หมาน่อย

มาตรฐาน

ก่อนจะถึงปลายเดือนมีนาคม 2553 ชีวิตฉันไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้ ยังคงเป็นชีวิตที่ดำเนินไปตามความประสงค์ ความอยากได้ อยากมีของตัวเองเป็นหลัก อยากกินอะไร ไปไหน ไม่ไปไหน ทำอะไร ไม่ทำอะไร อยากติดอะไร หรือทิ้งอะไร ฉันทำได้ทั้งนั้น

จนกระทั่งได้ลูกแมวสีขาวแต้มดำมีจุดสีดำเหนือริมฝีปากด้านซ้ายวัยประมาณ 2 เดือนมาเลี้ยง ชีวิตแบบนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย จนไม่อาจกลับไปเป็นอย่างเดิมได้อีกแล้ว

ฉันเริ่มรีบกลับบ้านไปหาข้าวปลาอาหาร ไปเล่นเป็นเพื่อน ‘หมาน่อย’ ลูกแมวกินเก่งที่แรกมายังเหนียม เผลอเป็นหลบเข้าใต้ตู้ตลอด ฉันเริ่มวางแผนกับทุกเรื่อง การซื้อของไม่ได้เป็นเรื่องสนุกในการจับจ่ายอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นความรอบคอบของการใช้เงินแลกสิ่งของจำเป็น ประตูบ้านต้องปิดอย่างถ้วนที่ อาหารและน้ำต้องเปลี่ยนใหม่ สะอาด มีพร้อมเสมอสำหรับแมวหิว นัดกับหมอเป็นนัดที่ลืมไม่ได้ ฉันไม่ค้างอ้างแรมที่ไหนถ้าไม่จำเป็น เหนือสิ่งอื่นใดฉันเข้านอนไวขึ้นเพราะต้องตื่นเช้า เพราะถ้าหมาน่อยตัดสินใจว่าเวลานี้คนควรตื่นได้แล้ว ฉันจะไม่มีทางนอนอุตุอีกต่อไป

ฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่พี่น้องของมันและไม่รู้ว่ามันเกิดเมื่อไหร่ แต่อยากให้มันมีวันเกิดจะได้นับอายุกันได้ง่ายๆ จึงติ๊ต่างให้หมาน่อยเกิดวันเดียวกับลูกเพื่อน เพื่อนจะได้ช่วยนับอายุให้ ดังนั้นปลายเดือนนี้หมาน่อยซึ่งเปลี่ยนจากมุดเข้าใต้ตู้เป็นโดดขึ้นหลังตู้เย็นมานานแล้ว ก็จะอายุครบ 2 ขวบ

2 ปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วซึ่งคนและแมวได้ใช้ชีวิตร่วมกัน มีประสบการณ์ร่วมกันหลายอย่าง ทั้งสนุก สุข ทุกข์ และนอยด์ อาจจะเพราะช่วงแรกเกิดหมาน่อยถูกย้ายบ้านหลายหน หรือไม่ก็เพราะมันซึมซับนิสัยอ่อนไหว ขี้กังวล ปนหวาดระแวงจากฉัน มันเลยกลายเป็นแมวไร้มนุษย์สัมพันธ์ ไม่เคยเป็นฝ่ายทอดสะพานไมตรีให้คนแปลกหน้าก่อน แถมยังเกลียดสภาพแวดล้อมที่มีแต่สิ่งที่มันไม่ชินเป็นอย่างมาก แทบทุกครั้งที่ฉันพามันไปฝากเลี้ยงที่โรงพยาบาล มันจะจิตตกและพกโรคง่อยๆ ที่บางทีก็ไม่ง่อยติดตัวกลับมาด้วย

โรคพวกนี้มีตั้งแต่โดนยีสต์โจมตีจนเป็นตุ่มกลางหัว คันหูจากแบคทีเรีย ไปจนถึงหวัด ทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่หมาน่อยยังสามารถเป็นหวัด จามน้ำมูกน้ำตาไหลจนแมวน้องติดไปด้วย แต่อะไรก็ไม่เท่าตอนที่มันพลัดตกลงไปจากระเบียงชั้น 6 ไปแอ้กที่กันสาดชั้น 2 ไม่ตาย ไม่สาหัส แต่ก็ทำเอาฉันเกือบหัวใจวาย ตกลงมาใหม่ๆ มันเอาแต่หมอบนิ่ง ไม่ยอมยืน ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแผลเล็กๆ ที่ก้น ฉันเกือบจะไม่พามันไปหาหมอ เพราะเชื่อมั่นว่าแมวตกตึกไม่เป็นไร ดีที่วันนั้นแมวน้องมีนัดตรวจเลือด หอบกันไปถึงโรงพยาบาลแทบเป็นลมเมื่อหมอจับมันเข้าตู้ออกซิเจน และบอกให้ทิ้งไว้ดูอาการ ต้องเอ็กซ์เรย์ดูกระดูกและตรวจเลือด เช็กว่ามีเลือดออกในช่องท้องไหม โล่งใจหน่อยเมื่อหมอแจ้งว่ากระดูกสะโพกของหมาน่อยมีจุดที่แตกออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ และเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่ควรเป็นเล็กน้อย ตับไต และช่องท้องยังดูดี ส่วนแผลที่ก้น หมอไม่ได้เย็บ แค่โกนขน ทำแผลแล้วปิดไว้

ขนที่ถูกโกนเปิดเผยเนื้อก้นแทบทั้งก้นที่เขียวปั้ดเกือบดำของแมว มันคงเอาก้นลงกระแทกเพราะกะไม่ถูกว่าจะลงถึงพื้นเมื่อไหร่ (ก็มันไม่ได้กระโดดลงไปเอง ) น่อยรอดมาได้ด้วยโชคช่วย ส่วนฉันตอนนั้นแทบไม่รอด เพราะขณะที่ต้องจับแมวพี่ทำแผลที่ก้นทุกวัน ก็ต้องส่งแมวน้องไปทำหมันตามนัดด้วย ช่วงนั้นแมวสองตัวในบ้านใส่ลำโพงกันเลียแผลทั้งคู่ ตลก แต่หัวเราะไม่ค่อยออก

การเลี้ยงแมว 2 ตัวเป็นภาระไม่เบา (ถึงพวกมันจะไม่ต้องเข้าโรงเรียนก็เถอะ) แต่ถ้าถามมาว่าหากเลือกได้ยังจะเลี้ยงอยู่ไหม ฉันคงตอบว่าเลี้ยง ก็ตลอดเวลาที่ได้เลี้ยงพวกมันฉันมีความสุุข จากความรักที่อวลในใจ เป็นความรักของฉันที่มีให้มัน และความรักของมันที่มีต่อฉัน เป็นสุขที่อิ่มทนและนานกว่าสุขสมัยก่อน หลังจากอยากได้อะไรก็ไปหามา อยากไปไหนก็ไปมากมาย

เลี้ยงแมวตัวเดียวทำให้ฉันโตขึ้น เลี้ยงแมวสองตัวแทบทำให้ฉันกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเลยล่ะ

Advertisements

One response »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s