เสียดายถ้าไม่ได้ทำ

มาตรฐาน

image

หรือสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เป็นสัปดาห์แห่งการเปิดใจ?

ฉันเปิดใจคุยกับผู้ชาย 3 คน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของฉันกับพวกเขา มีทั้งการปิดจ็อบ สะสางความสัมพันธ์ที่จบไปแล้ว และเปิดจ็อบ เสนอ proposal ใหม่ซิง เพื่อพิจารณาเริ่มความสัมพันธ์ครั้งใหม่

การตัดสินใจเปิดอกพูดเรื่องความสัมพันธ์ที่จบไม่ค่อยสวยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องทำใจให้กว้าง ใจเย็น อดทน และไม่หวั่นไหวต่อความจริง แต่มันก็ให้ผลคุ้มดี เพราะทำให้เกิดมิตรภาพจากความเข้าใจ ทั้งเข้าใจกันระหว่างฉันกับพวกเขา และได้เข้าใจตัวเอง

ฉันเป็นผู้หญิงแปลกที่ยังมีคนมาชอบ แต่ที่จริงแล้วยิ่งกว่าความแปลก ฉันเป็นคนมีปัญหาด้วย จะว่าเพราะอยู่คนเดียวมากไป มีโลกส่วนตัวชัดเจนรัดกุมเกินไป หรือเป็นตัวของตัวเองมากไป เจ้าอารมณ์ ดื้อรั้น ไม่ยอมใครง่ายๆ  (แม่ยังเคยบอกว่าฉันมีนิสัยชอบ ‘ข่ม’ ผู้ชาย) หรือจะด้วยความเป็น perfectionist ที่คาดหวังความสมบูรณ์แบบที่สุดจากผู้ชายที่คบเสมอ (กับตัวเองไม่เป็นไรนะ ถือคติ nobody perfect) และอื่นๆ อีกมากมาย

ปัญหาประดามีของฉันนี่แหละ เป็นเหมืองกองกำลังกีดกั้นและขับไล่คนรักทุกคนออกไปไกลตัว จนต้องกลายเป็นคนโสด โดดเดี่ยว เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เป็นการพูดคุยหลากรสหลายอารมณ์ กับชายคนแรก ทำให้ฉันเสียน้ำมูกน้ำตาจนปวดหัว ปวดใจกับการบอกเล่าซื่อๆ ของเขา ซึ่งฉันทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับและเคารพ อย่างน้อยเขาก็ให้อภัยกับวีรกรรมทางอารมณ์ที่ฉันได้สำแดงเดชไปนับครั้งไม่ถ้วน

กับอีกคนหนึ่ง อดีตรักที่เก่าแก่กว่า เขาผู้นี้บอกว่ารักฉันเสมอมา แม้ฉันจะร้ายกาจใส่แค่ไหนก็ยังเข้าใจ แม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืมที่จะคิดถึงกัน คำพูดเหล่านี้น่าจะทำให้รู้สึกดี แต่ฉันฟังแล้วรู้สึกผิด ฉันร้องขอการให้อภัย เขาให้มันในทันที

เป็นธรรมดาที่หัวใจคนเราจะอิ่มพองและแข็งแรงขึ้นเมื่อรู้ว่ามีคนรัก คำพูดของชายที่ฉันไม่ได้เลือกพอช่วยเยียวยาอาการบอบช้ำจากคำพูดของชายที่ไม่ได้เลือกฉันได้บ้าง แต่ฉันก็ยังไม่อาจเริ่มต้นใหม่กับเขาอยู่ดี

คนเรา ทำได้ก็แค่ปรับ ไม่อาจเปลี่ยนธาตุแท้ของตัวเอง

ระหว่างเคลียร์กับสองเคสเก่า ฉันคั่นกลางด้วยเคสใหม่ จะว่าไปก็เป็นการเสี่ยงยิ่งกว่ากรณีปกติของการชวนผู้ชายมาคบกัน (คนทั่วไปเรียกว่า ‘ขอผู้ชายเป็นแฟน’) ตรองดูจากปัจจัยบีบรัดต่างๆ แล้ว ก็คิดว่าน่าจะลองเสี่ยงดู ถ้าเขาไม่โอเค ฉันก็คงแค่ทำใจ แต่ถ้าฉันไม่ได้พูดครั้งนี้ อาจไม่มีโอกาสอีกเลยในชั่วชีวิต

ก็ตลกดี เพราะเรารู้จักกันมานานแสนนาน และฉันก็บอกตัวเองมาเสมอว่าแค่มีเขาเป็นเพื่อนตลอดไปก็พอใจแล้ว แต่วันหนึ่งเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า แล้วถ้ามีเขาเป็นทั้งเพื่อนและคนรักในเวลาเดียวกันล่ะ ชีวิตจะดีแค่ไหน?

คงไม่มีคำตอบถ้าไม่มีคำถาม

เขาตกใจ แต่ขอบใจที่ฉันถาม และขอคิดก่อนตอบ

แรงบันดาลใจ แรงเชียร์หรือแรงผลักดันที่ทำให้ฉันตัดสินใจถามไปมาจากคำพูดของ ศศิน เฉลิมลาภ คนจริงคนหนึ่ง ผู้ลงทุนเดินเท้า 388 กิโลเมตร จากป่าแม่วงก์สู่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อบอกกับโลกรู้ผ่านเฟซบุ๊คว่า คนธรรมดาๆ อย่างเขาตั้งใจที่จะคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์จริงๆ ไม่ใช่แค่ลมปาก

ในรายการ ‘คนค้นฅน’ เทปที่ถูกระงับออกอากาศ ศศินยอมรับว่าไม่รู้หรอกว่าจะชนะไหม แต่แม่สอนมาให้ลองทำให้เต็มที่ก่อน ถึงแพ้ก็ยังได้ชื่อว่าพยายามสู้เต็มที่แล้ว ดีกว่าไม่ได้ใช้ความพยายามทำอะไรเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาเลย

ฉันเองในตอนนี้ก็ได้ใช้โอกาสอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าคำตอบจะเป็น yes, no หรือ OK อย่างน้อยฉันก็ได้ทำสิ่งที่จะ ‘เสียดายถ้าไม่ได้ทำ’ ไปแล้ว

และกำลังรอคำตอบด้วยความเคารพ

Advertisements

4 responses »

  1. กรี๊ดดดดด ขอให้โชคดีค่ะ
    เท่มาก ขอผู้ชายเป็นแฟน
    ของเมย์ ออกแนวชอบคนไหน จะหว่านให้เค้ามาจีบมากกว่า อิอิ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s