เรื่องไม่บังเอิญ (1) : ฉันมาทำอะไรที่นี่?

มาตรฐาน

image

การค้นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการปั่นจักรยานของผู้คนในช่วงนี้ทำให้ได้พบว่ามีเพจ Chuffed กำลังประชาสัมพันธ์ทริปปั่นจักรยาน ‘ชิลๆ’  จากพุทธมณฑลไปตลาดท่านา นครชัยศรี ระยะทางไป-กลับประมาณ 40 กิโลเมตร มีแวะพักเยี่ยมชมและทำกิจกรรมตลอดทาง ดูๆ แล้วคิดว่ากลุ่มนี้ออกแนวสบายๆ ไม่เกรียน เลยลองเริ่มชวนเพื่อนกลุ่มสนิทเมื่อวันพุธ ตอนชวนน่ะแค่ลองชวนดู แต่เพื่อนๆ ตอบสนองเกินคาด วันพฤหัสบดีเราได้จำนวนสมาชิกถึง 5 สาว ต่างคนต่างก็ตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับกิจกรรมเช้าวันเสาร์

ทราบในเย็นวันศุกร์ ทางเพจรวบรวมสมาชิกได้ 60-70 คนแน่ะ (เยอะจัง) แต่เห็นหลายคนออกตัวว่ามือใหม่บ้าง ทริปแรกบ้าง ก็ไม่ค่อยจะเครียด เริ่มมีการเตือนกันให้พกยางในจักรยาน หมวกกันน็อค ถุงมือ ฯลฯ ไปด้วย ก็ยังไม่เครียด เพราะคิดว่าก็ปั่นไปช้าๆ ไม่ใช่หรอ เสื้อกันฝนก็แคะเสื้อกันฝนเซเว่นที่มีนานแล้ว แต่ไม่เคยใช้เลยออกมา (ดีที่ยังจำได้ว่าเก็บไว้ไหน) แม้แต่ความกระตือรือร้นและการเตรียมตัวของเพื่อนในกลุ่มก็ยังไม่ทำให้เครียด

มาเครียดก็อีตอนพาตัวไปถึงจุดนัดหมายแล้ว …แม่เจ้า อุปกรณ์และพาหนะของเหล่าเขาช่างพร้อมพรัก ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า …ไหนว่าไปปั่นชิลๆ ไงคะ? รถก็มีตั้งแต่ทัวริ่ง mtb ฟิกซ์เกียร์ และรถพับ ทั้งขนาดล้อ 20 และ 16 นิ้วเท่าฉัน แต่รถ 16 นิ้วคันอื่นๆ ล้วนเป็นรถใหม่ สวยเก๋ พูดง่ายๆ ได้ว่าสมรรถนะคงโอเคกว่า minion ของฉัน

มัวแต่กลัว minion จะไม่รอด ลืมกลัวไปเลยว่าจะปั่นไม่ทันชาวบ้าน

ล้อเล็ก ถึงจะมีเกียร์ช่วย อยากปั่นให้ทันล้อใหญ่ก็ต้องใช้แรงมากกว่าเขาเท่ากับการเอารอบวงล้อที่ต่างกันไปคำนวณ (คงจะคำนวณได้ แต่จะคำนวณไปเพื่อ? มาลองปั่นไปให้ทันเขาเลยดีกว่าไหม?) เพราะเขาก็มีเกียร์เหมือนกัน แถมมีเยอะด้วยสิ ทั้งจานหน้าจานหลัง รถฉันมีอยู่แค่จานเดียว 6 เกียร์ แถมต้องงอขาปั่นเพราะตำแหน่งเบาะเตี้ยไป

ปั่นไปได้แค่ 500 เมตรก็เริ่มฮัมเพลงพี่เบิร์ดอยู่ใจใน ..ฉันมาทำอะไรที่นี่?

ด้วยสปริตหรืออะไรไม่ทราบฉันยังไปต่อ ไปพร้อมกับถามตัวเองตลอดทางว่าคนจะไปก่อนหรือรถจะไปก่อน ก็วันก่อนมาปั่นฉันยังนอนไข้เพราะท้องเสียอยู่เลย

ก็เลยตั้งใจปั่น ตั้งสติใจหายใจออก หายใจเข้าใจเข้าให้ได้อ็อกซิเจนพอ เวลาเขาหยุดก็จิบน้ำ โชคดีหยิบน้ำแร่ออร่ามาจากตู้เย็น  และกินกล้วยหอมที่คุณพี่ใจดีเอามาแจกให้ก่อนออกเดินทาง (กราบขอบคุณและอนุโมทนาสาธุไว้ ณ ที่นี้ ตอนเช้ากินข้าวต้มมาถ้วยใหญ่เพราะเกรงใจกระเพาะซึ่งยังไม่เข้าที่ ก็ย่อยหมดไปตั้งแต่ก่อนถึงฝั่งมหิดลศาลายาซะอีก ถ้าไม่ได้กล้วย อาจจะต้องแปะอยู่กับร้านขายของชำหรืออะไรสักแห่งริมทางรอโบกแท็กซี่กลับบ้าน)

ตอนแวะพักครึ่งทางของขาไปที่ร้านข้าวตังนั่นขาอ่อนแล้ว แต่มารู้จักว่า ‘เหนื่อย’ เป็นอย่างไรก็ช่วงทางตรงริมทางรถไฟ แดดเที่ยง มีคนเผาอะไรสักอย่างนอกรั้วตาข่ายริมทางรถไฟ ควันยังกะย่างไก่ เป็นช่วงท้ายๆ หลังโซ่หลุดจากการตกหลุมไป 3 หน เพราะสปริงตีนผีหย่อน (มีคนบอก ไม่ได้คิดเอง) ในอารามเร่งปั่น จังหวะขึ้นจากหลุมพร้อมเปลี่ยนเกียร์เลยสะดุด โซ่หลุดซะงั้น

เป็นความเหนื่อยที่ไม่เหมือนหัวใจจะหลุดออกจากอกเหมือนกับเหนื่อยจากการวิ่ง มันเหนื่อยแบบ …กูขอหยุดปั่นแค่นี้ได้ไหม พวกมึงไปกันเห้อะ

ระยะทางตอนนั้นแค่ไม่กี่ร้อยเมตร แต่อึดอัดมาก มัวแต่ยุ่งกับโซ่เลยรั้งท้าย คันหน้าทิ้งห่างเป็นร้อยสองร้อยเมตร ต้องปั่นไล่ นึกสงสัยในใจ เคยมีคนเป็นลมตอนนั่งปั่นอยู่บนอานไหม?

หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก Chuffed

Advertisements

9 responses »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s