on reading: ปาฏิหาริย์บันทึกรัก และ บันทึกถึงแม่

มาตรฐาน

image

ชีวิตของฉันมันมาเรื่อยๆ อย่างราบรื่น จนกระทั่งแม่ของฉันพบว่าตัวเองป่วยในปลายปี 2554 …ปีที่น้ำท่วม

ก่อนน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ เมื่อหน้าน้ำ คือปลายฝนต่อหนาว ในเดือนเมษายนของปีนั้น น้ำได้ท่วมหนักที่บ้านแม่ก่อน บ้านแม่ฉัน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฉันยังคิดเสมอว่าใช่น้ำท่วมไหมที่ทำให้แม่เครียด สุขภาพแย่ลง จนปรากฏเป็นอาการป่วย

ในฟิล์มเอ็กซ์เรย์ใบนั้น แม่พบจุดที่ปอด จุดดำๆ ของเนื้อเยื่อที่ทำให้หมอกังวล กำหนดการผ่าตัดจึงถูกกำหนดอย่างเร่งด่วน นัดผ่าตัดคือปลายเดือนมีนาคม 2555 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ฉันวางแผนไว้ตั้งแต่ปลายปี 2554 ว่าจะไปญี่ปุ่น ก่อนวันแม่รับผลเอ็กซ์เรย์วันเดียว ฉันได้รูดการ์ด ซื้อตั๋วไป-กลับ กรุงเทพฯ-นาโงย่า มันคงเป็นชะตากรรมที่ฉันจะต้องจ่ายเงินค่าตั๋วโดยไม่ได้บินไป

แม่เริ่มรับคีโมครั้งแรกใจเดือนพฤษภา หมอกำหนดให้รับคีโมทั้งสิ้น 4 ครั้ง แม่เสร็จภารกิจยิ่งใหญ่อีกครั้งในชีวิตกับคีโมเธอราปีในเดือนมิถุนายน เราไปช่วยงานแต่งงานน้องสาวกันในเดือนสิงหาคม แต่พอถึงเดือนกันยายน ฉันก็ได้รับข่าวร้าย ว่าแม่เริ่มลืม และมีปัญหากับการใช้ชีวิต

รายละเอียดพวกนั้นมันทำฉันช็อกเสียยิ่งกว่ารู้ว่าแม่เป็นมะเร็งเสียอีก

แม่เริ่มลืมว่าจะพูดอะไรกับใคร ลืมการทอนเงิน ลืมวิธีใช้โทรศัพท์ หนักเข้าแม่ก็กดรับสายไม่ถูก ฉันร้องไห้ตอนโทรคุยกับแม่แล้วแม่สั่งว่าอีกครึ่งชั่วโมงให้โทรมาหาอีก และให้ฉันโทรบอกน้องให้โทรหาด้วย (แม้แม่จะกดรับสายไม่ถูก แต่แม่ก็โทรหาทุกคนไม่ถูกแล้ว) แม่ยังไม่ลืมพวกเรา ลูกหลานและคนสนิท แต่ต่อไปล่ะ?

น้องพาแม่ไปหาหมอประสาทที่คลินิก หลังจากหมอซักถาม และทำการทดสอบเล็กน้อย น้องโทรรายงานฉันว่า หมอสงสัยว่าแม่จะมีอาการสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ฉันตอนนั้นพลันรู้สึกเหมือนยืนอยู่ใต้ไซต์ก่อนสร้างแล้วถูกแท่งซีเมนต์หลุดจากเครนตกลงทับหัว ความคิดความอ่านมันตีบตันไปหมด มองอะไรก็เห็นแต่ความหม่นหมอง กำลังต้องไปทำงานริมทะเล แทนที่ทะเลจะทำให้สดชื่น สดใสเหมือนที่เคย กลับรู้สึกจมดิ่ง พานอยากตายให้พ้น เพราะสงสารแม่

คนคนหนึ่ง จะมีสมบัติใดมีค่าเกินความทรงจำ?

ความจริงแล้วไม่ใช่สมองของแม่ที่เสื่อม แต่เป็นเนื้อร้ายซึ่งลุกลามจากช่วงอกขึ้นไปถึงสมองที่ทำให้แม่ลืม เป็นเนื้องอกในสมองที่หมอไม่อาจผ่าและกำจัดไป ได้แต่ส่งแม่ไปฉายรังสีเพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้องอก เสร็จแล้วแม่ก็ย้ายไปอยู่บ้านน้อง บ้านที่มีคนอยู่เกือบตลอดเวลา แล้วอาการแม่ก็ดีขึ้นจนฉันต้องถามตัวเองว่านี่ฝันไปหรือเปล่า 15 วันเป๊ะหลังจากฉายแสงสุดท้าย แม่เหมือนกลับเป็นคนเดิม เล่าเรื่องละครโทรทัศน์ตอนหัวค่ำได้ พูดคุยฉะฉาน และหมดเปลืองแบตเตอรี่กับค่าโทรศัพท์ไปกับการโทรหาคนโน้นคนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่แม่คิดถึง หรือเป็นห่วง

แล้วก็เป็นอย่างคำพระบอก โลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ความสุขและทุกข์ไม่อยู่กับเรานาน แม่ต้องกลับไปอยู่บ้านน้องชายที่ภูเก็ตอีกครั้งเมื่อเริ่มลืม ใช่ เมื่อหมดฤทธิ์รังสีนอนหลับ เนื้อร้ายก็ตื่นขึ้น น้องพาแม่กลับไปหาหมอที่สุราษฎร์ฯ ตามนัด ทุกสองอาทิตย์ แต่หมอไม่มีอะไรจะเสนอให้อีกแล้ว นอกจากความเห็นอกเห็นใจกับคำแนะนำตามอาการ แม่ลืมมากขึ้น มากจนลืมวิธีเคลื่อนไหว แต่ถึงตอนนั้นแม่ยังไม่ลืมลูก ครั้งหนึ่งที่น้องชายไปรับฉันจากสนามบิน มันดึกแล้ว แม่หลับไปแล้ว เมื่อฉันไปถึง ปลุกแม่เบาๆ แม่ลืมตา แล้วพูด “ม้อยมาแล้วหรอ ..คิดถึงม้อยจังเลย”

น้ำตาฉันไหล จดจำคำพูดกับน้ำเสียงนั้นมายาใจตัวเองเมื่อคิดถึงแม่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้

แม่ไปอยู่บ้านน้องชายคนเล็กของฉันครั้งที่สองในเดือนมกราคม น้องชายดูแลแม่มาจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม แล้วแม่ก็จากพวกเราไปอย่างสงบ

ฉันเคยถามตัวเอง หลังจากที่ช็อกกับอาการลืมของแม่ ว่าแม้สมองถูกทำลาย แต่คนเราสามารถลืมกันได้อย่างเบ็ดเสร็จจริงๆ หรือ? แม่ตายไปแล้ว คือแม่จากโลกนี้ไปพร้อมกับความทรงจำเกี่ยวกับเราใช่ไหม?

ไม่อาจหาคำตอบให้ตัวเอง และแม้จะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้งหลังแม่จากไปแล้ว เพื่อจะอิ่มเอิบกับความรักที่ชายหญิงคู่หนึ่งอาจมีให้กันได้ขนาดนี้จริง ก็ยังไม่กล้าคิดว่าปาฏิหาริย์เช่นที่เกิดกับโนอาห์และแอลลี่จะมีจริง ในโลกของความเป็นจริง การดูแลคนป่วยอัลไซเมอร์คงอยู่ห่างไกลความโรแมนติกอย่างในหนังสือลิบ มันอาจต้องการความอดทนและความเข้าใจมากมาย จากทุกคนที่รายล้อมผู้ป่วย อดทนกับความปวดร้าวที่ต้องเห็นคนที่เรารักค่อยๆ ลืมเราจนสิ้น ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเองเคยเป็นใคร

ฉันเคยคิดถึงข้อนี้ ทว่า เมื่อมาย้อนนึกถึงช่วงเวลาต่างๆ ที่เคยมีแม่อยู่ในชีวิต ก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมีคนจำสองคน คนหนึ่งมีเหตุให้ลืมไปแล้ว แต่อย่างน้อยยังมีอีกคนที่จำได้ ก็คงจะดีกว่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นนั้นไม่มีใครช่วยกันจำ

ฉะนั้นแล้วฉันจึงเชื่อมั่นว่า ตราบที่ฉันยังไม่ลืมแม่ ..แม่ก็ยังอยู่กับฉันเสมอ

หมายเหตุ: ในบรรดานิยายรักน้อยเรื่องของนิโคลัส สปาร์กส ที่เคยอ่านมา ฉันบูชา “ปาฏิหาริย์บันทึกรัก” ที่แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่สุด ค่าที่ในความรู้สึกเป็นเรื่องที่ลงตัวที่สุด เรียงร้อยในภาษาไทยด้วยถ้อยคำงดงาม กินใจที่สุด ใคร่รู้เหมือนกันว่าถ้าอดทนอ่านภาษาต้นฉบับจนจบจะรู้สึกได้ขนาดนี้ไหม

Advertisements

4 responses »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s