21 days, my journey back to life (day8/21)

มาตรฐาน

day 8 : เสาร์ 8 กุมภาพันธ์ 2557

image

วันนี้เป็นวันที่ได้อยู่กับตัวเอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ที่จริงเริ่มมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ในบ้านที่ไม่มีคนอยู่ ฉันทำความสะอาดแล้วปูผ้านอนคนเดียวตรงกลางบ้าน ไม่มีอะไรทำให้ปวดใจเกินกว่าความทรงจำ แต่ก็ระลึกเสมอว่าแม่ไม่อยู่แล้ว ที่นอนไม่หลับ ตื่นตลอดคืน ไม่ใช่เพราะแปลกที่หรือกลัว ไม่ใช่แม้แต่เพราะเรื่องในใจ แต่เป็นเพราะอากาศหนาวกับหนูตัวนั้น

คิดถึงแมวชะมัด ตอนบ้านนี้มีแมว อย่างน้อยหนูก็เกรงใจ

หมอกยังหนาหนักตอนใกล้แปดโมงเช้า กูเกิลรายงานว่ามีความชื้นในอากาศ 100% แต่โอกาสที่จะมีฝนเป็น 0 คือสภาพอากาศแบบนี้นี่เอง

ฉันเปิดประตู ออกจากบ้าน สำรวจต้นไม้รอบๆ บ้านในตอนหมอกหายไปเกือบหมด ต้นไม้ที่ไม่มีใครรดน้ำหลายต้นยังดูดี น้องชายฉัน ผู้เป็นเจ้าของบ้านแวะมาเสมอ เพื่อตัดหญ้า เล็มต้นไม้ หูกระจงแผ่กิ่งก้านสวยงามตามฟอร์ม มันยังคงสู้กับโรคและแมลงอย่างทนทระนง ไม่น่าเชื่อว่าต้นมะนาวที่ไม่มีใครรดน้ำยังงาม ต้นแก้วข้างบ้านที่ตอนแม่ยังอยู่สูงแค่ฟุตเดียว ตอนนี้สูงกว่าฉันไปแล้ว ใบดกแต่ไม่มีดอก มะละกอและกล้วยแข่งกันออกผล มะม่วงเบาหน้าบ้านกำลังติดผลเป็นตุ่มๆ ชมพู่มะเหมี่ยวยืนต้นเงียบๆ อัญชันทอดยอดเลื้อยประดับดอกสีน้ำเงินเข้มไปบนตอสัตบรรณ น่าเสียดายถ้าไม่มีใครเก็บดอกของมันไปจิ้มน้ำพริก

ฉันไม่ได้คิดจะเปิดทีวี ถ้าไม่ได้เห็นจากบ้านน้าตอนเดินไปกินข้าวว่ามีการรีรันหนังเรื่อง ‘จดหมายรัก’ ฉันกลับมาเปิดดูอีกครั้งที่บ้านแม้รู้ว่าดูแล้วจะร้องไห้ จะเป็นไรไป ดูตรงนี้ก็ร้องไห้คนเดียวสบายๆ

ก่อนนี้ฉันเคยคิดว่านี่เป็นพล็อตน้ำเน่า เวลาผ่านไป ฉันได้ยินเรื่องจริงคล้ายกับพล็อตหนังเรื่องนี้เข้าให้แล้ว

ไม่แน่ใจว่าการได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รักเราอย่างแท้จริงเพียงช่วงสั้นๆ นั้นเป็นโชคดีหรือโชคร้าย ที่แน่ๆ ฉันว่าแค่ช่วงสั้นๆ นั้นถ้ามันใช่จริงๆ  ก็คงมีพลังพอจะเปลี่ยนชีวิตของคนที่ยังอยู่ไปตลอดกาล

ฉันดีใจที่เขาได้พบกับเธอ และมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งในเวลาช่วงสุดท้ายในชีวิตของเธอ

บ่ายวันนี้ฉันถูกนำไปส่งที่สถานีรถไฟ กอดและหอมหลานสาว บอกตัวเองให้บันทึกความทรงจำนี้เอาไว้ให้ดี เพราะเจอกันครั้งหน้า หลานจะโตกว่านี้ และตัวฉันเองก็จะเปลี่ยนไปจากนี้เช่นกัน นี่เป็น one moment in time จริงๆ

การโดยสารรถไฟกลับกรุงเทพฯ คนเดียวสำหรับฉัน แท้จริงแล้วเป็นช่วงเวลาสุดโปรด ไม่ว่าฤดูกาลจะเป็นอย่างไร หนาวหรือร้อน แสงแดดยามเย็นจะแผดแสงกล้าหรือทอไออุ่นเพียงละมุนก่อนลับหายอย่างเอียงอายไปหลังทิวต้นมะพร้าว แม้แต่ในวันที่มีฝนตก ขอเพียงได้ยื่นมืออกไปสัมผัสสายลม ยื่นศีรษะออกไปมองเวลาที่รถไฟเลี้ยวโค้งไปตามราง จมูกดมกลิ่นภายนอก บางทีเป็นกลิ่นดอกไม้ บางทีเป็นควันไฟ ช่วงผ่านภูเขาหินปูนแถวๆ ท่าชนะ ที่ตั้งแต่เด็กมาแล้วฉันมักมองขึ้นไปอย่างฉงน ในหัวจินตนาการเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับถ้ำและต้นไม้ทรงประหลาดบนนั้น ต้นฉำฉาใหญ่ที่จะโพสต์สวย รอให้ถ่ายภาพกับแสงแบบซิลลูเอตที่สถานีไชยา ทิวที่เคยเขียวพรึ่ดของสวนยางพาราที่ตอนนี้กำลังผลัดใบ สวนปาล์ม แอ่งน้ำที่มีบัวหลวง นาข้าว แม่น้ำ  นั่งทอดหุ่ยชมทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟสายใต้ขาขึ้นจากสุราษฎร์ฯ ไปจนกว่าจะค่ำคือเวลาของความสุขส่วนตัว

ฉันสรุปให้ตัวเองมาหลายปีแล้วว่าการโดยสารรถไฟเป็นการบำบัดใจสูตรหนึ่ง ทรมาน แต่ได้ผล อีโก้ ความกระวนกระวายใจ ความตีโพยตีพายจากการไม่ได้ดังใจที่ขมวดแน่นอยู่ข้างใน จะถูกยืดให้ผ่อนออก คลายตัวด้วยความเชื่องช้า คาดการณ์ไม่ได้ และโชคชะตาของขบวนรถไฟ ต่อเมื่อรถไฟพาเราเคลื่อนเข้าชานชาลาที่หัวลำโพงเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็เสร็จสิ้นกระบวนการบำบัดใจ

มันเป็นวิธีที่ได้ผลสำหรับฉัน เพราะฉันเป็นมาโซคิสต์

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s