learning by rowing ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อพวกเราขนเรือลงน้ำเรียบร้อยแล้ว

ตอนหัดปั่นจักรยาน (ก็นานจนเกือบลืมละเนอะ) เราต้องเรียนรู้ที่ทรงตัวระหว่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หัดเลี้ยวซ้ายหรือขวา ปรับตัวปรับสมดุลบนอานได้เมื่อไหร่ก็คือปั่นจักรยานเป็น คายักก็เช่นกันนะ ก่อนจะพายไปข้างหน้าอย่างเร็วฉิว เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่การลงเรืออย่างไรไม่ให้คว่ำ ตำแหน่งอันเหมาะสมในการนั่ง นั่งยังไงถึงจะสมดุล พายแล้วได้แรง จับพายยังไงในสถานการณ์แบบต่างๆ ฯลฯ ยิ่งในเรือคายักแบบพายคู่ ก็ต้องมีความสอดคล้องของการพาย (ไม่รู้เหมือนการปั่นจักรยาน Tandem ไหมสิ เพราะยังไม่เคยลองปั่นกับใครเลย) เนื่องจากคนนั่งหน้ากับคนหลังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราแต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองไป เพื่อให้เรือเคลื่อนที่ พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลกดีตอนเรา 14 ลำ เริ่มออกตัวไปในคลองเล็กๆ ด้วยอาการเป่ไปมา เพราะยังหาความสมดุลระหว่างสองข้างของด้ามพาย สมดุลบนตัวเรือ สมดุลของการออกแรง และยังไม่รู้วิธีหยุด ขำกันจะตาย พายไปก็หัวเราะไป บางทีต้องตะโกนบอกลำข้างหน้าบ้าง ข้างๆ บ้าง ให้ระวัง เพราะว่าเรือเรากำลังจะชน จากนั้นก็พาตัวเองไปเสียบเข้าที่ริมตลิ่ง เพื่อที่แป้บเดียวก็พาเรือเป๋ออกมากลางคลอง ไปชนเรือเพื่อสักลำอีก

จนกระทั่งเราเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับทิศทาง คัดท้าย ที่จะตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วด้วยการใช้มือ ใช้ข้อมือ ใช้ลำตัว หรือ core muscle แบบที่พี่ทัพบอกนั่นแหละ เราถึงจะพอควบคุมเรือได้ดังใจ พอพบสมดุลนี้ก็พอจะบอกได้ว่าการพายคายักเป็นการพายที่ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย ต้องเรียนรู้และฝึกประมาณนึง จึงจะรู้สึกสนุก สำหรับฉันซึ่งเป็นคนพายคัดท้าย โดยมีคนข้างหน้าซึ่งหลับหูหลับตาใช้เรี่ยวแรงจ้ำพายอย่างเดียวอย่างเพื่อนอิ๋ว ฉันค้นพบอะไรบางอย่าง คือฉันต้องสังเกตอิ๋วและสังเกตทิศทางของเรือไปในเวลาเดียวกัน แล้วก็คอยขยับร่างกาย ใช้ core muscle บังคับให้หัวเรือเบี่ยงไปทางซ้าย หรือขวาในจังหวะที่เหมาะสม คอยเบรกก่อนเรือจะพุ่งชนตลิ่งหรือเรือลำข้างๆ แล้วก็คอยส่งแรงในจังหวะที่เราสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้ตรงๆ

ตอนที่เริ่มเข้าใจศิลปะในการพายเรือ เริ่มสนุกกับการพายกันแล้ว ตอนนั้นเราอยู่ในคลองที่กว้างขึ้น น่าจะใกล้ถึงคลองบางน้อยเข้าไปทุกที เป็นจังหวะพายตามน้ำที่ไหลเชี่ยว จากน้ำกำลังไหลลงออกคลองหรือแม่น้ำที่ใหญ่กว่าข้างหน้า เรือไหลอย่างเร็ว มันส์มากๆ แล้วลมก็วูบมาอย่างแรง ก่อนที่ฝนซึ่งตั้งเค้าอยู่นานแล้วจะเทกระหน่ำลงมา

เร็วจนหยิบเสื้อกันฝนมาสวมไม่ทัน ตอนนั้นไม้พายถูกวางไว้ตามแนวยาวของเรือ เรือของเราแทบจะออกไปหมุนอยู่กลางคลอง ฉันกับอิ๋วต้องช่วยกันพายและคัดท้าย เลาะเข้ามาเกาะกลุ่มกันเข้าไว้ ตั้งสติกับฝนอยู่แป้บนึงพี่ทัพก็นำไปต่อ เพราะหยุดรอไปก็ไม่ได้ดูปลอดภัยอะไร ตลิ่งสองฟากเป็นเขื่อน ท่าน้ำแถวนั้นก็ไม่มี ผ่านช่วงนั้นมาได้พักนึงเราก็ถึงบางน้อย ขนเรือขึ้นฝั่งแล้วก็เดินเที่ยว ก้นแฉะกันทุกคนเลยตอนเดินตลาด แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกจริงๆ

การพายคายักไม่ได้แค่ทำให้ฉันนึกถึงการปั่นจักรยาน แต่ยังนึกถึงการเต้นรำด้วย การพายเรือคายักคู่เป็นเรื่องที่คนสองคนต้องสื่อสารและทำงานอย่างสอดคล้องกัน กรณีที่ไม่ได้สื่อสารกัน คนนั่งท้ายก็ต้องอ่านคนข้างหน้าให้ออก แล้วเคลื่อนไหวไปตามการนำของคนข้างหน้า คอยแก้ไขสถานการณ์ถ้ามันกำลังจะแย่ และคอยเสริมกำลังในจังหวะที่เหมาะสม

ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเปรียบการพายคายักคู่จะเหมือนชีวิตคู่แบบที่โบราณบอกว่าผัวเมียเหมือน “ลงเรือลำเดียวกัน” ไหม เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่คิดว่าชีวิตคู่ต้องมีคนนำและคนตามชัดเจน หรือต้องติดแหง็กในสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้ขนาดนั้น ในความคิดมันน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายกับการปั่นจักรยานทัวริ่งสองคันร่วมทางกันไป คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนชมวิว กินข้าว จิบกาแฟ ชนกระป๋องเบียร์ คอยฟังตอนอีกคนบ่น ชมดาวชมจันทร์ตะวันขึ้นตะวันตก ฯลฯ เป็นเพื่อนกันตลอดทาง (หรือจนกว่าจะแยกทางกัน) มากกว่า

ฉันคิดว่าการพายเรือคายักคู่สอนเราทุกคนได้อย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก คือการทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภารกิจอะไร หากมันไม่ใช่การโชว์เดี่ยว จะต้องมีการเรียนรู้ถึงการสื่อสารและการประคองจังหวะอันสมดุลในการเคลื่อนที่อย่างสอดคล้องของคนสองคน เพิ่ม และลดให้ถูกจังหวะ เบรกเมื่อสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว อิสระ อินดี้ ไม่มีครอบครัว ไม่มีรูมเมท ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ระเบียบวินัย ไม่ต้องแคร์ใครนอกจากแมว เพราะไม่มีกระทั่งแฟนหรือคนรักอย่างฉันนี่แหละ

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (8) : เรื่องของน้ำใจ (ไม่ใช่จักรยาน)

มาตรฐาน

image

ถ้าสังเกตให้ดี คนปั่นจักรยาน ไม่ต้องถึงขนาดเซียนปั่นทัวริ่งข้ามพรมแดนประเทศ ต่อให้เป็นขาอ่อนแบรนด์นิวที่แค่พับรถล้อเล็กใส่ท้ายรถยนต์ไปกางปั่นเล่นในสวน ก็สามารถพบว่าจักรยานพาเราไปพบโลกอีกใบ ซึ่งที่จริงมันก็อยู่ในโลกใบที่เราอยู่มาตั้งแต่เกิดแหละ

เพียงแต่เราไม่เคยสนใจใยดีในสิ่งเล็กน้อยพวกนี้มาก่อน

เช้านี้ฉันตื่นขึ้นเพราะยุงกัด เลยคิดว่าไปปั่นจักรยานเล่นดีกว่า เอ้อ คิดถูกซะด้วย เพราะในอากาศเช้ามีลมหนาวมาแล้ว แดดสีนี้ องศานี้ กลิ่นแบบนี้ ไม่ผิดหรอก ลมหนาวมาแล้ว

ว่าจะไปสวนหลวง ร.๙ เหมือนเคย แต่อากาศหรือเปล่าที่ทำให้คึก คิดซุกซน อยากปั่นสำรวจเส้นทางปูนแคบๆ ริมคลองตาสาด คลองแถวบ้าน เดาว่าควรไปทะลุออกศรีนครินทร์ทางนี้ได้ ก็ยูเทิร์นเลย อ้าว ไม่มีทางลาดขึ้นทางปูน

ไม่เป็นไร ซีรีนเบา ยกสบาย ปั่นไปสัก 200 เมตร อ้าว ข้างหน้าหญ้าเต็ม ไปไม่ไหว เดี๋ยวหญ้าพันโซ่ กลับดีกว่า เฮ้ย ทำหมาบ้านที่เพิ่งผ่านไปตื่น กรี๊ด หมาวิ่งไล่เห่า กรี๊ดๆๆ ปั่นเร็วก็ไม่ได้ กลัวตกขอบทาง

ขนลุกเกรียว หมาพวกนี้ใจร้ายมาก!

กลับไปตั้งต้นใหม่ที่อีกฝั่งของคลอง (ต้องยกข้ามสะพานเล็กๆ ด้วย ประมาณว่าสะพานนี้สร้างคร่อมท่อระบายน้ำหรือท่อสูบน้ำใหญ่เบ้งเอาไว้) เอ้อ ต้องอย่างนี้สิ ถึงอีกฝั่งจะโล่ง ต้องระวังตก แต่บนทางปูนแคบนี้ก็แทบจะไร้สิ่งกีดขวาง เสียงหมาเห่าก็เพียงแค่แว่วมาจากที่ไกลๆ และแม้ต้องยกข้ามอีกสองสามจุดก็มองเห็นยวดยานที่กำลังสัญจรบนถนนศรีนครินทร์ตรงหน้าจนได้

แต่

เขาไม่ได้ทำทางปูนริมคลองนี้ไปจรดทางเท้าริมถนน ไม่ใช่แค่ไม่ได้ทำทางลาดเชื่อมกันแบบที่เราเข็นจักรยานได้นะ แต่มันคือทางที่หายไปเฉยๆ 2 เมตร

เหมือนท้องร่องกว้าง 2 เมตรที่มีท่อนไม้กลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซ็นติเมตร พาดให้เดินผ่าน

เดินผ่าน?

เอาไงล่ะเรา ลองยกรถท่าแบก MTB …ก็พอได้อยู่
แต่ถ้าตอนแบกรถในท่านี้ก้าวไป แล้วไม้ท่อนนี้มันพลิกหมุน ชีวิตจะเป็นไงล่ะ?
ไม่แคล้วตกคลองทั้งคนทั้งจักรยานสิ!

ความคิดจะถอยหลังกลับยังไม่เกิดในหัว ยังคงคิดว่าจะข้ามไปยังไงให้ไม่เสียหาย ส่งจักรยืนไปก่อน? เป็นไปไม่ได้ ก็มันไม่มีคนรับ

ระหว่างนั้นก็มีผู้ชายคนนึง สวมหมวกแก๊ปกับบัฟฟ์ ท่าทางเหมือน bike to work ปั่นมาบนทางเท้ากว้างๆ (แต่บางจุดก็แคบมาก และตันไปเฉยๆ) ของถนนศรีนครินทร์ เห็นเขามองมาก็รีบยิ้มให้ไป

คิดว่าเขาเลยไปแล้ว แต่ที่จริงคือวนกลับมา หยุด และในที่สุดก็มาปรากฏตัวที่อีกฝั่งของไม้พาดข้ามนั่น ฉันร้องบอกเขา ช่วยรับจักรยานหน่อยค่ะ

น้ำตาจะไหล เขารับจักรยานให้
แม้จักรยานคันนี้เบาที่สุดในจำนวนทั้งหมดที่มี แต่มันไม่ได้เบาเป็นขนมขนาดนั้น เขายกส่งข้ามรั้วเหล็กกั้นริมทางเท้าให้ฉันด้วย (ต้องปีนออกมารอรับนะ) ก่อนที่จะขึ้นจักรยานปั่นไปต่อ

ฉันมีให้เขาแค่คำขอบคุณ

ฉันว่าเขาคงไม่ได้ซีเรียสอะไร  คงเป็นคนปกติ ที่อาจจะไม่ได้ถึงกับเป็นคนดีมากกกกใจดีมากกกก ด้วยซ้ำ  แต่ฉันนึกนับถือที่เขาไม่ปล่อยผ่านคนที่กำลังเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ (ก็ไม่เห็นยากอะไร ไม่กล้าแบกจักรยานข้ามมาหล่อนก็ปั่นกลับไปทางปกติสิ) 

ถ้าไม่ได้ปั่นจักรยาน คงไม่ได้สัมผัสกับเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกดีมากๆ แบบนี้หรอก

หมายเหตุ: ความคึกและซุกซนทำให้ได้พบเห็นปริศนาธรรมในงานก่อสร้างถนนหนทางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางเดินเท้าสำหรับจักรยานและคนเดินอย่างจัง ทางเท้าริมถนนศรีนครินทร์เหมือนจะดี กว้างเชียว แต่กลับมีอุปสรรคให้ต้องเบี่ยงหลบกันเป็นระยะ เป็นเสาบ้าง ป้ายบ้าง อะไรบ้าง  บางช่วงก็หายไปเฉยๆ คิดจะปั่นบนทางเท้า (เลี่ยงการย้อนศรบนถนน) จากบริเวณนั้นไปจนถึงซีคอนทำไม่ได้นะคะ ทางมันจะไปสิ้นสุดเอาเฉยๆ ตรงตีนสะพานกลับรถนำจากบางนาเข้าซีคอน

ขี้เกียจรอจูงจักรยานข้ามถนนฉันเลยปั่นขึ้นสะพานกลับรถเข้าซีคอนไปเลย จบ

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (7) : ขาอ่อนควรขึ้นที่สูง

มาตรฐาน

image

แม่ริม-สะเมิงในจินตนาการของฉันนั้น เป็นเส้นทางสวยงามชวนฝัน ด้วยความอ่อนโลก ฉันกล้าจินตนาการถึงการปั่นจักรยานสวยๆ ไปบนถนนเส้นนี้ซะด้วย!

ไม่นึกเฉยๆ แต่กล้าหาญชวนเพื่อนๆ ที่เชียงใหม่ เพื่อนเก่าที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมและ อ้น สามีเพื่อนรักที่ปั่นเสือภูเขาอยู่ ปั่นไปด้วยกัน ซึ่งเพื่อนๆ ก็ตอบรับในทันใด แม้จะออกอาการลังเลกันบ้าง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ปั่นจักรยานกันบ่อย โดยเฉพาะปั่นขึ้นดอย แทบทุกคนออกตัวว่า อ่อนซ้อม (รวมทั้งฉันด้วยแหละ เริ่มเดือนพฤษภาคมมา ปั่นจักรยานได้ประมาณ 2-3 วันเอง) งานนี้แม้แต่บรรดาเพื่อนสาวที่เป็นพ่อแม่แล้วยังกระตือรือร้นขนาดอาสาไปรถเซอร์วิสกันให้ครื้นเครงไป

ที่จริงฉันอ่อนโลกเกินไป แถมยังห้าวเกินตัวไปเยอะเลย

แม้ถนนแม่ริม-สะเมิงของจริงในตอนนี้จะเป็นอย่างที่ฝัน คือมีสองข้างทางสีเขียวเฉดต่างๆ สลับกับท้องฟ้าใสๆ สวยงามแบบป่าเต็งรังต้นฤดูฝน ถนนเรียบดี วางตัวเป็นเคิร์ฟอ่อนช้อยที่ดูเป็นมิตรในบางที ดูคมกริบแบบสาวเจ้าอารมณ์ในบางครั้ง แต่ว่าความชันและความคดโค้งของทางเส้นนี้ไม่อำนวยให้นักปั่นขาอ่อนอย่างฉันเดินทางไปได้ไกลจากจุดเริ่มต้น คือบ้านเพื่อนที่แม่ริมมากนัก

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ลิ้มรสของการปั่นขึ้นดอย ‘ขึ้นดอย’ ที่ไม่ใช่ขึ้นเนินชันเนินเดี่ยว ขึ้นให้รอดแค่เนินเดียวก็ถึง แต่เป็นการ ขึ้น ขึ้น และขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน

เหนื่อยมากจริงๆ

ยอมรับว่าไม่ได้เตรียมร่างกายเลย แต่ฉันไม่ซีเรียสกับแรงกายนัก เรา 5 คันคุยกันแล้วว่าจะไม่คาดคั้นตัวเองมาก เราไปกันตามที่ไหว หยุดเมื่อเหนื่อย และรอกันตลอดเวลา

สิ่งที่ฉันกังวลคือ ‘ใจ’ ฉันเตรียมใจตัวเองมามากพอดู ตั้งใจว่าจะนิ่ง จะสงบ ไม่รีบ จะหนักแน่น มีสมาธิ จะไม่ว่อกแว่กคิดไปก่อนว่าไม่ไหว ไม่คิดถึงความผิดพลาดข้างหลัง หรือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า จะอยู่กับรอบขาและลมหายใจในปัจจุบัน เปลี่ยนเกียร์ แล้วก็แค่ปั่นไป

ซึ่งก็ทำได้มาหลายต่อหลายโค้ง ไต่ขึ้นมาได้หลายต่อร้อยเมตรเหนือน้ำทะเล แต่มาหยุดตัวเองที่กิโลเมตรที่ 14 หลังจากที่หัวใจเต้นรัวไม่หยุดติดต่อกันมาได้สักสองสามร้อยเมตรกับช่วงทางขึ้นที่เปลี่ยนจากโค้งรูปเอส เปลี่ยนเป็นระยะ ทางลาดตรงยาวนาน ชันสัก 30-40 องศา ต่อเนื่องกันสองสองสามร้อยเมตรของถนนสวยๆ ที่ดูไร้พิษสง แต่ภาพนี้ขู่หัวใจฉันให้ปอดถึงขั้นสุด

ตอนนั้นแบมโยกปั่นหมอบคาร์บอนทิ้งไปจนมองไม่เห็นตัว อ้นตามมาข้างหลัง ฉันอยู่กับภาพข้างหน้า รู้สึกหวาดหวั่นมาก…

ไม่ไหวแล้ว …ฉันเปลี่ยนเกียร์จนหมดแล้วทุกจาน ความคิดว่าสองขาหมุนติ้วจนล้า แต่ยังไม่เท่าหัวใจเต้นถี่รัวเหมือนจะหลุดจากอก กับจังหวะหอบหายใจที่แค่หายใจเข้าออกถี่ๆ แบบนั้นก็เหนื่อยแล้ว บอกตัวเองว่าไม่ไหวแล้ว

ฉันหยุดลงที่ขอบทาง ใต้เงาไม้ หอบแฮ่กๆ จนอ้นขึ้นมาถึง บอกว่าจุดชมวิวสะเมิงอยู่ข้างหน้า อีกไม่กี่ร้อยเมตร ฉันบอกไม่ไหวจริงๆ อ้นยังลุ้น แต่ฉันยืนกรานว่าพอแล้ว จะรออยู่ตรงนี้แล้วกลับลงไปพร้อมกันตอนอ้นกับแบมลงมา รถทีมเซอร์วิสมาถึงพร้อมแต๊กกับเจนที่สละจักรยานขึ้นไปอยู่บนนั้นเรียบร้อย ขณะพวกเรากำลังลังเลว่าจะขึ้นไปต่อ หรือจะกลับไปตามกลิ่นไก่ย่างที่ปั่นผ่านมา จี๋ก็ขับรถเซอร์วิสขึ้นไปตามแบม

สักครู่แบมจูงหมอบคาร์บอนคันเก่งเดินลงมา …ยางแบน ถามแบมจะปะไหม อุปกรณ์พร้อมนะ แบมบอกไม่มั่นใจกับการปั่นรถเพิ่งปะยางลงดอย เลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งท้ายรถเซอร์วิส จากนั้นพวกเราที่เหลือพากันปล่อยตัวเองให้ไหลลงดอย ไปตามแรงโน้มถ้วงและความลื่นไหลของล้อ

แงซายเป็นรถที่หนักที่สุดในรถทั้งหมด 5 คันของพวกเราแล้ว แต่ฉันรู้ว่าการไหลไปกับแงซายคือรางวัลที่คุ้มค่าของการบากบั่นปั่นขึ้นมา มันใช่อย่างที่คิด ทางขึ้นแสนชันและคดโค้งของเส้นทางแม่ริม-สะเมิงนั้นลงสนุกที่สุดกับกติกาปล่อยไหลโดยใช้เบรกให้น้อย บางช่วงเสียวจนขนลุก เพราะเกือบหลุดโค้ง แต่ก็ต้องขอบคุณเบรกที่พี่เพชรตั้งให้

ครั้งแรกของการปั่นขึ้นดอย ฉันรอดมาได้ และสนุกมาก

ระยะทาง 14 กิโลกว่า ใช้เวลาปั่นขึ้นเป็นชั่วโมงๆ แต่เหมือนจะไหลลงมาภายใน 10 นาที ความทรมานมันยาวนานกว่าความสุขอย่างนี้นี่หรือ?

บางเสี้ยวขณะเลี้ยงตัวอยู่บนแงซายในขาลง ขณะที่ประจักษ์ว่าเส้นทางบนดอยนั้นมีขึ้นก็ต้องมีลง ความทุกข์ทรมานที่ถึงที่สุดแห่งมันแล้ว ก็ย่อมต้องคลี่คลายลง ฉันนึกดีใจที่กล้าคิดมาปั่น ดีใจที่เพื่อนเอาด้วย ดีใจที่ทำได้ตั้ง 14 กิโล ในวันนี้

และเชื่อมั่นว่าหลังจากวันนี้ แม้ร่างกายจะไม่เปลี่ยนไปมากมาย แต่ฉันได้พัฒนาความมุ่งมั่นแข็งแกร่งแห่งจิตใจตัวเองขึ้นไปอีกขั้นแล้ว

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (6) : อยู่ๆ ก็อยากปั่นไปบางแสน

มาตรฐาน

image

อาทิตย์ 27 เมษายน 2557

อากาศร้อนแต่เช้า ฉันเอาซีรีนออกมาปั่นไปซื้อปลาทูที่ตลาดหน้าวัดทุ่ง แล้วเลยมาหาร้านส้มตำที่ได้ยินมาว่าอร่อย เจ้าตัวคนแนะนำกินอร่อยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ร้านยังไม่เปิด ก็เลยถ่ายรูป มาร์กตำแหน่งไว้หน่อย หลังกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนี้มีชายชราคนหนึ่ง หลังยังตรงแต่เดินถือไม้เท้า สวมหมวก สวมเสื้อแขนสั้นผ้าเดนิมฟอก ดูเซอร์ แต่สะอาดสะอ้าน เดินมาบีบยางหลังของซีรีน หน้าตายิ้มปลื้ม แกพูดอะไรบางอย่างที่ฉันไม่ได้ยิน จึงถอดหูฟังออกแล้วถามว่า

อะไรนะคะ
อ้าวคนไทยหรอ นึกว่าญี่ปุ่น นี่รถดีนะ

คุณลุงยังคงมองซีรีนอย่างชื่นชม แล้วเริ่มเล่าว่าเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนแกก็ปั่นจักรยานเสือหมอบ แต่ตอนนี้ 74 แล้ว ไม่ได้ปั่นแล้ว
ฉันถาม: อ้าวทำไมละคะ หนูเคยเห็นคนอายุ 80 บางคนยังปั่นจักรยานอยู่เลยนะ

แล้วแกก็บอกว่าไม่ไหวหรอก ถนนเดี๋ยวนี้รถเยอะ อันตราย อู้ย สมัยก่อนถนนเส้นนี้ก็ยังไม่มีเลย แกชี้ไปที่ถนนสุขุมวิท 101/1

ตอนผมปั่นจักรยานไปบางแสนก็ยังไม่มีถนนบางนา-ตราด ไปทางสุขุมวิท ผ่านหอนาฬิกา บางปู ไปเรื่อยๆ โน่น

ปั่นเสือหมอบไปบางแสนเลยหรอคะ: ฉันถาม ทึ่งจริงๆ  แอบตื่นเต้นกับจินตนาการภาพเสือหมอบวินเทจสับถัง (จักรยานเมื่อ 50 ปีก่อนเกือบไกลเกินนึกภาพ) กับถนนสุขุมวิทในกาลนั้น

ไปคนเดียวหรือไปหลายคนคะ
โอ้ยไปกันสิบกว่าคัน ตอนนั้นผมอายุ 15-16 ตอนนี้จะขี่รถสี่ล้อลูกยังห้ามเลย แต่นี่ผมมีเมาเท่นไบค์คันนึงนะ ได้แต่ขี่เล่นอยู่ในหมู่บ้าน
เมาเท่นไบค์ก็ขี่สนุกดีนะคะ สมบุกสมบันดี: ฉันพูดอย่างเห็นใจ
คุณลุงยิ้ม และยังคงมองซีรีนอย่างยิ้มปลื้ม รถคันนี้ โดยเฉพาะล้อคู่นี้คงทำให้แกนึกถึงจักรยานคู่หูของแกเมื่อครั้งกระนั้น คุณลุงดูติดใจกับล้อ 700C ของซีรีนจริงๆ

คุณลุงไม่ได้จากไปหลังกำชับให้ปั่นระวังๆ ทั้งยังไม่ได้ออกความเห็นกับเพศของฉันเหมือนผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน แกเพียงแต่พูดอีกครั้งว่า นี่รถดี พร้อมมองซีรีนด้วยรอยยิ้ม

ฉันส่งคำขอบคุณตามหลังแกไป ขอบคุณจริงๆ สำหรับแรงบันดาลใจจากคุณลุง แอบขนลุก รู้สึกดี ไม่ใช่เพราะปลื้มที่มีผู้ใหญ่วัยนี้อีกคนแล้วที่เข้ามาชื่นชมซีรีน แต่เป็นเพราะภาพหนุ่มน้อยๆ กลุ่มใหญ่บนอานเสือหมอบวินเทจปั่นเกาะกลุ่มลัดเลาะไปตามถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าปากน้ำ มีปลายทางอยู่ที่หาดบางแสนที่สร้างขึ้นมาขึ้นในหัว

ไม่รู้ว่าตัวเองจะปั่นจักรยานไปได้จนอายุเท่าไหร่ แต่ก่อนหยุดก็อยากไปให้ถึงบางแสนสักครั้ง

จะไปทางบางนา-ตราด หรือผ่านบางปูแบบคุณลุงก็ขอให้ได้ไปถึงด้วยจักรยานสักครั้งเถอะ

The Secret Life of Walter Mitty: The Secret Life of Sean O’Connell indeed

มาตรฐาน

Sean OConnell

ได้ดูเสียที The Secret Life of Walter Mitty หนังที่สร้างแรงบันดาลใจในการออกไปบ้างจากชีวิตเดิมๆ ที่แสนจะปลอดภัยและคุ้นเคยซึ่งเพื่อนหลายคนพูดถึง ซึ่งฉันก็ชอบนะ แต่โดยส่วนตัวฉันรักหนังเรื่องนี้ในส่วนที่มันปลุกความฝันเก่าๆ ที่ตัวเองหลงลืมไปเสียเฉยๆ ทริประห่ำที่ฉันกับเพื่อนเคยไป วิธีเดินทางแบบที่มานึกตอนนี้แล้วสงสัยว่าทำไปได้ยังไง นั่งรถไฟชั้นสาม ปูกระดาษหนังสือพิมพ์นอนใต้เก้าอี้ โบกรถโค้ก กางเต็นท์ผิงไฟ ร้องเพลงกับกีตาร์ใต้ฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว วีรกรรมหัวหกก้นขวิดแบบนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเคยทำมาแล้ว

หนังเรื่องก่อนๆ ของ เบน สติลเลอร์ ที่ดูมามักเป็นหนังตลกแบบ ฮากระจาย (Starsky & Hutch โคตรขำ) แต่พอมาถึง Walter Mitty มันนิ่ง สงบ ทรงพลัง น้อยแต่มาก จบได้ประทับใจ ไม่ใช่เพราะว่ามันแฮปปี้เอนดิ้ง แต่จบได้แบบที่ทำให้คนดูรู้สึกรักและเชื่อมั่นในตัวเอง เหมือนจะฮึดกล้าจัดเป้ดุ่มออกจากบ้านไปเจอโลกข้างนอกจริงๆ เสียเดี๋ยวนั้น ซึ่งมันดีนะ ในบรรดาหนังมากมายที่รอให้เราเลือกดู ควรมีหนังแบบนี้อยู่ด้วย และควรทำให้ดี ให้พอเหมาะพองาม ไม่พิถีพิถันบรรจงจัดเสิร์ฟแรงบันดาลใจกันเกินไป

ฉากที่กินใจฉัน มี 2 ส่วน ส่วนแรก คือตอนเครื่องบินสีแดงกำลังจะแลนดิ้งลงบนเกาะสีฟ้า (กรีนแลนด์) ตอนนั้นเลยที่มันฟีลแบบ เฮ้ย ถึงปลายทางแล้ว อดนึกถึงการแลนดิ้งของบางกอกแอร์เวยส์ เอเชียสบูตีคแอร์ไลน์ยุคนึงไม่ได้ สายการบินนี้จะเปิดเพลงบีทเทิลส์เวอร์ชั่นกีตาร์แจ๊ส ช่วงนั้นฉันได้โดยสายบ่อยๆ พอเพลงดังทีไร นึกในใจ “ถึงบ้านแล้ว” ทุกที มีความสุขจัง

อีกตอนคือ ตอนวอลเตอร์เดินขึ้นภูเขาหิมาลัย ดั้นด้นไป (ดันมีสายเรียกเข้าจากเว็บหาคู่-มุกนี้น่ารักมาก ชอบ-และคุยกันอยู่นาน) จนไปหยุดหน้า Sean O’ Connell ซึ่งนั่งซุ่มรอถ่ายเสือดาวหิมะอยู่ ฌอน เพนน์ คงไม่ได้ตั้งใจจะขโมยซีนพี่เบน แต่เขาทำไปตั้งแต่ปรากฏตัวในภาพถ่ายบนโต๊ะทำงานของวอลเตอร์นู่นแล้ว จะเรียกว่ารัศมี ออร่า หรือคาริสม่า บารมี หรืออะไรของฌอน เพนน์ ก็ตามแต่ ฉันบอกตัวเองในนาทีนั้นว่า นี่มันควรจะเป็นหนังชื่อ The Secret Life of Sean O’ Connell ต่างหาก

ก็ช่างภาพฟรีแลนซ์นายนี้ไม่ใช่หรอที่ทำให้ วอลเตอร์ มิตตี้ ต้องออกเดินทางอีกครั้ง คนอะไรเท่ชะมัด ยังใช้ฟิล์ม ไม่ใช้มือถือ และไม่อยู่เป็นหลักแหล่งให้ตามตัวกันได้ง่ายๆ ที่เท่กว่านั้นคือการใช้ชีวิตของเขา ฌอนเรียกวอลเตอร์ไปดูเสือดาวหิมะตัวที่ซุ่มรออยู่ผ่านวิวไฟน์เดอร์ ซึ่งเหมือนจะมองกลับมาอย่างรู้จักกัน วอลเตอร์คงเดาว่าเดี๋ยวฌอนคงกดชัตเตอร์ ใช่สิ ยิ่งถ้าเป็นช่างภาพสัตว์ป่า DSLR คงกดรัวเก็บภาพจนได้อากัปกริยาครบหมดทุกๆ 1/16 วินาทีไปแล้ว แต่ฌอนยังเฉย ดูบทสนทนาตอนนี้นะ

Walter Mitty: When are you going to take it?
Sean O’Connell: Sometimes I don’t. If I like a moment, for me, personally, I don’t like to have the distraction of the camera. I just want to stay in it.
Walter Mitty: Stay in it?
Sean O’Connell: Yeah. Right there. Right here.

ไม่ใช่วอลเตอร์ มิตตี้ หรอก ที่ทำให้ฉันอยากออกไปใช้ชีวิตแบบ “Life is about courage and going into the unknown.” (อย่างที่เชอริลพูด) แต่เป็น ฌอน โอ’ คอนเนล ที่ทำให้ฉันอยากออกไปอยู่ตรงนั้น เป็นส่วนหนึ่ง มองเห็นและสัมผัสโลกอย่างที่มันเป็น โดยไม่มีอะไรขวางกั้นจริงๆ สักครั้ง

บางทีก็อยากมีบางส่วนของชีวิตที่เป็นส่วนตัวบ้าง

จักรยานฝึกฉันให้เชื่อง (4) : เริ่มต้นพึ่งตัวเองด้วยการหัดปะยาง

มาตรฐาน

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

image

ติดกระเป๋าทัวริ่งให้คาร์เมนแล้วไปปั่นลองกันเมื่อเย็นวันเสาร์ กลับบ้านมา ยางหลังคงค่อยๆ ซึมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้เอาตอนค่ำๆ ว่าแบนแต๊ดแต๋ไปแล้วเรียบร้อย

คิดๆๆ จะถอดล้อหลังยังไง ต้องใช้ประแจใช่ไหม ไหนจะต้องใส่คืนเข้าไปอีก …อืมม์
แล้วก็ตัดสินใจได้เมื่อผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าไม่ต้องถอดล้อหรอกก็แงะยางนอกออกมาจุ่มยางในแช่น้ำ หาจุดรั่ว ปะซะ แล้วก็ใส่ยางกลับ เออ …ใช่ ยางแบนอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ต้องรีบถอดล้อมาเปลี่ยนยางในเพื่อให้ไปต่อได้เร็วๆ  แล้วค่อยเก็บยางเส้นเดิมมาปะเหมือนกรณียางแบนตอนกำลังปั่นนี่นา

ทำใจอยู่ 3 คืน ก่อนจะตัดสินใจลงมือคืนนี้

แวะซื้อกาวปะยางแบบเป็นกระป๋อง น้องสาวร้านอุปกรณ์ก่อสร้างในซอยแนะนำว่าใช้แบบหลอดดีกว่า (ถึงจะโคตรแพงกว่า) เพราะกระป๋องถ้าใช้ไม่ทันมันจะแห้งซะก่อน รักน้องที่รู้จักสินค้าและรู้จักแนะนำ เลยขนซื้อมาทั้งกาว แผ่นแปะ และกระดาษทรายน้ำ ทั้งๆ ที่ของทั้งหมดนั้นที่บ้านก็มีอยู่บาน (มีแต่คนให้) ไม่เป็นไรค่ะ ต่อไปการปะยางสำหรับฉันมันจะง่ายเหมือนบีบสิวเลย อุปกรณ์ขอมีเยอะไว้ให้อุ่นใจละกัน

เริ่มไงดี ไล่ลมที่เหลือออกมา บีบนวดยางนอกให้นิ่ม (คิดเองอะ) แล้วเริ่มงัด

คือ ล้อที่ยังติดอยู่กับรถช่างงัดยาก น้ำตาจะไหล เจ็บมือ กลัวที่งัดยางหักกระเด็นใส่หน้า เลยหลับหูหลับตางัดไป งัดด้านซ้ายไม่ได้ ย้ายมางัดด้านขวา เออออก อ้าว แต่มันติดเบรก ซวยละ เบรกแบบนี้ดูไม่ออกว่าจะแกะยังไง นี่ต่อให้ตัดสินใจถอดล้อตอนนี้ก็ปลดเบรกไม่เป็นนะเนี่ย!

เลยงมแงะยางในออกมาจากยางนอกทั้งๆ ที่ล้อยังอยู่กับตัวรถไปด้วยวิธีง่อยๆ ที่คงไม่มีใครเคยโพสต์ไว้ในยูทูบ มันก็แงะได้อยู่ แต่เสียเวลาและไม่ถนัดสุดๆ

พอยางในออกมาหมด ลองสูบลมเข้าไปก็ได้ยินเสียง..ฟี้…ถนัดชัดโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ รูเล็กๆ ถัดจากขอบแผลเดิมมาหน่อย เอ อย่างนี้จะเป็นได้ว่าด้านในของยางนอกบริเวณนี้มีเศษอะไรเล็กๆ ฝังอยู่แล้วคอยตำยางในหรือเปล่า

แต่ลูบแล้วก็ไม่เจออะไรนี่นะ

จากนั้นก็ขัดรอบๆ แผลด้วยกระดาษทราย (ทั้งหมดใช้ชุดที่พี่เต้ยให้มา-ถามว่าแล้วเธอจะซื้อของใหม่มาเพื่อ? …อ๋อ ก็น้องเขาคนขายน่ารัก!) แล้วปะ

การปะยางเป็นอะไรที่ง่ายจะตาย ถ้าเทียบกับการถอดล้อ งัดยาง ใส่เข้าไปใหม่ให้จุกลมมันตั้งตรง แล้วก็ประกอบล้อกลับที่เดิมโดยเบรกและระบบเกียร์ไม่เดี้ยงอะนะ

เพราะกระบวนการพวกนั้นมันต้องการความเข้าใจเรื่องกลไก ทักษะการใช้เครื่องมือ การออกแรงอย่างแม่นยำ และต้องการมือที่แข็งแรงๆ ฉันไม่มีอะไรสักอย่างเลยเจ็บมือไปหมดแล้ว

เริ่มลงมือใกล้สามทุ่ม กว่าจะเสร็จสี่ทุ่มครึ่ง

ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองมันไม่ง่าย แต่ถ้าได้ทำบ่อยขึ้นก็คงเก่งขึ้น เหมือนทุกวันนี้ที่ปั่นจักรยานบ่อยขึ้น ฉันก็ปั่นเก่งขึ้น เรี่ยวแรงคงตัวขึ้น

ฝันสวยๆ ว่าถ้าตัวเองจัดการกับปัญหาเรื่องยางแบนยางแตกได้เหมือนบีบสิวเมื่อไหร่จะเอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นเที่ยวที่ที่อยากไป

ถึงตอนนั้นไม่มีผู้ชายไปเป็นเพื่อน (ช่วยปะยาง) ฉันก็คงไม่แคร์!

#ยักไหล่