เรียนชีวิตจากการพายเรือ

มาตรฐาน

-นั่งเรือ-

ยายกับตามีบ้านอยู่ริมแม่น้ำตาปี สมัยฉันยังเล็กถนนหลังบ้านยายยังไม่มี การคมนาคมหลักยังอยู่ในแม่น้ำ จึงมีโอกาสโดยสารเรือหลายลำ ตั้งแต่เรือติดเครื่อง เรือพาย ไปจนถึงเรือแจว ซึ่งก็น่าทึ่งไม่ใช่น้อยที่ภาพ เสียง และความรู้สึกระหว่างอยู่ในเรือลำที่ยายขนผัก ดอกบัว และอื่นๆ ไปขายที่ตลาดตอนเช้ามืดยังประทับอยู่ในใจแบบไม่มีอะไรมาเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความมืดตึ้ดตื๋อ ความเย็นของอากาศ กลิ่นและความกว้างของแม่น้ำ ดาวบนฟ้า จังหวะที่เรือโยนตัวขึ้นลงตามคลื่น และเสียงเครื่องเรือกับความเร็วที่พาเราแล่นตัดกระแสน้ำไป

ชีวิตวัยเด็กที่เชียงใหม่ แม้จะอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ชาวเชียงใหม่ถนัดใช้แต่รถแดงกับรถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ได้มาลงเรือกันอีกก็โน่นเลย เรือเฟอรี่สำหรับข้ามไปเที่ยวเกาะสมุยตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.1 เป็นเรือลำใหญ่เท่าตึกที่ให้ความรู้สึกนิ่งมาก เราแทบไม่รู้สึกว่าในทะเลมีคลื่น จนโตกว่านั้น เอ็นท์ฯ ติดธรรมศาสตร์ฯ ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเปิดประตูสู่โลกกว้าง ฉันได้รู้จักกับเรือข้ามฟากครั้งแรกที่ท่าพระจันทร์ ได้เรียนรู้จังหวะการก้าวขึ้นลงระหว่างเรือกับโป๊ะ เป็นพื้นฐานให้การกระโดดลงเรือด่วนเจ้าพระยาในเวลาต่อมา จะใช้เรือด่วนฯ ต้องมีไหวพริบและคล่องแคล่วแพรวพราวกว่าเรือข้ามฟากนะ โดยเฉพาะตอนเรือเพียบคนบนน้ำเต็มฝั่ง และคลื่นลูกโต

บนเรือด่วนเจ้าพระยา ฉันได้เรียนรู้ว่าช่วงเวลาบนนี้คือการเรียนรู้จักการยอมรับและจำนนต่อชะตากรรม เพราะถึงเราจะรีบแค่ไหน พอก้าวลงเรือแล้วเราไม่มีทางไปได้เร็วกว่าที่สายน้ำและคนขับเรือจะเมตตา ฉะนั้น ระหว่างจุดนี้ไปจนถึงจุดหมายปลายท่า สงบใจชิลล์กับวิวสองฟากฝั่งไปจะดีกว่า

ระหว่างเรียนมหา’ลัย แอบหนีไปเที่ยวเกาะกับเพื่อนหลายแห่ง ที่ประทับใจคือเกาะเสม็ด คลื่นลมในทะเลขากลับมันแกว่งไกวจนลืมไม่ลง เราอยู่บนเรือประมงขนาดย่อม ลอยไปบนยอดคลื่น เจอทั้งฝนและแดด ตอนนั้นถึงกับนึกว่า หนีแม่มาเที่ยวคราวนี้ไม่รู้จะรอดกลับไปไหม แต่แล้วก็รอดกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นหวาดเสียวแต่สนุกมาก

กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดมาตลอด ถ้าไม่กลัวน้ำเกินไป เรือจะเป็นอีกออปชั่นที่ดีสำหรับการสัญจรอันว่องไว ฉันว่าฉันชอบฟีลลิ่งของการโดยสารเรือในคลองแสนแสบจากท่าผ่านฟ้าไปประตูน้ำนะ ถึงกลิ่นจะแปลกไปจากแม่น้ำ แต่ชีวิตสองฟากคลองมันน่าดู แปลกตรงที่วิวของเส้นทางจากประตูน้ำถึงคลองตัน และคลองตันไปจนสุดสายที่วัดศรีบุญเรืองก็ต่างออกไปอีก น่าสนใจออก และดูเหมือนจะเป็นในคลองแสนแสบนี่แหละที่เป็นการโดยสารเรือที่ตื่นเต้นที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเที่ยวกลับเข้าเมืองตอนเย็นๆ ตอนฝนตกฟ้าคะนอง คลื่นในคลองสูงเกือบเท่าแม่น้ำ เพิ่งสวนกับเรืออีกลำ และกำลังจะผ่านช่องตอม่อใต้สะพานปูน ถ้านั่งหัวเรือ จังหวะที่เรือเงิบขึ้นตามคลื่นแล้วทิ่มหัวลงมานี่ เป็นอะไรที่เสียววาบได้แบบไม่อาจทำใจให้ชิน เรือในคลองแสนแสบเป็นอีกครั้งที่ทำให้ตระหนักว่าหลังจากก้าวลงเรือแล้ว ชีวิตเราอยู่ในมือคนอื่นอย่างแท้จริง

งานที่เคยทำช่วยเปิดประตูประสบการณ์ให้กว้างขึ้นอีกนิด เพราะการทำงาน ทำให้ได้สัมผัสกับเรือหลายประเภท ตั้งแต่แพไม้ไผ่สำหรับล่องลำธาร เรือใบที่แล่นได้ด้วยลม ไปจนเรือยอชท์ สปีดโบ๊ต กระทั่งเรือหัวโทง เรือยางตอนไปเที่ยวทีลอซู อ้อ เรือสำราญจริงๆ ก็เคยขึ้นไปชมมาแล้ว ตอนเรือมาแวะพักที่กรุงเทพฯ ณ ท่าเรือคลองเตย บนนั้นมีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่สระว่ายน้ำไปจนโรงละคร

แน่นอนว่าฉันไม่พลาดโอกาสสัมผัสเรือพายสายอีโคทัวริสม์อย่างคายัก เคยพายตอนสาวๆ แต่ไม่ไกลหรือนานพอจะประกาศได้ว่า ฉันพายเรือคายักเป็นจนได้มีโอกาสจับพายคายักจริงจังเมื่อเร็วๆ นี้เอง

-พายเรือ-

ตอนยังเล็กเห็นผู้ใหญ่พายเรือแล้วชวนให้คิดว่าเรือพายง่าย จริงๆ คือไม่เลย เคยลองหัดพายเรือลำเล็กในท้องร่องที่ดูเหมือนยายจะใช้เก็บบัวหรือใช้รดน้ำผักในท้องร่อง ในความรู้สึกคือไม้พายทั้งใหญ่ ยาว และหนัก ไอ้เราก็ยังตัวเล็ก แค่จะยกจับให้ถนัดยังทำไม่ได้ดี ถ้าไม่มีขอบดินของท้องร่องทำหน้าที่เป็นแทร็กให้ สงสัยมีเป๋ พายวนเป็นวงกลม ก็เลยจบอยู่แค่นั้น พอเขาตัดถนนหลังบ้านยายเรียบร้อย บทบาทของเรือที่บ้านตายายรวมทั้งบ้านอื่นๆ ด้วยก็ลดลง ตาไม่ได้ออกไปหาปลา ยายไม่ได้ไปตลาด เรือลำเล็กๆ หายไปทีละลำ เรือลำใหญ่ถูกถอดเครื่อง ยกขึ้นคาน แล้วฉันเลยไม่ได้หัดพายเรืออีก

พอเจ้หนกชวนไปทริป Smile Riders on Tour ซึ่งคราวนี้จะไม่ได้ไปปั่นจักรยานยิ้มกันเหมือนเคย แต่เป็นการทัวร์วัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ย่านอำเภอบางคนที สมุทรสงคราม ด้วยการ “พายเรือคายัก” จากตลาดน้ำท่าคา ลัดเลาะจากคลองท่าคาไปถึงคลองบางน้อย ในลำคลองที่ผู้คนยังคงพายเรือสัญจรกันจริงๆ ..ไม่ต้องจินตนาการกันมากมาย ฉันกด Going อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รอชวนเพื่อน

คายักแบบที่เห็นกันบ่อยๆ เป็นเรือที่ทำจากวัสดุทนทาน ค่อนข้างสมบุกสมบัน และขนย้ายง่าย ฉันพอจะรู้คอนเซ็ปท์ของการพายเรือคายักจากไม้พายที่แตกต่างจากเรืออื่นๆ คือมีพายอยู่ทั้งสองด้าน ปลอยสองข้างของพายก็บิดออกจากไม้พายในองศาที่ต่างกัน ต้องใช้แขนทั้งสองและการบิดข้อมือในการพาย พายข้างซ้ายสลับกับขวา ประมาณนี้ ซึ่งก่อนเอาเรือลงน้ำพี่ทัพ ผู้นำกิตติมศักดิ์ของเราซึ่งไม่เคยจัดคายักทัวร์ในประเทศมาก่อนได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรือ พาย หลักในการพาย แต่ในส่วนของเทคนิคนั้น เรียกว่าได้เรียนรู้ระหว่างพายจริง learning by rowing ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อพวกเราขนเรือลงน้ำเรียบร้อยแล้ว

ตอนหัดปั่นจักรยาน (ก็นานจนเกือบลืมละเนอะ) เราต้องเรียนรู้ที่ทรงตัวระหว่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หัดเลี้ยวซ้ายหรือขวา ปรับตัวปรับสมดุลบนอานได้เมื่อไหร่ก็คือปั่นจักรยานเป็น คายักก็เช่นกันนะ ก่อนจะพายไปข้างหน้าอย่างเร็วฉิว เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่การลงเรืออย่างไรไม่ให้คว่ำ ตำแหน่งอันเหมาะสมในการนั่ง นั่งยังไงถึงจะสมดุล พายแล้วได้แรง จับพายยังไงในสถานการณ์แบบต่างๆ ฯลฯ ยิ่งในเรือคายักแบบพายคู่ ก็ต้องมีความสอดคล้องของการพาย (ไม่รู้เหมือนการปั่นจักรยาน Tandem ไหมสิ เพราะยังไม่เคยลองปั่นกับใครเลย) เนื่องจากคนนั่งหน้ากับคนหลังมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราแต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองไป เพื่อให้เรือเคลื่อนที่ พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลกดีตอนเรา 14 ลำ เริ่มออกตัวไปในคลองเล็กๆ ด้วยอาการเป่ไปมา เพราะยังหาความสมดุลระหว่างสองข้างของด้ามพาย สมดุลบนตัวเรือ สมดุลของการออกแรง และยังไม่รู้วิธีหยุด ขำกันจะตาย พายไปก็หัวเราะไป บางทีต้องตะโกนบอกลำข้างหน้าบ้าง ข้างๆ บ้าง ให้ระวัง เพราะว่าเรือเรากำลังจะชน จากนั้นก็พาตัวเองไปเสียบเข้าที่ริมตลิ่ง เพื่อที่แป้บเดียวก็พาเรือเป๋ออกมากลางคลอง ไปชนเรือเพื่อสักลำอีก

จนกระทั่งเราเริ่มเรียนรู้ที่จะบังคับทิศทาง คัดท้าย ที่จะตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วด้วยการใช้มือ ใช้ข้อมือ ใช้ลำตัว หรือ core muscle แบบที่พี่ทัพบอกนั่นแหละ เราถึงจะพอควบคุมเรือได้ดังใจ พอพบสมดุลนี้ก็พอจะบอกได้ว่าการพายคายักเป็นการพายที่ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย ต้องเรียนรู้และฝึกประมาณนึง จึงจะรู้สึกสนุก สำหรับฉันซึ่งเป็นคนพายคัดท้าย โดยมีคนข้างหน้าซึ่งหลับหูหลับตาใช้เรี่ยวแรงจ้ำพายอย่างเดียวอย่างเพื่อนอิ๋ว ฉันค้นพบอะไรบางอย่าง คือฉันต้องสังเกตอิ๋วและสังเกตทิศทางของเรือไปในเวลาเดียวกัน แล้วก็คอยขยับร่างกาย ใช้ core muscle บังคับให้หัวเรือเบี่ยงไปทางซ้าย หรือขวาในจังหวะที่เหมาะสม คอยเบรกก่อนเรือจะพุ่งชนตลิ่งหรือเรือลำข้างๆ แล้วก็คอยส่งแรงในจังหวะที่เราสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้ตรงๆ

ตอนที่เริ่มเข้าใจศิลปะในการพายเรือ เริ่มสนุกกับการพายกันแล้ว ตอนนั้นเราอยู่ในคลองที่กว้างขึ้น น่าจะใกล้ถึงคลองบางน้อยเข้าไปทุกที เป็นจังหวะพายตามน้ำที่ไหลเชี่ยว จากน้ำกำลังไหลลงออกคลองหรือแม่น้ำที่ใหญ่กว่าข้างหน้า เรือไหลอย่างเร็ว มันส์มากๆ แล้วลมก็วูบมาอย่างแรง ก่อนที่ฝนซึ่งตั้งเค้าอยู่นานแล้วจะเทกระหน่ำลงมา

เร็วจนหยิบเสื้อกันฝนมาสวมไม่ทัน ตอนนั้นไม้พายถูกวางไว้ตามแนวยาวของเรือ เรือของเราแทบจะออกไปหมุนอยู่กลางคลอง ฉันกับอิ๋วต้องช่วยกันพายและคัดท้าย เลาะเข้ามาเกาะกลุ่มกันเข้าไว้ ตั้งสติกับฝนอยู่แป้บนึงพี่ทัพก็นำไปต่อ เพราะหยุดรอไปก็ไม่ได้ดูปลอดภัยอะไร ตลิ่งสองฟากเป็นเขื่อน ท่าน้ำแถวนั้นก็ไม่มี ผ่านช่วงนั้นมาได้พักนึงเราก็ถึงบางน้อย ขนเรือขึ้นฝั่งแล้วก็เดินเที่ยว ก้นแฉะกันทุกคนเลยตอนเดินตลาด แต่ก็เป็นการเดินทางที่สนุกจริงๆ

การพายคายักไม่ได้แค่ทำให้ฉันนึกถึงการปั่นจักรยาน แต่ยังนึกถึงการเต้นรำด้วย การพายเรือคายักคู่เป็นเรื่องที่คนสองคนต้องสื่อสารและทำงานอย่างสอดคล้องกัน กรณีที่ไม่ได้สื่อสารกัน คนนั่งท้ายก็ต้องอ่านคนข้างหน้าให้ออก แล้วเคลื่อนไหวไปตามการนำของคนข้างหน้า คอยแก้ไขสถานการณ์ถ้ามันกำลังจะแย่ และคอยเสริมกำลังในจังหวะที่เหมาะสม

ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเปรียบการพายคายักคู่จะเหมือนชีวิตคู่แบบที่โบราณบอกว่าผัวเมียเหมือน “ลงเรือลำเดียวกัน” ไหม เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่คิดว่าชีวิตคู่ต้องมีคนนำและคนตามชัดเจน หรือต้องติดแหง็กในสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้ขนาดนั้น ในความคิดมันน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายกับการปั่นจักรยานทัวริ่งสองคันร่วมทางกันไป คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือกัน เป็นเพื่อนชมวิว กินข้าว จิบกาแฟ ชนกระป๋องเบียร์ คอยฟังตอนอีกคนบ่น ชมดาวชมจันทร์ตะวันขึ้นตะวันตก ฯลฯ เป็นเพื่อนกันตลอดทาง (หรือจนกว่าจะแยกทางกัน) มากกว่า

ฉันคิดว่าการพายเรือคายักคู่สอนเราทุกคนได้อย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญมาก คือการทำภารกิจร่วมกับเพื่อน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภารกิจอะไร หากมันไม่ใช่การโชว์เดี่ยว จะต้องมีการเรียนรู้ถึงการสื่อสารและการประคองจังหวะอันสมดุลในการเคลื่อนที่อย่างสอดคล้องของคนสองคน เพิ่ม และลดให้ถูกจังหวะ เบรกเมื่อสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยว อิสระ อินดี้ ไม่มีครอบครัว ไม่มีรูมเมท ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ระเบียบวินัย ไม่ต้องแคร์ใครนอกจากแมว เพราะไม่มีกระทั่งแฟนหรือคนรักอย่างฉันนี่แหละ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s