The Great Gatsby: ตัวตนของเจย์ แกสบี้

มาตรฐาน

image

 

 

ถ้าหนังคือการเล่าเรื่อง จะกินใจกว่าไหมถ้าหนังทำให้คนดูลึกซึ้งดื่มด่ำ เป็นบ้าเป็นบอไปตามเรื่องที่เล่าได้มากที่สุด ในเวลาสั้นที่สุด

 

สำหรับฉันแล้ว หนังที่ดีย่อมไม่ใช่หนังที่กักตัวคนดูไว้เนิ่นนาน ปรนเปรอด้วยส่วนฉากที่โชว์ความดีเลิศ ลงทุนสูงทั้งเวลา สติปัญญา และเงิน แต่เมื่อนำไปร้อยเรียง ประกอบเข้ากับเรื่องที่เหลือแล้วฉากเทพพวกนี้กลับกลายเป็นส่วนผสมกระโดกกระเดกชวนมึน และทำให้คนดูเดินออกจากโรงในสภาพที่ยังคาใจ เพราะไม่ฟิน

 

สิ่งแรกที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับแกสบี้ของ Baz Luhrmann คือ ‘ยาวไปนะ’ เพราะว่าได้ดูเวอร์ชั่นเก่า กำกับโดย Jack Clayton ที่เขียนสกรีนเพลย์โดย Francis Ford Coppola ซึ่งเล่าเรื่องได้อย่างมีเหตุผลกระชับ ลงตัวมาก (กว่านี้เยอะ) มาก่อน จึงได้เข้าใจว่า ความเวิ่นเว้อต่างๆ นานาที่เพิ่มเข้ามาจนทำให้หนังยาวจนคนดูต้องแอบหลับไปคนละรอบสองรอบนั้น ก็มาจากความตั้งใจจะโชว์เหนือกับเอฟเฟคท์ 3D นั่นเอง

 

แล้วก็ต้องมานั่งคิด …เอ๊ะ หนัง 3D นี่มันเหมาะกับการเล่าเรื่องแนวไหนบ้างนะ …เออ แนว inception ไง แนวทำลายโลก อุกกาบาตพุ่งชน แนวอวกาศ แนวผี (พี่มากน่าจะเป็น 3D ได้นะ แต่อย่าเลย แบบ 2D ก็ดีพอละ) แอนิเมชั่น กังฟู ฯลฯ ได้หลายแนวนะ แต่แนวดราม่าเนี่ย …พี่จะ 3D ไปเพื่อ?

 

เรื่องดั้งเดิมของ F.Scott Fitzgerald นั้นครบรส ทั้ง dramatic และ tragedy เป็นนวนิยายที่เล่าเรื่องของความไม่สมหวังในรักเพราะเรื่องชนชั้น ความรักที่ชายต่ำต้อยคนหนึ่งมีต่อผู้หญิงสวยและรวย ทำให้เขามุมานะทำงานหาเงิน เพื่อชุบตัวเสียใหม่ เอาความรวยหรูมาพอกเป็นเปลือก ด้วยเชื่อว่าสักวันผู้หญิงจะกลับมาหาเพราะเงิน แต่แล้วที่สุดฝันก็สลาย ถ้าเป็นนิยายไทยคงมีตัวละครหนึ่งขยี้หัวใจเขาด้วยไดอาล็อกประมาณ ‘สัญชาติกา อย่าสะเออะมาทำเทียมหงส์…เชอะ!’ (กรุณาอ่านอย่างใส่อารมณ์)

 

เรื่องมันดี บทตัวเอกของเรื่องก็ดี ได้แสดงแสนยานุภาพในหลายอารมณ์ ทั้งครุ่นคิด มุ่งมั่น หลงรัก โกรธเกรี้ยว มิตรภาพระหว่างเพื่อนแท้ ฯลฯ ซึ่งอาจมีบ้างบางตอนที่จะดูโง่เพราะรักแบบ foolish แต่ต้องไม่ใช่โง่แบบ stupid สิ

 

Robert Redford เล่นแบบที่เราเห็นแล้วเชื่อว่าต้องแกสบี้ต้องเป็นคนมุ่งมั่น เท่ และเด็ดเดี่ยว และวางท่าได้สง่าแบบนี้แหละ แต่ทำไม Leonardo Di Caprio ถึงได้เป็นแกสบี้ที่ดูก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ ไม่มั่นใจ และทำอะไร stupid  ตั้งหลายตอน

 

ส่วนตัวเดซี่ นางเอก ในเวอร์ชั่นล่าสุด ฉันเห็นสาวสังคมเจ็ตเซ็ตที่ ..ก็ดูสวยดีแต่ทำให้ฉันสงสัยว่าเธอเล่นเป็นสาวสมองกลวงหรือที่ดูช้าๆ ตาลอยเพราะว่านางติดยากันแน่ ไม่รู้ทำไม Mia Farrow ถึงได้เล่นร้ายจัง ทั้งดูเป็นคนสวยมากกก บอบบาง แต่เอาแต่ใจโดยแกล้งโง่หลอกใช้คนอื่น แล้วก็เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจในเวลาเดียวกัน

 

ประเด็นที่เพื่อนซึ่งไม่เคยดูเวอร์ชั่นไหนมาก่อนตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เห็นรู้สึกว่าแกสบี้รักนางเอกมากมายอะไรเลย ในเวอร์ชั่นเก่าที่ฉันดูมาตอบโจทย์ข้อนี้ตั้งแต่แรก คนดูรู้เลยว่าแกสบี้เครซี่เดซี่ มาตอกย้ำความต้องการในตัวเธออีกครั้งด้วยภาพสายตาของจ้องมองเดซี่ หนังเรื่องนี้ฉายในปี 1974 ด้วยเทคนิคโบราณ แต่กำกับดราม่าดีมาก จัดไฟก็มาอย่างโบราณคือสาดมาเต็มๆ แต่ทำให้เห็นประกายระริกในน้ำเลี้ยงลูกตานักแสดง และทำให้เห็นว่านางเอกเขาสวยจริง เขาแต่งหน้าทำผมกันดีจริง ยอมรับและเคารพ

 

ฉากซิกเนเจอร์ของหนัง อย่างปาร์ตี้ที่บ้านแกสบี้ซึ่งคนทั้งเมืองพากันมาสนุกเมามันกันเป็นบ้าเป็นบอเหมือนผู้ใหญ่ไปสวนสนุกนั้น สำหรับฉันแล้ว เวอร์ชั่นเคลย์ตันตอบโดนใจกว่าเวอร์ชั่นเลอห์มานนมากมาย ฝรั่งเรียกยุคนั้นว่าปีทศวรรษที่ 1920’s ว่ายุคแกสบี้ มีเอกลักษณ์ชัดเจนทั้งเรื่องแฟชั่นการแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม การแต่งหน้า และ เพลงแจ๊ส หนังของเคลย์ตันใส่เพลงแจ๊สมาเต็มๆ มาด้วยกันกับภาพที่ตัวละครเต้นรำกันอย่างสุดเหวี่ยง ทั้งมุมกล้องเอย เสียงเอยที่เก็บมาทั้งเสียงส้นรองเท้า เสียงกระโปรงส่าย เสียงสร้อยมุกกระทบกัน ชายกระโปรงที่เหวี่ยงไปตามการหมุนตัว มองเห็นไปถึงชั้นใน ขอบถุงน่องไหม รวมทั้งสายรัดถุงน่อง ในขณะที่ในหนังเลอห์มานน ตัวละครทุกตัวแต่งองค์อลังการสววยตื่นตาราวมาในชุดฟินาเล่ของดีไซเนอร์ เต้นกันสุดเหวี่ยงเหมือนกัน แต่กับเพลง…อะไรไม่รู้ ที่แม้จะบอกว่าเป็นซิกเนอเจอร์ของผู้กำกับ แต่บอกตรงๆ คนดูอย่างฉันไม่อินค่ะ

 

ถามถึงตัวตนที่แท้จริงของแกสบี้ที่ เจ แกสบี้ สร้างขึ้น ในหนังของเลอห์มานนซึ่งได้ยินว่าแฟชั่นดีไซเนอร์ แฟชั่นเอดิเตอร์ และสไตลิสต์ชั้นนำของเมืองไทยล้วนได้รับเชิญไปชมในรอบพรีเมียร์นั้น ดูเหมือนพระเอกลิเกที่เช่ามาทุกอย่าง ทั้งเสื้อผ้า (เยอะ-จนสงสัยว่าเป็นเกย์หรือเปล่า) คฤหาสน์ แคเทอริ่ง กระทั่งรถ แกสบี้คนนี้เหมือนตัวละครสมมติขึ้นมาเติมให้เต็มเป็นเรื่อง (และทำให้ฉันนึกถึงบทสิบแปดมงกุฎหนุ่มหล่อของลีโอใน Catch Me If You Can ซะงั้น) ในขณะที่ในหนังเคลย์ตัน แม้จะสร้างตัวตนที่ตัวเองต้องการจะเป็นขึ้นมาเหมือนกัน แต่เจย์ แกสบี้ดูห้าว เป็นคนจริงจัง มีหัวจิตหัวใจ มุ่งมั่น เร่าร้อน เช่นผู้ชายคนหนึ่งจะเป็นมากกว่า

ในตอนจบ แกสบี้ตาย แกสบี้ของบาซ เลอห์มานนตายไปเหมือนคนไม่เคยมีตัวตน ไม่มีใครมาร่วมไว้อาลัยในงานศพ ในขณะที่แกสบี้ของแจ็ค เคลย์ตัน มีคนมาฝังศพด้วยน้ำตาหนึ่งคน คนคนนั้นคือพ่อ

 

มันทำให้ฉันรู้สึกว่า เจย์ แกสบี้เคยมีอยู่จริง  

 

 

 หมายเหตุ:

-ใช่ว่าจะไม่ชอบอะไรจากแกสบี้เวอร์ชั่นปีนี้ ยอมรับว่าชอบฉากสวนกล้วยไม้ขาวในบ้านนิค ตรงนี้ทำให้เชื่อว่าแกสบี้ของเลอห์มานนใจป้ำกว่า

-ตัวละคน ทอม บุคคานัน เวอร์ชั่นนี้ยังหล่อกว่าด้วยสิ

-เรื่องความสวย ขอยกให้มีอา ฟาร์โรว์นะคะ

-เรื่องความหล่อของแกสบี้ จุดนี้คงไม่ต้องบอกสินะ ว่าชอบใคร

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s