on reading: ตาที่สาม และชัมบาลา

มาตรฐาน

 รูปภาพ

 

“…ความเมตตากรุณาและการให้อภัยต่อผลกรรมนั้น ไม่ใช่พระเจ้าดอกที่ให้ได้ คนเราเองต่างหากที่สามารถให้สิ่งเหล่านี้แก่กันได้…ข้อความนี้ฝังอยู่ใน สำนึกของฉันนับตั้งแต่แปลเรื่อง โอม มณีปัทเม หุม…”

ข้อความที่ได้อ่านใน “ผักชี ใบหอม โหระพา สะระแหน่” ของสีมน ทำให้ฉันอยากอ่าน โม มณีปัทเม หุม ที่สีมนแปลจาก “The Third Eye” ของ T. Lobsang Rampa แต่ยังหาไม่ได้ ก็ไปได้ฉบับชื่อ “ตาที่สาม” แปลจากเรื่องเดียวกัน โดยหลวงแม่ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ สมัยที่ท่านยังสอนอยู่ที่คณะศิลป์ศาสตร์ เป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 (ซึ่งที่จริงท่านได้ทะยอยแปลลงใน “วิปัสนา บันเทิงสาร” ระหว่าง พ.ศ. 2508-2510) มาอ่านก่อน

(ต้องขอบคุณ Dee Book Shop ที่ช่วยหาให้อ่าน)

โดยไม่ได้คาดหวังอะไร

ฉัน ได้อ่านเรื่องราวที่สนุกมาก ของ ทิวส์เดย์ ล็อบซัง รัมปา เด็กชายชาวทิเบตผู้ถือกำเนิดในครอบครัวสูงศักดิ์ หากอดีตชาติที่สูงศักดิ์ยิ่งกว่าคือสิ่งกำหนดชะตาชีวิตในชาตินี้ของเด็กชาย คนนี้ เมื่ออายุครบ 7 ขวบ เขาก็เดินออกจากบ้านไปขอบวชเป็นเณรที่วัดซึ่งเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ร่ำเรียนวิชาและศึกษาธรรมะ เพื่อให้พร้อมโตขึ้นเป็นแพทย์นักบวช เพื่อจะออกช่วยชีวิตผู้คนต่อไป

ระหว่างเติบโต เขาเข้าพิธิเปิดดวงตาที่สาม ซึ่งทำให้มองเห็นสีรัศมีของสิ่งมีชีวิต ซึ่งบอกถึงสุขภาพกายและสภาวะในจิตใจของคนผู้นั้น

เรื่อง เล่าถึงชีวิตพระทิเบตไปจนถึงการพลัดพราก ทั้งจากอาจารย์ผู้เป็นมิตรรักกันมาตั้งแต่ครั้งอดีตนานโพ้น และจากแผ่นดินถิ่นเกิดเพื่อเดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมยังต่างแดน แล้วก็จบลง

 

ฉัน ทำการบ้านเพิ่มเติม รู้ว่าฝรั่งอ่าน The Third Eye กันมาก แต่ ล็อบซัง รัมปา จริงๆ แล้วมีหน้าตาเป็นฝรั่งสุดๆ เท่าที่อ่านดู แกเป็นชาวไอริชที่ย้ายไปอยู่แคนาดา (อาจารย์ฉัตรสุมาล์เองก็บอกไว้แล้วตั้งแต่ในคำนำ) และดูเหมือนหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับ ทิวส์เดย์ ล็อบซัง รัมปา ก็ไม่ได้มีแค่เล่มเดียว แต่มีเป็นซีรีส์

 

ฉันจึงหยุดการปรุงแต่งความจริงเกี่ยวกับคนเขียนให้เป็นอย่างที่เคยคิด

 

ไม่ ว่าเรื่องเล่าใน “ตาที่สาม” จะเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องแต่ง คนเขียนได้ประสบกับมันมาด้วยตัวเองหรือไม่ ฉันขอรับรู้เรื่องที่ได้อ่านอย่างที่ได้อ่าน  เพราะถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดในหนังสือจะเป็นเรื่องจริง ทุกวันนี้ทิเบตก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ตัวละครทุกตัวได้หมดวาระของตัวเองลงแล้ว ถ้ามันเป็นความจริง มันก็แค่เรื่องที่เกิดขึ้น และจบไปแล้วในอดีต (ไม่ต่างกับเรื่องจริงในหนังสือเล่มอื่นๆ ไม่ใช่หรือ?)

 

ฉันขอ รับรู้กับตัวเองเพียงว่า ขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันรู้สึกสนุกไปกับทุกเรื่องที่ผู้เขียนเล่า ผ่านการแปลของผู้แปล รู้สึกอิ่มเอิบไปกับมิตรภาพ ความเมตตา และให้อภัยที่คนเรามีต่อกัน ซึ้งใจไปกับเรื่องของการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ความธรรมดาของความเฟื่องฟู และความเสื่อม จุดนี้ในฐานะคนอ่าน คงต้องขออนุโมทนาบุญกับคนเขียน และผู้แปลสินะ

ไม่ว่าจะเยติจะมีจริงๆ ไหมไม่ว่าทิเบตจะเปลี่ยนไป (ในเงื้อมมือของจีน) แต่ฉันก็ยังอยากเห็น อยากไปฟังเสียงสวดมนต์ โอม มณีเปเม หุม (หาคลิปจากยูทูบฟังแล้วได้ยินแบบนี้) ในวัด ในทิเบต

 

ที่สำคัญที่สุด ฉันอยากเห็นชัมบาลาสักครั้ง

 

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s