The Lobster: จะโสดหรือไม่-เลือกให้สบายใจนะ

มาตรฐาน

TheLobster

บางคนอาจไม่มีโอกาสเลือก แต่สำหรับบางคนที่ได้เลือก นี่อาจเป็นปัญหาใหญ่ยักษ์เลยเชียว ว่าชีวิตที่เหลือนั้น ควรค่าแก่การอยู่เป็นโสดหรือควรอยู่แบบมีคู่จะดีกว่า

คิดดูแล้ว ถ้าเราหาเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ ทำไมเราจะเลือกเองไม่ได้ว่าจะอยู่เดี่ยวแบบไม่คบกับใครเพราะโลกส่วนตัวสูง ปรับตัวไม่เก่ง อยู่เดี่ยวแบบเพื่อนเยอะ หรืออยู่เงียบๆ เพื่อนไม่ต้องมาก อยู่เดี่ยวแบบมีแฟน อยู่กับแฟนแบบมีแผนจะแต่งแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ หรืออยู่อย่างนี้ดีแล้วแหละ ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่แบบตกลงแต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝา นอนเตียงเดียวกันทุกคืน หรือแต่งงานมีลูก แต่แยกห้องกันนอน กระทั่งว่าแต่งไปแล้วชีวิตแย่ ขอแยกทางมาอยู่เดี่ยวเหมือนเดิม ฯลฯ จะใช้ชีวิตแบบไหนมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเราล้วนๆ กระทั่งว่าจะคบกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ จะเป็นเกย์ เลสเบี้ยน เป็นรุกหรือรับ หรือมีรสนิยมทางเพศที่ล้ำเกินกว่าจะคิดได้ในตอนนี้ ตราบที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตราบที่ไม่ได้กระทำผิดศีล ผิดข้อห้ามทางศาสนา เราย่อมสามารถใช้ชีวิตของเราไปแบบไม่มีปัญหาอะไรเลย …ถ้าเพียงแค่เราไม่หวั่นไหวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความหวังดีจากผู้คนทั้งใกล้ตัวและไกลตัวน่ะนะ

ฉันเลยเชื่อว่าคนเขียนบทและผู้กำกับหนัง The Lobster นี่จะต้องหมั่นไส้แกมรำคาญบรรดาผู้มีความปรารถนาดี อยากให้คนโสดได้พบ ตกหลุมรักและแต่งงาน อยู่กันเป็นคู่ชีวิต ฯลฯ อย่างแม่นมั่นถึงขีดสุด ไม่เช่นนั้นไม่มีทางคลอดพล็อตหนังโหดดิบขนาดนี้ อะไรจะประชดประชันความมานะพยายามจนกลายเป็นกระเสือกกระสนจะหาคู่ให้ได้ภายในเวลาที่ (ใคร?) กำหนด ไม่งั้นจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก (อาทิ ล็อบสเตอร์) ไปในที่สุด

ช่างเป็นสถานการณ์สมมติอันร้ายกาจ ตีกรอบขังแน่นหนา อึดอัด ขัดใจอินดี้ผู้ถืออิสรเสรีภาพในการใช้ชีวิตสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใดเสียเหลือเกินนน

ครั้นจะแหกกรอบประเพณีสายหลักที่กำหนดว่ามนุษย์ผู้โตเต็มที่แล้วต้องมีคู่อยู่เรียงเคียงหมอน หนีเข้าป่าไปอยู่กับพวกคนโสด ดำรงชีพด้วยการจับสัตว์ในป่า (ซึ่งมีอดีตชาติเป็นคนโสดหาคู่ไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด) ก็ต้องไปเจออีกกรอบซึ่งกำหนดไว้ว่า คนโสดห้ามมีใจให้กัน ห้ามหลี ห้ามจีบ ห้ามกอดจูบ มีเซ็กซ์ ฯลฯ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษอย่างหนักถึงขั้นพบจุดจบในหลุมที่ตัวเองถูกบังคับให้ขุดเตรียมเอาไว้นั่นเลย

โอ้ย จะอะไรนักหนากับชีวิตคะ? ความรักความปรารถนามันไม่ได้ควบคุมกันได้ด้วยการกดปุ่ม on/off ซะเมื่อไหร่ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ออกจากบ้านทุกวัน จะมีสักวันไหมที่ได้เจอคนถูกใจกัน ชาตินี้จะมีโอกาสได้เจอคนที่อยากอยู่ด้วยทุกๆ วันไหม แล้วก็ใครจะไปรู้ว่าคนที่เคยรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันไปจนตายน่ะ จะเกิดเหม็นเบื่อกันภายในสองปีครึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นเกลียดกันแบบเกิดมายังไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อนไหม …กระทั่งจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันที่ได้เจอคนคนนั้นไหมยังไม่อาจรู้ได้เลย แล้วจะไปรู้ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ได้อย่างไรว่าควรเลือกฟากไหน ชีวิตสามัญ มีผัวมีลูกไปตามทำนองคลองธรรม หรือหนีไปอยู่ป่าเร่ร่อนเป็นคนเสรี ไม่อาลัยอาวรณ์กับความรัก ไม่แยแสกับความสัมพันธ์ผูกมัดใดๆ

หนังเรื่องนี้ภาพสวย เพลงแนว บทพูดมีน้ำหนัก (เหมือนขวานผ่าซาก-ฮา) เป็นหนังที่ทำให้รู้สึก ขมขื่น ขำ และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน แต่ดูแล้วก็อดนึกขอบใจเรื่องเพี้ยนๆ ที่เขาแต่งขึ้นมาไม่ได้ ด้วยมันช่วยเตือนให้รู้สึกตัวว่า ในเมื่อชีวิตมันมีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปจริงจังอะไรมากกับการมีคู่หรือไม่มีคู่ ในเมื่อการมีคู่ไม่ใช่การการันตีว่าเราจะได้รับความซื่อสัตย์ ความรักความอบอุ่น จะปราศจากแล้วซึ่งความเหงาเดียวดาย การแต่งงานรึก็ไม่ใช่คำสัญญาว่าเราจะครองคู่กันไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย อย่าไปยึดติดกับรูปแบบเลย ความสัมพันธ์ที่งดงาม บริสุทธิ์ อบอุ่น สว่างไสวยังมีในรูปแบบอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเพื่อน พี่น้อง ระหว่างญาติ กระทั่งความรักของแม่กับลูกยังไม่ได้มีข้อแม้เลยว่าต้องมีมนุษย์เพศชายมาแสดงตัวเป็นพ่อด้วยนะ นี่ถึงจะเป็นรักแท้จากแม่

เป็นอย่างที่อยากเป็น เป็นอย่างที่สะดวกจะเป็นเถอะค่ะ ใช้ชีวิตอย่างเคารพตัวเอง หากกาลข้างหน้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วยอมรับมัน หาความสุขไปตามอัตภาพ แคร์คนไม่รักเราให้น้อยลง อาทรดูแลคนที่รักเราให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ระลึกไว้เสมอว่าแม้ชีวิตเราไม่ใช่ของเรา แต่ชีวิตเรา เราเป็นคนใช้ ไม่ใช่คนอื่น

 

บันทึก:

-ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ (ฮา) แอบนึกว่าถ้าความเพี้ยนในหนังของพี่เจ้ยมันออกมาสวย และมีตรรกะแบบของมันแบบหนังของ Yorgos Lanthimos อย่างน้อยฉันคงดูรู้เรื่อง เข้าใจสิ่งที่พี่เจ้ยอยากบอกมากกว่านี้

-โถ Colin Farrell รูปหล่อของช้านน อุตส่าห์กินจนอ้วนฉุ ใส่แว่นสายตาหนาเตอะให้สมบทบาทผู้ชายที่ (สมควร) โดนทิ้ง

-Rachel Weisz เป็นหญิงโสดสายตาสั้นที่จดไดอารี่ละเอียดมาก เล่นหนังเก่งมาก หุ่นดีมาก อิจฉาเจมส์ บอนด์จริงๆ

-น้อง Lea Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด งานนี้น้องมาพร้อมถุงใต้ตาสามชั้นทรงเสน่ห์ ซิกเนเจอร์ประจำตัว พร้อมความสวย และความสามารถในการแสดงที่เจิดจรัสมากขึ้นทุกที แม้เรื่องนี้น้องจะไม่ได้เมคอัพเลยและเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งแขนเปลือยของน้อง เพียงแค่ริมฝีปากอิ่มไร้สีสันแต่งแต้มของน้องก็แสนจะน่าดู จนความจริงที่ว่าน้องอาจแอบเป็น loner leader เลสเบี้ยนก็ไม่อาจทำให้ความเย้ายวนนั้นลดลงแต่อย่างใด

-ตัวละครอื่นๆ เพอร์ฟอร์มได้เจ๋งโคตร จิตสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวบิสกิตนม สาวไร้หัวใจ หนุ่มเป๋ หรือหนุ่มพูดไม่ชัด เมดสาวผู้ใส่ใจบริการ

-หนังเรื่องนี้มีซีนศพสัตว์เยอะไปหน่อย (มีฉากยิงลาด้วย) ก็รู้นะว่าอาจจะไม่ได้ยิงกันจริงๆ สัตว์ไม่ได้ตายจริงๆ แต่มันสะเทือนใจคนโสดรักสัตว์อะ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s