เรื่องไม่บังเอิญ (4) : ชีวิตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

มาตรฐาน

image

1.
มันไม่บังเอิญเลย ที่เราได้รู้จักใคร และได้มาใช้ชีวิตร่วมกับใคร

ฉันไม่ได้คิดแบบนี้แต่กับมนุษย์เพศชาย แต่ยังหมายถึงนังแมวอีก 2 ตัวที่ใช้ชีวิตโสดๆ ร่วมกันในพื้นที่เล็กแคบของคอนโดมาร่วมสามปีได้แล้ว

เคยอยู่ตัวคนเดียวสบายๆ และบอกได้ว่าเป็นคนรักหมา ถ้าเทียบกับความรักที่มีต่อมนุษย์เพศชาย ความรักหมาของฉันคงเป็นรักแบบเวทนาสงสาร แต่ไม่ได้รักแบบใช้เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณแต่อย่างใด (โถ ก็หมาออกจะภักดีและพึ่งพิงเราปานนั้น) กับแมว แรกเริ่มฉันมีความชอบแมวเพียงพอประมาณ เห็นรูปแมวก๊งๆ น่ารักๆ ก็ยิ้ม ดูบ่อยๆ ก็คุ้นเคยเหมือนเป็นหมาของเพื่อนบ้าน กลับบ้านไปเจอแมวที่แม่เลี้ยงไว้จึงได้ใกล้กับแมวมากขึ้น แม่ไม่ได้เลี้ยงมันแต่เล็ก ตัวนึงเหมือนว่ามันหลงมา อีกตัวแม่อุ้มกลับมาจากตลาด แมวสองตัวนั้นเวลามันอ้อนเราก็น่าหลงอยู่ (ใครยังไม่เข้าใจคงต้องเจอสักครั้ง) แต่ฉันก็ได้เล่นได้กอดได้นอนกับแมวเป็นพักๆ เฉพาะตอนกลับไปหาแม่

บังเอิญไหมที่ฉันได้มารู้จัก และเรียนรู้จะรักแมวจากพวกมัน แล้ววันหนึ่ง นางแมวทั้งสองก็จากไป

แล้วก็มีนกพิราบบุกรุกระเบียงคอนโดของฉัน สัตว์ปีกเป็นอะไรที่ฉันไม่นึกรัก นกเล็กๆ ก็ยังพอไหว แต่นี่ไซส์นกพิราบ ..มันทำให้ขนพองสยองเกล้าอย่างบอกไม่ถูก นกเจ้ากรรมตัวนั้นมันบินลงมานั่งนิ่งๆ นานๆ ทำขนฟูๆ ตาปรือๆ เหมือนเป็นนกป่วย ตบมือแล้ว เป่านกหวีดแล้ว เอาด้ามไม้กวาดยื่นๆ ไปไล่ๆ แล้ว มันก็ไม่ไป ได้แต่นั่ง(หรือยืนล่ะ?) อยู่อย่างนั้น นั่งจนพอใจแล้วมันก็ไป แล้วก็กลับมานั่งนานๆ อีก บางทีก็มีอีกตัวมาเกาะบนขอบระเบียง (กรี๊ด! พวกมันจะมายึดพื้นที่สัมปทานบนระเบียงทำรังออกลูกออกหลานสืบไปหรือเปล่า???)

ไข้หวัดนกยังไม่น่ากลัวเท่านกจะมาตายใส่! ไม่ได้การละ ฉันต้องหาแมวมาเลี้ยง ถ้าได้กลิ่นแมว นกพวกนี้จะได้ไม่มายุ่งเกะกะ (และฉันก็จะได้ไม่ต้องเก็บศพนก)

2.
คงไม่บังเอิญอีกที่ฉันได้ไปพบกับลูกแมวครอกหนึ่ง มีคนช่วยหาบ้านให้มันเป็นการใหญ่ เพราะบ้านที่แม่แมวไปคลอดนั้นไม่เลี้ยงแมว ในที่สุดฉันเลือกแมวลายขาวดำ มีไฝที่เหนือริมฝีปากด้านซ้าย ตอนนั้นเป็นเดือนมีนาคม 2010 ฉันต้องไปญี่ปุ่นหลายวัน จึงฝากเพื่อนเลี้ยงคู่อยู่กับตัวพี่ชายหรือน้องชายของมันไว้ก่อน ได้พบกันครั้งแรกที่สยาม เพื่อนพามันขึ้นรถไฟฟ้ามา ฉันพาขึ้นรถไฟฟ้ากลับ วันนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะเลี้ยงลูกแมวด้วยอะไร แต่จำได้ว่ากลับมาถึงบ้านวันนั้น มันกินปลาทูเยอะมาก

“หมาน่อย” ฉันโทรไปบอกแม่ว่าจะเรียกมันว่าอย่างนั้น เมื่อเล็กๆ ตัวยังจ้อย แขนขาเล็ก เขี้ยวเล็ก แต่พุงกลมใหญ่กว่าตัว กินเยอะ กินแบบทิ่มหัวลงไปในชามอาหารเล็กๆ ของมัน แต่มันก็ปีนขอบถาดดินเผาที่ใช้รองก้นกระถางต้นไม้ ซึ่งฉันเททรายแมวไว้ในนั้น กลบอึกลบฉี่เป็น น่าปลาบปลื้มและหลงใหล คล้ายตอนหลงผู้ชายติสท์ๆ ที่มีแนวทางแนวๆ เป็นของตัวเอง แมวทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่สนใจเรา ในขณะเดียวกับที่รู้สึกว่าเราอยู่ในสายตาของมันตลอดเวลา แปลกดี

มานี่ตามมาในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ทำไมฉันกล้าเลี้ยงแมว 2 ตัวในห้องแคบๆ นะ? นึกไม่ออกแล้ว สงสัยตอนนั้นจะเป็นกังวลว่าหมาน่อยอยู่บ้านตัวเดียว เหงา และไม่มีเพื่อน จะกลายเป็นแมวประสาท เริ่มแสดงอาการเรียกร้องความสนใจตลอดเวลาที่ฉันอยู่บ้าน ด้วยการกัดแทะส่วนต่างๆ ของร่างกายฉันบ้าง เข้าไปร้องโหยหวนในห้องน้ำให้เราตามเข้าไปดูมันบ้าง

แต่ทำไมต้องเป็นแมวพิการตัวนี้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีก

ฉันพบสเตตัสหนึ่งในเฟซบุ๊คที่แชร์กระทู้จากพันทิปมา เห็นรูปแมวเด็กหน้าโง่ๆ น่าสงสารตัวนี้ มันพยุงตัวนั่งด้วยสองขาหน้า สองขาหลังกับส่วนก้นที่ผิดรูปผิดร่าง มีแถบหนึ่งด้วยซ้ำที่ปิดอยู่ด้วยผ้าปิดแผลชิ้นเบิ้มเมื่อเทียบกับตัวมัน ฉันชวนเพื่อนชื่อโชคดีไปดูที่โรงพยาบาลสัตว์ซึ่งรับรักษาและเลี้ยงมันไว้ เขากะจะไปทัดทาน เพราะเห็นว่าการเลี้ยงแมวสองตัวคือภาระที่เพิ่มเป็นสองหน่วย กรรมแท้ๆ ที่เจ้านั่นก็ชื่อโชคดี แต่คงไม่ใช่เพราะชื่อแมวที่ทำให้โชคดีลืมทัดทานฉัน อาจจะเป็นภาพที่เราสองคนเห็นพร้อมๆ กัน เมื่อแมวโชคดีเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วยสองขาหน้าที่ยังใช้ได้ดีของมัน …มันยังอยากมีชีวิตสินะ

ฉันรับโชคดีกลับมาแล้วเปลี่ยนชื่อให้น่ารักน่าเอ็นดูว่า “มานี่” เพราะฉันจะเรียกให้มันมาหาบ่อยๆ มันจะได้ฟื้นฟูขาหลังทั้งสองข้างที่บาดเจ็บหนักจากอุบัติเหตุซึ่งยังเหลือชีวิตไว้ให้กับมัน ทุกวันนี้มานี่ได้ขาหลังกลับมา 1 ข้าง เคยโดนโจมตีจากพยาธิเม็ดเลือดตอนก่อนจะทำหมันแต่กินยาปฏิชีวนะครบโดสแล้ว ถ้าไม่นับอาการอึยากอึเย็นจากสาเหตุของกระดูกเชิงกรานที่ผิดรูปไปจากอุบัติเหตุครั้งนั้น มันก็น่าจะถูกจัดเป็นแมวขาพิการหนึ่งข้างที่มีสุขภาพปกติดีตัวหนึ่ง

มานี่เคลื่อนที่ได้ ด้วยท่าทางแปลกๆ เวลามันวิ่งไล่กันกับหมาน่อย บางทีหมาน่อยจะหยุดโพสท์ท่าค้าง แล้วก็มองหน้าฉัน ไม่ได้อย่างจะล้อเลียนน้อง หรือชวนฉันหัวเราะน้อง แต่มันทำหน้า “ทึ่ง” อันประกอบด้วยจมูกสีชมพูก่ำๆ เพราะวิ่งจนเหนื่อยที่บานพะเยิบนิดๆ ตามจังหวะหายใจ กับใบหูที่กางเริดออกไป รับกับปลายตาที่เบิ่งกว้าง ที่เหมือนจะบอกฉันว่า “หมามี๊ดูน้องวิ่งสิ”

3.
แมว ดูจะเป็นสัตว์ที่เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุขตามประสา โดยไม่อ้อยอิ่งดราม่าอยู่กับร่างกายอันบัดซบทุพพลภาพของตัวเอง ดูอย่างแมวของฉัน เวลาที่จงใจย้ายตู้เย็นมาวางริมประตูกระจกกั้นระเบียงที่ฉันจะแง้มไว้ให้กว้างน้อยกว่าหัวแมวก่อนออกจากบ้าน เพื่อกีดกั้นอิสรภาพที่จะได้ออกไปเดินตามขอบระเบียงหรือหลังคาบ้านใคร แต่ก็อยากให้หมาน่อยได้ขึ้นมานอนหลังตู้เย็น มองมุมสูง เฝ้านกไม่ให้มาเกะกะที่ระเบียงบ้าง เวลาแบบนั้นมานี่จะนอนอยู่ข้างล่าง ที่พื้น ขดกลมอยู่ในพื้นที่ของจานดินเผาใบที่เคยใส่ทรายแมวเมื่อหมาน่อยยังเป็นเบบี๋ เมื่อมองเห็นนก มานี่จะชูคอขึ้น กางหูเต็มใบอย่างตั้งสติ ม่านตาหรี่ลงเหลือเป็นเส้นบางๆ ปรับรับกับแสงจากท้องฟ้าสว่างไสวที่เป็นฉากหลังของระเบียง

แมวสองตัวนี้ไม่เคยทำอะไรตายใหญ่โตไปกว่าจิ้งจกกับแมลงสาบชะตาขาด หมาน่อยไม่เคยมีพฤติกรรมก้าวร้าว รุกรานเอาชีวิตบรรดานกที่แวะเวียนมาเกาะต้นไม้เล็กๆ ริมระเบียง ฉันจึงไม่เคยคิดว่ามานี่จะทำได้

เย็นวันหนึ่ง ประตูระเบียงเปิดทิ้งไว้ มานี่นอนเฝ้าอยู่ตรงนี้ หมาน่อยนอนเฝ้าฉันอยู่ที่หลังกรง จู่ๆ มานี่ก็หุนหันวิ่งพรวดไปไปที่ระเบียง หมาน่อยสะดุ้งตกใจตื่นวิ่งปรู๊ดเข้าห้องแมวหลังตู้เย็นไป ฉันยังทำอะไรที่ทำอยู่ต่อไป เพราะคิดว่าเจ้าสามขาคงจะไล่จิ้งจกตามเคย จนกระทั่งมานี่วิ่งกลับเข้ามา หน้าตามุ่งมั่งจริงจัง พร้อมคาบอะไรอยู่ในปาก

ฉันอยากจะร้องกรี๊ด แต่ร้องไม่ออก

ตั้งสติได้ก็ปราดไปถึงตัว จัดการง้างอ้าปากแมว ขยับผ้าเช็ดพื้นมารอง …นกตัวนิดเดียวหล่นลงมาบนนั้น คว้ามานี่เข้ากรง ล็อกเรียบร้อยก็กลับมาที่นก ตามันปิดเหมือนหลับ แต่นกต้องไม่หลับในท่านอนสิ หัวใจฉันจะวาย ไม่กล้าจับ ฉันกลัวสัตว์ปีก ทำไงดี พาหาหมอหรือ ตัวมันแค่นี้เองนะ แล้วมันจะอยู่กับแมวได้ยังไง ฯลฯ ฉับขยับผ้าพลิกตัว นกน้อยดิ้นเฮือกหนึ่ง กางปีกซ้ายออก เลือดออกจากไหนไม่รู้ พ่นเป็นฝอย กองอยู่เป็นลิ่ม สีแดงจัดนั้นเข้มข้น เด่นอยู่บนสีเขียวอ่อนของผืนผ้า …หมาน่อยอยู่ไหน มันจะตามมาซ้ำไหม

ฉันรีบประคองผ้ารองนกไปที่ระเบียง ขาเขี่ยประตูปิดกันแมว วางร่างนกลงที่โคนกระถางพริก ซึ่งเป็นกระถางใบใหญ่และอยู่สูงที่สุด ในใจนึกภาพ พลันมันลุกยืนบนสองขาน้อยๆ สะบัดหัวสองที ขยับปีกคลี่ออกแล้วโผบินกลับไปหาคู่รักของมัน

กลับกลายเป็นมันสะดุ้งเฮือก เหยียดร่างออก ดิ้นครั้งเดียว แล้วไปคอพับอยู่กับขอบอีกด้านของกระถาง ละทิ้งการมีชีวิตไปเสียแล้ว

ฉันมือสั่น ทำอะไรไม่ถูก อยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก กลับไปมองมานี่ในกรง มันยังส่งเสียงร้องในท่าทางกระวนกระวาย …ที่ปากยังติดขนอุยของนกอยู่ปุยหนึ่ง

มานี่ไม่รู้อะไรเลย เจ้านกจ้อยที่บินลงมาต่ำแสนต่ำจนแมวสามขาตัวนี้กระโดดตะครุบได้ก็ไม่รู้อะไรเลย ฉันเองก็ไม่รู้อะไรเลย

มือยังสั่น แต่ฉันฝังร่างจ้อยนั้นไว้ที่โคนต้นพริก ใกล้กับจุดที่มันละทิ้งชีวิตของมันไป บอกมันให้ไปสบาย อย่าได้โกรธเคืองแมวที่ทำการโดยไม่ได้คิด แต่ทำไปตามสัญชาตญาณตัวนี้

ส่วนพริกต้นนั้น บัดนี้ยืนต้นสวยงามอยู่ในสายลมและแสงแดดริมระเบียง

ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เราไม่อาจรู้ถึงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น ได้แต่ยอมรับเมื่อมันเกิดขึ้น
ยอมรับ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

Advertisements

5 responses »

  1. อ่านแล้วมีหลายความรู้สึกปะปน แต่ชอบตัวหนังสือของพี่ม้อยมากเหมือนเดิมค่ะ 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s