แีรงบันดาลใจนอกบ้าน

มาตรฐาน

รูปภาพ

 

การออกนอกบ้าน อาจทำให้เรามองเห็นบ้านตัวเองชัดขึ้น

ทุกทีที่ได้ออกนอกประเทศ จะไปเขมร ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ รวมทั้งมาเลเซียในคราวนี้ เป็นอดเอามาเทียบกับเมืองไทยไม่ได้

ไม่ได้ลำเอียงหรือองุ่นเปรี้ยว แต่ถ้าพูดถึงศักยภาพในการเป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยว เมืองไทยเรามีทรัพยากรออกจะเหลือเฟือ ชนิดที่ไม่ต้องลงทุนสร้างตึกแฝดอลังการ ถึงขั้นทำสถิติโลกอยู่ช่วงหนึ่ง (เพื่อจะถูกทำลายสถิติ แล้วประเทศนี้ก็กำลังจะทำสถิติอีกครั้งด้วยตึกแฝดคู่ใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า) ไม่ต้องสร้างห้างสรรพสินค้ามากมาย ไม่ต้องจัดเทศกาลเซลส์ปีละสองรอบสามรอบ บ้านเราก็ยังมีคนอยากมาเที่ยว (ฉันโคตรเชื่อ เชื่อขนมกินได้เลยด้วยว่า เขาไม่ได้มาเที่ยวผู้หญิงกันทั้งหมดด้วย)

โรงแรมหลายดาวบ้านเราหรือก็สวย ช่วยกันรักษามาตรฐานการบริการ นอกจากเวลคัมดริงค์แล้ว เราแจกยิ้มสยามเป็นของอภินันทนาการทุกครั้งที่พบแขก (ไม่ใช่คนของโรงแรมหลายดาวที่นี่ไม่ยิ้มนะ เขาแค่ไม่มีเวลคัมดริงค์ ไม่มีตะกร้าผลไม้ ไม่มีอะไรเลยในมินิบาร์-นอกจากน้ำ 600 ซีซี 2 ขวด ไม่มีดอกไม้สด ไม่มีปลั๊กอะแดปเตอร์รออยู่ในลิ้นชัก ไม่มีร่ม ไม่มีผ้ารองจาน ไม่ปรี่มาเติมกาแฟ) โรงแรมหลายดาวในไทยแลนด์ไม่เคยให้ลูกค้ายืนรอเช็คอินนานเกือบยี่สิบนาที ไม่เคยมีไดอาล็อกสุดเข้มงวดไร้ความประนีประนอมกับแขก โดยเฉพาะแขกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย -อย่าว่าฉันเยอะ ฉันแค่บังเอิญพอมีประสบการณ์การใช้บริการโรงแรมบ้าง และใครๆ ก็มีสิทธิ์หวังบริการจากโรงแรมสูงส่งเท่ากับจำนวนดาวที่โรงแรมนั้นมีประดับไว้ จริงไหม

 ถ้ามองไปถึงฟีลด์ของ MICE (Meetings, incentives, conferences, and exhibitions) การมามาเลเซียทำให้ฉันตระหนักซึ้งถึงความเลอเลิศของไบเทคบางนา อิมแพคเมืองทองธานี กระทั่งศูนย์ประชุมที่ค่อนข้างจะเก่าไปแล้ว อย่างศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เชื่อเถอะว่าเราพร้อมกว่ามาก ถ้าต้องจัดงานใหญ่ระดับมหึมา ออกาไนเซอร์ รวมทั้งโชว์ในงานของเราฉันก็เชื่อว่าไม่เป็นรองใคร ถ้ามีเงิน มีสไตล์เราทำได้ไม่อายชาวโลกหรอก

สนามบินสุวรรณภูมิของเราก็ดูสวยหรู อลังการ แม้จะทราฟฟิกไปบ้างในบางที แต่ก็ดิวตี้ฟรีสุดเริ่ด สรุปแล้วคูลอะ ไม่ไกลเมืองมากอีกต่างหาก

 

แล้วทำไมพอรวมคะแนนแล้ว มาเลเซียถึงดูเจริญกว่าไทยแลนด์อย่างนี้ล่ะ? จุดนี้ฉันก็ยังคิดไม่ออก

 

สิ่งที่มาเลเซีย โดยเฉพาะในกัวลาลัมเปอร์ ต่างจากเราชัดๆ คือเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของประชากร คือเมืองไทยเราก็หลากหลาย แต่ที่นี่แรงกว่า มีได้มีแค่ทุกสีผิว แต่ทุกศาสนาเลย คนมารวมกันทุกศาสนา พูดกันหลายภาษาเหลือเกิน แต่คนที่นี่อยู่กันได้อย่างกลมเกลียว ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้ง เบาะแว้ง กีดกัน ทุกคนเรียนรู้ภาษาของอีกฝ่าย ทำงานด้วยกัน และเคารพกัน

จุดนี้ต่างกับบ้านเราแล้ว ยิ่งนึกถึงประเทศติดกันทางตะวันตก ฉันยิ่งสะท้อนใจนะ คนเหมือนกัน อยู่ประเทศเดียวกัน ถ้ารักกัน ช่วยกัน สามัคคี ชีวิตของทุกคนน่าจะมีแต่ดีกับดีจริงไหม

อีกอย่างที่เพิ่งถึงบางอ้อในวันนี้คือ รัฐบาล ฉันแค่จะเล่าว่ามีคน 3 คนที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ฉันในงานเปิดเทศกาลรองเท้านานาชาติ (Malaysia International Shoes Festival 2013) สองคนแรกเป็นชาวไทยที่มีผลงานเข้าตา ได้รับเชิญมาโชว์ในงาน ทั้งคู่

พี่สาวคนแรกบ่นว่าเด็กไทยฝีมือดีนะ โรงงานทำรองเท้าไทยฝีมือดีนะ (ก่อนเขาจะพากันย้ายฐาน ทิ้งไปเวียดนาม และจีนตามลำดับ) หนุ่มคนต่อมาพูดยิ้มๆ ว่าน่าเสียดายที่เมืองไทยไม่มีเวทีอย่างนี้

ฟังแล้วจี๊ด ก็คิดดู แค่เห็นตัวเลขบอกว่านักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ไปกับรองเท้า รัฐบาลมาเลเซียหมายมั่นจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตรองเท้า เร่งส่งเสริมการสร้างดีไซเนอร์รองเท้า จัดเวทีให้ได้แสดงออก จัดฉากให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้ซื้อ แล้วก็จัดให้สื่อมวลชนจากหลายประเทศมาเห็น มาสัมภาษณ์นักออกแบบของเขา และกลับไปบอกเล่าให้คนของตัวเองรู้ว่า มาเที่ยวมาเลเซียเถอะจ๊ะ มาซื้อรองเท้ากลับไปด้วยนะจ๊ะ ของเขาดีจริง

อีกคนที่ตอกย้ำถึงความสามารถในการออกแบบและทักษะในการทำรองเท้าของไทยคือ Jimmy Choo นักออกแบบรองเท้าชั้นนำของโลกชาวปีนัง ผู้เป็นความภาคภูมิใจของมาเลเซีย และแทบจะกลายเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของเทศกาลนี้ไปแล้ว จิมมี่ ชู ไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากเปรยเรื่อง ‘แวว’ ในการทำรองเท้าของคนไทย ไม่รู้จะให้ฉันเก็บไปคิดต่อหรือไม่ได้ตั้งใจอะไร แค่เจอคนจากประเทศที่ตัวเองรู้สึกดีด้วยก็อยากจะพูดถึงเรื่องดีๆ ที่ทำให้ทุกคนยิ้ม

ฉันถามเขาถึงแรงบันดาลใจ แต่คำตอบของจิมมี่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันโดยไม่รู้ตัว  เขาบอกว่างานของเขาคือออกแบบสิ่งที่หญิงสาวสวมใส่ แรงบันดาลใจของเขาจึงเป็นหญิงสาว ลักษณะท่าทางของพวกเธอ การแต่งกายของพวกเธอ แพทเทิร์นลายถักของเสื้อ (ว่าแล้วก็จับเสื้อคาร์ดิแกนสีเหลืองมัสตาร์ดตุ่นของฉันเพื่อยกตัวอย่าง) แรงบันดาลใจของเขาจึงมีอยู่รอบตัว ยิ่งออกเดินทางก็ยิ่งพบ ยิ่งเห็นแรงบันดาลใจ

 

จิมมี่ไม่ได้ทำให้ฉันนึกมองหาแรงบันดาลใจจากผู้ชาย เพียงแค่รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสได้เดินทางออกไปจากบ้าน แทนที่จะเศร้าหม่นหมอง วิตกกังวล ก็น่าจะเปิดหูเปิดตา เก็บแรงบันดาลใจไว้กรองเป็นงานดีๆ บ้าง ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อย และต้องอดทนเป็นอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าเหลือเกิน

ขอบคุณมาก ยินดีที่ได้พบคุณค่ะ จิมมี่ ชู

 

Advertisements

5 responses »

  1. ม้อยเขียนได้เข้าใจ และตรงใจ
    พี่โอชอบจัง ^^

    เห็นด้วยกับทุกประเด็นเลยจ้ะ
    เยี่ยม…

    พี่โอขออนุญาตแชร์ไปที่ wall เฟสบุค ได้ไหมคะ

  2. ตามที่เคยจินตนาการคุณจิมมี่ ชู
    พี่โอเห็นแต่ชาวจีนที่ตี๋ ผิวขาว แต่งตัวแฟชั่น

    แต่พอเห็นรูปนี้…ภูมิฐานจัง…
    เนี้ยบมากๆ

  3. เป็นผู้ใหญ่ใจดี ใจเย็น และมีเมตตานะคะ
    สัมผัสจากมือก็ทั้งอบอุ่นและจริงใจ ไม่รีบร้อนเชกให้เสร็จๆ ไป แต่เหมือนจริงใจกับการแนะนำตัวของเราค่ะ

    พอรู้ว่าเรามาจากเมืองไทยก็อาจจะรู้สึกสนิทสนิมกับเราเป็นพิเศษนะคะ เพราะตัวแกเป็นคนปีนัง คุยไปคุยมามีควักพระเครื่องที่แกนับถือออกมาให้ชมด้วย 🙂

  4. การได้เจอแรงบันดาลใจที่นู่น เป็นเรื่องดีของทริปนี้
    ในเรื่องที่หงุดหงิดใจ ม้อยก็เจอสิ่งที่ดีๆกลับมานะ ดีจริง

    คุณจิมมี่ ชูดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีอย่างม้อยว่าจริงๆ (ชอบตอนที่แกควักพระเครื่องมาให้ม้อยชม) 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s