21 days, my journey back to life (day15/21)

มาตรฐาน

day 15: เสาร์ 15 กุมภาพันธ์ 2557

image

เป็นวันที่ควรไปถึงบ้านลุงกุลบางกระเจ้าในเวลา 9.00 น. แต่ฉันตื่นแปดโมงเช้า และพบว่าเช้านี้มีฝนตกปรอยๆ

ไม่อยากเชื่อสายตา รีบเปิดแอพ แอพบอกฝนตกจริงๆ ว้าเซ็งเลย ไม่เคยคิดล่วงหน้าถึงการปั่นจักรยานวันฝนตกมาก่อน  ถ้าฝนเริ่มตกจริงจังอีกทีต้องหยุดปั่นจักรยานไหม

ชักลังเลกับการไปบางกระเจ้า เลยตัดสินใจว่าไม่ไปดีกว่า ไปคนเดียวกลับคนเดียวเป็นสิบกิโล และไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบกับงานใดๆ ที่บางกระเจ้า นอกจากหวังจะแวะไปเที่ยวเล่น เจอเพื่อน และหาของอร่อยกิน

แต่ถ้าไม่ไปบางกระเจ้า อย่างน้อยก็ต้องปั่นไปหาปลาทูมาต้มให้แมวกิน ก็เลยปั่นแงซายออกไปตลาดวัดทุ่ง ฝนปรอยแบบนี้ทำไมไม่เอาคาร์เมนไปนะ อย่างน้อยก็มีบังโคลน ไม่เข้าใจตัวเอง

ขากลับเลยได้โจ๊กเจ้าเดียวกับที่เขาเคยซื้อมาฝากมากินด้วย โจ๊กเจ้านี้ ที่จริงเคยไปซื้อมากินก่อนเขาเอามาส่งอีก จำได้ว่ารสชาติไม่มีอะไรน่าประทับใจ แต่โจ๊กสูตรเดิม หม้อเดิม ทำไมถุงที่เขาเอามาส่งมันถึงโดนใจกว่าตอนซื้อกินเองล่ะ?

อ๋อ สงสัยเพราะมันไม่มีต้นหอม
ฉันประทับใจโจ๊กของเขา เพราะเขาใส่ใจจำว่าฉันไม่ชอบกินต้นหอมนี่เอง

ไม่เป็นไร ฉันจัดการย้ำความจำพ่อค้าโจ๊กร้านนี้เรียบร้อยแล้ว ว่าผู้หญิงที่ปั่นจักรยานและหิ้วหม้อเคลือบใบนี้มาซื้อโจ๊กไม่ต้องการต้นหอม ถ้าคราวหน้าบอกแล้วยังเผลอใส่ ก็จะต้องตักออกไปเหมือนคราวนี้แหละ เพราะว่าฉันบอกคุณแล้ว

เพื่อนสาวสาธิต มช. ที่คบกันมานานส่งข่าวมาตั้งแต่เมื่อคืนว่าวันนี้จะไปขายเสื้อยืดสกรีน “เรารักชาวนาไทย” ตัวละ 200 บาท ที่เวทีอโศก รายได้จากการขายทุกบาทจะส่งสมทบช่วยชาวนา ฉันยัังบอกเพื่อนไปว่าวันนี้จะไปบางกระเจ้า จะกลับมาช่วยขายเสื้อทันไหมหนอ ก็มาคิดใหม่ ไหนๆ วันนี้ไม่ได้ไปบางกระเจ้า ไปช่วยเพื่อนขายเสื้อดีกว่า ไม่ได้เจอกันนานแล้ว และที่จริงฉันว่าง ควรทำตัวเป็นประโยชน์

บ่ายมากแล้วตอนปั่นคาร์เมนไปที่คอนโดปิ ค่อนทางระหว่างบ้านกับเวทีอโศก คอนโดเพื่อนน่าอยู่เชียว โลว์ไรซ์ อยู่ในโลเคชั่นเดินทางสะดวก แต่เงียบ และรายล้อมด้วยไม้ใหญ่ดอกหอม แล้วเราสี่คนก็รียูเนี่ยนด้วยสปองจ์เค้กหน้าผลไม้ที่หนิงกับอิ๋วหิ้วเข้ามา ท่ามกลางกองเสื้อยืดที่ถูกคัดแยกเตรียมไปขาย ฉันรู้สึกเหมือนเราเพิ่งจบมัธยมเมื่อเดือนที่แล้ว

เราช่วยกันแบกขนเสื้อยืดขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ม็อบ หาที่ขาย ตั้งโต๊ะ แล้วก็ร้องเรียกหาคนซื้อ ฉันรู้สึกเหมือนเราได้ทำกิจกรรมสมัยมหาวิทยาลัยด้วยกัน ทั้งๆ ที่เวลานั้นเราพลัดพราย กระจัดกระจายกันไปคนละที่ ระหว่างกำลังขายอย่างคร่ำเคร่ง หมออั๋นก็มาถึง นางประกาศว่าไม่เจอฉันตั้งแต่จบ ม.5 เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่แกไม่ได้แก่กว่าเดิมเท่าไหร่เลยนะอั๋น 🙂

สนุกจริงๆ ไม่เคยเห็นเพื่อนกลุ่มนี้ในมุมนี้ เราช่วยกันขายเสื้อสกรีนลายแปลกๆ ที่ถ้าเทียบกับเสื้อรณรงค์ลายอื่นๆ แล้ว มันแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าคืนนี้ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราขายเสื้อได้เงินตั้ง 5,200 บาท

คนซื้อเสื้อเราช่างเป็นคนน่าสนใจ บางคนไม่ถามอะไร ไม่เกี่ยงเรื่องไซส์ที่มีเหลือแค่ไซส์เดียว แต่ยินดีช่วยซื้อ แถมขอบใจเราด้วย เรารีบบอก เราสิที่ต้องขอบคุณพี่ที่ช่วยซื้อเสื้อยืด (ขี้เหร่ๆ) ของเรา

คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เราทั้งสี่คนได้ทำอะไรแบบนี้ ฉันได้กินปลาหมึกปิ้งด้วยเตาอั้งโล่ลูกเล็กบนจักรยานที่ปักหลักจอดขายอยู่หน้า 7-11 หนิงนั่งพักลงบนผ้าพลาสติกปูบนพื้น ฟังลุงกำนันไฮปาร์กเติมน้ำตาลจากอมยิ้มชูป้าจู้ปรสแอปเปิ้ลไปพลาง อิ๋วเจ้าแม่จัดซื้อซึ่งปกติต้องห้ำหั่นเฉือนคมกับบรรดากับซัพพลายเออร์ คืนนี้นางเปลี่ยนบทบาทมาใช้เสน่ห์ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนระหว่างชั่วโมงการทำงาน เพื่อสร้างยอดขาย หาเงินบริจาคให้มากที่สุด (แม้จะเสี่ยงกับการโดนเพื่อนบ้านเขม่นให้สไตล์การขายอันมีสีสันก็ตาม) ส่วนปิ เชื่อว่าคราวนี้นางได้บริหารสมองซีกตรรกะครั้งใหญ่กับการบริหารสต็อกเสื้อ ตัวเลขรายรับ และยอดบริจาค เหนื่อยหน่อย แต่สุขใจนะเพื่อน

หลังจากมอบเงินทั้งหมดจากการขายเสื้อที่หลังเวที ได้รับของที่ระลึกเป็นซอฟต์คุกกี้ช็อกโกแลตชิพหอมเฮิร์บหน้าตาประเมินความอร่อยไม่ถูก แต่อร่อยจนอยากกลับไปขอ พวกเราหิ้วท้องไปที่สถานีทองหล่อ แวะกินสตรีทฟู้ดในซอยตรงข้ามซอยทองหล่อ ของกินตรงนั้นอร่อยจริงๆ ไม่ได้เพียงอร่อยเพราะเราหิว ยิ่งได้กินพร้อมหน้ากับเพื่อน ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นมื้อข้างถนนที่ดีมาก

เราจับแท็กซี่กลับไปที่คอนโดปิ คำแรกที่โชเฟอร์หนุ่มร่างอวบทักคือ เสื้อสวย

น่าทึ่งจริงๆ ที่เขาเห็นเสื้อของพวกเรา และเห็นว่าสวย เราแย่งกันเล่าให้เขาฟังว่าวันนี้เราทำอะไร และเสียใจที่ไม่เหลือเสื้อไซส์ที่เขาใส่ได้

รู้ไหม เขาทำอะไร เขาไม่รับค่ารถจากเรา ถึงแม้จะเป็นเงินไม่ถึงครึ่งร้อยบาท แต่นี่คือน้ำใจของคนคนหนึ่งที่อยากมีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน แม้จะเล็กๆ น้อยมาก เสื้อทั้งหมดมี 200 ตัว ขายหมด ได้เงินแค่ 40,000 บาท ใบประทวนชาวนาหนึ่งคนเป็นมูล ค่าเท่าไหร่ ฉันว่ามากกว่าเงิน 40,000 บาทหลายเท่า แต่มันน่านับถือไหม ที่กลุ่มคนอย่างเพื่อนๆ ฉันลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ได้แค่นั่งสงสารชะตากรรมของชาวนาอย่างเดียว

เราพักเหนื่อยด้วยการนั่งเม้าต่อหน้าแก้วชาผลไม้หอมกรุ่น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเมโลดราม่าของฉันเอง ดูเหมือนมีเพื่อนหลายคนได้เรียนรู้จากกรณีนี้ ไม่ใช่แค่ตัวฉัน

เพื่อนๆ ลงมาส่งฉันปั่นคาร์เมนกลับบ้านตอนห้าทุ่ม นี่เป็นการปั่นจักรยานเดี่ยวที่ดึกที่สุดแล้ว แถมข้างนอกมีฝนปรอยสลับกับลงเม็ดในบางช่วง แต่เพื่อนๆ และคาร์เมนทำให้ฉันซึ่งที่จริงเริ่มง่วงนอนกลับรู้สึกแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

คืนนี้กลับบ้านดึก และนอนดึก แต่เป็นอีกวันที่มีความสุขมาก

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s